ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Patricia Raybon

ส่องสว่าง

ฉันรู้สึกกังวลในการสอนชั้นเรียนเรื่องการอธิษฐานห้าสัปดาห์ที่โบสถ์ท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ผู้เรียนจะชอบหรือเปล่า พวกเขาจะชอบฉันไหม ความวิตกกังวลทำให้ฉันใช้เวลามากมายไปกับการเตรียมบทเรียน ภาพสไลด์ และเอกสาร จนเหลือเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ แต่ฉันยังไม่ค่อยได้ชวนใครมาเข้าร่วมชั้นเรียนเลย

เมื่ออธิษฐาน ฉันได้รับการเตือนว่าชั้นเรียนนี้เป็นงานรับใช้ที่จะทำให้คนมองไปที่พระเจ้า เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะใช้ชั้นเรียนนี้นำคนให้เห็นถึงพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ ฉันจึงไม่ต้องกังวลถึงการพูดต่อหน้าคนอื่น เมื่อพระเยซูทรงสอนคำเทศนาบนภูเขาแก่สาวก พระองค์ตรัสว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก นคร​ซึ่ง​อยู่​บน​ภูเขา​จะ​ปิดบัง​ไว้​ไม่ได้​ เมื่อ​จุด​ตะเกียง​แล้ว ไม่​มี​ผู้ใด​เอา​ถัง​ครอบ​ไว้ ย่อม​ตั้ง​ไว้​บน​เชิง​ตะเกียง จะ​ได้​ส่อง​สว่าง​แก่​ทุก​คน​ที่​อยู่​ใน​เรือน​นั้น​” (มธ.5:14-15)

เมื่ออ่านพระคำตอนนี้แล้ว ฉันจึงประชาสัมพันธ์ชั้นเรียนลงในสื่อออนไลน์ มีคนเริ่มเข้ามาลงทะเบียน แสดงความขอบคุณและตื่นเต้นเกือบจะในทันที เมื่อเห็นการตอบสนองนั้น ฉันใคร่ครวญคำสอนของพระเยซูที่ว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (ข้อ 16)

ด้วยมุมมองนั้น ฉันจึงสอนชั้นเรียนอย่างมีความสุข ฉันอธิษฐานขอให้การกระทำเล็กน้อยของฉันจะกลายเป็นดวงไฟและเป็นกำลังใจให้ผู้อื่นส่องสว่างเพื่อพระเจ้าเช่นกัน

มองไปด้านบน

เมื่อไวลี่ย์ โอเวอร์สตรีท ผู้ผลิตภาพยนตร์ได้ถ่ายทอดสดภาพของดวงจันทร์ที่มองผ่านกล้องส่องทางไกลคุณภาพสูง ผู้ชมพากันตะลึงกับภาพที่เห็นในระยะใกล้นั้น ไวลี่ย์อธิบายว่า การได้เห็นภาพที่งดงาม “ทำให้เรารู้สึกประหลาดใจว่ายังมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรามาก”

ดาวิดผู้เขียนสดุดีก็อัศจรรย์ใจกับแสงสวรรค์ของพระเจ้าเช่นกัน “เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้ มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่าซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเขา” (สดด.8:3-4)

คำถามที่ถ่อมใจของดาวิดใส่มุมมองแห่งความยำเกรงให้กับเรา เมื่อได้รู้ว่าหลังจากที่พระเจ้าทรงสร้างสวรรค์และโลกใหม่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์อีกต่อไป อัครทูตยอห์นบอกว่า พระสง่าราศีของพระเจ้าจะเป็นแสงส่องสว่างให้เรา “นครนั้นไม่ต้องการแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เพราะว่าพระสิริของพระเจ้าเป็นแสงสว่างของนครนั้น และพระเมษโปดกทรงเป็นดวงประทีปของนครนั้น... และจะไม่มีเวลากลางคืนในนครนั้นเลย” (วว.21:23-25)

ช่างเป็นความคิดที่อัศจรรย์ และเราสามารถมีประสบการณ์กับแสงสว่างแห่งสวรรค์ได้ในเวลานี้ ด้วยการแสวงหาพระคริสต์ผู้เป็นความสว่างของโลก ตามที่ไวลี่ย์ได้แนะนำว่า “เราควรมองไปด้านบนให้บ่อยขึ้น” เพื่อเราจะเห็นพระเจ้า PR

เพียงแค่ถาม

คุณหมอบอกเธอว่าไม่สามารถรักษาอาการจอประสาทตาลอกของเธอได้ แต่หลังจากดำเนินชีวิตโดยมองไม่เห็นมา 15 ปี ได้เรียนรู้การใช้ภาษาเบรลล์ ใช้ไม้เท้าและสุนัขนำทาง ชีวิตของหญิงชาวมอนทาน่าผู้นี้ก็เปลี่ยนไปเมื่อสามีของเธอถามหมออีกคนหนึ่งด้วยคำถามง่ายๆว่า คุณหมอช่วยเธอได้ไหม คำตอบคือได้ เมื่อคุณหมอพบว่าผู้หญิงคนนี้เป็นแค่ต้อกระจก และคุณหมอได้ลอกตาข้างขวาให้ ในวันต่อมาเมื่อเปิดผ้าปิดตาสายตาของเธอหายเป็นปกติ การผ่าตัดครั้งที่สองที่ตาข้างซ้ายประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน

หวานกว่าน้ำผึ้ง

หัวข้อในการพูดของเขาคือเรื่องความตึงเครียดระหว่างเชื้อชาติ แต่ผู้พูดยังคงสงบนิ่งและผ่อนคลาย เขายืนบนเวทีต่อหน้าผู้ฟังกลุ่มใหญ่ พูดด้วยความกล้าหาญ แต่นุ่มนวล อ่อนน้อม เป็นมิตรและยังมีอารมณ์ขัน ไม่นานผู้ฟังที่เคร่งเครียดก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังหัวเราะไปกับผู้พูดเกี่ยวกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่พวกเขาเผชิญอยู่ จะคลี่คลายประเด็นร้อนแรงด้วยท่าทีสงบทั้งอารมณ์และคำพูดได้อย่างไร จะรับมือกับหัวข้อเจ็บแสบด้วยความสุภาพอ่อนหวานได้อย่างไร

กษัตริย์ซาโลมอนแนะนำวิธีการเดียวกันนี้แก่เราทุกคน “ถ้อยคำแช่มชื่นเหมือนรวงผึ้ง เป็นความหวานแก่วิญญาณจิตและเป็นอนามัยแก่ร่างกาย” (สภษ.16:24) ด้วยวิธีนี้ “ใจของปราชญ์...เพิ่มอำนาจในการสั่งสอนแก่ริมฝีปากของเขา” (ข้อ 23)

เหตุใดกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างซาโลมอนจึงอุทิศเวลาเพื่อบอกเราว่าควรพูดอย่างไร เพราะคำพูดอาจนำไปสู่การทำลาย ในสมัยของซาโลมอน กษัตริย์ต้องอาศัยผู้ส่งสารเพื่อจะทราบข้อมูลในประเทศของตน ผู้ส่งสารที่นิ่งและน่าเชื่อถือมีความสำคัญอย่างมาก พวกเขาใช้คำพูดอย่างระมัดระวังและเหมาะสม ไม่แสดงท่าทีมากเกินไปหรือพูดส่งเดช ไม่ว่าจะเรื่องใด

เราทุกคนจะได้ประโยชน์จากแสดงความคิดเห็นด้วยความเป็นธรรมและสุภาพรอบคอบ ซาโลมอนกล่าวว่า “แผนงานของดวงความคิดเป็นของมนุษย์ แต่คำตอบของลิ้นมาจากพระเจ้า” (ข้อ 1)

โลกแห่งการทรงจัดเตรียม

นาเดีย ชาวประมงผู้เพาะเลี้ยงปลิงทะเลเดินไปที่กระชังในทะเลน้ำตื้นใกล้กับหมู่บ้านในประเทศมาดากัสกาเพื่อเก็บ “ผลิตผล” เธอไม่ยี่หระที่ต้องทำงานตั้งแต่ตี 2 เธอบอกว่า “ก่อนเลี้ยงปลิงทะเล ชีวิตลำบากมาก ฉันไม่มีรายได้อะไรเลย” บัดนี้เธอได้เข้าร่วมโครงการ “อยู่ร่วมกับทะเล” นาเดียมองเห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นและมั่นคง “พวกเราขอบคุณพระเจ้าที่มีโครงการนี้” เธอกล่าว

โครงการนี้เติบโตได้เพราะทรัพยากรธรรม-ชาติที่พระเจ้าทรงสร้าง ผู้เขียนสดุดีสรรเสริญในการจัดเตรียมของพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงให้หญ้างอกมาเพื่อสัตว์เลี้ยง และผักให้มนุษย์ได้ดูแลเพื่อเขาจะทำให้เกิดอาหารจากแผ่นดิน” (สดด.104:14) และ “ทะเลอยู่ข้างโน้น...มีสิ่งเคลื่อนไหวนับไม่ถ้วนคือสัตว์ที่มีชีวิตทั้งเล็กและใหญ่” (ข้อ 25)

พระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อเราผ่านทางสิ่งทรงสร้างทั้งสิ้น นี่คือความอัศจรรย์อย่างแท้จริง ยกตัวอย่างปลิงทะเลตัวเล็กๆที่ช่วยสร้างห่วงโซ่อาหารทางทะเล และการเก็บปลิงทะเลขายก็ทำให้นาเดียและเพื่อนบ้านของเธอมีรายได้ประทังชีวิต

การทรงสร้างของพระเจ้ามีระเบียบแบบแผน พระองค์ทรงใช้ทุกสิ่งเพื่อพระเกียรติของพระองค์และเพื่อประโยชน์ของเรา ผู้เขียนสดุดีจึงกล่าวว่า “ข้ามีชีวิตอยู่ตราบใดข้าจะร้องเพลงถวายพระเจ้า” (ข้อ 33) เราเองก็ยกย่องพระองค์ได้เมื่อเราใคร่ครวญถึงการทรงจัดเตรียมทุกอย่างของพระองค์

จากคร่ำครวญเป็นสรรเสริญ

ณ ศูนย์รับบริจาคเสื้อโค้ทสำหรับเด็ก เด็กๆตื่นเต้นกับการหาเสื้อสีโปรดและขนาดที่พอดีตัว ผู้ประสานงานบอกว่าเด็กมีความมั่นใจมากขึ้นที่เสื้อตัวใหม่สร้างการยอมรับในหมู่เพื่อนและการไปโรงเรียนในช่วงหน้าหนาว

อัครทูตเปาโลต้องการเสื้อเช่นกัน ท่านเขียนถึงทิโมธี “จงเอาเสื้อคลุมซึ่งข้าพเจ้าได้ฝากไว้กับคารปัสที่เมืองโตรอัสมาด้วย” (2 ทธ.4:13) ท่านต้องการความอบอุ่นและเพื่อนเมื่ออยู่ในคุกโรมันอันหนาวเย็น “ไม่มีใครเข้าข้างข้าพเจ้าสักคนเดียว เขาได้ละทิ้งข้าพเจ้าไปหมด” ท่านคร่ำ-ครวญเมื่อได้พบผู้พิพากษาชาวโรมัน (ข้อ 16) คำพูดของท่านแทงทะลุหัวใจเราด้วยความจริงอันเจ็บปวดของการเป็นมิชชันนารี

แต่คำพูดตอนท้ายในจดหมายฝากฉบับสุดท้ายของเปาโล ซึ่งเป็นการทิ้งท้ายพันธกิจอันน่าทึ่งนั้นท่านได้เปลี่ยนจากการคร่ำครวญเป็นการสรรเสริญ “แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่ใกล้ข้าพเจ้า” (ข้อ 17) และถ้อยคำของท่านก็หนุนใจเรา เปาโลประกาศว่า “[พระเจ้า]ได้ทรงประทานกำลังให้ข้าพเจ้า ประกาศพระวจนะได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้คนต่างชาติทั้งปวงได้ยิน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรอดพ้นจากปากสิงห์” (ข้อ 17)

ถ้าคุณกำลังอยู่ในวิกฤตการณ์ ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นหรือเพื่อนสนิทที่คอยช่วยเหลือ จงระลึกถึงพระเจ้า พระองค์ทรงสัตย์ซื่อในการฟื้นฟู จัดเตรียม และปลดปล่อย ทำไมน่ะหรือ ก็เพื่อสง่าราศีของพระองค์และเพื่อจุดมุ่งหมายของเราในอาณาจักรของพระองค์

เถาองุ่น

ฉันซื้อโคมไฟราคาถูกมาจากร้านขายของมือสอง ทั้งสี ขนาด และราคาเหมาะกับห้องทำงานที่บ้านของฉันมาก แต่พอกลับถึงบ้าน เมื่อฉันเสียบปลั๊ก ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไฟไม่ติด ไฟไม่เข้า

สามีของฉันบอกว่าไม่มีปัญหา “ผมซ่อมได้สบาย” เมื่อแกะโคมไฟออก เขาเห็นปัญหาทันที ปลั๊กไม่ได้เชื่อมต่อกับอะไรเลย เมื่อสายไฟไม่ได้เชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานไฟฟ้า โคมไฟสวยที่ “เหมาะ” ก็ไร้ประโยชน์

เราเองก็เช่นเดียวกันพระเยซูทรงบอกสาวกของพระองค์ว่า “เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ยน.15:5).

พระเยซูตรัสคำสอนนี้ในแถบที่มีการปลูกองุ่น สาวกของพระองค์จึงเข้าใจได้ง่าย ต้นองุ่นเป็นพืชที่มีความทนทานสูง กิ่งของมันรับการตัดแต่งมากๆ ได้ แต่กิ่งที่ถูกตัดขาดจากลำต้นจะเป็นเพียงไม้ไร้ค่าไร้ชีวิต ชีวิตเราก็เป็นเช่นนั้น

เมื่อเราดำรงอยู่ในพระเยซูและยอมให้พระคำของพระองค์อยู่ในเรา เราก็ได้เชื่อมต่อกับแหล่งชีวิต คือ พระเยซูคริสต์ พระองค์ตรัสว่า “พระบิดาของเราทรงได้รับเกียรติเพราะเหตุนี้ คือเมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมากท่านก็เป็นสาวกของเรา” (ข้อ 8) แต่การเกิดผลมากเป็นผลของการได้รับสารอาหารบำรุงทุกวัน พระเจ้าทรงจัดเตรียมอาหารที่มีคุณค่าให้แก่เราผ่านทางพระวจนะ และความรักของพระองค์ ดังนั้น จงเสียบปลั๊กให้ไฟเข้า!

เฝ้าดูโดยพระเจ้า

หลานชายตัวน้อยของเราโบกมือลาแล้วหันมาถาม “ทำไมย่าต้องยืนที่ระเบียงมองดูเราจากไปล่ะครับ” ฉันยิ้มให้เขากับคำถามที่ “น่ารัก” เพราะเขายังเด็กมาก ฉันพยายามหาคำตอบที่ดีตอบความสงสัยของหลาน “เป็นมารยาทจ้ะ” “ถ้าหลานเป็นแขก แล้วย่ามองดูตอนหลานไปแสดงว่าย่าเป็นห่วง” เขาครุ่นคิดแต่ยังไม่เข้าใจ ฉันจึงบอกความจริงเรียบง่ายว่า “ย่าคอยดูเพราะรักหลาน เมื่อเห็นรถหลานขับออกไปย่ารู้ว่าหลานกำลังกลับบ้านอย่างปลอดภัย” เขายิ้มและกอดฉันอย่างอ่อนโยน ในที่สุดเขาก็เข้าใจ

ความเข้าใจแบบเด็กๆของหลานทำให้ฉันนึกถึงสิ่งที่เราควรจดจำ คือที่พระบิดาในสวรรค์ทรงเฝ้าดูเราผู้เป็นบุตรที่รักของพระองค์เสมอ ดังสดุดี 121 ที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้อารักขาท่าน พระเจ้าทรงเป็นที่กำบังที่ข้างขวามือของท่าน” (ข้อ 5)

สิ่งที่ให้ความมั่นใจกับคนอิสราเอลขณะพวกเขาเดินไปตามหนทางอันตรายเพื่อนมัสการพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็มคือ “ดวงอาทิตย์จะไม่โจมตีท่านในเวลากลางวัน หรือดวงจันทร์ในเวลากลางคืน พระเจ้าจะทรงอารักขาท่านให้พ้นภยันตรายทั้งสิ้น พระองค์จะทรงอารักขาชีวิตของท่าน” (ข้อ 6-7) เช่นเดียวกันเมื่อเราเดินไปตามทางชีวิต บางครั้งเจอการคุกคามหรืออันตรายฝ่ายจิตวิญญาณ “พระเจ้าจะทรงอารักขาการเข้าออกของท่าน” เพราะเหตุใด ก็เพราะความรักของพระองค์ และเมื่อไร “ตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์”(ข้อ 8)

มั่งมีจำเพาะพระเจ้า

พ่อแม่ของฉันโตมาในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ท่านจึงรู้ซึ้งถึงความลำบากตั้งแต่เด็ก ท่านจึงเป็นผู้ใหญ่ที่สละเวลา ความสามารถ และกำลังทรัพย์ให้คริสตจักร กลุ่มการกุศล และผู้ขัดสน พวกท่านใช้เงินอย่างฉลาดและให้ด้วยใจยินดี

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู พ่อแม่ของฉันยึดมั่นคำเตือนของเปาโลที่ว่า “ส่วนคนเหล่านั้นที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในข่ายของการเย้ายวนและติดบ่วงแร้วและในความปรารถนานานาที่ไร้ความคิดเป็นภัยแก่ตัว ซึ่งทำให้คนเราต้องถึงความพินาศเสื่อมสูญ” (1 ทธ.6:9)

เปาโลให้คำแนะนำนี้แก่ทิโมธี ศิษยาภิบาลหนุ่มในเมืองเอเฟซัส ซึ่งเป็นเมืองที่มั่งคั่งและความมั่งคั่งก็เป็นสิ่งล่อใจ “ด้วยว่าการรักเงินทองนั้นเป็นมูลรากเหง้าแห่งความชั่วทั้งมวล” เปาโลเตือน “เพราะความโลภนี่แหละจึงทำให้บางคนห่างไกลจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์” (ข้อ 10)

ยาแก้ความโลภคืออะไร พระเยซูตรัสว่า คือการ “มั่งมีจำเพาะพระเจ้า” (ดู ลก.12:13-21) หากเราติดตามใกล้ชิดและรักพระบิดาในสวรรค์เหนืออื่นใด ความพึงพอใจของเราจะอยู่ในพระองค์ ดังในสดุดีที่ว่า “ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่มในเวลาเช้าด้วยความรักมั่นคงของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้เปรมปรีดิ์และยินดีตลอดวันเวลาของข้าพระองค์” (สดด.90:14)

การชื่นชมยินดีในพระองค์ทุกวันจะปลดปล่อยเราจากความอยากได้ใคร่มีและให้เรามีความพึงพอใจ ขอพระเยซูไถ่ความปรารถนาในใจของเราและทำให้เรามั่งมีจำเพาะพระเจ้า - PR