Category  |  ODB

ประตูที่เปิดของพระเจ้า

ที่โรงเรียนใหม่ของฉันซึ่งอยู่ใกล้เมืองใหญ่ ครูที่ปรึกษามองมาที่ฉันเพียงครั้งเดียวและจัดให้ฉันอยู่ในห้องเรียนที่คะแนนต่ำสุดของวิชาการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ ฉันมาจากโรงเรียนเขตเมืองชั้นในด้วยคะแนนสอบที่โดดเด่น เกรดดีเยี่ยม อีกทั้งงานเขียนของฉันได้รับรางวัลดีเด่น แต่ประตูสู่ชั้นเรียนการเขียนที่ “ดีที่สุด” ในโรงเรียนใหม่ได้ถูกปิดแล้วสำหรับฉัน เมื่อครูที่ปรึกษาตัดสินว่าฉันไม่เหมาะสมหรือไม่พร้อม

คริสตจักรเมืองฟีลาเดลเฟียในอดีตคงจะเข้าใจการหยุดยั้งความก้าวหน้าแบบไร้เหตุผลเช่นนี้ มีคริสตจักรเล็กและยากจนแห่งหนึ่งอยู่ในเมืองที่เพิ่งประสบกับแผ่นดินไหวเมื่อไม่กี่ปีก่อนซึ่งได้ทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้ นอกจากนี้พวกเขายังเผชิญกับการต่อต้านของซาตาน (วว.3:9) คริสตจักรที่ถูกมองข้ามเช่นนี้ยังมี “กำลังเพียงเล็กน้อย” ดังที่พระเยซูผู้ฟื้นคืนพระชนม์ได้ตรัสว่า “แต่กระนั้นเจ้าก็ได้ประพฤติตามคำของเรา และไม่ได้ปฏิเสธนามของเรา” (ข้อ 8) โดยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงตั้ง “ประตูซึ่งเปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า ประตูนี้ไม่มีใครปิดได้” (ข้อ 8) อันที่จริงนั้น “สิ่งที่พระองค์ทรงเปิดแล้วไม่มีใครปิดได้ และสิ่งที่พระองค์ทรงปิดแล้วไม่มีใครเปิดได้” (ข้อ 7 TNCV)

นี่เป็นความจริงในการพยายามทำพันธกิจของเรา ประตูบางบานไม่เปิด แต่ด้วยงานเขียนของฉันเกี่ยวกับพระเจ้า พระองค์ได้ทรงเปิดประตูให้เข้าถึงผู้อ่านทั่วโลกอย่างแท้จริง โดยไม่ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่ปิดสนิทของครูที่ปรึกษาคนใด ประตูที่ปิดจะไม่ขัดขวางคุณเช่นกัน พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นประตู” (ยน.10:9) ขอให้เราเข้าไปในประตูที่พระองค์ทรงเปิดและติดตามพระองค์ไป

พระประสงค์ที่กอปรด้วยปัญญา

สหราชอาณาจักรนั้นเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์ ในทุกที่ที่ไปคุณจะเห็นแผ่นจารึกแสดงความเคารพบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์หรืออนุสรณ์สถานที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น แต่มีป้ายหนึ่งที่แสดงให้เห็นอารมณ์ขันแบบอังกฤษ บนแผ่นโลหะผุกร่อนด้านนอกสถานที่พักแรมแห่งหนึ่งในเมืองแซนวิช ประเทศอังกฤษ มีข้อความว่า “ณ ที่แห่งนี้ วันที่ 5 กันยายน 1782 ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

บางครั้งดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคำอธิษฐานของเรา เราอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก นำคำวิงวอนทูลต่อพระบิดาโดยหวังว่าจะทรงตอบเดี๋ยวนี้ ดาวิดผู้เขียนเพลงสดุดีแสดงความผิดหวังเมื่อทูลอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์หรือ พระองค์จะเบือนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด” (สดด.13:1) เราสะท้อนความรู้สึกเดียวกันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย พระองค์เจ้าข้า นานแค่ไหนพระองค์จึงจะทรงตอบ

อย่างไรก็ตามพระเจ้าของเรานั้นทรงสมบูรณ์แบบไม่เพียงในพระปัญญาของพระองค์เท่านั้น แต่ในเวลาของพระองค์ด้วย ดาวิดจึงกล่าวได้ว่า “แต่ข้าพระองค์วางใจในความรักมั่นคงของพระองค์ จิตใจของข้าพระองค์จะเปรมปรีดิ์ในความรอดของพระองค์” (ข้อ 5) ปัญญาจารย์ 3:11 เตือนให้เราระลึกว่า “[พระเจ้า] ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน” คำว่า งดงาม หมายถึง “เหมาะสม” หรือ “แหล่งแห่งความสุขใจ” พระเจ้าอาจไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของเราทุกครั้งอย่างที่เราอยากให้พระองค์ตอบ แต่พระองค์ทรงทำตามพระประสงค์อันกอปรด้วยปัญญาของพระองค์เสมอ ขอให้เรามีกำลังใจเพราะเมื่อพระองค์ทรงตอบ สิ่งนั้นจะถูกต้อง เหมาะสมและงดงาม

พร้อมอธิษฐานเสมอ

เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเล่าว่าชีวิตอธิษฐานของเธอดีขึ้นเพราะผู้จัดการของเรา ฉันประทับใจเมื่อคิดว่าผู้นำที่น่าอึดอัดใจของเราแบ่งปันข้อคิดบางอย่างที่มีคุณค่าฝ่ายวิญญาณกับเธอและมีอิทธิพลต่อการอธิษฐานของเธอ แต่ฉันเข้าใจผิด เพื่อนและเพื่อนร่วมงานอธิบายต่อว่า “ทุกครั้งที่ฉันเห็นเขาเข้ามา ฉันก็เริ่มอธิษฐาน” เวลาในการอธิษฐานของเธอพัฒนาขึ้นเพราะเธออธิษฐานมากขึ้นก่อนสนทนากับเขาทุกครั้ง เธอรู้ว่าเธอต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการทำงานร่วมกับผู้จัดการซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย และเธอร้องทูลพระองค์มากขึ้นเพราะเหตุนี้

การอธิษฐานของเพื่อนร่วมงานในเวลาที่ลำบากและเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่ฉันนำมาใช้ นอกจากนี้ยังเป็นการทำตามพระวจนะจากพระธรรม 1 เธสะโลนิกา เมื่อเปาโลเตือนผู้เชื่อในพระเยซูว่า “จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ จงขอบพระคุณในทุกกรณี” (5:17-18) ไม่ว่าเราจะพบเจอกับอะไร การอธิษฐานเป็นวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดเสมอ เพราะทำให้เราเชื่อมต่อกับพระเจ้าและเชิญให้พระวิญญาณของพระองค์ทรงนำเรา (กท.5:16) แทนที่จะพึ่งพาในการจัดการของมนุษย์ การอธิษฐานช่วยให้เรา “อยู่อย่างสงบสุขด้วยกัน” (1 ธส.5:13) แม้ในยามที่เราเผชิญกับความขัดแย้ง

เพราะพระเจ้าทรงช่วยเรา เราจึงสามารถชื่นชมยินดีในพระองค์ อธิษฐานในทุกกรณีและขอบพระคุณได้บ่อยครั้ง และสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราอยู่ร่วมกับพี่น้องในพระเยซูได้อย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากยิ่งขึ้น

ในพระหัตถ์แห่งรักของพระเจ้า

หลังจากมีปัญหาด้านสุขภาพอีกครั้ง ฉันรู้สึกกลัวในสิ่งที่ไม่รู้และควบคุมไม่ได้ วันหนึ่งขณะอ่านบทความในนิตยสารฟอร์บส์ ฉันจึงรู้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาถึง “อัตราความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลก” ที่เพิ่มขึ้นและประกาศว่าโลก “โคลงเคลง” และ “หมุนเร็วขึ้น” พวกเขากล่าวว่าเรา “อาจจะต้อง ‘ลบวินาที’ ออกเป็นครั้งแรก คือการลบวินาทีออกจากเวลามาตรฐานโลกอย่างเป็นทางการ” แม้ว่าเสี้ยววินาทีจะดูเหมือนไม่ได้สูญเสียมากนัก แต่ความรู้ที่ว่าการหมุนของโลกเปลี่ยนแปลงได้นั้นเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับฉัน แม้แต่ความไม่มั่นคงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ความเชื่อของฉันโอนเอนได้ อย่างไรก็ตามการรู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมอยู่ช่วยให้ฉันวางใจในพระองค์ไม่ว่าสิ่งที่เราไม่รู้จะน่ากลัวแค่ไหนหรือสถานการณ์ของเราจะดูสั่นคลอนเพียงใด

ในสดุดีบทที่ 90 โมเสสกล่าวว่า “ก่อนที่ภูเขาทั้งหลายเกิดขึ้นมา ก่อนที่พระองค์ทรงให้กำเนิดแผ่นดินโลกและพิภพ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล” (ข้อ 2) โมเสสยอมรับในอำนาจ การควบคุมและความรอบรู้อันไม่จำกัดของพระเจ้าเหนือสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง ท่านจึงประกาศว่าเวลาไม่อาจจำกัดพระเจ้าได้ (ข้อ 3-6)

เมื่อเราแสวงหาที่จะรู้จักพระเจ้าและโลกอันอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงสร้างมากขึ้น เราจะพบว่าพระองค์ยังทรงบริหารจัดการเวลาและสรรพสิ่งทรงสร้างอย่างสมบูรณ์แบบ เราไว้วางใจพระเจ้าได้ในทุกสิ่งทั้งที่ไม่รู้และที่เพิ่งค้นพบในชีวิตของเราได้ สิ่งทรงสร้างทั้งสิ้นยังคงปลอดภัยในพระหัตถ์แห่งความรักของพระเจ้า

เติบโตในพระเยซู

ตอนเป็นเด็ก ฉันมองว่าผู้ใหญ่ฉลาดและไม่มีทางล้มเหลว พวกเขารู้เสมอว่าต้องทำอะไร ฉันคิดอย่างนั้น วันหนึ่งเมื่อฉันโตขึ้นฉันก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรเหมือนกัน “วันหนึ่ง” ที่ว่านั้นมาถึงเมื่อหลายปีมาแล้ว และทั้งหมดที่ฉันเรียนรู้คือ ฉันก็ยังคงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรในหลายๆครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยในครอบครัว ปัญหาเรื่องงาน หรือความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง ช่วงเวลาเหล่านั้นได้ขจัดเอาภาพลวงตาที่คิดว่าตัวเองมีกำลังและอำนาจควบคุมออกไปแล้ว เหลือไว้เพียงทางเลือกเดียว คือที่ฉันจะหลับตาลงและกระซิบว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยด้วย ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”

อัครทูตเปาโลเข้าใจความรู้สึกหมดหนทางนี้ “หนาม” ในชีวิตท่านซึ่งอาจเป็นความเจ็บป่วยทางกาย ทำให้ท่านคับข้องใจและเจ็บปวด แต่ด้วยหนามนี้ เปาโลจึงได้มีประสบการณ์กับความรัก พระสัญญาและพระพรของพระเจ้าที่มากพอ จนท่านอดทนและเอาชนะความยากลำบากได้ (2 คร.12:9) ท่านเรียนรู้ว่าความอ่อนแอและการหมดหนทางของตนเองไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้ เมื่อยอมจำนนต่อพระเจ้าด้วยความไว้วางใจ สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นเครื่องมือของพระองค์ที่จะทรงเข้ามาและกระทำกิจผ่านสถานการณ์เหล่านี้ (ข้อ 9-10)

การที่เราโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเรารู้ทุกอย่าง แน่นอนว่าเราฉลาดขึ้นตามอายุ แต่ที่สุดแล้วความอ่อนแอมักจะเปิดเผยให้เห็นว่าเราไม่ได้มีอำนาจควบคุมใดๆ แต่ฤทธิ์อำนาจที่แท้จริงของเราอยู่ในพระคริสต์ “เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น” (ข้อ 10) การ “เป็นผู้ใหญ่” ที่แท้จริงนั้นหมายถึง การที่เรารู้จัก ไว้วางใจและเชื่อฟังในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ที่จะมาถึงเมื่อเราตระหนักว่าเราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์

รักเหมือนพระเยซู

เขาเป็นที่รักของทุกคน นั่นคือคำบรรยายถึงดอน กุยเซปเป้ เบราร์เดลลีแห่งเมืองคาสนิโก ประเทศอิตาลี ดอนซึ่งเป็นที่รักของผู้คนจะขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าไปรอบเมืองและกล่าวทักทายทุกครั้งว่า “ขอให้มีสันติสุขและสิ่งดี” เขาทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อประโยชน์ของคนอื่น แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขามีปัญหาสุขภาพที่แย่ลงเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ชุมชนของเขาได้ซื้อเครื่องช่วยหายใจเพื่อตอบแทนเขา แต่เมื่อใกล้วาระสุดท้าย เขาปฏิเสธเครื่องช่วยหายใจโดยเลือกที่จะให้กับผู้ป่วยอายุน้อยที่ต้องการมัน การได้ยินคำปฏิเสธของเขาไม่ได้ทำให้ใครแปลกใจ เพราะนั่นเป็นคุณสมบัติอันเรียบง่ายของชายผู้เป็นที่รักและเป็นที่ชื่นชมเพราะรักผู้อื่น

เป็นที่รักเพราะแสดงความรัก นี่คือข่าวสารที่อัครทูตยอห์นกล่าวอยู่เสมอตลอดพระกิตติคุณของท่าน การเป็นที่รักและรักผู้อื่นนั้นเป็นเหมือนกับระฆังโบสถ์ที่ส่งเสียงดังทั้งกลางวันและกลางคืนไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร และในยอห์นบทที่ 15 ยอห์นได้เปิดเผยบางอย่างซึ่งเป็นจุดสูงสุด นั่นคือว่า ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การเป็นที่รักของทุกคน แต่คือการรักทุกคน คือ “การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ข้อ 13)

ตัวอย่างความรักที่เสียสละของมนุษย์เป็นแรงบันดาลใจให้เราเสมอ ถึงกระนั้นพวกเขาก็ดูหม่นไปเมื่อเทียบกับความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ขอให้เราไม่พลาดโอกาสที่ท้าทายนี้ เพราะพระเยซูทรงบัญชาว่า “ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน” (ข้อ 12) ใช่แล้ว จงรักทุกคน

บำเหน็จของความถ่อมใจ

แครี่นั้นเป็นเหมือนกับครูจำนวนมากที่อุทิศเวลานับไม่ถ้วนให้กับอาชีพของเธอ โดยมักตรวจให้คะแนนรายงาน และพูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองจนเย็นค่ำ เพื่อรักษามาตรฐานในการทำงานเช่นนี้ไว้ เธอจึงพึ่งพาการช่วยเหลือและสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนร่วมงาน งานที่ท้าทายของเธอจึงง่ายขึ้นด้วยการทำงานร่วมกัน ผลวิจัยจากนักการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่า การทำงานร่วมกันจะส่งผลดีมากขึ้นเมื่อคนที่เราทำงานด้วยนั้นแสดงความถ่อมใจ เมื่อเพื่อนร่วมงานเต็มใจที่จะยอมรับจุดอ่อนของตน คนอื่นๆก็จะรู้สึกปลอดภัยที่จะแบ่งปันความรู้ให้กันและกัน ซึ่งจะช่วยทุกคนในกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พระคัมภีร์สอนเรื่องที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่าแค่การทำงานร่วมกันของความถ่อมใจ และการมี “ความยำเกรงพระเจ้า” ซึ่งก็คือการเข้าใจอย่างถูกต้องว่าเราเป็นใครเมื่อเทียบกับความงดงาม ฤทธิ์อำนาจและความโอ่อ่าตระการของพระเจ้า ความเข้าใจนี้จะส่งผลให้เกิด “ความมั่งคั่ง เกียรติและชีวิต” (สภษ.22:4) ความถ่อมใจจะนำให้เราอยู่ในชุมชนอย่างเกิดผลทั้งในระบบเศรษฐกิจของโลกนี้ และของพระเจ้า เพราะเราพยายามที่จะทำประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์ผู้เป็นพระฉายของพระองค์เช่นกัน

เราไม่ได้ยำเกรงพระเจ้าเพื่อต้องการจะได้รับ “ความมั่งคั่ง เกียรติและชีวิต” สำหรับตัวเราเอง นั่นไม่ใช่ความถ่อมใจที่แท้จริง แต่เราเลียนแบบพระเยซูผู้ “ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:7) เพื่อเราจะเป็นส่วนหนึ่งของพระกายที่ร่วมมือกันด้วยความถ่อมใจเพื่อทำงานของพระองค์ ถวายเกียรติแด่พระองค์ และนำความหมายของชีวิตไปยังโลกรอบตัวเรา

แรงบันดาลใจจากความรัก

จิมและลานีด้าเป็นคู่รักสมัยเรียนวิทยาลัย พวกเขาแต่งงานกันและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาหลายปี ต่อมาลานีด้าเริ่มมีพฤติกรรมแปลกออกไป เธอหลงทางและลืมนัด เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมก่อนวัยเมื่ออายุสี่สิบเจ็ดปี หลังจากทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลักของเธอมาเป็นเวลาสิบปี ทำให้จิมพูดได้ว่า “โรคสมองเสื่อมทำให้ผมมีโอกาสรักและปรนนิบัติภรรยาในแบบที่ผมนึกไม่ถึงตอนที่กล่าวคำปฏิญาณในวันแต่งงาน”

ขณะที่อัครทูตเปาโลอธิบายถึงของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านได้เขียนถึงคุณสมบัติของความรักไว้อย่างถี่ถ้วน (1คร.13) ท่านเปรียบให้เห็นความแตกต่างของการปรนนิบัติตามหน้าที่ที่ทำเป็นกิจวัตรกับแบบที่ทำด้วยความรักจากหัวใจ เปาโลเขียนว่าการพูดที่มีอำนาจเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าปราศจากความรักก็เหมือนเสียงอึกทึกที่ไร้ความหมาย (ข้อ 1) “แม้ข้าพเจ้าจะ...ยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรัก จะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่” (ข้อ 3) ในท้ายที่สุดเปาโลกล่าวว่า “ความรัก[เป็นของประทาน]ใหญ่ที่สุด” (ข้อ 13)

จิมเข้าใจถึงเรื่องความรักและการรับใช้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในขณะที่เขาดูแลภรรยา มีเพียงความรักที่ลึกซึ้งและคงทนเท่านั้นที่ทำให้เขามีกำลังที่จะช่วยเธอในแต่ละวัน ท้ายที่สุดแล้ว ที่เดียวที่เราได้เห็นแบบอย่างที่สมบูรณ์แบบของความรักที่เสียสละนี้ คือในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา ซึ่งทำให้พระองค์ส่งพระเยซูมาสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา (ยน.3:16) การกระทำด้วยความเสียสละที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความรักนั้นได้เปลี่ยนโลกของเราไปตลอดกาล

โลหิตพระเยซู

สีแดงไม่ใช่สีที่จะปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาติทุกครั้งบนสิ่งของที่เราทำขึ้น คุณจะใส่สีสันที่สดใสของแอปเปิ้ลลงบนเสื้อยืดหรือลิปสติกได้อย่างไร ในยุคแรกเม็ดสีของสีแดงนั้นทำจากดินหรือหินสีแดง ในช่วงทศวรรษที่ 1400 ชนเผ่าแอซเท็กได้คิดค้นวิธีการใช้แมลงโคชินีลทำสีย้อมแดง ในปัจจุบันแมลงตัวเล็กๆชนิดเดียวกันนี้ยังคงเป็นแหล่งที่ให้สีแดงกับโลกของเรา

ในพระคัมภีร์นั้นสีแดงหมายถึงตำแหน่งกษัตริย์ และยังหมายถึงบาปและความละอาย นอกจากนี้ยังเป็นสีของเลือดอีกด้วย เมื่อทหาร “เปลื้องฉลองพระองค์ [พระเยซู]ออก เอาเสื้อสีแดงเข้มมาสวมพระองค์” (มธ.27:28) สัญลักษณ์ทั้งสามนี้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวในภาพของสีแดงแห่งความโศกสลดคือ พระเยซูทรงถูกเยาะเย้ยในฐานะผู้ที่จะเป็นกษัตริย์ พระองค์สวมความอับอายและทรงถูกสวมด้วยเสื้อคลุมสีเลือดซึ่งพระโลหิตของพระองค์จะทรงหลั่งออกในไม่ช้า แต่ถ้อยคำของอิสยาห์ได้พยากรณ์ล่วงหน้าถึงพระสัญญาที่พระเยซูผู้ทรงถูกปกคลุมด้วยสีแดงเข้มนี้จะทรงช่วยเราให้พ้นจากสีแดงแห่งมลทินบาป “ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ” (1:18)

คือแมลงโคชินีลที่ใช้ทำสีย้อมแดงนั้นมีสีภายนอกที่ขาวคล้ายน้ำนม แต่เมื่อถูกบดขยี้พวกมันก็จะปลดปล่อยเลือดสีแดงออกมา ข้อเท็จจริงเล็กน้อยนี้สะท้อนคำพูดของอิสยาห์ว่า “ [พระเยซู] ฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา” (อสย.53:5)

พระเยซูผู้ไม่มีบาปทรงอยู่ตรงนี้เพื่อช่วยเราที่เต็มไปด้วยความบาปเหมือนสีแดงเข้มให้ได้รับความรอด คุณเห็นไหมว่าในการสิ้นพระชนม์อย่างฟกช้ำของพระองค์ พระเยซูทรงทนทุกข์กับสีแดงเข้มทุกประการเพื่อคุณจะขาวอย่างหิมะ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา