ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Bill Crowder

นักล่าพายุ

วอร์เรน เฟดลีย์ กล่าวว่า “การล่าทอร์นาโดก็เหมือนกับการเล่นเกมหมากรุกสามมิติบนเนื้อที่หลายพันตารางกิโลเมตร” นักถ่ายภาพและนักล่าพายุกล่าวต่อว่า “การอยู่ถูกที่ถูกเวลาเป็นความสอดคล้องกันของการพยากรณ์อากาศและการเคลื่อนที่ โดยต้องคอยหลบตั้งแต่ลูกเห็บขนาดเท่าลูกบอลไปจนถึงพายุฝุ่นและอุป-กรณ์ทำไร่ที่เคลื่อนมาช้าๆ”

คำพูดของเฟดลีย์ทำให้มือของผมชุ่มเหงื่อและหัวใจเต้นแรง ใจหนึ่งผมชื่นชมในความกล้าบ้าบิ่นและความกระหายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่บรรดานักล่าพายุแสดงออก แต่ผมจะไม่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพอากาศที่เลวร้ายถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

แต่จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยต้องไล่ล่าพายุ ดูเหมือนพายุจะเป็นฝ่ายไล่ล่าผม เหมือนสดุดี 107 ที่เล่าถึงคนเดินเรือที่ติดอยู่กลางพายุ พวกเขาถูกไล่ล่าเพราะผลของการตัดสินใจผิด แต่ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “แล้วในความยากลำบากของเขาเมื่อเขาร้องทูลพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยนำเขาออกจากความทุกข์ใจของเขา พระองค์ทรงกระทำให้พายุสงบลงและคลื่นทะเลก็นิ่ง แล้วเขาก็ยินดีเพราะเขามีความเงียบ” (สดด.107:28-30)

ไม่ว่ามรสุมชีวิตจะเกิดจากการกระทำของเราเอง หรือเป็นผลของการอาศัยอยู่ในโลกที่แตกสลาย พระเจ้าของเราทรงยิ่งใหญ่กว่า เมื่อเราถูกมรสุมไล่ล่า พระองค์ผู้เดียวทรงสามารถสยบพายุนั้น หรือสงบพายุที่อยู่ภายในใจเราได้

ใจขอบพระคุณ

ในรัฐที่ผมอยู่ที่อเมริกาบางครั้งฤดูหนาวก็โหดร้าย อุณหภูมิติดลบและหิมะตกไม่หยุด วันหนึ่งที่หนาวเหน็บ ผมกำลังกวาดหิมะที่ผมรู้สึกเหมือนว่าเป็นรอบที่หนึ่งพัน บุรุษไปรษณีย์แวะถามทุกข์สุข ผมบอกเขาว่าผมไม่ชอบฤดูหนาวและเบื่อหิมะที่ตกหนัก แล้วผมก็แสดงความคิดเห็นว่าเขาคงทำงานลำบากในสภาพอากาศที่หนักหนาแบบนี้ เขาตอบว่า “ใช่ครับ แต่อย่างน้อยผมก็ยังมีงานทำ มีคนอีกมากที่ตกงาน ผมรู้สึกสำนึกในบุญคุณที่ได้ทำงาน”

ความเห็นชอบจากผู้หนึ่ง

เมื่อจูเซปเป แวร์ดิ นักแต่งเพลงระดับตำนาน (1813-1901) ยังเยาว์วัย ความกระหายการยอมรับ ผลักดันเขาให้ประสบความสำเร็จ วอร์เรน ไวเออร์สบีเขียนเกี่ยวกับเขาว่า “เมื่อเขาแสดงโอเปร่าเป็นครั้งแรกที่ฟลอเรนซ์ แวร์ดิยืนคนเดียวอยู่ในเงามืดและมองไปที่ใบหน้าของชายคนหนี่งในกลุ่มผู้ชม ซึ่งคือรอสซินีผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าผู้คนที่นั่นจะชื่นชมหรือเยาะเย้ยก็ไม่สำคัญสำหรับแวร์ดิ เขาต้องการเพียงแค่รอยยิ้มที่เห็นชอบจากนักดนตรีผู้เป็นปรมาจารย์”

เหล็กกล้าและกำมะหยี่

กวีชื่อ คาร์ล แซนด์เบิร์ก เขียนเกี่ยวกับอับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐว่า “ไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่จะมีชายที่เป็นทั้งเหล็กกล้าและกำมะหยี่ในคนเดียว...มีทั้งพายุร้ายและสันติสุขสมบูรณ์ที่เกินคำบรรยายย้อนแย้งกันอยู่ในความคิดและจิตใจ” คำว่า “เหล็กกล้าและกำมะหยี่” อธิบายว่าลินคอล์นทำอย่างไรในการสร้างสมดุลระหว่างอำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของเขากับความห่วงใยที่เขามีต่อทุกคนที่โหยหาเสรีภาพ

เป็นผู้เล็กน้อย

นักวิจารณ์ภาพยนตร์หลายคนยกให้ลอว์เรนซ์แห่งอาราเบียของเดวิดลีนเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ภาพทะเลทรายอาราเบียอันกว้างใหญ่ในเรื่อง มีอิทธิพลต่อคนทำหนังรุ่นถัดมา รวมถึงสตีเว่น สปีลเบิร์กผู้กำกับรางวัลออสการ์ที่กล่าวว่า “ผมได้แรงบันดาลใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ดูลอว์เรนซ์ มันทำให้ผมรู้สึกอ่อนด้อย และยังคงทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้น เรื่องนี้จึงเป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่”

เพื่อรักหรือเพื่อเงิน

กวีชาวไอริชชื่อออสการ์ ไวลด์ กล่าวว่า “ตอนผมยังเด็กผมคิดว่าเงินคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ตอนนี้เมื่อผมแก่แล้วผมคิดว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ” เขาพูดประชด เขามีชีวิตอยู่ถึงอายุเพียง 46 เขาจึงยังไม่ทัน “แก่” จริงๆ ไวลด์รู้ดีว่าเงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต

ฟุตบอลกับผู้เลี้ยงแกะ

เสน่ห์อย่างหนึ่งของฟุตบอลอังกฤษก็คือ เพลงประจำทีมที่แฟนบอลร้องในช่วงต้นของการแข่งขัน มีทั้งเพลงสนุก (เพลง “แกลด ออล โอเวอร์”) เพลงแปลกๆ (เพลง “แอม ฟอร์เอเวอร์ โบลวิ่ง บับเบิ้ล”) และเพลงที่น่าประหลาดใจ เช่น สโมสรจากเวสต์บรอมวิชอัลเบี้ยน ใช้สดุดี 23 เป็นเพลงประจำสโมสร ถ้อยคำในสดุดีบทนี้ปรากฏอยู่หน้าอาคารในสนามกีฬาของทีม ประกาศให้ทุกคนที่มาดูทีม “เวสต์ โบรม แบ็กกิส” ได้รู้ถึงการดูแลเอาใจใส่ของพระผู้เลี้ยงผู้แสนดี ผู้ยิ่งใหญ่และสูงสุด

การสื่อสารที่ชัดเจน

ขณะเดินทางในเอเชีย ไอแพดของผมเสีย (มีข้อมูลที่ต้องอ่านและมีเอกสารมากมาย) มีอาการ “จอดำมรณะ” ผมตามหาคนช่วยจนเจอร้านคอมพิวเตอร์ แต่ปัญหาคือผมพูดจีนไม่ได้ และช่างก็พูดอังกฤษไม่ได้ เขาจึงใช้โปรแกรมที่เขาพิมพ์ภาษาจีนแต่ผมอ่านเป็นภาษาอังกฤษได้ เมื่อผมพิมพ์ตอบเป็นภาษาอังกฤษเขาก็อ่านเป็นภาษาจีน โปรแกรมทำให้เราสื่อสารกันได้แม้จะใช้คนละภาษา

แอ่งน้ำตา

ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ มีป้ายจารึกว่า “ข้ามผ่านแอ่งน้ำตา” เป็นที่ระลึกถึงผู้กล้าหาญซึ่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อหนีความตายในช่วงการกันดารอาหารในไอร์แลนด์ช่วงปลายทศวรรษที่ 1840 ผู้คนกว่าล้านคนเสียชีวิตในภัยพิบัติครั้งนั้น ในขณะที่คนอีกนับล้านต้องทิ้งบ้านเรือนเพื่อข้ามมหาสมุทร ซึ่งจอห์น บอยล์ โอไรลีได้เรียกด้วยถ้อยคำที่งดงามว่า “แอ่งน้ำตา” เพราะผู้เดินทางเหล่านี้แสวงหาความหวังในเวลาที่สิ้นหวังเพราะหิวโหยและเจ็บปวด