ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Bill Crowder

ฟุตบอลกับผู้เลี้ยงแกะ

เสน่ห์อย่างหนึ่งของฟุตบอลอังกฤษก็คือ เพลงประจำทีมที่แฟนบอลร้องในช่วงต้นของการแข่งขัน มีทั้งเพลงสนุก (เพลง “แกลด ออล โอเวอร์”) เพลงแปลกๆ (เพลง “แอม ฟอร์เอเวอร์ โบลวิ่ง บับเบิ้ล”) และเพลงที่น่าประหลาดใจ เช่น สโมสรจากเวสต์บรอมวิชอัลเบี้ยน ใช้สดุดี 23 เป็นเพลงประจำสโมสร ถ้อยคำในสดุดีบทนี้ปรากฏอยู่หน้าอาคารในสนามกีฬาของทีม ประกาศให้ทุกคนที่มาดูทีม “เวสต์ โบรม แบ็กกิส” ได้รู้ถึงการดูแลเอาใจใส่ของพระผู้เลี้ยงผู้แสนดี ผู้ยิ่งใหญ่และสูงสุด

การสื่อสารที่ชัดเจน

ขณะเดินทางในเอเชีย ไอแพดของผมเสีย (มีข้อมูลที่ต้องอ่านและมีเอกสารมากมาย) มีอาการ “จอดำมรณะ” ผมตามหาคนช่วยจนเจอร้านคอมพิวเตอร์ แต่ปัญหาคือผมพูดจีนไม่ได้ และช่างก็พูดอังกฤษไม่ได้ เขาจึงใช้โปรแกรมที่เขาพิมพ์ภาษาจีนแต่ผมอ่านเป็นภาษาอังกฤษได้ เมื่อผมพิมพ์ตอบเป็นภาษาอังกฤษเขาก็อ่านเป็นภาษาจีน โปรแกรมทำให้เราสื่อสารกันได้แม้จะใช้คนละภาษา

แอ่งน้ำตา

ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ มีป้ายจารึกว่า “ข้ามผ่านแอ่งน้ำตา” เป็นที่ระลึกถึงผู้กล้าหาญซึ่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อหนีความตายในช่วงการกันดารอาหารในไอร์แลนด์ช่วงปลายทศวรรษที่ 1840 ผู้คนกว่าล้านคนเสียชีวิตในภัยพิบัติครั้งนั้น ในขณะที่คนอีกนับล้านต้องทิ้งบ้านเรือนเพื่อข้ามมหาสมุทร ซึ่งจอห์น บอยล์ โอไรลีได้เรียกด้วยถ้อยคำที่งดงามว่า “แอ่งน้ำตา” เพราะผู้เดินทางเหล่านี้แสวงหาความหวังในเวลาที่สิ้นหวังเพราะหิวโหยและเจ็บปวด

ถูกเผาผลาญอยู่ภายใน

ออส กินเนส เล่าไว้ในหนังสือชื่อ เดอะคอล ว่าวินสตัน เชอร์ชิลนั่งลงข้างเตาผิงเพื่อให้อบอุ่นในคืนหนาวเย็นขณะพักผ่อนช่วงวันหยุดกับเพื่อนในฝรั่งเศส อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้มองกองไฟไม้สน “ปะทุฟู่ๆ และพ่นน้ำเมื่อถูกเผาไหม้ แล้วเสียงพร่าต่ำที่คุ้นหูก็ดังขึ้นว่า ‘ผมรู้ว่าทำไมท่อนฟืนจึงพ่นน้ำออกมา ผมรู้ว่าเวลาถูกเผาไหม้รู้สึกยังไง’ ”

การช่วยกู้อันยิ่งใหญ่

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1952 ห่างจากชายฝั่งแมสซาชูเซตส์ 16 กิโลเมตรพายุใหญ่ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันเอสเอสเพนเดิลตัน แยกเป็นสองท่อน ลูกเรือสี่สิบกว่าคนติดอยู่ในเรือที่กำลังจมท่ามกลางลมแรงและคลื่นที่โหมกระหน่ำ

พระเจ้าผู้ทรงต้อนรับ

คริสตจักรของเราประชุมกันในโรงเรียนประถมศึกษาเก่าที่ถูกปิดไปในปี 1958 เพราะไม่ยอมทำตามคำสั่งศาลสหรัฐที่ให้ควบรวมนักเรียน (ให้นักเรียนแอฟริกัน-อเมริกันเข้าเรียนในโรงเรียนที่เคยรับแต่นักเรียนผิวขาวเท่านั้น) ปีต่อมาโรงเรียนเปิดอีกครั้ง และเอลวาผู้ซึ่งเป็นสมาชิกคริสตจักรของเราตอนนี้ เป็นนักเรียนผิวดำคนหนึ่งที่ถูกผลักเข้าไปอยู่ในโลกของคนผิวขาว เอลวาเล่าว่า “ฉันถูกพาออกจากชุมชนที่รู้สึกปลอดภัย ผละจากครูที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปสู่สภาพแวดล้อมที่น่ากลัวในห้องเรียนกับเพื่อนนักเรียนผิวดำอีกคนหนึ่ง” เอลวาทนทุกข์เพราะเธอแตกต่าง แต่เธอกลายเป็นหญิงสาวที่กล้าหาญ มีความเชื่อและให้อภัย

ที่หลบภัย

ผมและพี่ชายน้องชายเติบโตขึ้นในแถบเชิงเขาที่เป็นป่า ในรัฐเวสท์เวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นภูมิประเทศที่เหมาะอย่างยิ่งกับจินตนาการของเรา ไม่ว่าจะโหนเถาวัลย์แบบทาร์ซาน หรือสร้างบ้านบนต้นไม้อย่างครอบครัวโรบินสันชาวสวิตเซอร์แลนด์ เราเล่นเลียนแบบฉากในหนังสือหรือภาพยนตร์ สิ่งหนึ่งที่เราชอบคือการสร้างป้อมและทำเหมือนหลบภัยจากการโจมตี หลายปีต่อมาลูกๆ ของผมใช้ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน และหมอน สร้างเป็น “ที่หลบภัย”จากศัตรูในจินตนาการ ดูเหมือนคนเรามีสัญชาติญาณที่ต้องการที่หลบภัยซึ่งทำให้เรารู้สึกปลอดภัยได้

สิ่งรบกวนที่อันตราย

ซิกิสมุนด์ โกทเซอ เป็นศิลปินผู้ทำให้ชาวอังกฤษในยุควิคตอเรียตกตะลึงด้วยภาพวาด “ท่านได้ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง” เขาถ่ายทอดภาพพระเยซูที่ทรงทนทุกข์และถูกประณามโดยผู้คนในยุคของเขาเอง พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับตนเอง ธุรกิจ ความรักหนุ่มสาว การเมือง จนลืมการเสียสละของพระผู้ช่วยให้รอด ฝูงชนที่อยู่ใต้ไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ ไม่มีใครสนใจพระองค์ พวกเขาไม่รู้ว่าตนเองกำลังหลงลืมอะไรหรือใครไป

สิ้นแรงสงสาร

แอนน์ แฟรงค์ มีชื่อเสียงเนื่องจากบันทึกประจำวันที่เธอเล่าถึงช่วงหลายปีระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองที่ครอบครัวต้องหลบซ่อน ต่อมาเมื่อเธอถูกขังในค่ายกักกัน คนที่อยู่กับเธอกล่าวว่า “น้ำตาของเธอ (เพื่อพวกเขา) ไม่เคยเหือดแห้ง” ทำให้เธอเป็น “พรแก่ผู้ที่รู้จักเธอ” เคนเนธ เบย์ลี่ สรุปว่าแอนน์ไม่เคยแสดงอาการ “เลิกรู้สึกสงสาร”