ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Karen Huang

เคารพยำเกรงพระเจ้า

“ผมเคยฆ่าคนมาก่อน” ทานิตันกล่าว “แต่ตั้งแต่ผมเลือกที่จะเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระองค์ไม่ทรงยอมให้ผมทำเช่นนั้นอีกต่อไป” ทานิตันเป็นสมาชิกของเผ่าอิลองก็อตจากเทือกเขาเซียร์รามาเดรในฟิลิปปินส์ที่มีประเพณีการล่าและตัดหัวมนุษย์ เมื่อเปรียบเทียบชีวิตของเขาก่อนที่จะรู้จักพระเจ้ากับชีวิตในปัจจุบัน ทานิตันกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ผมกลัวตาย แต่ไม่กลัวที่จะฆ่า ตอนนี้ผมกลัวที่จะฆ่า แต่ไม่กลัวตาย”

ขณะที่ฉันอ่านเรื่องราวของทานิตันในหนังสือชื่อ ถึงนักล่าหัวมนุษย์แห่งเซียร์รามาเดร เขียนโดยฟลอเรนติโน ซานโตส ฉันคิดถึงว่าความเกรงกลัวหรือความเคารพยำเกรงพระเจ้าที่เขาเพิ่งค้นพบนั้นพัฒนาไปสู่ความปรารถนาที่จะเชื่อฟังพระองค์ได้อย่างไร ฉันนึกถึงคำพูดของโมเสสที่พูดกับคนอิสราเอลก่อนเข้าสู่ดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงประสงค์ให้ท่านกระทำอย่างไร คือให้ยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน” (ฉธบ.10:12) ความเคารพยำเกรงพระเจ้าต้องสะท้อนออกมาในการเชื่อฟังพระองค์ ประชากรของพระเจ้าต้อง “ดำเนินตามทางทั้งปวงของพระองค์ ให้รักพระองค์...และให้รักษาพระบัญญัติและกฎเกณฑ์ของพระเจ้า” (ข้อ 12-13)

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู ความเคารพจากส่วนลึกภายในที่เรามีต่อความบริสุทธิ์ของพระเจ้า จะผลักดันให้เราเกลียดชังความชั่วร้ายและทำสิ่งที่ทำให้พระองค์พอพระทัย (สภษ.8:13) ให้เราทูลขอการช่วยเหลือจากพระองค์ที่จะให้ความเคารพยำเกรงพระเจ้าเป็นวิถีชีวิตของเรา

ความกล้าหาญที่พระเจ้าประทาน

ผู้บริหารสูงสุดกำลังทำร้ายพนักงานด้วยคำพูดที่รุนแรง ไม่มีใครกล้าเผชิญหน้ากับเขา ทุกคนต่างกลัวเขารวมถึงจีนด้วย แต่แล้ววันหนึ่งผู้บริหารคนนั้นตำหนิพนักงานใหม่จนทำให้เธอร้องไห้ เมื่อจีนเห็นว่าทุกคนในห้องต่างนิ่งเงียบ เขาจึงพูดขึ้นมา

“ผมบอกเขาว่าวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนอื่นนั้นผิด” จีนเล่า “เขาดูตกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนลุกขึ้นเผชิญหน้าเขาอย่างกล้าหาญ เขาไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ผมดีใจที่ได้พูดออกมา”

พระคัมภีร์บอกเราเกี่ยวกับชายอีกคนหนึ่งที่ยืนหยัดต่อสู้กับความท้าทายที่หลายคนกลัว ชัมมาห์เป็นนักรบของดาวิด เขามาหาผู้ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปหลังจากดาวิดเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก (ดู 1 ซมอ.22:1-2) แต่พระเจ้าทรงใช้เขาให้เอาชนะคนฟีลิสเตีย “เมื่อคนฟีลิสเตียมาชุมนุมกันอยู่ที่...พื้นดินผืนหนึ่งที่มีถั่วแดงเต็มไปหมด พวก[กองทัพอิสราเอล]ก็หนีพวกฟีลิสเตียไป” (2 ซมอ.23:11) มีเพียงชัมมาห์เท่านั้นที่กล้าหาญที่จะปกป้องแหล่งอาหารของอิสราเอล การที่ต้องต่อสู้กับกองทัพฟิลิสเตียเพียงลำพังหมายถึงความตาย แต่ชัมมาห์ “ยืนมั่นอยู่...และป้องกันที่ดินนั้นไว้” (ข้อ 12)

พระเจ้าทรงช่วยชัมมาห์ให้เอาชนะพวกฟีลิสเตีย (ข้อ 12) เขาอาจเป็นคนอิสราเอลเพียงคนเดียวในสนามรบ แต่เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง พระเจ้าทรงอยู่กับเขา ประทานชัยชนะอันยิ่งใหญ่แก่เขาในวันนั้น อาจมีบางครั้งที่เราถูกเรียกให้ยืนหยัดต่อสู้กับความท้าทายที่คนอื่นๆกำลังหลีกเลี่ยง ขอให้เรายืนหยัดโดยพึ่งพาในการสถิตอยู่ด้วยและการช่วยเหลือของพระเจ้าเช่นเดียวกับชัมมาห์

ถ้อยคำที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

อเล็กซ์เพื่อนของฉันซึ่งเป็นบรรณาธิการหนังสือ ได้ตรวจดูอีเมลที่คาดว่าจะได้รับข้อความแสดงความไม่พอใจจากนักเขียนคนหนึ่ง เขาทำงานร่วมกับผู้นำธุรกิจที่มีชื่อเสียงในการเขียนต้นฉบับมาเป็นเวลาหลายเดือน แต่สำนักพิมพ์กลับตัดสินใจระงับการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้โดยไม่คาดคิดเนื่องจากบริษัทมีปัญหา หลังจากส่งอีเมลแจ้งข่าวร้ายนี้ไปให้นักเขียนทราบ อเล็กซ์ก็เตรียมรับมือกับผลที่จะตามมา

หนึ่งสัปดาห์ต่อมานักเขียนคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “ที่ผมไม่ได้ตอบในทันที เพราะผมอยากคิดให้ดีก่อนว่าจะใช้คำพูดอย่างไร” เขาแสดงความผิดหวัง จากนั้นก็พูดอย่างใจเย็นถึงวิธีการที่เขาคิดว่าสำนักพิมพ์ควรจะจัดการกับปัญหานี้

คำตอบที่ชาญฉลาดและรอบคอบของนักเขียนผู้นี้ทำให้ฉันประทับใจมาก พฤติกรรมของเขาสะท้อนถึงวิธีที่เราควรใช้ในการสื่อสารตามแบบพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราโกรธ ยากอบบอกให้เรา “สงบปากคำ” เพราะมันง่ายมากที่เราจะทำบาปในเรื่องคำพูด (ยก.1:26; ดู 3:5-6) เราควรให้ความสำคัญกับการฟังเพื่อเราจะเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น จงเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม และพิจารณาดูว่าเราสมควรโกรธหรือไม่ (1:19)

การยับยั้งคำพูดไม่เพียงแต่ช่วยเราหลีกเลี่ยงความบาปและยอมให้พระวจนะเปลี่ยนแปลงเรา (ข้อ 21) แต่ยังสะท้อนให้ผู้อื่นเห็นพระลักษณะของพระเจ้า ผู้ “ทรงพระกรุณาและมีพระคุณ ทรงกริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง” (สดด. 103:8) ขอให้เราสำแดงถึงพระเจ้าแห่งความรัก ผ่านทางคำพูดที่เราใช้และผ่านการนิ่งเงียบของเรา

ดำเนินตามพระสัญญาของพระเจ้า

ปีเตอร์จูบกรอบรูปที่มีภาพพ่อแม่ผู้ชราทุกคืน ครั้งสุดท้ายที่เขาได้อยู่กับพวกท่านผ่านมาหลายปีแล้ว เขามาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูตอนเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ครอบครัวและชุมชนกดดันให้เขาละทิ้งความเชื่อใหม่ที่เขาเพิ่งได้พบนี้ เมื่อเขาไม่ยอม พ่อแม่จึงตัดขาดกับเขา “ในพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะช่วยเหลือลูกของพระองค์ในเวลาที่ยากลำบาก และผมเชื่อพระองค์” ปีเตอร์กล่าว “การเลือกติดตามพระองค์นำมาซึ่งการทนทุกข์ แต่พระองค์ทรงช่วยให้ผมยืนหยัดอยู่ได้”

ปีเตอร์มีความมั่นใจจากพระเจ้าว่าพระองค์ทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์ เขาจึงสามารถดำเนินชีวิตตามพระสัญญาของพระเจ้าได้ด้วยความไว้วางใจ เราอ่านในปฐมกาลว่าช่วงบั้นปลายชีวิตของโยเซฟ ท่านมีความมั่นใจในพระสัญญาของพระเจ้าเช่นกัน ท่านบอกพวกพี่น้องว่า “เราจวนจะตายแล้ว แต่พระเจ้าคงจะทรงเยี่ยมเยียนพวกท่านและจะพาออกไปจากประเทศนี้ ให้ถึงดินแดนที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ” (ปฐก.50:24) โยเซฟมั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงรักษาพระสัญญาในการนำประชากรของพระองค์ไปยังคานาอัน ท่านจึงสั่งคนอิสราเอลว่า “ท่านทั้งหลายต้องนำกระดูกของเราไปจาก [อียิปต์]” (ข้อ 25)

สี่ร้อยปีต่อมา ในระหว่างการอพยพออกจากอียิปต์ “โมเสสเอากระดูกของโยเซฟไปด้วย” (อพย.13:19) ในที่สุด “กระดูกของโยเซฟซึ่งชนอิสราเอลนำมาจากอียิปต์นั้น เขาฝังไว้ที่เมืองเชเคม [ในคานาอัน]” (ยชว.24:32)

ให้เราทำตามแบบอย่างความเชื่อของโยเซฟ (ฮบ.11:22) คือแสดงออกถึงความเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้าและดำเนินชีวิตตามนั้น

พร้อมที่จะเอื้อเฟื้อ

ในพิธีไว้อาลัยของคุณปู่มีการเลี้ยงอาหารเป็นเนื้อย่าง ข้าวโพด และถั่ว เพื่อเป็นเกียรติแก่ชีวิตแห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของท่านและภรรยาตลอดเวลาหลายปี ทุกเช้าวันอาทิตย์ท่านทั้งสองจะเอาเนื้อย่างชิ้นใหญ่และผักใส่ลงในหม้อตุ๋นไฟฟ้าก่อนไปโบสถ์ หลังการนมัสการ พวกท่านจะมองหาคนที่จะเชิญมาร่วมรับประทานอาหารกลางวัน บางครั้งก็เป็นเพื่อนสนิท บางครั้งก็เป็นคนแปลกหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็นใครพวกท่านจะดูแลให้มีอาหารอย่างเหลือเฟือเตรียมเอาไว้ที่บ้าน และบ่ายนั้นจะถูกจัดไว้เป็นพิเศษสำหรับการต้อนรับแขกอย่างอบอุ่น

กิจวัตรในวันอาทิตย์ของพวกท่านนั้นต้องอาศัยความตั้งใจเตรียมพร้อมที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คนอิสราเอลก็ทำตามแบบแผนที่คล้ายกัน พระเจ้าทรงบัญชาผ่านทางโมเสสให้พวกเขาเหลืออาหารส่วนหนึ่ง “​ไว้​ให้​คน​ยากจน​และ​คน​ต่างด้าว​บ้าง” (ลนต.19:10) ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาได้รับคำสั่งไม่ให้เกี่ยวข้าวจนถึงขอบนา ให้ทิ้งส่วนที่ร่วงหล่นเอาไว้ และอย่าเก็บเกี่ยวองุ่นจนหมด (ข้อ 9-10) ด้วยวิธีเก็บเกี่ยวเช่นนี้ ผู้ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองก็ยังสามารถทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวอาหารได้ สำหรับประชากรของพระเจ้า นี่ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นเองเพียงครั้งเดียว ถึงแม้การทำเช่นนี้จะเป็นพรประเสริฐได้เช่นกัน แต่นี่คือวิธีที่พวกเขาดำเนินชีวิตปีแล้วปีเล่า

รอบตัวเรามีโอกาสมากมายที่จะแสดงความรักอันเปี่ยมล้นด้วยความโอบอ้อมอารีของพระเยซู บางครั้งเราอาจไม่ทันได้เตรียมตัว แต่บางครั้งเราก็เตรียมตัวล่วงหน้าได้ โดยการช่วยเหลือจากพระเจ้า ให้เราพิจารณาดูว่าเราจะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตาได้อย่างไรในวันนี้ (ข้อ 33)

อนาคตของเรากับพระคริสต์

การได้ไปเยือนสวิตเซอร์แลนด์เป็นความฝันที่พ่อของฉันมีมาตลอดชีวิต หลังจากที่ท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองส่วนหน้าเสื่อม แม่จึงตัดสินใจเดินทางไปด้วยในขณะที่พ่อยังคงแข็งแรงอยู่ “วันหนึ่ง ขณะที่หิมะกำลังโปรยปรายอยู่รอบตัวเราบนภูเขาทิตลิส” แม่เล่า “แม่เห็นความยินดีอย่างสุดซึ้งบนใบหน้าของพ่อ เป็นความยินดีที่ฝันกลายเป็นจริง” อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นแม่ก็น้ำตาไหลเมื่อพ่อถามว่า “เราอยู่ที่ไหนกันนะ”

พ่ออาจลืมไปแล้วว่าท่านอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่แม่บอกว่า “การได้ไปเยือนครั้งนี้คุ้มค่า อย่างน้อยก็มีชั่วขณะหนึ่งที่พ่อรับรู้ และพ่อก็มีความสุข”

พระเจ้าทรงรับรองกับเราว่าจะมีช่วงเวลาที่ความยินดีจะไม่มีวันพรากไปจากเราอีกต่อไป เพราะด้วยความหวังในพระเยซู เราจึงสามารถตั้งตารอ “ท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่” (วว.21:1) ที่ซึ่งเราจะเป็นอิสระจากบาปและความตาย (รม.5:12) ในโลกที่สมบูรณ์แบบนี้ พระเจ้าจะทรงสร้าง “สิ่งสารพัดขึ้นใหม่” (วว.21:5) “พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของ[เรา] ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว” (ข้อ 4) ความทุกข์ทรมานใดก็ตามที่เราประสบอยู่ในขณะนี้เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว พระเจ้าทรงสัญญาว่าวันหนึ่ง “สิ่งเก่าก่อนนั้นจะไม่จำกัน” (อสย.65:17) สิ่งเหล่านั้นจะไม่มีอีกตลอดกาล   

ฉันรู้ว่าวันหนึ่ง เมื่อเราอยู่กับพระเจ้า (วว.21:3) ฉันจะได้เห็นความยินดีอย่างสุดซึ้งบนใบหน้าของพ่อ และครั้งนี้ความยินดีนั้นจะคงอยู่ตลอดไป

แสดงความห่วงใยของพระเจ้า

ตอนเป็นวัยรุ่น ฉันมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับลิซ่าเพื่อนร่วมคริสตจักร ฉันจึงไม่สบายใจเมื่อรู้ว่าเราต้องนอนร่วมห้องกันในค่ายเยาวชนภาคฤดูร้อน แต่ตลอดสัปดาห์ที่อยู่ในค่าย ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีโดยเราทั้งคู่ต่างปฏิบัติต่อกันอย่างสุภาพ

กิจกรรมที่ทุกคนรอคอยมากที่สุดในค่ายคือ กิจกรรมรอบกองไฟในช่วงสุดสัปดาห์ แต่เย็นวันนั้นฉันมีไข้และเข้านอนเร็วก่อนคนอื่น แต่ฉันยังได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงดนตรีด้านนอก หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉันตกใจที่ลิซ่าเข้ามาวัดไข้ให้ฉัน “ฉันจะไม่ไปร่วมกิจกรรมรอบกองไฟกับพวกเขา” เธอบอก “เธอป่วยและฉันต้องอยู่ดูแลเธอ” ลิซ่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ได้ แต่เธอเลือกที่จะดูแลฉัน ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกดีกับเธอ

เราได้เห็นอีกตัวอย่างของคนที่ห่วงใยผู้อื่นจากเรื่องราวของนาอามาน ผู้บัญชาการกองทัพซีเรีย เขามีสาวใช้อิสราเอลคนหนึ่งซึ่งถูกจับมาเป็นเชลย และตอนนี้เธอ “มาปรนนิบัติภรรยาของนาอามาน” (2 พกษ.5:2) เมื่อต้องพลัดพรากจากครอบครัวและถูกบังคับให้เป็นทาส เด็กหญิงคนนี้เลือกที่จะไม่ช่วยเจ้านายที่เป็นโรคเรื้อนก็ได้ แต่ความเชื่อที่มีผลักดันให้เธอช่วยเหลือเขา “เธอได้เรียนนายผู้หญิงของเธอว่า ‘อยากให้เจ้านายของดิฉันไปอยู่กับผู้เผยพระวจนะ ผู้ซึ่งอยู่ในสะมาเรีย ท่านจะได้รักษาโรคเรื้อนของเจ้านายเสียให้หาย’” (ข้อ 3) แล้วพระเจ้าทรงใช้ผู้เผยพระวจนะเอลีชาให้รักษานาอามานจริงๆ (ข้อ 8-14)

ลิซ่าและเด็กหญิงชาวอิสราเอลเลือกที่จะช่วยเหลือ และพระเจ้าทรงทำงานผ่านพวกเขา ให้เราทูลขอพระเจ้าที่จะสำแดงว่า เราควรแสดงความห่วงใยของพระองค์กับใคร และขอทรงประทานสติปัญญาว่าเราควรทำเช่นไร

ดำเนินตามวิถีของพระเจ้า

เคนคอยหลีกเลี่ยงคนงานอพยพในอาคารของเขา นิสัยและวิถีชีวิตของคนเหล่านั้นที่แตกต่างจากเขาอย่างมากทำให้เขารำคาญใจ อย่างไรก็ตามวันหนึ่ง ขณะที่เคนกำลังอธิษฐาน ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่า คนเหล่านั้นเป็นเพื่อนบ้านของเจ้ามาหลายปีแล้ว แต่เจ้าไม่เคยแบ่งปันข่าวประเสริฐกับพวกเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว จงคิดให้รอบคอบเกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าที่มีต่อพวกเขา

พระคัมภีร์บอกเราถึงตอนที่พระเจ้าทรงเผชิญหน้ากับชนอิสราเอลด้วยคำเตือนที่คล้ายกันนี้ว่า “จง​พิจารณา​ดู​ว่า​เจ้า​มี​ความ​เป็นอยู่​อย่างไร​” (ฮกก.1:7) หลังจากการเป็นเชลยในบาบิโลน ประชากรของพระองค์ได้กลับไปยังเยรูซาเล็มเพื่อรับหน้าที่สร้างพระวิหารขึ้นใหม่ พระเจ้าทรง “​รบ​เร้า​จิตใจ​ของ​ไซรัส​พระ​ราชา​แห่ง​เปอร์เซีย” (อสร.1:1) ให้ประกาศสั่งการก่อสร้างและจัดหาเงินทองให้ (ข้อ 2-4) แต่หลังจากที่ประชาชนสร้างฐานรากเสร็จแล้ว การต่อต้านก็เพิ่มขึ้น (4:1-5) พวกเขาจึงปล่อยทิ้งโครงการนี้ไว้ถึงสิบสี่ปี

พระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะฮักกัยว่า “จง​พิจารณา​ดู​ว่า​เจ้า​มี​ความ​เป็นอยู่​อย่างไร​...นิเวศ​ของ​เรา​พังทลาย​อยู่ ฝ่าย​เจ้า​ต่าง​ก็​สาละวน​อยู่​กับ​เรื่อง​บ้าน​ของ​ตน​” (ฮกก.1:7, 9) พระเจ้าทรงกำลังบอกว่า “จงพิจารณาดูการดำเนินชีวิตของเจ้าว่าเป็นอย่างไร เจ้ากำลังทำตามที่เราปรารถนาให้เจ้าทำหรือไม่”

พระเจ้าทรงตีสอนประชากรของพระองค์ (ข้อ 5-11) แต่เมื่อพวกเขากลับมาเริ่มก่อสร้างอีกครั้ง พระองค์ทรงหนุนใจพวกเขาว่า “เราอยู่กับเจ้า...อย่ากลัวเลย” (2:4-5) และพระวิหารก็สร้างเสร็จภายในเวลาไม่ถึงห้าปี

มีด้านใดของชีวิตที่เราต้อง “พิจารณาดู” หรือไม่ ให้เราอธิษฐานขอพระเจ้าทรงสำแดงและช่วยเราให้ปฏิบัติตามคำตักเตือนของพระองค์

ผู้ที่ประพฤติตามพระวจนะ

บนโต๊ะของฉันมีกระดานที่ใช้เตือนความจำวางอยู่ บนกระดานนั้นฉันติดรายการ “นิสัย 10 ประการเพื่อสุขภาพที่ดี” ซึ่งฉันตัดจากนิตยสารด้านโภชนาการไว้เมื่อหลายปีก่อน ไม่นานมานี้ฉันรู้สึกตกใจเมื่อพบว่าฉันจำได้เพียงแค่สี่อย่างทั้งๆที่ฉันเห็นมันทุกวัน แผ่นเตือนความจำเป็นสิ่งคุ้นเคยที่อยู่รอบตัวฉัน ซึ่งฉันเห็นมันทุกวันโดยไม่เคยตั้งใจดูหรือคิดจะทำตาม

ยากอบอธิบายสิ่งที่คล้ายกันนี้ในทัศนคติของผู้เชื่อหลายคนที่มีต่อพระวจนะ “เพราะว่าถ้าผู้ใดฟังพระวจนะ และไม่ได้ประพฤติตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่ดูหน้าของตัวในกระจกเงา...แล้วก็ไป และก็ลืมในทันทีนั้นว่าตัวเองเป็นอย่างไร” (ยก.1:23-24) ผู้ติดตามพระคริสต์หลายคนตระหนักรู้ถึงสิ่งที่พระวจนะสอน แต่เราอาจเป็นเพียง “ผู้ฟังเท่านั้น” (ข้อ 22) และขอบเขตที่เรายอมจำนนต่อพระวจนะสิ้นสุดลงแค่การฟังนั้น เพราะเหตุนี้เราจึงหลอกตัวเองเกี่ยวกับฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระวจนะ และล้มเหลวที่จะมองเห็นสิ่งที่พระวจนะจัดเตรียมไว้ให้ นั่นคือ “พระบัญญัติแห่งเสรีภาพ” (ข้อ 25)

ยากอบบอกเราให้เป็น “คนที่ประพฤติตามพระวจนะ” (ข้อ 22) ผู้ที่ “ประพฤติตาม” นั้นจะ “พิจารณาดู” และ “ตั้งอยู่ใน” พระวจนะนั้น (ข้อ 25) และ “ประพฤติตาม” อย่างสม่ำเสมอ (ข้อ 22) การเชื่อฟังพระเจ้าไม่ควรเป็นแค่บางสิ่งที่เราทำ แต่ควรเป็นสิ่งที่ออกมาจากตัวตนของเรา โดยพระกำลังของพระเจ้าเราสามารถดำเนินชีวิตที่สำแดงถึงพระวจนะของพระองค์แก่โลกนี้ได้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา