มานาประจำวัน

ถนนทุกสายเลยหรือ

“อย่าขึ้นทางด่วน” นั่นเป็นข้อความจากลูกสาวของผมในเย็นวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังจะออกจากที่ทำงาน บนทางด่วนกลับบ้านกลายเป็นลานจอดรถ ผมเริ่มลองเส้นทางอื่น แต่พบว่าการจราจรบนถนนทุกสายหนาแน่นจนผมต้องยอมแพ้ วันนี้คงต้องรออีกนานกว่าจะกลับถึงบ้าน ผมจึงกลับรถไปทางตรงกันข้ามมุ่งหน้าไปดูการแข่งกีฬาที่หลานสาวผมร่วมแข่งด้วย

เมื่อพบว่าไม่มีถนนสายไหนจะพาผมกลับบ้านได้ในวันนั้น ทำให้ผมคิดถึงบางคนที่พูดว่าถนนทุกสายสามารถนำเราไปสู่ความสัมพันธ์ชั่วนิรันดร์กับพระเจ้าได้ บางคนเชื่อว่าถนนแห่งความเมตตาและการประพฤติดีจะนำเขาไปถึงได้ คนอื่นๆอาจเลือกถนนของการทำตามพิธีกรรมทางศาสนา

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพิงถนนเหล่านั้นนำไปสู่ทางตัน มีถนนเพียงเส้นเดียวเท่านั้นที่นำไปสู่การทรงสถิตชั่วนิรันดร์ของพระเจ้า พระเยซูทรงอธิบายอย่างชัดเจนเมื่อพระองค์ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยน.14:6) ทรงเปิดเผยว่าพระองค์จะต้องสิ้นพระชนม์เพื่อเปิดทางเข้าสู่บ้านของพระบิดาให้กับเรา สู่การทรงสถิตของพระองค์ และชีวิตที่แท้จริงที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้ในวันนี้และชั่วนิรันดร์

ให้เราข้ามทางตันที่ไม่อาจนำเราไปถึงการทรงสถิตของพระเจ้า แต่จงวางใจในพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เพราะ “ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์” (ยน.3:36) และสำหรับผู้ที่เชื่อในพระองค์แล้ว จงพักสงบในหนทางที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้

พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักเมตตา

ในคืนฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก ใครบางคนขว้างหินก้อนใหญ่ใส่หน้าต่างห้องนอนเด็กชาวยิวคนหนึ่ง บนหน้าต่างประดับด้วยดาวดาวิดและรูปเชิงเทียนเมโนราห์เพื่อฉลองเทศกาลฮานุกกะห์ ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งแสงสว่างของชาวยิว ในเมืองบิลลิงส์ รัฐมอนทาน่าที่เด็กอาศัยอยู่นั้น ประชากรหลายพันคนซึ่งส่วนใหญ่เชื่อในพระเยซูจะตอบสนองต่อการกระทำที่แสดงถึงความเกลียดชังด้วยความรักเมตตา พวกเขาเลือกที่จะมีส่วนร่วมในความเจ็บปวดและความกลัวของเพื่อนบ้านชาวยิว ด้วยการติดรูปเชิงเทียนเมโนราห์บนหน้าต่างของพวกเขา

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราได้รับความรักเมตตาที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน องค์พระผู้ช่วยทรงถ่อมพระองค์ลงมาอยู่ท่ามกลางเรา (ยน.1:14) และทรงรับสภาพเดียวกับเรา เพื่อพวกเราพระองค์ “ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า...ได้กลับทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:6-7) ทรงรู้สึกเหมือนที่เรารู้สึก ทรงร้องไห้เหมือนที่เราร้องไห้ ทรงยอมตายบนไม้กางเขน สละชีวิตของพระองค์เพื่อช่วยเรา

ไม่มีความทุกข์ลำบากใดที่อยู่เหนือความห่วงใยของพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ถ้ามีใคร “โยนก้อนหิน” ใส่ชีวิตของเรา พระองค์จะทรงปลอบประโลม ถ้าเราผิดหวัง พระองค์จะเดินร่วมกับเราผ่านความสิ้นหวัง “ถึงแม้พระเจ้านั้นสูงยิ่ง พระองค์ก็ทรงเห็นแก่คนต่ำต้อย แต่พระองค์ทรงทราบคนโอหังได้แต่ไกล”(สดด.138:6) เมื่อเรามีปัญหา พระองค์ปกป้องเรา ทรงกางพระหัตถ์ออกต่อสู้ทั้ง “ความพิโรธของศัตรู[ของเรา]” (ข้อ 7) และความกลัวที่ลึกที่สุดของเราเอง ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความรักเมตตาของพระองค์

ตามชอบพระทัยพระเจ้า

เมื่อนายธนาคารอาวุโสของเอเชียถูกถามว่า คำถามที่พวกเขาชอบมากที่สุดในการสัมภาษณ์คืออะไร หนึ่งในนั้นตอบว่า “คุณนิยามความสำเร็จและบรรลุมันอย่างไร” ผู้บริหารสูงสุดของธนาคารซิตี้แบงก์สิงคโปร์อธิบายว่า “ผมชอบที่จะเข้าใจถึงแรงจูงใจสู่ความสำเร็จ เพราะมันทำให้ผมได้รู้จักแก่นแท้ของบุคคล (ที่ผมสัมภาษณ์)และค่านิยมของเขา”

แล้วสำหรับพระเจ้าล่ะ พระองค์ทรงมองหาอะไร เราอ่าน “บทสัมภาษณ์” ใน 1 ซามูเอล 16:1-13 ผู้เผยพระวจนะซามูเอลได้รับภารกิจจากพระเจ้าให้เฟ้นหาและเจิมตั้งกษัตริย์ของอิสราเอล และพระเจ้าทรงประทานข้อกำหนดไว้ว่า “มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ” (1 ซมอ.16:7) ตัวเลือกทั้งเจ็ดคนถูกสัมภาษณ์และถูกปฏิเสธ (ข้อ 8-10) ตัวเลือกที่แปด ดาวิดลูกชายคนสุดท้องของเจสซี ผู้ดูเหมือนมีคุณสมบัติน้อยที่สุดที่จะประสบความสำเร็จได้รับเลือก ท่านมีคุณสมบัติที่เข้าเกณฑ์สำคัญที่พระเจ้าทรงมองหา “เราได้พบดาวิดบุตรของเจสซี เป็นคนที่เราชอบใจ เป็นผู้ที่จะทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จทุกประการ” (กจ.13:22)

ในขณะที่การพิจารณาทักษะและคุณสมบัติของแต่ละบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องไม่ละเลยประเด็นที่มีน้ำหนักกว่าในเรื่องคุณลักษณะชีวิต คือความซื่อสัตย์ จริงใจ ซื่อตรงมีคุณธรรม และถ่อมใจ สิ่งเหล่านี้มีนัยสำคัญสำหรับเราเมื่อเราต้องการจะเป็นผู้รับใช้ที่ดีและสัตย์ซื่อของพระเจ้า เราต้องแสวงหาที่จะเติบโตในทักษะและความรู้ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือการเป็นบุคคลตามชอบพระทัยของพระเจ้า