ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Xochitl Dixon

ความเชื่อที่หยั่งรากลึก

ต้นโฮลี่โอ๊กยืนต้นอยู่ข้างโบสถ์แบสกิงค์ริดจ์เพรสไบทีเรียนในรัฐนิวเจอร์ซีนานกว่าหกร้อยปีก่อนที่มันจะถูกถอนออกไป ในช่วงที่ดีที่สุด มันแผ่กิ่งก้านทั้งสูงและกว้างออกไป ลมเย็นๆพัดใบสีเขียวและลูกของมันให้แกว่งไกว แสงแดดส่องลอดผ่านใบที่พลิ้วไหวทำให้เกิดแสงระยิบระยับภายใต้กระโจมเงาของมัน แต่ใต้พื้นดินเป็นส่วนสำคัญที่สุด นั่นคือระบบราก รากแก้วของต้นโอ๊กเติบโตในแนวดิ่งเพื่อดูดซับอาหารมาหล่อเลี้ยงลำต้นจากรากแก้ว มีรากฝอยมากมายที่แผ่ออกเป็นวงกว้างเพื่อดูดซับความชื้นและสารอาหารตลอดช่วงชีวิตของมัน ระบบรากที่สลับซับซ้อนมักจะหยั่งลึกและแผ่กว้างกว่าลำต้นเพื่อรองรับและยึดลำต้นให้มั่นคง

เหตุผลที่จะยินดี

เมื่อโรงเรียนเปิดเทอม ซี.เจ.วัย 14 ปีจะโดดออกจากรถโรงเรียนทุกบ่ายและเดินเต้นแดนซ์เข้าบ้าน แม่ของเขาถ่ายวีดีโอและแชร์การเต้นแดนซ์หลังเลิกเรียนของซี.เจ. เขาเต้นเพราะเขาสนุกกับชีวิตและชอบ “ทำให้คนอื่นมีความสุข” ด้วยการเต้น วันหนึ่ง คนเก็บขยะสองคนพักจากงานยุ่งและมาขยับแข้งขา หมุนและโยกตัวไปกับเด็กหนุ่มผู้เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นมาเต้นกับเขา สามคนนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของความสุขจากใจจริงและแพร่ออกไปสู่ผู้อื่น

ผู้สร้างดวงจันทร์

หลังจากนักบินอวกาศจอดยานอีเกิลที่ทะเลแห่งความสงบบนดวงจันทร์ นีล อาร์มสตรองกล่าวว่า “นี่เป็นก้าวเล็กๆของชายคนหนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่เดินบนดวงจันทร์ นักท่องอวกาศหลายคนตามมา รวมทั้งผู้บัญชาการภารกิจอะพอลโลครั้งสุดท้าย จีน เคอร์แนน “ผมเคยอยู่ตรงนั้นและคุณกำลังอยู่ที่นั่น โลกที่กำลังเคลื่อนไหว ยิ่งใหญ่ และผมรู้สึกว่า...มันงดงามเกินกว่าจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ” เขากล่าว “จะต้องมีใครที่ยิ่งใหญ่กว่าคุณและผม” แม้จะมองจากมุมพิเศษในห้วงอวกาศ แต่คนเหล่านี้รู้ว่าพวกเขาช่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่ของจักรวาล

เยเรมีย์ก็พิจารณาความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากที่ทรงเป็นพระผู้สร้างผู้ค้ำจุนโลกและสิ่งทั้งปวง องค์ผู้สร้างสัญญาว่าจะสำแดงพระองค์ให้รู้จักเมื่อทรงมอบความรัก การอภัย และความหวังแก่คนของพระองค์ (ยรม.31:33-34) เยเรมีย์ยืนยันความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าว่าทรงเป็นผู้ “ให้ดวงอาทิตย์เป็นสว่างกลางวัน และทรงให้ระเบียบตายตัวของดวงจันทร์ และทรงให้บรรดาดวงดาวเป็นสว่างกลางคืน” (ข้อ 35) พระผู้สร้างและองค์ผู้ทรงฤทธิ์ของเราจะครอบครองเหนือทุกสิ่ง อย่างที่ทรงไถ่ประชากรของพระองค์ทุกคน (ข้อ 36-37)

เราไม่อาจสำรวจความกว้างใหญ่อันไร้ขอบเขตของสวรรค์หรือความลึกของรากฐานแห่งโลกได้หมด แต่เราสามารถยืนด้วยความยำเกรงต่อความซับซ้อนของจักรวาล และวางใจในพระผู้สร้างดวงจันทร์และสรรพสิ่ง

ความรักนิรันดร์

หลายปีก่อนลูกชายวัยสี่ขวบของฉันได้มอบกรอบรูปซึ่งมีหัวใจที่ทำด้วยไม้วางบนแผ่นโลหะ และมีคำว่าตลอดไปเขียนอยู่ตรงกลาง เขาบอกกับฉันว่า “ผมจะรักแม่ตลอดไปครับ” ฉันกอดขอบคุณเขาและบอกเขาว่า “แม่รักลูกมากกว่านั้นอีก”

ของขวัญล้ำค่านี้ยังยืนยันถึงความรักที่ไม่มีวันสิ้นสุดของลูกชาย ในวันที่ยากลำบาก พระเจ้าทรงใช้ของขวัญอันแสนหวานนี้เพื่อปลอบโยนและหนุนใจฉัน ยืนยันว่าฉันเป็นที่รักยิ่งของพระองค์

กรอบรูปนี้เตือนฉันถึงของขวัญแห่งความรักนิรันดร์ของพระเจ้าที่สำแดงผ่านพระวจนะ และยืนยันโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราวางใจในความดีของพระเจ้าที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และร้องสรรเสริญขอบพระคุณสำหรับความรักมั่นคงที่ดำรงเป็นนิตย์ได้เหมือนผู้เขียนสดุดี (สดด.136:1) เรายกย่องพระเจ้าว่าทรงยิ่งใหญ่กว่าและอยู่เหนือสิ่งอื่นใด (ข้อ 2-3) ขณะที่เราใคร่ครวญถึงความมหัศจรรย์ที่ไม่สิ้นสุด และความเข้าใจอันไร้ขีดจำกัดของพระองค์ (ข้อ 4-5) พระเจ้าผู้ทรงรักเราชั่วนิรันดร์นั้นเป็นผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และทรงควบคุมเหนือกาลเวลา (ข้อ 6-9)

เราชื่นชมยินดีได้เพราะรักนิรันดร์ที่ผู้เขียนสดุดีพูดถึงนั้น เป็นความรักเดียวกับที่พระผู้สร้างผู้จรรโลงโลกมอบให้บุตรของพระองค์ในวันนี้ ไม่ว่าเรากำลังเผชิญอะไร องค์ผู้สร้างเรายังคงอยู่กับเราและช่วยให้เรามีกำลังขึ้น โดยยืนยันว่าทรงรักเราอย่างสมบูรณ์และไม่มีเงื่อนไข ขอบคุณพระเจ้าที่เตือนเราเสมอ ถึงความรักอันไม่สิ้นสุดและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้!

ให้เราสรรเสริญ

เมื่อมือถือของเชลลี่ส่งเสียงเตือนเวลาบ่าย 3:16 ของทุกวัน เธอจะหยุดพักเพื่อสรรเสริญ ขอบพระคุณ และระลึกถึงความดีของพระเจ้า แม้เธอจะพูดคุยกับพระองค์ตลอดทั้งวันอยู่แล้ว แต่เธอชอบที่จะหยุดพักเพื่อยกย่องชื่นชมความสนิทสนมที่เธอมีกับพระเจ้า

เชลลี่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันตัดสินใจจัดเวลาเฉพาะในแต่ละวัน เพื่อขอบคุณพระเยซูสำหรับการทรงเสียสละบนไม้กางเขน และอธิษฐานเผื่อผู้ที่ยังไม่ได้รับความรอด จะเป็นอย่างไรหากผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนจะหยุดพักเพื่อสรรเสริญพระองค์ในรูปแบบของตน และอธิษฐานเผื่อผู้อื่นทุกวัน

ภาพของคลื่นแห่งการนมัสการอันงดงามที่แผ่กระจายไปจนสุดปลายแผ่นดินโลกถูกสะท้อนออกมาในสดุดี 67 ผู้เขียนวิงวอนขอพระคุณพระเจ้า โดยประกาศความต้องการที่จะยกย่องพระนามของพระองค์ต่อบรรดาประชา-ชาติ (ข้อ 1-2) ท่านร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอชนชาติทั้งหลายสรรเสริญพระองค์ ให้ชนชาติทั้งหลายสรรเสริญพระองค์” (ข้อ 3) ท่านฉลองการปกครองอย่างเที่ยงธรรมและการทรงนำอย่างสัตย์ซื่อของพระเจ้า (ข้อ 4) ในฐานะคำพยานที่มีชีวิตถึงความรักยิ่งใหญ่และพระพรอันอุดม ผู้เขียนสดุดีได้นำคนของพระเจ้าเข้าสู่การสรรเสริญด้วยความชื่นชมยินดี (ข้อ 5-6)

ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าที่ทรงมีต่อลูกๆที่พระองค์ทรงรักเสมอมานั้น สร้างแรงบันดาลใจให้เราอยากรู้จักพระองค์ และเมื่อเราทำเช่นนั้น คนอื่นจะเชื่อวางใจในพระองค์ นมัสการ ติดตาม และประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ร่วมกันกับเราได้

พระเจ้ามีค่ากว่านั้น

แม่ของฉันเคยเจ็บปวดจากผู้ที่เชื่อพระเยซู เธอจึงโกรธเมื่อฉันอุทิศชีวิตให้กับพระองค์ “แล้วลูกก็จะตัดสินแม่สินะ ไม่ง่ายอย่างงั้นหรอก” แม่วางหูและปฏิเสธที่จะพูดกับฉันตลอดทั้งปี ฉันเสียใจ แต่ในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าความสัมพันธ์กับพระเจ้านั้นสำคัญยิ่งกว่าความสัมพันธ์ที่มีค่าอื่นๆของฉัน ฉันอธิษฐานเผื่อทุกครั้งที่แม่ไม่ยอมรับสาย และขอพระเจ้าช่วยให้ฉันยังคงรักแม่

ในที่สุดเราก็กลับมาคืนดีกัน ไม่กี่เดือนต่อมาแม่บอกว่า “ลูกเปลี่ยนแปลงไป แม่คิดว่าแม่พร้อมที่จะฟังเรื่องของพระเยซูแล้ว” หลังจากนั้นไม่นาน แม่ก็ต้อนรับพระเยซู และใช้เวลาที่เหลือในชีวิตในการรักพระเจ้าและผู้อื่น

เช่นเดียวกับชายที่เข้าไปหาพระเยซู ถามว่าทำอย่างไรเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์ แต่ก็กลับออกมาด้วยความโศกเศร้าเพราะไม่อยากพรากจากทรัพย์สมบัติที่มี (มก.10:17-22) ฉันก็ต้องต่อสู้กับความคิดที่ว่าจะต้องสละทุกสิ่งเพื่อติดตามพระองค์

ไม่ง่ายที่จะสละสิ่งของหรือผู้คนที่เราคิดว่าจะพึ่งพาได้มากกว่าพระเจ้า (ข้อ 23-25) แต่สิ่งต่างๆที่เรายอมละทิ้งในโลกนี้ก็ยังมีคุณค่าน้อยกว่าของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ในพระเยซู พระเจ้าที่รักเรายอมสละพระองค์เองเพื่อไถ่คนทั้งปวง พระองค์ห่อหุ้มเราไว้ด้วยสันติสุขและความรักที่อดทนนานและมิอาจประเมินค่าได้

ถึงเวลาอธิษฐาน...อีกแล้ว

ฉันเลี้ยวรถเข้าบ้าน โบกมือให้มีเรียมเพื่อนบ้านและเอลิซาเบธลูกสาวตัวน้อยของเธอ หลายปีมานี้ เอลิซาเบธคุ้นเคยกับการที่เราพบกันแล้วใช้เวลา “ไม่กี่นาที” ซึ่งได้เปลี่ยนไปเป็นการประชุมอธิษฐาน เธอปีนต้นไม้ที่สนามหน้าบ้าน นั่งไขว่ห้างบนกิ่งไม้และเล่นคนเดียวขณะที่แม่ของเธอกับฉันคุยกัน หลังจากนั้น เธอกระโดดลงมาและวิ่งมาหาเรา ฉุดมือเราไป ยิ้มและพูดว่า “ถึงเวลาอธิษฐาน...อีกแล้ว” แม้เป็นเด็กเอลิซาเบธดูเหมือนจะเข้าใจว่าการอธิษฐานสำคัญต่อมิตรภาพของเรา

หลังจากหนุนใจผู้เชื่อให้ “จงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้าและในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์” (อฟ.6:10) อัครทูตเปาโลให้ข้อคิดลึกซึ้งเรื่องความสำคัญของการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ ท่านอธิบายถึงยุทธภัณฑ์ที่คนของพระเจ้าจำเป็นต้องสวมในการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณ เพื่อจะได้รับการปกป้อง การหยั่งรู้ และความมั่นใจในความจริงของพระเจ้า (ข้อ 11-17) กระนั้น ท่านย้ำว่าสิ่งที่พระเจ้าประทานให้นี้จะพัฒนาขึ้นได้จากการจดจ่อในของประทานที่ให้ชีวิตนั่นคือการอธิษฐาน (ข้อ 18-20)

พระเจ้าทรงสดับฟังและห่วงใยในความกังวลของเรา ไม่ว่าเราจะพูดอย่างเปิดเผย ร้องไห้เงียบๆหรือเก็บฝังแน่นอยู่ในใจอันบอบช้ำ พระองค์พร้อมเสมอที่จะทำให้เราเข้มแข็งในฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ในขณะที่พระองค์เชื้อเชิญเราให้อธิษฐานทุกเวลา

สองคนย่อมดีกว่า

ในการแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็กที่ฮาวายปี 1997 ผู้หญิงสองคนพยายามพยุงตัว โขยกเขยกเข้าเส้นชัย บรรดานักกีฬาที่เหน็ดเหนื่อยกำลังมุ่งหน้าไปทั้งที่ขาอ่อนล้า กระทั่งไซแอน เวลส์ชนกับเว็นดี อินเกรแฮมทั้งคู่ล้มลงและพยายามลุกขึ้นเดินโซเซและล้มลงอีกที่ระยะ 20 เมตรก่อนถึงเส้นชัย กองเชียร์ปรบมือเมื่ออินเกรแฮมคลานต่อไป และปรบมือดังกว่าเดิมเมื่อคู่แข่งตามมา อินเกรแฮมเข้าเส้นชัยลำดับที่สี่ เธอโผเข้าสู่อ้อมแขนของพี่เลี้ยง จากนั้นหันกลับไปเอื้อมมือไปรับเวลส์ที่ล้มลุกคลุกคลาน เวลส์ยื่นมือที่อ่อนล้าจับมืออินเกรแฮมและเข้าเส้นชัย เธอได้ลำดับที่ห้า กองเชียร์ส่งเสียงต้อนรับ

ความสำเร็จของทั้งคู่ในการว่ายน้ำ ปั่นจักรยานและวิ่งแข่งด้วยระยะทาง 225 กิโลเมตรเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคน แต่ภาพของคู่แข่งที่อ่อนล้าหนุนกำลังกันยังอยู่ในใจฉัน ยืนยันความจริงที่เต็มด้วยพลังให้ชีวิตในปัญญาจารย์ 4:9-11

ไม่ใช่เรื่องน่าอายหากเราจะยอมรับว่าชีวิตเราต้องการผู้ช่วย (ข้อ 9) โดยเฉพาะเมื่อเราต้องการเช่นนั้นจริงๆ หรือไม่อาจซ่อนความปรารถนานี้จากพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู สักวันหนึ่งเราจะอ่อนกำลังลงไม่ว่าทางกายหรือใจ

การรู้ว่าเราไม่ได้อยู่ลำพัง ช่วยทำให้เรามีกำลังใจขณะที่เราบากบั่นมุ่งไป เมื่อพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักทรงช่วยเรา พระองค์ทรงเสริมกำลังให้เราช่วยคนอื่นที่ลำบากขัดสน เป็นการยืนยันให้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ลำพัง

เมื่อชีวิตทุกข์ยาก

ฉันนอนขดตัวอยู่บนเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้าทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ พระเจ้าทรงนำครอบครัวเราให้ย้ายจากรัฐแคลิฟอร์เนียไปรัฐวิสคอน-ซิน เมื่อเรามาถึงรถก็เสีย เราจึงไม่มีรถใช้อยู่สองเดือน สามีของฉันเคลื่อนไหวได้จำกัดหลังการผ่าตัดหลัง ส่วนฉันมีอาการปวดเรื้อรังทำให้แกะกล่องของได้ลำบาก ยังมีปัญหาใหญ่ในบ้านหลังใหม่นี้ซึ่งเป็นบ้านมือสอง สุนัขของเราที่อายุมากก็มีปัญหาสุขภาพ ลูกสุนัขตัวใหม่สร้างรอยยิ้มให้บ้าง แต่การเลี้ยงลูกสุนัขขนฟูที่ซุกซนเป็นงานที่หนักเกินคาด ทัศนคติของฉันย่ำแย่ ฉันจะมีความเชื่อที่มั่นคง ขณะเดินไปบนเส้นทางขรุขระที่ยากลำบากนี้ได้อย่างไร

ขณะอธิษฐาน พระเจ้าทรงเตือนฉันให้นึกถึงผู้เขียนสดุดีที่สรรเสริญพระเจ้าได้โดยไม่ขึ้นกับสถานการณ์ ดาวิดระบายความรู้สึก ซึ่งบ่อยครั้งเป็นความอ่อนแอมากและท่านแสวงหาที่ลี้ภัยจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า (สดด.16:1) เมื่อตระหนักว่าพระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียมและปกป้อง (ข้อ 5-6) ท่านจึงยกย่องและปฏิบัติตามคำแนะนำของพระองค์ (ข้อ 7) ดาวิดยืนยันจะ “ไม่หวั่นไหว” เพราะท่าน “ตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้าเสมอ” (ข้อ 8) ท่านจึงชื่นชมยินดีและพักสงบอย่างปลอดภัยในความชื่นบานเมื่อพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย (ข้อ 9-11)

เราชื่นชมยินดีเช่นกันเมื่อได้รู้ว่าสันติสุขที่เรามี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถาน-การณ์ปัจจุบัน ขณะที่เราขอบพระคุณพระเจ้า ผู้ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะพระองค์ทรงเป็นและจะเป็นพระองค์ตลอดไป พระองค์จะทรงสถิตอยู่ด้วยทำให้ความเชื่อของเรามั่นคงมากขึ้น - XED