ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Patricia Raybon

ชะลอเวลา

หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปหลังมีการประดิษฐ์นาฬิกาไฟฟ้าขึ้นในช่วงทศวรรษ 1840 ทุกวันนี้เราดูเวลาจากนาฬิกาอัจฉริยะ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์พกพา ทุกย่างก้าวชีวิตดูเหมือนจะเร็วขึ้น แม้แต่การเดิน “เล่น” ก็เร่งรีบขึ้น โดยเฉพาะชีวิตในเมืองซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ นักวิชาการกล่าวว่า “เราก็แค่เคลื่อนไหวเร็วขึ้นและเร็วขึ้น และตอบสนองต่อผู้คนให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” ศาสตราจารย์ริชาร์ด ไวส์แมน ให้ข้อสังเกตว่า “นั่นทำให้เราคิดว่าทุกสิ่งต้องเกิดขึ้นทันที”

โมเสส ผู้เขียนสดุดีที่เก่าแก่ที่สุดบทหนึ่ง ใคร่ครวญถึงเวลา ท่านเตือนเราว่าพระเจ้าทรงควบคุมย่างก้าวของชีวิต “พันปีในสายพระเนตรของพระองค์ เป็นเหมือนวานนี้ซึ่งผ่านไปแล้ว หรือเหมือนยามเดียวในกลางคืน” (สดด.90:4)

ดังนั้น เคล็ดลับในการบริหารเวลาคือต้องไม่เร็วหรือช้าเกินไป คือการใกล้ชิดพระเจ้าและใช้เวลากับพระองค์มากขึ้น จากนั้นพวกเราจึงก้าวไปพร้อมกัน แต่ก่อนอื่นเราต้องก้าวไปพร้อมกับพระองค์ ผู้ทรงสร้างเรา (139:13) และทรงทราบวัตถุประสงค์และแผนการในชีวิตของเรา (ข้อ 16)

เวลาของเราในโลกไม่ยืนยาวตลอดไป แต่เราสามารถจัดการเวลาอย่างฉลาด ไม่ใช่โดยการมองนาฬิกา แต่โดยการมอบแต่ละวันไว้กับพระเจ้า เช่นที่โมเสสกล่าว “ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะมีจิตใจที่มีปัญญา” (90:12) โดยพระเจ้า เราจะทันเวลาเสมอตั้งแต่บัดนี้และตลอดไป

นำโดยพระวจนะ

ที่สำนักข่าวบีบีซีในลอนดอน งานแรกของพอล อาร์โนลด์ที่ออกอากาศคือการทำ “เสียงเดิน” ให้กับละครวิทยุ ขณะที่นักแสดงอ่านบทในฉากที่มีการเดิน พอลที่เป็นผู้จัดการเวทีต้องทำเสียงจากเท้าให้เข้ากัน ระวังให้จังหวะเหมาะกับเสียงและบทสนทนาของนักแสดง เขาอธิบายว่า สิ่งที่ยากคือการยอมตามนักแสดงในเรื่อง “เพื่อเราสองคนจะทำงานร่วมกัน”

ทูลขอต่อพระเจ้า

เมื่อสามีของฉันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ฉันไม่รู้วิธีเหมาะสมที่จะอธิษฐาน “ทูลขอ” เพื่อเขา ฉันคิดเพียงว่าคนอื่นในโลกนี้มีปัญหาที่ร้ายแรงอย่างสงคราม การกันดารอาหาร ความยากจน ภัยธรรมชาติ แล้ววันหนึ่งขณะที่เราอธิษฐานตอนเช้า ฉันได้ยินเขาทูลขอด้วยใจถ่อมว่า “พระเจ้า ขอทรงรักษาผมด้วย”

รักคนแปลกหน้า

สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของฉันเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น เพื่อนคริสเตียนจึงบอกให้ฉัน “โน้มน้าว” เธอให้กลับมาหาพระเยซู ฉันพบว่าตัวเองเริ่มรักคนในครอบครัวอย่างที่พระคริสต์รัก รวมทั้งในที่สาธารณะที่ผู้คนจ้องมองเธออย่างเดียดฉันท์ที่เธอสวมเสื้อผ้า “แปลกประหลาด” บางคนถึงกับวิจารณ์อย่างหยาบคาย ชายคนหนึ่งตะโกนใส่เธอจากรถว่า “กลับบ้านไปซะ” โดยไม่รู้หรือไม่สนใจเลยว่าเธออยู่ที่ “บ้าน” อยู่แล้ว

เข้มแข็งด้วยบทเพลง

ชาวบ้านฝรั่งเศสที่ช่วยซ่อนผู้อพยพชาวยิวจากนาซีช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ร้องเพลงในป่าทึบเพื่อบอกผู้อพยพว่าปลอดภัยออกมาจากที่ซ่อนได้ ชาวเมืองที่กล้าหาญในเลอชอมบงเซอลิยอง ทำตามคำขอของศิษยาบาลท้องถิ่น อองเดร ทรอคเม และแมกดาซึ่งเป็นภรรยา โดยให้ที่หลบภัยช่วงสงครามแก่ชาวยิวบนที่ราบสูงชื่อ “ลามองตาจน์ โปเตสตองท์” บทเพลงนี้สื่อถึงความกล้าหาญของชาวบ้านที่ช่วยชีวิตชาวยิวมากกว่า 3,000 คนที่เกือบจะต้องตาย

แสงนำทาง

ร้านอาหารร้านนั้นสวยแต่มืด แต่ละโต๊ะมีเพียงเทียนเล่มเดียวที่ให้แสงริบหรี่ ลูกค้าต้องใช้แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือส่องอ่านเมนู มองดูเพื่อนร่วม โต๊ะ และแม้แต่มองอาหารที่ตนกำลังกินอยู่

มีโอกาสอีกครั้ง

ที่ร้านจักรยานมือสองเพื่อการกุศลใกล้บ้านเรา มีอาสาสมัครมาซ่อมจักรยานเก่าแล้วบริจาคให้เด็กผู้ยากไร้ เออร์นี่ คลาร์กผู้ก่อตั้งได้บริจาคจักรยานให้คนยากจน ทั้งคนไร้บ้าน ผู้พิการ และทหารผ่านศึก จักรยานได้กลับมาเป็นประโยชน์ และผู้ที่รับจักรยานก็ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ อดีตทหารคนหนึ่งขี่จักรยานที่ได้รับไปสัมภาษณ์งาน

จากไร้ค่าสู่ล้ำค่า

บ้านของคนเก็บขยะตั้งอยู่บนถนนสูงชันในย่านโบโกตาที่เสื่อมโทรมไม่มีอะไรดูพิเศษ แต่บ้านอิฐธรรมดาในเมืองหลวงของโคลัมเบีย หลังนี้เป็นห้องสมุดที่ไม่คิดค่าบริการ ซึ่งมีหนังสือ 25,000 เล่ม เป็นหนังสือที่มีคนทิ้ง แล้วโฮเซ่อัลเบอร์โต วูเกียเร รวบรวมมาแบ่งปันให้เด็กยากจนในชุมชนของเขา

ผู้ติดตามพระบุตร

ทานตะวันขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก เพราะมีผึ้งคอยผสมเกสรให้ ไม่ว่าเป็นข้างถนน ใต้รางให้อาหารนก และในนา ทุ่งโล่งและทุ่งหญ้า แต่ถ้าเป็นการปลูกเพื่อผลิตผล ดอกทานตะวันต้องการดินที่ดี หนังสือฟาร์เมอร์สอัลมาแนค บอกว่าดินที่ระบายน้ำดี มีความเป็นกรดเล็กน้อย และอุดมด้วยสารอาหาร “กับสารอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก” จะทำให้เมล็ดทานตะวันมีรสชาติอร่อย ให้น้ำมันบริสุทธิ์ และเลี้ยงชีวิตผู้ปลูกทานตะวัน อันเป็นอาชีพซึ่งทำงานหนัก

เราต้องมี “ดินดี” เพื่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณเช่นกัน (ลก.8:15) ในคำอุปมาเรื่องผู้หว่านเมล็ดพืช พระเยซูสอนว่า พระวจนะพระเจ้างอกขึ้นได้แม้ในดินที่มีหินหรือหนาม (ข้อ 6-7) แต่จะเจริญเติบโตได้ในดินดีคือ “ผู้ที่จิตใจดีงามสูงส่ง ผู้ได้ยินพระวจนะแล้วรับไว้ และเกิดผลด้วยความอดทนบากบั่น” เท่านั้น (ข้อ 15 TNCV)

ต้นอ่อนทานตะวันเติบโตขึ้นอย่างอดทน มันติดตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ตลอดวัน มันหันหาดวงอาทิตย์ทุกวัน เรียกว่าการเบนตามแสง ส่วนทานตะวันที่โตเต็มที่ก็เช่นกันมันจะหันไปทางตะวันออกเสมอ เพื่อให้ดอกอบอุ่นและทำให้มีผึ้งมาช่วยผสมเกสรมากขึ้น ผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

เช่นเดียวกับผู้ปลูกทานตะวัน เรามีส่วนช่วยให้พระวจนะของพระเจ้าเจริญเติบโตได้เช่นกัน โดยยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้าและติดตามพระบุตรของพระองค์ พัฒนาความซื่อสัตย์กับจิตใจที่ดีเพื่อให้พระวจนะของพระเจ้าช่วยให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นกระบวนการประจำวัน ให้เราติดตามพระบุตรและเติบโตขึ้น