ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย John Blase

จงอดทน

ชิโร่ โอกุนิ ได้ไปเยี่ยมศูนย์ดูแลผู้ใหญ่ที่มีภาวะสมองเสื่อม เขาเศร้าใจมากที่เห็นคนเหล่านั้นถูกตัดขาดจากกิจกรรมของสังคม จึงรู้สึกว่าน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ อัจฉริยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ของโอกุนินำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ร้านอาหารแห่งคำสั่งผิดพลาด ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ต่างไปจากปกติ คือ พนักงานเสิร์ฟทุกคนมีปัญหาเรื่องความจำ ใช่ คุณอ่านถูกแล้ว ทุกคนที่อยู่ในบทบาทสำคัญซึ่งต้องใช้ความจำที่ดีกลับประสบปัญหาในด้านนี้จริงๆ จากมุมมองทั่วไปทางธุรกิจผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่ดีนัก 37% ของลูกค้าไม่ได้รับสิ่งที่สั่ง แต่ลูกค้าเหล่านั้นก็คาดไว้แล้วว่าจะมีปัญหาแบบนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าใจ หลังจาก “เรื่องน่าประหลาดใจ” เหล่านี้แล้ว สิ่งที่ตามมาคือคำขอโทษและเสียงหัวเราะอย่างจริงใจ และลูกค้าก็จากไปอย่างมีความสุข

เปาโลกล่าวว่า “จง...อดทนนาน” (อฟ.4:2) และเราทุกคนรู้ว่าการพูดนั้นง่ายกว่าการทำมาก เพราะต้องอาศัยการอดกลั้นต่อกันและกัน ซึ่งคำนี้อาจมีความหมายได้หลากหลาย ตั้งแต่ “แบกรับ” ไปจนถึง “สู้ทน” และ “สนับสนุน” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือต้องใช้ความพยายาม แต่ถ้าความพยายามนั้นมีที่มาจากความรักของพระเจ้าไม่ใช่โดยกำลังของเราเอง ภารนั้นก็จะเบาขึ้นและนำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างเบิกบานใจ เต็มไปด้วยเรื่องน่าประหลาดใจ การขอโทษและแม้กระทั่งเสียงหัวเราะ นี่เป็นวิถีชีวิตที่คุณอาจไม่ได้รับในสิ่งที่คุณขอ แต่จบลงที่คุณจะได้รับสิ่งที่เราทุกคนปรารถนาอย่างแท้จริง นั่นคือ “ชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากทรงเรียกท่านนั้น” (ข้อ 1)

พยานฝ่ายพระเยซู

ผมเคยได้ยินคนพูดว่า “เราไม่สามารถทำให้ลูกๆเชื่อได้ เราทำได้แค่ให้เหตุผลกับลูกๆให้เชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ” นั่นเป็นข้อสังเกตที่ชาญฉลาด แต่เราจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร

ในบรรดาผู้คนมากมายที่ควรขอคำแนะนำเรื่องการเลี้ยงลูก อัครทูตเปาโลมักไม่ใช่ตัวเลือกแรก อาจเป็นเพราะท่านไม่มีลูก พ่อแม่ส่วนใหญ่ชอบฟังจากคนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน คนที่รู้เรื่องทารกที่ไม่ยอมนอน มรสุมแห่งวัยแรกรุ่น และความรู้สึกของการอธิษฐานเผื่อลูกที่หลงผิด แต่กระนั้น เปาโล (หรือเซาโล) มีบางอย่างที่จะสอนเราได้ในเรื่องนี้

เซาโลกำลังเดินทางเพื่อไปข่มเหงคริสเตียนเมื่อพระคริสต์ทรงขัดขวางท่านชายคนนี้ล้มลงกับพื้นและตาบอด (กจ.9:1-9) ไม่นานอานาเนียก็มาพบและช่วยให้ท่านมองเห็นได้อีก และอธิบายพันธกิจของท่านว่า “พระ​เจ้า​แห่ง​บรรพ​บุรุษ​ของ​เรา​ได้​ทรง​เลือก​ท่าน​ไว้ ประสงค์​จะ​ให้​ท่าน​รู้จัก​น้ำ​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์ ให้​ท่าน​เห็น​พระ​องค์​ผู้​ชอบธรรม และ​ให้​ได้​ยิน​พระ​สุรเสียง​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​พระ​องค์​ เพราะ​ว่า​ท่าน​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​พระ​องค์ ให้​คน​ทั้ง​ปวง​ทราบ​ถึง​เหตุการณ์​ซึ่ง​ท่าน​เห็น​และ​ได้​ยิน​นั้น” (22:14-15) เซาโลซึ่งต่อมาคือเปาโล ได้เป็นพยานจริงๆ และพระเจ้าได้ประทานบุตรฝ่ายวิญญาณอย่างลูก​ธนู​เต็ม​แล่งให้ “แนวทางการเลี้ยงดู” ของท่านคือการอธิษฐานและแบ่งปันสิ่งที่ท่านได้เห็น

ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูลูกของเราเองหรือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เราไม่อาจทำให้พวกเขาเชื่อได้ แต่เราจะเป็นพยานด้วยคำพูดและชีวิตเราถึงสิ่งที่เราเคยได้เห็นและได้ยิน และเราอธิษฐาน พระเจ้าของเราผู้ทรงส่งเปาโลไปหาคนต่างชาติ จะทรงส่งเราไปด้วยคำสั่งเดียวกัน คือ จงเป็นพยานเพื่อเขาทั้งหลายจะได้เชื่อ จากนั้นจงมอบพวกเขาไว้กับพระบิดาของเราผู้ทรงรักเขาเหล่านั้น

ความรักอันท่วมท้นของพระเจ้า

แดเนียลเกิดในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ประเทศโรมาเนีย เป็นเวลาเจ็ดปีที่เขาได้ออกจากเปลแต่ตอนไปห้องน้ำเท่านั้น เมื่ออายุได้แปดขวบ ครอบครัวจากต่างประเทศรับเขาเป็นบุตรบุญธรรม พวกเขารู้ถึงปัญหาในการสร้างสายสัมพันธ์ ซึ่งแดเนียลอาจมีต่อพวกเขาในฐานะพ่อแม่ แดเนียลเริ่มไว้ใจพวกเขาอย่างช้าๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาเริ่มเกรี้ยวกราดจนถึงจุดที่พ่อแม่ต้องจ้างบอดี้การ์ดมาคอยคุ้มกันจากการระเบิดอารมณ์ของแดเนียล พวกเขาตัดสินใจใช้วิธีบำบัดซึ่งยังมีข้อถกเถียงอยู่ โดยตลอดห้าปีถัดมา พวกเขาไม่เคยห่างแดเนียลเลยแม้เขาจะมีอาการคลุ้มคลั่ง ในวันเกิดครบรอบสิบสามปี แดเนียลก็ร้องไห้และบอกพ่อแม่เป็นครั้งแรกว่าเขารักพวกท่านมาก แม่ของเขาสรุปประสบการณ์นั้นไว้ว่า “การสร้างความรักให้เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่สำหรับคนอ่อนแอหรืออ่อนไหว ความรักคือสมรภูมิรบ”

เราทุกคนเกิดมาโดยรู้ว่ามีบางสิ่งหรือบางคนที่ขาดหายไป เช่นเดียวกับแดเนียล เราเองก็มีปัญหาเรื่องสายสัมพันธ์ แต่พระเจ้า “ทรงรักโลก” มากจนพระองค์ทรงเลือกทำสิ่งที่สุดขอบ คือ “ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์” (ยน.3:16) เพื่อมาพบเราในสมรภูมิของโลกซึ่งเราเรียกว่าการเสด็จมาบังเกิด “ความสว่างเข้ามาในโลกแล้ว” (ข้อ 19)

พระเจ้าทรงใช้วิธีการที่สุดขอบเพื่อสำแดงความรักยิ่งใหญ่ที่ทรงมีต่อโลก และต่อคุณ พระทัยอันแข็งแกร่งและมุ่งมั่นของพระบิดาเต้นแรงเมื่อได้ยินคำพูดจากเรา ซึ่งเป็นคำพูดที่พ่อแม่ของแดเนียลได้ยินในที่สุดว่า “ข้าพระองค์รักพระองค์มาก”

พระเยซูผู้เป็นตัวแทนของเรา

ขณะที่สงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ (ค.ศ. 1861-1865) ยืดเยื้อออกไป ทั้งสองฝ่ายต่างใช้วิธีเกณฑ์ทหาร เพื่อเติมกำลังพลของตน ภายใต้กฎหมายของฝ่ายสมาพันธรัฐ ผู้ถูกเกณฑ์ทหารสามารถเลี่ยงการเกณฑ์นี้ได้โดยการจ้างชายที่ได้รับการยกเว้นให้มาแทนตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่าหรือเกินกว่าเกณฑ์การคัดเลือก โดยทั่วไป “ผู้ว่าจ้าง” (คำเรียกผู้ที่เลี่ยงการเกณฑ์ทหาร) จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับรัฐบาล รวมถึงเงินอีกเป็นจำนวนมากแก่ผู้ที่มาเป็นตัวแทนของตน มีเพียงคนร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถจ้างตัวแทนได้

อัครทูตเปาโลเขียนเกี่ยวกับสงครามในโลกฝ่ายวิญญาณไว้ว่า “ทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) และ “​ค่าจ้าง​ของ​ความ​บาป​คือ​ความ​ตาย” (6:23) ไม่มีข้อกำหนดหรือช่องโหว่ใดๆที่จะให้ผู้มี “ฐานะ” มีทางเลี่ยงอื่นได้ แล้วการหาผู้ที่มาเป็นตัวแทนพวกเราทุกคนล่ะ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูสรรเสริญพระเจ้าผู้เมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงส่งพระเยซูมาเป็นตัวแทน ให้รับโทษทัณฑ์แห่งความผิดบาปที่เราสมควรได้รับ และทรงชดใช้แทนเราโดยการทรงสละ “พระ​กาย​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​เพียง​ครั้ง​เดียว​เท่านั้น” เพื่อเราจะ “ได้รับ​การ​ทรง​ชำระ​ให้​บริสุทธิ์” ผ่านการทรงเสียสละแทนเรา (ฮบ.10:10) เรา “ตายแล้วกับพระคริสต์” และวันหนึ่ง “เรา​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​กับ​พระ​องค์​ด้วย​” (รม.6:8)

นี่คือข่าวดี พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคุณและเพื่อผม ทรงเป็นตัวแทนของเรา บัดนี้เราเป็นมากกว่าผู้ที่รอดชีวิตจากสงคราม เราได้กลายมาเป็นบุตรชายและบุตรสาวของพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้ายั่งยืนเป็นนิตย์

ช่วงต้นทศวรรษ 1900 ชาร์ลส์ ชวาบนักธุรกิจเหล็กกล้าผู้ประสบความสำเร็จ ตัดสินใจสร้างคฤหาสน์ที่อาจจะหรูหราที่สุดในนิวยอร์ก ซึ่งสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1906 บนถนนริเวอร์ไซด์ไดรฟ์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากปราสาทในฝรั่งเศส มันครอบคลุมพื้นที่ทั้งย่านของเมือง มีสวนที่เขียวชะอุ่ม ห้องโถงขนาดใหญ่และตกแต่งภายในอย่างหรูหรา คฤหาสน์นี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตึกสูงระฟ้าซึ่งจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของแมนฮัตตันในไม่ช้า แม้จะมีความยิ่งใหญ่อลังการ แต่หลังจากชวาบเสียชีวิต คฤหาสน์นี้ก็ประสบปัญหาในการหาผู้ซื้อ มันใหญ่โตเกินไป แพงเกินไปและไม่สอดคล้องกับความนิยมในเวลานั้น สิ่งปลูกสร้างบนถนนริเวอร์ไซด์ไดรฟ์นี้ถูกรื้อถอนในปี ค.ศ. 1948 ทั้งคฤหาสน์และตัวเขาต่างก็เลือนหายไป

ไม่ยากที่เราจะเห็นความเป็นจริงในฝ่ายโลก เช่น ความมั่งคั่ง ความทะเยอทะยานและคฤหาสน์ที่ถูกกำหนดให้เลือนหายไป ถ้อยคำในอิสยาห์ 40 เตือนเราว่า “บรรดามนุษย์และสัตว์ก็เป็นเหมือนต้นหญ้า และความงามทั้งสิ้นของมันก็เหมือนดอกไม้แห่งทุ่งนา” (ข้อ 6) อิสยาห์บอกประชาชนให้อดทนต่อการตีสอนของพระเจ้าเพราะความไม่สัตย์ซื่อของพวกเขา เมื่อทรงตีสอนแล้ว พระองค์จะทรงปลอบโยนพวกเขา (ข้อ 1-2) สิ่งที่ผู้เผยพระวจนะกล่าวเกี่ยวกับมนุษย์ ต้นหญ้า และดอกไม้นั้นคือความจริง (ข้อ 6-7) แล้วความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าล่ะเป็นอย่างไร ความจริงนั้นจะยั่งยืนกว่าบรรดามนุษย์ คฤหาสน์ ความมั่งคั่ง ความทะเยอทะยาน ตลอดจนเกียรติยศทั้งหลาย ใช่แล้ว “พระวจนะของพระเจ้าของเราจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์” (ข้อ 8)

เป็นการดีที่จะระลึกเสมอว่าเราเปราะบางเพียงใด และเป็นการฉลาดที่จะจดจำว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นยั่งยืนเป็นนิตย์

ทรงกริ้วช้า

“รายการโทรทัศน์แบบเนิบช้า” เป็นชื่อที่ใช้เรียกรายการถ่ายทอดสดแบบมาราธอนจากเหตุการณ์จริง รายการประเภทนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นในปี 2009 หลังจากบริษัทนอร์วีเจียน บรอดคาสติ้งได้ถ่ายทอดสดการเดินทางบนรถไฟความยาวเจ็ดชั่วโมง ใช่แล้วเจ็ดชั่วโมงบนรถไฟ ฟังดู...น่าเบื่อ แต่กลับมีผู้ชมเพิ่มมากขึ้นที่หลงใหลในทัศนียภาพอันงดงามของการเดินทาง

แนวคิดของรายการทีวีนี้คือการนำเสนอเนื้อหาที่ดำเนินไปตามจริง ไม่มีการตัดต่อเพื่อเร่งเร้าอารมณ์ผู้ชมเหมือนละคร โดยจะดำเนินเรื่องไปตามการเปลี่ยนผ่านและการเคลื่อนไปของสถานการณ์จริง รายการทีวีแบบเนิบช้าเป็นการก้าวเข้าสู่การดื่มด่ำกับทุกช่วงเวลาของชีวิตแทนการมานั่งนับเวลาในแต่ละนาที

กวีฟรานซิส ทอมป์สันได้เขียนถึง “ย่างก้าวที่ไม่เร่งรีบ” ของพระเจ้า ทอมป์สันหมายความว่าพระเจ้าทรงเคลื่อนไปด้วยความอดทนและมีระบบ ทรงคำนวณและมีเป้าหมายในทุกย่างก้าว เราเห็นความเนิบช้านี้ในการแสดงอารมณ์ของพระเจ้าเช่นกัน ในพระธรรมโยเอลผู้เผยพระวจนะร้องเรียกชนชาติยูดาห์ให้กลับใจบนหลักความจริงว่าพระเจ้าของเรา “ทรงกริ้วช้า” (ยอล.2:13) ต่างจากเรื่องราวที่เร้าอารมณ์ของเราซึ่งมักเต็มไปด้วยความโกรธและความเห็นแก่ตัว พระเจ้าทรงใช้วิธีที่แตกต่างกัน พระองค์ทรงกริ้วช้า พระเจ้าตรัสกับผู้ที่ดื้อรั้นต่อพระองค์ว่า “จงฉีกใจของเจ้า มิใช่ฉีกเสื้อผ้าของเจ้า จงหันกลับมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย” (ข้อ 13)

พระพิโรธของพระเจ้าไม่เหมือนกับของเรา พระองค์ทรงกริ้วช้า นี่เป็นความจริงที่ช่วยเราให้สามารถหันกลับมาหาพระองค์ได้ด้วยสุดใจของเรา

เหนือกว่าความเศร้าหมอง

กอร์ดอน ไลท์ฟุตนักร้องและนักแต่งเพลงชาวแคนาดาเป็นที่รู้จักดีจากผลงานอมตะหลายบทเพลง แต่หนึ่งในเพลงของเขาที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมีชื่อว่า “The Minstrel of the Dawn” (คำว่า minstrel หมายถึงกวีนักดนตรีที่นำบทกวีของตนมาขับขาน) กวีนักดนตรีในเพลงของไลท์ฟุตก็เหมือนกับเราที่ปรารถนาจะ “มีความสุขมากกว่าเศร้าหมอง” แม้ว่าจะมีเรื่อง “เศร้าหมอง” ให้คิดหรือคำนึงถึงอยู่เสมอ กวีนักดนตรีจะเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่เบิกบานใจยามเมื่อรุ่งอรุณของวันใหม่มาถึง แล้วจึงร้องเพลงถึงสิ่งเหล่านั้น

ดาวิดก็เป็นกวีนักดนตรีแห่งพระธรรมสดุดีที่ได้ประพันธ์ประโยคที่คล้ายกันว่า “ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า” (สดด.59:16) ดาวิดมีเรื่อง “เศร้าหมอง” มากมายให้ครุ่นคิด ตั้งแต่ศัตรูที่พร้อมจะโจมตีท่านไปจนถึงคนร้ายกาจที่รวมหัวกันต่อสู้ท่าน (ข้อ 1-3) ท่านขับร้องว่า “เขากลับมาทุกเย็น หอนอย่างสุนัข และตระเวนไปทั่วนคร” (ข้อ 14) แต่เมื่อวันใหม่มาถึง ท่านเลือกที่จะมุ่งสนใจทั้งในเรื่องที่เบิกบานใจ และพระเจ้าผู้ดีเลิศ แล้วจึงร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ “ทรงเป็นป้อมปราการของข้าพระองค์ เป็นที่ลี้ภัยในยามทุกข์ของข้าพระองค์” (ข้อ 16) เป็น “ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่ข้าพระองค์” (ข้อ 17)

คุณอาจไม่ได้เป็นนักร้องหรือนักแต่งเพลง แต่คุณสามารถเป็นกวีนักดนตรีแห่งรุ่งอรุณได้ คุณบอกพระเจ้าได้เช่นเดียวกับดาวิดว่า “ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงอานุภาพของพระองค์ ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า” (ข้อ 16)

ตัวตนไร้กังวล

จากหนังสือ รุ่นสู่รุ่น (Generation to Generation) ในปีค.ศ. 1985 ของเอ็ดวิน ฟรีดแมน นักจิตบำบัดครอบครัวและรับบีในศาสนายิวได้ริเริ่มใช้คำว่า “ตัวตนไร้กังวล” วิทยานิพนธ์ของฟรีดแมนซึ่งต่อมาได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือ ความล้มเหลวทางใจ (A Failure of Nerve) กล่าวว่า “บรรยากาศของอเมริกาในปัจจุบันมีความวิตกกังวลเรื้อรังมากเสียจนสังคมของเราเข้าสู่ภาวะถดถอยทางอารมณ์ซึ่งเป็นพิษต่อการเป็นผู้นำที่ดี” ฟรีดแมนมุ่งเน้นถึงวิธีที่ความวิตกกังวลเรื้อรังแพร่กระจายไปในระบบ ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน แต่ในทำนองเดียวกัน ผู้นำสามารถแสดงถึงภาวะของตัวตนที่ไร้กังวลซึ่งจะแพร่กระจายไปทั่วทั้งระบบได้เช่นกัน โดยการเป็นคนที่มีสันติสุขในท่ามกลางพายุ

สดุดีบทที่ 4 เป็นเพลงสดุดีของดาวิดซึ่งเขียนขึ้นท่ามกลางหนึ่งในมรสุมแห่งชีวิตของท่าน ดาวิดตกอยู่ในความวิตกกังวล ท่านจึงร้องทูลต่อพระเจ้าว่า “เมื่อ​ข้า​พระ​องค์​จน​ตรอก ขอ​พระ​องค์​ประทาน​ช่องทาง​ให้ ขอ​ทรง​เมตตา​แก่​ข้า​พระ​องค์​และ​ทรง​ฟัง​คำ​อธิษฐาน​ของ​ข้า​พระ​องค์” (ข้อ 1) ขณะที่ท่านหวาดกลัวเรื่องชีวิตของท่าน ท่านก็ตระหนักดีว่าผู้ติดตามของท่านก็กลัวเช่นกัน “มี​คน​เป็น​อัน​มาก​กล่าว​ว่า ‘โอ เรา​อยาก​เห็น​สิ่ง​ดีๆบ้าง’” (ข้อ 6)

การตัดสินใจของดาวิดที่จะไว้วางใจในพระเจ้าทำให้เกิดปรากฏการณ์ตัวตนไร้กังวลในท่ามกลางความวิตกกังวล! ท่านกล่าวว่า “ข้า​พระ​องค์​จะ​เอน​กาย​ลง​นอน​หลับ​ใน​ความ​สันติ” ดาวิดสามารถพักสงบได้เพราะ “​พระ​องค์​เท่านั้น​ที่​ทรง​กระทำ​ให้​ข้า​พระ​องค์​อาศัย​อยู่​อย่าง​ปลอดภัย​” (ข้อ 8)

เราเองก็สามารถพักสงบได้ในภาวะการเป็นตัวตนไร้กังวลที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เรา เราสามารถเผยแพร่สันติสุขของพระองค์ได้ในทุกที่ที่เราไป

สิ่งทรงสร้างอันงดงามของพระเจ้า

สำหรับพ่อแม่แล้ว การเสียชีวิตของลูกทำให้หัวใจแหลกสลาย แต่การสูญเสียลูกสองคนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจจินตนาการได้! นั่นคือประสบการณ์ของนิค เคฟ ผู้เป็นนักดนตรี นักเขียน และนักแสดงชาวออสเตรเลีย ในปี 2015 ลูกชายวัยสิบห้าปีของเขาตกจากหน้าผาและเสียชีวิต ไม่กี่ปีต่อมาลูกคนโตของเคฟก็เสียชีวิตลงอีก ในท่ามกลางความโศกเศร้าที่ท่วมท้น เคฟและภรรยาจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร แล้วคุณล่ะ

เคฟพยายามหาการปลอบประโลมใจจากโลกรอบตัว “โลกนี้ช่างกล้าหาญที่จะยังคงความงดงามต่อไป…แม้ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์แสนสาหัส นั่นคือโลกที่ผมเห็น” เขากล่าว “มันก็เพียงแต่ดำเนินต่อไปอย่างงดงามตามแบบแผน”

พระเยซูตรัสถึงความงดงามเช่นเดียวกันนี้ และทรงมองเห็นอย่างแท้จริงว่าความงามนั้นคือการทรงสร้างของพระเจ้า พระดำรัสของพระองค์ที่มักอ้างถึงในลูกา 12 “จงพิจารณาดูดอกไม้” (ข้อ 27) นั้นไม่ใช่เป็นการมองข้ามความทุกข์ยากในชีวิตของเรา แต่เป็นการให้เกียรติถึงโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เราเผชิญด้วยการมอบยาถอนพิษให้กับสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น โดยให้เราหยุดและพิจารณาดอกไม้หรือนกในอากาศ (ข้อ 24) หรือพระอาทิตย์ขึ้น พระคริสต์ทรงสอนเราว่า “แม้ว่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าในทุ่งนาอย่างนั้น...พระองค์จะทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้น” (ข้อ 28)

เมื่อเผชิญกับความโศกเศร้าและการสูญเสีย มุมมองของโลกนี้ไม่อาจช่วยได้พระเยซูทรงหนุนใจเราให้ระลึกถึงพระเจ้าองค์พระผู้สร้าง ผู้ทรงค้ำจุนสรรพสิ่งที่ทรงสร้างซึ่งยืนหยัดอย่างกล้าหาญเข้าไว้ด้วยกัน และพระองค์ทรงห่วงใยเราอย่างลึกซึ้ง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา