มานาประจำวัน

ทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร

ประเทศเอลซัลวาดอร์ยกย่องพระเยซูโดยการวางรูปปั้นของพระองค์ไว้ที่ใจกลางเมืองหลวง แม้จะอยู่กลางวงเวียนที่จราจรคับคั่ง แต่ความสูงของรูปปั้นก็ทำให้มองเห็นได้ง่ายและชื่อรูปปั้นที่ว่า พระผู้ช่วยให้รอดของโลก ก็สื่อถึงการเคารพยกย่องต่อสถานะเหนือธรรมชาติของพระองค์

ชื่ออนุสาวรีย์นี้ยืนยันสิ่งที่พระคัมภีร์พูดถึงพระเยซู (1 ยน.4:14) ผู้ทรงประทานความรอดแก่เราทุกคน พระเยซูทรงข้ามเขตแดนทางวัฒนธรรมและเปิดรับผู้ที่ต้องการรู้จักพระองค์อย่างจริงใจ โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุ การศึกษาเชื้อชาติ ความผิดบาปในอดีต หรือสถานะทางสังคม

อัครทูตเปาโลท่องไปในโลกสมัยโบราณเพื่อบอกผู้คนถึงชีวิต ความตาย และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู ท่านแบ่งปันข่าวดีนี้กับผู้มีอำนาจทางการเมือง ผู้นำศาสนา ทหาร ชาวยิว คนต่างชาติ ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก เปาโลอธิบายว่า ใครก็สามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์กับพระคริสต์ได้โดยประกาศว่า “พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อว่าพระเจ้าทรงชุบพระองค์ขึ้นจากความตาย (รม.10:9) ท่านกล่าวว่า “ผู้หนึ่งผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย…ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด” (ข้อ 11, 13)

พระเยซูไม่ใช่รูปปั้นที่เราจะยกย่องอยู่ไกลๆ แต่เราต้องมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์โดยทางความเชื่อ ขอให้เราเห็นคุณค่าของความรอดที่พระองค์มอบให้และก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ฝ่ายจิตวิญญาณกับพระองค์ในวันนี้

บทเรียนจากไก่งวง

คุณรู้ไหมว่าไก่งวงที่อยู่กันเป็นกลุ่มเรียกว่าอะไร คำตอบคือฝูงไก่งวง ทำไมผมจึงเขียนถึงไก่งวง เพราะผมเพิ่งกลับจากการใช้เวลาช่วงวันหยุดที่กระท่อมบนภูเขา ผมแปลกใจกับขบวนไก่งวงที่เดินพาเหรดผ่านระเบียงบ้านของเราทุกวัน

ผมไม่เคยเฝ้าดูไก่งวงมาก่อน พวกมันตะกุยพื้นอย่างแรงด้วยกรงเล็บอันน่าทึ่ง จากนั้นก็ไล่จิกลงไปที่พื้น ผมเดาว่ามันกำลังกินอาหาร นี่เป็นครั้งแรกที่ผมสังเกตไก่งวง ผมจึงไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม ดูเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ผอมกะหร่องแถวบ้านเราจะไม่ช่วยให้อิ่มท้องเท่ากับเจ้าไก่งวงที่จ้ำม่ำพวกนี้

ขณะที่นั่งดูไก่งวงเหล่านี้ ผมคิดถึงคำพูดของพระเยซูในมัทธิว 6:26 ว่า“จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” พระเยซูทรงใช้ภาพการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงนกที่ดูไร้ค่าเพื่อเตือนเราให้รู้ถึงความห่วงใยที่ทรงมีต่อเรา หากชีวิตของนกยังสำคัญ ชีวิตของเราจะไม่สำคัญยิ่งกว่าหรือ จากนั้นพระเยซูทรงเปรียบความกังวลถึงสิ่งจำเป็นประจำวันของเรา (ข้อ 27-31) กับชีวิตที่ “แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน” (ข้อ 33) เป็นชีวิตที่เรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับเราอย่างอุดม ถ้าพระเจ้าทรงดูแลฝูงไก่งวงได้ พระองค์ก็จะดูแลคุณและผมได้แน่นอน

ที่ว่างสำหรับฉัน

เขาเป็นทหารผ่านศึกสูงวัยที่แข็งกระด้างและพูดจาหยาบคาย วันหนึ่งเพื่อนของเขาไต่ถามเรื่องความเชื่อของเขาด้วยความเป็นห่วง เขารีบตอบอย่างไม่แยแสว่า “พระเจ้าไม่มีที่ว่างสำหรับคนอย่างผมหรอก”

บางทีนั่นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนิสัยที่ “แข็งกระด้าง” ของเขา แต่เขาไม่อาจปฏิเสธความจริงได้! พระเจ้าทรงสร้างที่ว่างโดยเฉพาะให้กับคนที่แข็งกระด้าง คนที่รู้สึกผิด และคนที่สังคมรังเกียจ เพื่อพวกเขาจะมีพื้นที่ที่จะเติบโตในชุมชนของพระองค์ เรื่องนี้เห็นได้ชัดจากวิธีการอันน่าทึ่งของพระเยซูในการเลือกสาวกตอนที่พระองค์ทรงเริ่มต้นพันธกิจ สิ่งแรกที่พระองค์ทำคือเลือกชาวประมงหลายคนจากกาลิลีซึ่ง “ยากจนต่ำต้อย” ในสายตาของชาวเยรูซาเล็ม นอกจากนั้นพระองค์ทรงเลือกมัทธิวคนเก็บภาษี ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องขู่กรรโชกเพื่อนร่วมชาติ ตามด้วยซีโมน “พรรคชาตินิยม” (มก.3:18)

เราไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับซีโมนคนนี้ (ไม่ใช่ซีโมนเปโตร) แต่สิ่งที่เรารู้คือพวกชาตินิยมเกลียดชังคนทรยศอย่างมัทธิว ซึ่งร่ำรวยมาจากการร่วมมือกับชาวโรมันที่คนยิวดูหมิ่น พระเยซูทรงเลือกทั้งซีโมนและมัทธิวและนำพวกเขามาอยู่ด้วยกันในทีมของพระองค์ร่วมกับสาวกคนอื่นๆ

อย่ากีดกันใครโดยหาว่าเขา “เลว” เกินไปสำหรับพระเยซู เพราะไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พระองค์ก็ตรัสว่า “เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีตให้กลับใจเสียใหม่” (ลก.5:32) พระองค์ทรงมีที่ว่างมากมายสำหรับคนที่ร้ายกาจ คือคนเช่นคุณและผม