ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Patricia Raybon

หลีกหนีจากความขัดแย้ง

ในการกล่าวคำสดุดีข้างหลุมศพของนักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ที่มีชื่อเสียง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ไม่ได้พูดถึงข้อขัดแย้งทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขา แต่กลับระลึกถึง “ความเมตตาที่ไม่สิ้นสุด” ของเฮนดริค เอ.ลอเรนซ์ นักฟิสิกส์ผู้เป็นที่รักและรู้จักกันดีในความเป็นคนเรียบง่าย และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นธรรม ไอน์สไตน์กล่าวว่า “ทุกคนยินดีติดตามเขาเพราะรู้สึกว่าลอเรนซ์ไม่ต้องการครอบงำแต่ต้องการจะช่วยเสมอ”

ลอเรนซ์เป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์ทิ้งอคติทางการเมืองและมาทำงานร่วมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไอน์สไตน์พูดถึง เจ้าของรางวัลโนเบลรุ่นเดียวกับเขาว่า “ลอเรนซ์อุทิศตนให้กับพันธกิจแห่งการคืนดีตั้งแต่สงครามยังไม่สิ้นสุด”

การคืนดีควรเป็นเป้าหมายของทุกคนในคริสตจักรเช่นกัน จริงอยู่ที่ความขัดแย้งบางอย่างนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราต้องทำในส่วนของเราเพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ เปาโลกล่าวว่า “อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่” (อฟ.4:26) และ “อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย แต่จงกล่าวคำที่ดีและเป็นประโยชน์ ให้เหมาะสมกับความต้องการเพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง” (ข้อ 29) เพื่อเราจะเติบโตไปด้วยกัน

เปาโลกล่าวว่า “จงให้ใจขมขื่น และใจขัดเคือง และใจโกรธ และการทะเลาะเถียงกัน และการพูดให้ร้ายกับการคิดปองร้ายทุกอย่างอยู่ห่างไกลจากท่านเถิด และท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกันและอภัยโทษให้กันเหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น” (ข้อ 31-32) การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งจะช่วยให้คริสตจักรเติบโตและถวายเกียรติแด่พระเจ้า

นักบำบัดต้นไม้

บางคนเรียกเขาว่า “นักบำบัดต้นไม้” ในความเป็นจริง โทนี่ ริเนาโด้เป็นเจ้าหน้าที่ขยายพันธุ์ต้นไม้ของมูลนิธิศุภนิมิตออสเตรเลีย เขาเป็นมิชชันนารีและนักปฐพีวิทยาที่ทุ่มเทความพยายามในการประกาศเรื่องราวของพระเยซูโดยต้องต่อสู้กับการทำลายป่าในเขตรอยต่อซาเฮลของแอฟริกาซึ่งอยู่ทางใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า

เขาตระหนักว่า “พุ่มไม้” ที่แคระแกรนนั้นจริงๆแล้วเป็นต้นไม้ที่มีศักยภาพ ริเนาโด้จึงเริ่มดูแลตัดแต่งและรดน้ำ งานของเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรนับแสนที่จะฟื้นฟูสภาพป่าและปรับปรุงดินที่เสื่อมสภาพ ตัวอย่างเช่น เกษตรกรในประเทศไนเจอร์สามารถเพิ่มผลผลิตและรายได้สองเท่า และเลี้ยงดูประชากรเพิ่มขึ้น 2.5 ล้านคนต่อปี

ในยอห์น 15 พระเยซูองค์พระผู้สร้างการเกษตร ทรงพูดถึงกลวิธีในด้านการเกษตรที่คล้ายคลึงเมื่อตรัสว่า “เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา แขนงทุกแขนงที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น” (ข้อ 1-2)

หากปราศจากการดูแลของพระเจ้าในแต่ละวัน วิญญาณของเราก็เหี่ยวเฉาและไม่สามารถเกิดผล เมื่อเรายินดีในกฎบัญญัติของพระเจ้าและใคร่ครวญในบัญญัตินั้นทั้งวันและคืน เราจะเป็น “เช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ” (สดด.1:3) ใบของเราจะ “ไม่เหี่ยวแห้ง” และ “การทุกอย่างซึ่ง(เรา)กระทำก็จำเริญขึ้น” (ข้อ 3) ให้เรารับการตัดแต่งและหยั่งรากในพระองค์ เราจะเขียวชอุ่ม ได้รับการฟื้นฟูและเกิดผล

วันซักผ้า

ขณะขับรถผ่านชุมชนผู้มีรายได้น้อยใกล้ๆคริสตจักร แชด เกรแฮมศิษยาภิบาลในรัฐโคโลราโดเริ่มต้นอธิษฐานเผื่อ “เพื่อนบ้าน” เขาสังเกตเห็นร้านซักผ้าเล็กๆแห่งหนึ่ง เขาจึงเข้าไปดูในร้านและพบว่ามีลูกค้ามากมายมาใช้บริการ มีคนหนึ่งมาขอเศษเหรียญจากเกรแฮมเพื่อหยอดเครื่องอบผ้า คำขอเล็กๆนั้นจุดประกายให้เกิด “วันซักผ้า” ประจำสัปดาห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักรของเกรแฮม สมาชิกมอบเหรียญและผงซักฟอกให้กับร้านซักผ้า อธิษฐานกับลูกค้าและช่วยเหลือเจ้าของร้าน

พันธกิจการประกาศในชุมชนใกล้เคียงของพวกเขาซึ่งรวมถึงร้านซักผ้า สะท้อนให้เห็นถึงพระมหาบัญชาของพระเยซูที่มีต่อเหล่าสาวก พระองค์ตรัสว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติสมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์” (มธ.28:18-19)

การทรงสถิตที่ทรงพลานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ช่วยเราในการทำพันธกิจ “ทุกแห่ง” แม้แต่ในร้านซักผ้า ที่จริงแล้วเราไม่เคยออกไปโดยลำพัง เพราะพระเยซูทรงสัญญาว่า “เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค” (ข้อ 20)

อาจารย์แชดสัมผัสถึงความจริงนั้นที่ห้องซักผ้าหลังจากอธิษฐานเผื่อลูกค้าชื่อเจฟซึ่งต่อสู้กับโรคมะเร็ง แชดเล่าว่า ”เมื่อลืมตาขึ้น ลูกค้าที่อยู่ในร้านทุกคนอธิษฐานร่วมกับเรา ทุกมือยื่นมาทางเจฟ มันเป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดช่วงหนึ่งที่ผมเคยประสบในฐานะศิษยาภิบาล” บทเรียนคือ ให้เราออกไปทุกแห่งเพื่อประกาศพระคริสต์

ท่าทีต่อคำวิจารณ์

ถ้อยคำรุนแรงทำร้ายจิตใจเสมอ เหมือนเพื่อนนักเขียนมือรางวัลของฉันที่ต้องลำบากใจว่าจะตอบสนองต่อคำวิจารณ์ที่ได้รับอย่างไร หนังสือใหม่ของเขาเพิ่งได้รับรางวัลรีวิว 5 ดาวและชนะรางวัลใหญ่ จากนั้นมีนักวิจารณ์จากนิตยสารชื่อดังเหน็บแนมหนังสือของเขาว่าเขียนได้ดีแต่ก็ใช้คำวิจารณ์ที่รุนแรง เขาถามเพื่อนๆว่า “ผมควรจะตอบอย่างไรดี”

เพื่อนคนหนึ่งแนะนำว่า “ช่างเขาเถอะ” ส่วนฉันได้แชร์คำแนะนำจากนิตยสารนักเขียน และเคล็ดลับการเมินเฉยหรือเรียนรู้จากคำวิจารณ์แบบนั้น โดยขณะเดียวกันก็ทำงานและเขียนต่อไป

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วฉันตัดสินใจมาดูพระคัมภีร์ซึ่งให้คำแนะนำที่ดีที่สุด เกี่ยวกับท่าทีต่อคำวิจารณ์ที่รุนแรง พระธรรมยากอบแนะนำว่า “จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (1:19) อัครทูตเปาโลแนะนำว่า “จงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (รม.12:16)

แต่มีพระธรรมสุภาษิตที่ทั้งบทพูดถึงข้อแนะนำต่อท่าทีในการถกเถียงกัน “คำตอบอ่อนหวานช่วยละลายความโกรธเกรี้ยวให้หายไป” ในสุภาษิต 15:1 “บุคคลผู้โกรธช้าก็ระงับการชิงดี” (ข้อ 18) และ “บุคคลผู้สนใจการทักท้วงก็ได้ความเข้าใจ” (ข้อ 32) จากข้อคิดแห่งปัญญาเหล่านี้ ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เรายับยั้งคำพูดของเราเหมือนกับที่เพื่อนฉันได้ทำ แต่มากยิ่งกว่านั้น สติปัญญายังสอนให้เรา “ยำเกรงพระเจ้า” เพราะ “ความถ่อมใจเดินอยู่ข้างหน้าเกียรติ” (ข้อ 33)

ภาพชัดเจน

นักประพันธ์มาร์ค ทเวนแนะนำว่า สิ่งต่างๆที่เราใช้เวลาในการพินิจพิจารณา และมุมมองที่เราเห็นสิ่งนั้นจะส่งอิทธิพลต่อการกระทำหรือแม้แต่จุดหมายปลายทางของเรา ทเวนกล่าวว่า “คุณไม่อาจพึ่งพาดวงตาของคุณได้ เมื่อจินตนาการของคุณไม่ชัดเจน”

เปโตรเองก็พูดเรื่องการมองเมื่อท่านตอบชายขอทานพิการที่ท่านและยอห์นพบที่ประตูงามที่พลุกพล่าน (กจ.3:2) เมื่อชายนั้นขอเงินจากท่านทั้งสอง เปโตรกับยอห์นเพ่งดูเขาบอกว่า “จงดูเราเถิด” (ข้อ 4)

ทำไมท่านจึงพูดเช่นนั้น ในฐานะผู้แทนของพระเยซู เปโตรคงต้องการให้ชายขอทานนั้นหยุดมองที่ข้อจำกัดของตนเอง หรือแม้แต่ความขัดสนเงินทองของเขา ขณะที่เขามองดูอัครทูต เขาจะได้เห็นความจริงถึงการมีความเชื่อในพระเจ้า

เมื่อเปโตรบอกเขาว่า “เงินและทองเราไม่มี แต่ที่เรามีอยู่เราจะให้ท่าน คือในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ จงเดินเถิด” (ข้อ 6) แล้วเปโตร “จับมือขวาของเขาพยุงขึ้น และในทันใดนั้นเท้าและข้อเท้าของเขาก็มีกำลัง เขาจึงกระโดดขึ้นยืนและเดิน” และสรรเสริญพระเจ้า (ข้อ 7-8)

เกิดอะไรขึ้นหรือ ชายนั้นได้มีความเชื่อในพระเจ้า (ข้อ 16) ดังที่ผู้ประกาศชาร์ลส์ สเปอร์เจียนสอนไว้ว่า “เพียงแค่เพ่งมองที่พระองค์เท่านั้น” เมื่อเราทำเช่นนั้น เราจะไม่เห็นอุปสรรค แต่จะเห็นพระเจ้าผู้ทรงทำให้ทางของเราราบรื่น

บทเพลงของพระองค์

ผู้ควบคุมวงประสานเสียง อาริแอน อบีลาในวัยเด็กชอบนั่งทับมือตัวเองเพื่อซ่อนมันไว้ เธอเกิดมามีนิ้วไม่ครบโดยมีนิ้วติดกันทั้งสองมือ ไม่มีขาซ้ายและนิ้วเท้าขวาก็หายไปบางนิ้ว เธอรักดนตรีและเป็นนักร้องเสียงโซปราโน เธอเคยวางแผนจะเรียนด้านการเมืองที่วิทยาลัยสมิธคอลเลจ แต่วันหนึ่งครูของคณะนักร้องขอให้เธอเป็นผู้อำนวยเพลง ซึ่งทุกคนจะเห็นมือของเธอ ตั้งแต่นั้นมาเธอก็รู้ว่าจะทำอาชีพอะไร เธออำนวยเพลงให้คณะนักร้องคริสตจักรและปัจจุบันเป็นผู้ควบคุมวงประสานเสียงที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง “คุณครูของฉันเห็นบางอย่างในตัวฉัน” อบีลากล่าว

เรื่องราวซึ่งสร้างแรงบันดาลใจของเธอเชื้อเชิญให้ผู้เชื่อถามว่า พระเจ้าผู้ทรงเป็นครูฝ่ายจิตวิญญาณทรงเห็นอะไรในเรา ไม่ว่าเรามี “ข้อจำกัด” อะไร เหนือสิ่งอื่นใดพระองค์ทรงเห็นพระองค์เอง “พระ​เจ้า​จึง​ทรง​สร้าง​มนุษย์​ขึ้น​ตาม​พระ​ฉายา​ของ​พระ​องค์ ตาม​พระ​ฉายา​ของ​พระ​เจ้า​นั้น ​พระ​องค์​ทรง​สร้าง​มนุษย์​ขึ้น และ​ได้​ทรง​สร้าง​ให้​เป็น​ชาย​และ​หญิง” (ปฐก.1:27)

ในฐานะที่เป็น “ผู้ที่ผดุงพระฉาย” อันทรงสง่าราศีของพระองค์ เมื่อผู้อื่นมองดูเราก็ควรสะท้อนถึงพระองค์ สำหรับอบีลานั่นหมายถึงสิ่งสำคัญที่สุดคือพระเยซู ไม่ใช่มือที่ปราศจากนิ้ว นี่เป็นจริงสำหรับผู้เชื่อทุกคนด้วย 2 โครินธ์ 3:18 กล่าวว่า “แต่เรา​ทั้ง​หลาย​ไม่​มี​ผ้า​คลุม​หน้า​แล้ว จึง​แลดู​พระ​สิริ​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า และ​ตัว​เรา​ก็​เปลี่ยนไป​เป็น​เหมือน​พระ​ฉาย​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า”

เช่นเดียวกับอบีลา เราอำนวยบทเพลงชีวิตของเราด้วยฤทธิ์เดชที่นำการเปลี่ยนแปลงของพระเยซู (ข้อ 18) นำเสนอบทเพลงแห่งชีวิตที่ร้องเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

พระเจ้าผู้ช่วยกู้ของเรา

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจอดเรือคายัคของเธอในทะเลเปิด เพื่อช่วยเหลือนักว่ายน้ำที่ตื่นตระหนกในการแข่งขันไตรกีฬา “อย่าจับกลางลำเรือ” เธอบอกกับนักว่ายน้ำ เพราะรู้ว่าจะทำให้เรือพลิกคว่ำ เธอแนะนำให้นักว่ายน้ำที่อ่อนล้าเกาะไม้พายหรือส่วนหัวเรือคายัค เพื่อพวกเขาจะยึดห่วงไว้และให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเรือคายัคช่วยเหลือต่อไป

เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตหรือผู้คนคุกคามทำให้คุณจมลง ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เรารู้ว่าเรามีพระผู้ช่วย “เพราะพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า ดูเถิด เราคือเราเองจะค้นหาแกะของเรา . . . เราจะช่วยเขาให้พ้นจากสถานที่ทั้งหลายซึ่งเขาได้กระจัดกระจายไปอยู่” (อสค.34:11-12)

นี่คือสิ่งที่ผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลรับรองต่อประชากรของพระเจ้าเมื่อพวกเขาตกไปเป็นเชลย ผู้นำของพวกเขาทอดทิ้งและเอาเปรียบ ขโมยชีวิตของพวกเขาไปและห่วงแต่ “ตัวเอง และไม่ได้เลี้ยงแกะของ[พระเจ้า]” (ข้อ 8) เพราะเหตุนี้พวกเขาจึง “กระจายไปทั่วพิภพ ไม่มีใครเที่ยวค้นไม่มีใครเสาะหามัน” (ข้อ 6)

แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เราจะช่วยแกะของเรา” (ข้อ 10) และพระสัญญานี้ยังคงอยู่

เราต้องทำสิ่งใดน่ะหรือ จงยึดองค์พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และพระสัญญาของพระองค์ไว้ให้มั่น พระองค์ตรัสว่า “เราคือเราเองจะค้นหาแกะของเรา และจะเที่ยวหามัน” (ข้อ 11) นี่เป็นพระสัญญาล้ำค่าที่ควรยึดไว้ให้มั่น

ความหวังที่เบ่งบาน

ในเมืองฟิลาเดลเฟีย เมื่อพื้นที่ที่มีหญ้าขึ้นรกได้รับการถางและทำให้สดใสด้วยดอกไม้และต้นไม้ที่สวยงาม ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นก็พลอยมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นไปด้วย นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่เป็นความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ

“มีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นว่าพื้นที่สีเขียวนั้นส่งผลต่อสุขภาพจิต” ดร.ยูจิเนีย เซาท์กล่าว “และนั่นเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะกับคนที่อาศัยในย่านที่ยากจน” เซาท์เป็นอาจารย์จากคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และเป็นผู้เขียนร่วมของงานวิจัยชิ้นนี้

คนอิสราเอลและยูดาห์ที่ถูกข่มเหงได้พบความหวังใหม่ในนิมิตของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ ที่พระเจ้าจะรื้อฟื้นพวกเขาขึ้นใหม่อย่างงดงาม ในท่ามกลางการลงโทษและการพิพากษาที่อิสยาห์ได้พยากรณ์ไว้ก่อนหน้านั้น พระสัญญาที่นำความหวังอันสดใสนี้ได้หยั่งรากลง “ถิ่นทุรกันดารและที่แห้งแล้งจะยินดี ทะเลทรายจะเปรมปรีดิ์และผลิดอกอย่างต้นดอกฝรั่น มันจะออกดอกอุดมและเปรมปรีดิ์ด้วยความชื่นบานและการร้องเพลง” (อสย.35:1-2)

ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรในวันนี้ เราสามารถชื่นชมยินดีในวิถีทางอันงดงามที่พระบิดาในสวรรค์ทรงรื้อฟื้นเราด้วยความหวังที่สดใหม่และการทรงสร้างของพระองค์ เมื่อเราท้อแท้ การใคร่ครวญถึงพระสิริและความงดงามของพระเจ้าจะช่วยให้เรามีกำลังขึ้น อิสยาห์หนุนใจเราว่า “จงหนุนกำลังของมือที่อ่อนและกระทำหัวเข่าที่อ่อนให้มั่นคง” (ข้อ 3)

ดอกไม้เพียงไม่กี่ดอกจะจุดประกายความหวังของเราอีกครั้งได้หรือไม่ ผู้เผยพระวจนะตอบว่า ได้ พระเจ้าผู้ทรงประทานความหวังให้กับเราก็เช่นกัน

ส่องสว่าง

ฉันรู้สึกกังวลในการสอนชั้นเรียนเรื่องการอธิษฐานห้าสัปดาห์ที่โบสถ์ท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ผู้เรียนจะชอบหรือเปล่า พวกเขาจะชอบฉันไหม ความวิตกกังวลทำให้ฉันใช้เวลามากมายไปกับการเตรียมบทเรียน ภาพสไลด์ และเอกสาร จนเหลือเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ แต่ฉันยังไม่ค่อยได้ชวนใครมาเข้าร่วมชั้นเรียนเลย

เมื่ออธิษฐาน ฉันได้รับการเตือนว่าชั้นเรียนนี้เป็นงานรับใช้ที่จะทำให้คนมองไปที่พระเจ้า เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะใช้ชั้นเรียนนี้นำคนให้เห็นถึงพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ฉันจึงไม่ต้องกังวลถึงการพูดต่อหน้าคนอื่น เมื่อพระเยซูทรงสอนคำเทศนาบนภูเขาแก่สาวก พระองค์ตรัสว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก นคร​ซึ่ง​อยู่​บน​ภูเขา​จะ​ปิดบัง​ไว้​ไม่ได้​ เมื่อ​จุด​ตะเกียง​แล้ว ไม่​มี​ผู้ใด​เอา​ถัง​ครอบ​ไว้ ย่อม​ตั้ง​ไว้​บน​เชิง​ตะเกียง จะ​ได้​ส่อง​สว่าง​แก่​ทุก​คน​ที่​อยู่​ใน​เรือน​นั้น​” (มธ.5:14-15)

เมื่ออ่านพระคำตอนนี้แล้ว ฉันจึงประชาสัมพันธ์ชั้นเรียนลงในสื่อออนไลน์ มีคนเริ่มเข้ามาลงทะเบียน แสดงความขอบคุณและตื่นเต้นเกือบจะในทันที เมื่อเห็นการตอบสนองนั้น ฉันใคร่ครวญคำสอนของพระเยซูที่ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (ข้อ 16)

ด้วยมุมมองนั้น ฉันจึงสอนชั้นเรียนอย่างมีความสุข ฉันอธิษฐานขอให้การกระทำเล็กน้อยของฉันจะกลายเป็นดวงไฟและเป็นกำลังใจให้ผู้อื่นส่องสว่างเพื่อพระเจ้าเช่นกัน