ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Bill Crowder

พระเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่า

ก่อนที่จะมีชื่อเสียง ขุนศึกชาวมองโกลเจงกิสข่าน (ราว ค.ศ. 1162-1227) ได้สังหารพี่ชายต่างมารดาเพื่อยกฐานะของตนเองในราชวงศ์ ขณะที่เขารวบรวมอำนาจของตนให้มั่นคงแข็งแรง เขาได้เริ่มสร้างจักรวรรดิที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าของอเล็กซานเดอร์มหาราช ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ชายฝั่งเอเชียแปซิฟิกไปจนถึงยุโรปตะวันออก ด้วยยุทธวิธีที่ไร้ความปรานี ท่านข่านและ “กองทัพสีทอง” ของเขาได้ทิ้งร่องรอยแห่งความตายและการทำลายล้างไว้ในทุกแห่งหนที่พวกเขารุกคืบไป การโจมตีที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงนั้นไม่มีใครเทียบได้เลยในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้

ปัจจุบัน เราต้องเผชิญกับข้าศึกที่ดุร้ายยิ่งกว่ากองทัพที่ออกปล้นสะดม คือศัตรูที่ต้องการพิชิตและทำลายจิตวิญญาณของเรา อัครทูตเปโตรเตือนว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​สงบ​ใจ​จง​ระวัง​ระไว​ให้​ดี ด้วย​ว่า​ศัตรู​ของ​ท่าน​คือ​มาร​วนเวียน​อยู่​รอบๆ ดุจ​สิงห์​คำราม​เที่ยว​ไป​เสาะหา​คน​ที่​มัน​จะ​กัด​กิน​ได้​” (1 ปต.5:8) ศัตรูนี้เจ้าเล่ห์และร้ายกาจดุจนักรบผู้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะรับมือได้เพียงลำพัง แต่เรามีเหตุผลที่ดีที่จะมีความหวัง อัครทูตยอห์นเขียนไว้ว่า “พระ​องค์​ผู้​ทรง​อยู่​ใน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ใหญ่​กว่า​ผู้​นั้น​ที่​อยู่​ใน​โลก​” (1 ยน.4:4) “ผู้​ทรง​อยู่​ใน​ท่าน​ทั้ง​หลาย” นี้คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจึงไม่จำเป็นต้องกลัวศัตรูฝ่ายวิญญาณของเรา

เมื่อเราพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะมีความมั่นใจว่าชีวิตของเราได้รับการปกป้องจากผู้ที่พยายามยึดเอาจิตวิญญาณของเราไป พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่กว่า เราไว้วางใจได้ว่าพระองค์จะทรงสถิตกับเราในทุกสถานการณ์

จอกศักดิ์สิทธิ์

เป็นเวลาหลายศตวรรษที่ผู้คนต่างหลงใหลในจอกศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นถ้วยที่พระเยซูทรงดื่มในอาหารมื้อสุดท้าย ตำนานเกี่ยวกับกษัตริย์อาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลมบอกเล่าถึงความลุ่มหลงในการตามหาถ้วยนี้ พวกเขาเชื่อว่ามันมีพลังวิเศษ ส่วนในภาพยนตร์นั้น อินเดียน่า โจนส์กับเฮนรี่พ่อของเขา ได้ทำตามความฝันในการตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เฮนรี่ปรารถนามาตลอดชีวิต

ขณะที่เรื่องเล่านี้ถูกแต่งเติมขึ้นเพื่อให้ดูน่าสนใจ แต่ความจริงไม่ได้มีอะไรซับซ้อนขนาดนั้น ตัวถ้วยเองไม่ได้มีพลังวิเศษใด แต่ขุมพลังที่แท้จริงนั้นคือสิ่งที่ถ้วยนี้เล็งถึง มัทธิวบรรยายฉากของห้องชั้นบนในคืนก่อนที่พระเยซูจะเสด็จสู่กางเขน “แล้ว [พระเยซู] จึงทรงหยิบถ้วยโมทนาพระคุณและส่งให้เขา ตรัสว่า ‘จงรับไปดื่มทุกคนเถิด ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก’” (26:27-28) ถ้วยนี้คือภาพที่เล็งถึงพระโลหิตที่พระเยซูจะทรงหลั่งออกเพื่อเรา

ยอห์นผู้ให้บัพติศมาแนะนำว่าพระเยซูทรงเป็น “พระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยน.1:29) ฮีบรู 9:22 บอกเราว่า “ถ้าไม่มีโลหิตไหลออกแล้ว ก็จะไม่มีการอภัยบาปเลย” และเปาโลเขียนว่าพระคริสต์เองทรงเป็น “ปัสกาของเรา” (1 คร.5:7) พระเยซูทรงจ่ายค่าไถ่บาปของเรา เป็นพระคุณแก่เรามากเพียงใดสำหรับพระโลหิตที่หลั่งออกของพระเมษโปดก พระผู้ช่วยให้รอดของเรา!

พึ่งพาพระกำลังของพระเจ้า

ทังสเตนเป็นธาตุที่ขัดแย้งในตัวเอง คือมีความต้านแรงดึงสูงสุดเมื่อเทียบกับธาตุบริสุทธิ์ใดๆจึงทำให้แยกขาดจากกันได้ยากมาก แต่เว็บไซต์ของบริษัทมี้ดเมทัลระบุว่า “ในแง่ของความแข็งแรงในการรับแรงกระแทก ทังสเตนถือว่าอ่อนแอ คือเป็นโลหะเปราะที่รู้กันว่าจะแตกละเอียดเมื่อถูกแรงกระแทก” เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ทังสเตนเป็นโลหะธรรมชาติที่แข็งแกร่งที่สุด และมีความเปราะและแตกหักง่ายด้วยเช่นกัน

มนุษย์ก็มีคุณลักษณะที่คล้ายกัน แม้ว่าจะมีความแข็งแกร่งอย่างมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่เราก็ถูกบดขยี้ได้อย่างง่ายดายภายใต้ความกดดันของโลกที่เสื่อมและแตกสลายนี้ เปาโลประสบกับภาวะนี้ใน 2 โครินธ์ 11 ท่านได้บรรยายถึงประสบการณ์ที่กดดันท่าน (ข้อ 23-29) แต่พระเจ้าทรงหนุนใจท่านว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” เปาโลตั้งใจว่า “เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า” (2 คร.12:9)

ในตอนต้นของ 2 โครินธ์ เปาโลเขียนไว้ว่า “เราถูกขนาบรอบข้าง แต่ก็ไม่ถึงกับกระดิกไม่ไหว” (4:8) ความหวังยังมีอยู่ แม้แต่บุตรที่เข้มแข็งที่สุดของพระเจ้าก็รู้ดีว่าโลกนี้เกินกำลังของเรา หากเราต้องยืนหยัดอดทน เราก็ยินดีที่จะพึ่งในกำลังแห่งพระคุณของพระองค์ และขอให้เราทำเช่นเดียวกับเปาโล คือยอมรับความอ่อนแอของเรา เพื่อที่ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าจะสามารถนำพาเราให้ผ่านพ้นไปได้

ไม่กลัวจุดจบของโลก

ในปี ค.ศ. 1859 ได้เกิดพายุสุริยะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อเหตุการณ์แคร์ริงตัน ที่ก่อให้เกิดการรบกวนสนามแม่เหล็กอย่างรุนแรง โดยอ้างว่าได้รบกวนระบบโทรเลข เว็บไซต์ชื่อ Space.com ระบุว่า “มีการคาดการณ์ว่าพายุที่มีขนาดเท่ากับเหตุการณ์แคร์ริงตันนี้ หากเกิดขึ้นในปัจจุบันอาจก่อให้เกิดจุดจบของอินเทอร์เน็ต”

คำว่า จุดจบของโลก เป็นคำบอกเหตุที่ทำให้เราสนใจ คำนี้เป็นชื่อพระธรรมวิวรณ์ในภาษากรีก (apokalypsis) แต่คำนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงหายนะหรือจุบจบของโลกเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเปิดออก การเผยให้รู้ ตามความหมายของชื่อพระธรรมวิวรณ์

พระธรรมเล่มนี้เริ่มต้นว่า “วิวรณ์ของพระเยซูคริสต์” (วว.1:1) วิวรณ์เปิดเผยว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า ซึ่งเป็นคำที่ยอห์นใช้อธิบายถึงพระองค์มากกว่ายี่สิบห้าครั้งในพระธรรมเล่มนี้ และยังเผยให้เห็นพระคริสต์ในฐานะผู้ซึ่ง “พระเนตรของพระองค์ดุจเปลวเพลิง พระบาทของพระองค์ดุจทองสัมฤทธิ์ เกลี้ยงเหมือนกับว่าได้หลอมให้บริสุทธิ์แล้ว พระสุรเสียงของพระองค์ดุจเสียงน้ำมากหลาย” (ข้อ 14-15) เมื่อยอห์นเห็นพระเมษโปดกของพระเจ้าเป็นครั้งแรก ท่าน “ล้มลงแทบพระบาทของพระองค์เหมือนกับคนที่ตายแล้ว” (ข้อ 17) แต่พระเมษโปดกแตะตัวท่านแล้วตรัสว่า “อย่ากลัวเลย...เราก็ยังดำรงชีวิตอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์” (ข้อ 17-18)

แทนที่จะกลัวจุบจบใดๆของโลก เราสามารถรักพระธรรมวิวรณ์ที่เผยให้เห็นพระคริสต์ผู้ทรงเป็นขึ้นจากความตายและได้รับพระเกียรติ พระองค์คือผู้เดียวที่เรานมัสการ

ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก

คิริบาส ประเทศซึ่งเป็นเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเพียงประเทศเดียวในโลกที่ตั้งอยู่ในเขตสี่ซีกโลก หมู่เกาะคิริบาสทั้ง 33 เกาะนี้ทอดตัวคร่อมทั้งเส้นศูนย์สูตรและเส้นเมริเดียนที่ 180 องศา และคิริบาสยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ห่างไกลที่สุดในโลกอีกด้วย

เรารับใช้พระเจ้าผู้ทรงห่วงใยในสถานที่ห่างไกลเหล่านี้ ในขณะที่พระเยซูทรงเตรียมเหล่าสาวกสำหรับการเสด็จกลับสู่สวรรค์ของพระองค์ พระองค์บอกพวกเขาว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้รับ​พระ​ราชทาน​ฤทธิ์​เดช เมื่อ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จะ​เสด็จ​มา​เหนือ​ท่าน และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​เป็น​พยาน​ฝ่าย​เรา​ใน​กรุง​เยรูซาเล็ม ทั่ว​แคว้น​ยูเดีย แคว้น​สะมาเรีย และ​จนถึง​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก” (กจ. 1:8) “จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” คือการทรงเรียกให้นำข่าวสารแห่งพระกิตติคุณไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดของโลก แต่การทรงเรียกนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงที่ซึ่งพวกเขาอยู่ในขณะนั้น คือกรุงเยรูซาเล็ม และแคว้นยูเดียกับแคว้นสะมาเรียที่อยู่ใกล้เคียงด้วย

หลังจากที่พระเยซูทรงกล่าวคำอำลาแก่เหล่าสาวกแล้ว “พระ​เจ้า​ก็​ทรง​รับ​พระ​องค์​ขึ้น​ไป​ต่อ​หน้า​ต่อ​ตา​เขา” (ข้อ 9) ทูตสวรรค์สององค์มาปรากฏและกล่าวว่า “พระ​เยซู​องค์​นี้​...จะ​เสด็จ​มา​อีก​เหมือน​อย่าง​ที่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​เห็น​พระ​องค์​เสด็จ​ไป​ยัง​สวรรค์​นั้น” (ข้อ 11)

ข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์เป็นข่าวที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคน ความท้าทายของเราในฐานะทูตของพระองค์คือการแบ่งปันข่าวนั้น ด้วยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะได้เห็นว่าทุกคนทั้งใกล้และไกลล้วนมีโอกาสที่จะได้ยิน

เป็นหนึ่งในพระคริสต์

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1967 ชาวเมืองวินเนคอนน์พบว่าชื่อเมืองของพวกเขาไม่ปรากฏบนแผนที่ถนนของรัฐวิสคอนซิน ทำให้เมืองสูญเสียรายได้หลักที่มาจากการท่องเที่ยว ดังนั้นเมืองวินเนคอนน์จึงแยกออกจากรัฐวิสคอนซินกลายเป็นรัฐอิสระในวันที่ 21 กรกฎาคมของปีนั้น บางคนกล่าวว่าการแยกตัวนี้เพื่อทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐอับอาย ขณะที่บางคนคิดว่านี่เป็นการประชดประชันที่น่าขบขัน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การเจรจาที่กินเวลาหลายเดือนส่งผลให้ทั้งสองกลับมารวมกันอีกครั้งในวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1967

การแตกแยกไม่ใช่เรื่องที่ดี และการคืนดีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ความแตกแยกเป็นภัยคุกคามที่พระธรรมสุภาษิตระบุว่า “คนผู้หว่านความแตกร้าวท่ามกลางพวกพี่น้อง” (สภษ.6:19) เป็นหนึ่งใน “หกสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงเกลียด” (สภษ.6:16)

ความแตกแยกไม่เพียงสร้างปัญหาแต่ยังบิดเบือนพระลักษณะของพระเยซูและพระบิดา ในคืนก่อนการตรึงกางเขน พระคริสต์ทรงอธิษฐานให้ผู้เชื่อเป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์ “เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” (ยน.17:21)

พระเยซูตรัสชัดเจนว่าการเป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะพี่น้องชายหญิงในพระคริสต์ (หรือการไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน) มีผลกระทบต่อการที่โลกจะเชื่อในพระองค์ นั่นอาจเป็นเหตุให้เปาโลบอกกับชาวเอเฟซัสว่า “จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ” (อฟ.4:3) ขอให้เรายอมที่พระวิญญาณของพระคริสต์จะทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อโลกนี้จะมองไปที่พระองค์

จำไว้ว่าจะต้องลืม

นักเขียนชื่อริชาร์ด มาว ได้เล่าถึงนักศาสนศาสตร์ผิวสีจากแอฟริกาใต้ที่ต่อสู้กับความทรงจำอันมืดมน จากชีวิตภายใต้การปกครองแบบแบ่งแยกสีผิวไว้ว่า “เขาเล่าเรื่องเด็กชาวแอฟริกันคนหนึ่งที่ครูขอให้นิยามคำว่า ‘ความทรงจำ’ หลังจากคิดดูแล้ว เด็กคนนั้นก็พูดว่า ‘ความทรงจำคือสิ่งที่ช่วยบอกหนูว่าจะต้องลืม’” นี่เป็นสิ่งที่ออกมาจากปากของเด็กน้อย! อดีตของเธอมีเรื่องราวมากมายที่เธอไม่อยากจดจำ เธอจึงต้องการจดจำแต่สิ่งดีๆ

หลายคนมีบาดแผลจากสิ่งเลวร้ายที่ดูเหมือนจะลืมไม่ลง แต่แง่คิดของเด็กคนนั้นให้ความหวังแก่เรา หากเราเรียนรู้ที่จะจดจำสิ่งที่ดีกว่า ความทรงจำเหล่านั้นจะเสริมกำลังให้เราก้าวไปข้างหน้าเพื่อออกจากอดีตที่เจ็บปวด ในสดุดี 42 ผู้เขียนรู้สึกเหมือนกวางที่วิ่งเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ท่านยังกล่าวด้วยว่า “เมื่อข้าพระองค์ระบายความในใจออกมา ข้าพระองค์ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ คือข้าพระองค์ไปกับประชาชน และนำเขาไปเป็นกระบวนแห่ถึงพระนิเวศของพระเจ้าด้วยเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงเพลงโมทนา คือมวลชนกำลังมีเทศกาลฉลอง” (ข้อ 4)

ความทรงจำในเรื่องการนมัสการพระเจ้าของผู้ขับขานเพลงสดุดีนี้ หนุนใจท่านให้สรรเสริญแม้ในท่ามกลางความเจ็บปวด “จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 5) การจดจำว่าพระเจ้าคือผู้ใด และการที่เราเป็นของพระองค์นั้น จะช่วยพาเราผ่านพ้นอดีตอันเจ็บปวดที่เราไม่สามารถลืมได้

สงครามแย่งชิงกระดูก

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 ในพื้นที่ทางตะวันตกของอเมริกา การค้นหากระดูกไดโนเสาร์ได้ก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงกระดูกขึ้น ซึ่งนักชีววิทยาด้านสิ่งมีชีวิตโบราณสองคนต่อสู้กันเพื่อแสวงหาการค้นพบที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุด นักเขียนคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่าทั้งสองคน “ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อพยายามเอาชนะอีกฝ่ายในงานภาคสนาม โดยหันไปใช้การติดสินบน การขโมยและการทำลายกระดูก” เขาตั้งข้อสังเกตว่าในการพยายามทำลายผลงานของกันและกันนั้น ทั้งคู่ยังได้ทำลายชื่อเสียงของตนเองไปด้วย

ความขัดแย้งและการแข่งขันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกที่แตกสลายนี้ วิธีที่เราเลือกใช้เพื่อจัดการกับความขัดแย้งเหล่านั้นจะเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ในใจของเรา เปาโลได้เรียนรู้ถึงความขัดแย้งระหว่างสตรีสองคนในคริสตจักรที่เมืองฟีลิปปี และกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอเตือนนางยูโอเดีย และขอเตือนนางสินทิเคให้มีจิตใจปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า” ท่านขอร้องบรรดาผู้เชื่อ “ให้ช่วยผู้หญิงเหล่านั้น ผู้ซึ่งได้ทำงานในข่าวประเสริฐด้วยกันกับข้าพเจ้า” (ฟป.4:2-3)

เมื่อเราพบว่าตัวเองขัดแย้งกับผู้เชื่อในพระเยซู เราจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระวิญญาณ เมื่อเรายอมจำนนต่อการทำงานของพระองค์ในใจของเรา พระองค์จะทรงช่วยให้เราสำแดงถึงผลของพระวิญญาณ (กท.5:22-23) แล้วเราจะได้มีประสบการณ์ถึงการเยียวยาและสันติสุข หากแต่ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงของเราเอง แต่เพื่อชื่อเสียงของพระคริสต์และข่าวประเสริฐ

ทรงอยู่ด้วยในเวลาที่โดดเดี่ยว

เฮนรี่ เดวิด ธอโร บรรยายว่า เมืองคือสถานที่ซึ่งผู้คนจำนวนมาก “มาอยู่อย่างโดดเดี่ยวด้วยกัน” คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความจริงบางอย่าง สมัยที่ผมยังหนุ่ม มีหลายบทเพลงที่มีเนื้อหาตอกย้ำถึงความโดดเดี่ยวและความเหงา การระบาดของโรคโควิดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในช่วงเวลาของความโดดเดี่ยวที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักมา และสื่อสังคมออนไลน์ช่วยหล่อเลี้ยงความเหงานั้นไว้และทำให้เราเชื่อมต่อกันได้โดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน บางทีความเหงาอาจจะเป็นโรคระบาดใหม่ก็เป็นได้

เมื่อมัทธิวเล่าเรื่องราวการประสูติของพระเยซู (1:18-25) ท่านบอกเราว่า “ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเป็นเจ้า ซึ่งตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะ [อิสยาห์] ว่า ‘ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล’ (แปลว่า ‘พระเจ้าทรงอยู่กับเรา’)” (ข้อ 22-23) ลองใคร่ครวญดูสักครู่ พระเจ้าทรงอยู่กับเรา!

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราไม่มีวันโดดเดี่ยว เราบังเกิดใหม่เข้าสู่ครอบครัวของพระคริสต์แล้ว ครอบครัวนี้ขยายออกไปทั่วโลกในตลอดทุกยุคสมัย อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า” (อฟ.2:19) เราเป็นที่รักของพระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง พระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย” (ฮบ.13:5)

ไม่ว่าวันนี้คุณจะเผชิญกับสิ่งใด พระบิดาในสวรรค์ทรงอยู่กับคุณ จงยอมให้พระองค์ช่วยเหลือคุณเมื่อคุณก้าวเข้าสู่ความไม่แน่นอนและความท้าทายของชีวิต พระองค์ทรงอยู่กับคุณ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา