มานาประจำวัน

ดำเนินชีวิตเหมือนเป็นตอนเช้า

เมื่อต้องโดยสารเครื่องบินข้ามเขตเวลา ผมลองวิธีต่างๆเพื่อไม่ให้มีอาการเจ็ทแล็ก และคิดว่าได้ลองทุกวิธีแล้ว แต่ครั้งหนึ่ง ผมตัดสินใจปรับการกินบนเครื่องบินให้เข้ากับเขตเวลาที่ผมจะไป แทนที่จะกินอาหารเย็นพร้อมผู้โดยสารคนอื่น ผมดูหนังและพยายามหลับ ชั่วโมงที่ตั้งใจอดอาหารนั้นยากที่จะอดใจ และอาหารเช้าก่อนเครื่องบินลงจอดก็ยิ่งอดใจยากกว่า แต่การอยู่แบบ “ไม่เหมือน” คนรอบข้างนั้นได้ผล นาฬิการ่างกายผมถูกตั้งให้เข้ากับเขตเวลาใหม่

เปาโลรู้ว่าถ้าผู้เชื่อในพระเยซูจะสำแดงพระองค์อย่างแท้จริง พวกเขาต้องมีชีวิตที่แตกต่างจากโลกรอบๆตัว “ครั้งหนึ่งเคยเป็นความมืด” แต่ขณะนี้พวกเขาดำเนินชีวิตอย่าง “ลูกของความสว่าง” (อฟซ.5:8) แล้วนั่นหมายถึงอะไร เปาโลพูดต่อเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า “ด้วยว่าผลของความสว่างนั้น คือความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น” (ข้อ 9)

การนอนหลับขณะเวลาอาหารอาจดูน่าขันสำหรับคนอื่นในเที่ยวบิน แต่ถึงแม้เป็นเวลาเที่ยงคืนในโลก เราในฐานะผู้เชื่อถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตเหมือนเวลาเช้า อาจมีคนรังเกียจและต่อต้าน แต่ในพระเยซู เรา“เดินในวิถีแห่งความรัก” ได้โดยติดตามตัวอย่างของผู้นั้นที่ “ทรงรักเราทั้งหลาย ทรงประทานพระองค์เองเพื่อเรา ให้เป็นเครื่องถวายและเครื่องบูชาอันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า” (ข้อ 2)

น้ำตาลไอซิ่งแห่งความเชื่อ

ฉันจูงมือหลานกระโดดเล่นผ่านลานจอดรถเพื่อไปหาชุดพิเศษมาใส่วันเปิดเรียน หลานวัยเตรียมอนุบาลตื่นเต้นกับทุกอย่าง และฉันตั้งใจว่าจะจุดประกายความสุขของเขาให้เป็นความยินดี ฉันเพิ่งเห็นข้อความบนแก้วกาแฟว่า “ยายคือแม่ที่มีน้ำตาลไอซิ่งเยอะๆ” น้ำตาลไอซิ่งคือความสนุก ความสดใดและความยินดี นั่นคือหน้าที่ของฉันในฐานะยาย ใช่หรือไม่ ใช่...และมากกว่านั้น

จดหมายฉบับที่สองของเปาโลถึงลูกฝ่ายวิญญาณคือทิโมธี ท่านระลึกถึงความเชื่อที่จริงใจและชมเชยทั้งโลอิสคือยายและยูนิสแม่ของทิโมธี (2 ทธ. 1:5) ทั้งสองดำเนินชีวิตตามความเชื่อในแบบที่ทิโมธีเชื่อในพระเยซูเช่นกัน แน่นอนที่โลอิสและยูนิสรักทิโมธีและจัดหาสิ่งจำเป็นให้ แต่ชัดเจนว่าท่านทำมากกว่านั้น เปาโลชี้ให้เห็นถึงความเชื่อที่แสดงออกในทั้งสองว่าเป็นที่มาของความเชื่อในทิโมธีด้วย

หน้าที่ในฐานะยายของฉันคือเป็น “น้ำตาลไอซิ่ง” สำหรับชุดไปโรงเรียน แต่ยิ่งกว่านั้น ฉันถูกเรียกให้เป็นน้ำตาลไอซิ่งเมื่อได้แบ่งปันความเชื่อด้วย เมื่อก้มศรีษะก่อนกินนักเก็ตไก่ เมื่อสังเกตเมฆรูปนางฟ้าที่เป็นผลงานศิลปะของพระเจ้า เมื่อร้องเจื้อยแจ้วไปกับเพลงพระเยซูในวิทยุ ให้เรามาร่วมกันเป็นตัวอย่างของแม่และยายแบบยูนิสและโลอิส ที่ทำให้ความเชื่อกลายเป็นน้ำตาลไอซิ่งในชีวิต เพื่อผู้อื่นจะอยากได้ในสิ่งที่เรามี

รับใช้ผู้ต่ำต้อยที่สุด

ชื่อของเขาคือสเปนเซอร์ แต่ทุกคนเรียกเขา “สเปนซ์” เขาเป็นผู้ชนะการแข่งวิ่งระดับมัธยมปลายของรัฐ จากนั้น ได้เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมีชื่อด้วยทุนการศึกษาเต็มจำนวน ขณะนี้เขาอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกาและเป็นที่ยกย่องนับถือในภาควิศวกรรมเคมี แต่ถ้าคุณได้ถามสเปนซ์ถึงความสำเร็จที่ผ่านมา เขาจะไม่พูดถึงสิ่งเหล่านี้เลย แต่เขาจะเล่าถึงการเดินทางไปที่ประเทศนิคารากัวทุกๆ 2-3 เดือนเพื่อเยี่ยมเด็กและครูในโครงการศึกษาที่เขาช่วยก่อตั้งขึ้นในพื้นที่ที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่ง และเขาจะบอกคุณว่าชีวิตของเขามีคุณค่ามากขึ้นเพียงใดจากการรับใช้คนเหล่านั้น

“ผู้ต่ำต้อยที่สุด” มีความหมายหลายอย่าง แต่เป็นคำที่พระเยซูใช้เพื่ออธิบายคนเหล่านั้นที่ตามมาตรฐานของโลกแล้ว แทบจะไม่มีอะไรตอบแทนการช่วยเหลือที่เรามอบให้ได้เลย เขาเหล่านั้นเป็นทั้งชาย หญิงและเด็ก ที่โลกมองข้าม หรือไม่ก็ถูกลืมอย่างสิ้นเชิง แต่คนเหล่านี้แหละที่พระเยซูยกเขาให้อยู่ในตำแหน่งที่สวยงามโดยกล่าวว่า “ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้...ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (มธ.25:40) คุณไม่ต้องมีวุฒิจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเพื่อเข้าใจความหมายของพระคริสต์ การรับใช้ “ผู้ต่ำต้อยที่สุด” เป็นเหมือนการรับใช้พระองค์ สิ่งที่ต้องมีคือความเต็มใจเท่านั้น