ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Kenneth Petersen

การฟังพระเจ้า

ในเวทีการพูดเท็ดทอล์ก (TED Talk) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เซเลสต์ เฮดลีพูดถึง “10 วิธีที่จะทำให้การสนทนาดีขึ้น” วิธีหนึ่งในนั้นอาจดูเหมือนขัดแย้ง คือ เพื่อให้การสนทนาดีขึ้นเราจำเป็นต้องฟัง บ่อยครั้งเมื่ออีกฝ่ายกำลังพูด เราไม่ได้ตั้งใจฟังพวกเขาจริงๆ แต่กำลังคิดในใจว่าเราอยากจะพูดตอบว่าอะไร เฮดลีอ้างคำพูดของนักเขียนชื่อสตีเว่น โควีย์ ที่ว่า “คนส่วนใหญ่ไม่ได้ฟังด้วยความตั้งใจที่จะเข้าใจ แต่เราฟังด้วยความตั้งใจที่จะตอบโต้”

พระคัมภีร์มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงพระเจ้า พระธรรมปัญญาจารย์กล่าวไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้า​จง​ระวัง​เท้า​ของ​เจ้า เมื่อ​เจ้า​ไป​ยัง​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​เจ้า เพราะ​การ​เข้า​ใกล้ชิด​เพื่อ​จะ​ฟัง​ก็​ดีกว่า​คน​เขลา​ถวาย​สักการบูชา ด้วย​ว่า​เขา​ไม่​รู้​ว่า​ตน​กำลัง​ทำ​ชั่ว​” (ปญจ.5:1) พระคัมภีร์ข้อนี้เตือนเราว่าพระเจ้าทรงรู้มากมายกว่าที่เรารู้มากนัก เพราะว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​สถิต​ใน​สวรรค์” (ข้อ 2) ดังนั้นจึงเป็นการฉลาดที่เราจะฟังพระองค์ ข้อความในสุภาษิตดูเหมือนจะสอดคล้องกับคำพูดของเฮดลีและโควีย์ที่ว่า “คน​โง่​ไม่​เพลิดเพลิน​ใน​ความ​เข้าใจ แต่​เพลิดเพลิน​ใน​การ​แสดง​ความ​คิดเห็น​ของ​ตน​เท่านั้น” (18:2)

สิ่งนี้มีความหมายต่อเราอย่างไร เมื่อเรามาเข้าเฝ้าพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน เราควรเตรียมเวลาเพื่อจะฟังพระองค์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เอาแต่พูดไปเรื่อยๆ ถึงความกังวลและปัญหาของเราเอง และเมื่อเราสนทนากับผู้อื่นในวันนี้ เราอาจประหลาดใจที่ความสัมพันธ์ของเราลึกซึ้งมากขึ้นเมื่อเราตั้งใจฟังพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่คิดหาคำพูดที่จะบอกกับพวกเขา

ภาพที่ดีที่สุด

ก่อนเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ ภาพในจินตนาการของผมคือเทือกเขาแอลป์ที่ปกคลุมด้วยหิมะ แพะกำลังเล็มหญ้า และเกษตรกรบนภูเขากำลังเป่าแตรอัลไพน์ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามขณะที่เราขับรถจากซูริคลงไปทางใต้ ภูมิประเทศกลับเป็นทางหลวงที่ยุ่งเหยิงและไร้สีสันเหมือนที่เราเห็นในทุกเมือง เมื่อใกล้ถึงที่พัก เราต้องขับรถขึ้นไปบนถนนลูกรังเลนเดียวที่อันตราย หลังจากถึงที่พักแล้วเราต้องลากกระเป๋าเดินทางขึ้นบันไดหินที่สูงชัน เหนื่อยล้าและผิดหวัง ในที่สุดเราเดินออกมาที่ระเบียง และที่นั่นเองเบื้องหน้าเราคือ ทิวทัศน์อันงดงามของเทือกเขาแอลป์ตั้งตระหง่านงามสง่าเหนือผืนน้ำสีฟ้าของทะเลสาบลูเซิร์น โดยมีเมืองเล็กๆส่องประกายระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยอยู่เบื้องล่าง ความยากลำบากนั้นคุ้มค่า

ผมหวนคิดถึงพระวจนะที่ว่า “เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ” (2 คร.4:16) อัครทูตเปาโลเขียนถึงการต่อสู้ของท่านว่า “เราถูกขนาบรอบข้าง...แต่ก็ไม่ถึงกับหมดมานะ” (ข้อ 8) ท่านเผยให้เห็นมุมมองในแง่ดีว่า “เพราะว่าการทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆของเรา ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบไม่ได้” (ข้อ 17) ท่านแนะนำให้เรา “จับจ้อง...อยู่กับสิ่งที่มองไม่เห็น” (ข้อ 18 TNCV) คือให้ตั้งความหวังไว้ในภาพของภูมิประเทศแห่งสวรรค์อันเป็นนิรันดร์นั้น

บางครั้งการเดินทางชีวิตของเราอาจดูไร้สีสันและยากลำบาก แต่ในพระคริสต์เรามั่นใจได้ว่าเราจะได้เห็นภาพที่ดีที่สุด ประสบการณ์อันยากลำบากนั้นจะคุ้มค่าเพราะศักดิ์ศรีถาวรของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้

พระบุตรแท้ของพระเจ้า

ในการประกวดรูปภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผู้คนจากทั่วโลกจะส่งภาพถ่ายที่พวกเขาสร้างขึ้นจากการเขียนประโยคอธิบายลงบนคอมพิวเตอร์ให้ออกมาเป็นรูปภาพโดย AI โดยส่งได้เฉพาะภาพที่ AI สร้างขึ้นเท่านั้น ภาพของผู้ชนะคนหนึ่งเป็นภาพถ่ายเหนือจริงที่ดูเหมือนนกฟลามิงโกสีชมพูม้วนตัวเป็นลูกบอลขนปุย ตัดกับพื้นทราย

มีปัญหาอยู่เพียงอย่างเดียว ภาพที่ชนะเป็นภาพถ่ายจริง จากนกฟลามิงโกจริง ช่างภาพผู้นี้ได้ส่งภาพถ่ายจริงเข้าร่วมการประกวดภาพจาก AI ภาพของเขาที่ชื่อ “ฟลามิงกอน” ถูกตัดสิทธิ์ ใช่แล้ว! ภาพถ่ายที่แท้จริงถูกปฏิเสธเพราะเป็นของจริง

ที่จริงแล้วผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ทำนายถึงเรื่องราวย้อนแย้งที่คล้ายกันเกี่ยวกับการตัดสินคดีและการตรึงพระเยซูคริสต์ไว้ว่าทรงถูกนำตัวไป “เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า” (อสย.53:7) พระคริสต์ถูกนำตัวขึ้นศาลเพราะอ้างว่าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ของชาวยิว แต่พระองค์ไม่ได้ทรงแก้ต่าง “ท่านถูกบีบบังคับและท่านถูกข่มใจ ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ปริปาก” (ข้อ 7) อิสยาห์ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งสูงสุดว่า “ท่านได้ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง” (ข้อ 3) ใช่แล้ว! พระเมสสิยาห์ที่แท้จริง พระบุตรแท้ของพระเจ้ากลับถูกปฏิเสธว่าเป็นของปลอม

วันนี้คุณและผมเป็นผู้ตัดสินคดีในศาลนั้น เรายอมรับพระเยซูในฐานะพระบุตรแท้ของพระเจ้าไหม หรือเราปฏิเสธพระองค์ว่าทรงเป็นอะไรที่ด้อยกว่านั้น และถึงแม้ว่าเราจะเชื่อในพระองค์ แต่การดำเนินชีวิตประจำวันของเราในบางครั้งก็อาจเป็นการปฏิเสธว่าพระองค์ไม่ใช่ของจริง

พระเจ้าที่น่าครั่นคร้าม

ในฐานะช่างภาพทิวทัศน์ ผมมักจะสนใจดูภาพถ่ายที่เห็นทางออนไลน์ ไม่นานมานี้ผมบังเอิญได้เห็น “10 สถานที่อันน่าทึ่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา” ภาพถ่ายน้ำพุร้อนใต้พิภพแสดงให้เห็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่เปล่งแสงหลากสีสัน ภาพป่าฝนโฮห์ที่ปกคลุมด้วยหมอกและมอสส์หนาทึบที่ดูราวกับโลกของเดอะ ฮอบบิท ภาพน่าทึ่งที่ถ่ายในหุบเขาโมนูเมนต์ รัฐแอริโซน่าเป็นภาพถ่ายพาโนราม่าของดาวอังคารได้เลย

ภาพน่าทึ่งเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงพระเจ้าที่น่าครั่นคร้ามของเรา ในสดุดี 68 ดาวิดพรรณนาถึงความใหญ่ยิ่งของพระเจ้า “จงร้องถวายพระเจ้า...จงยกย่องพระองค์ผู้ทรงเมฆเป็นพาหนะ” (ข้อ 4) ผู้เขียนเพลงสดุดีประกาศถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าเหนือศัตรูอย่างมีพลานุภาพ “ควันถูกขับไปฉันใด ก็ขอทรงไล่เขาไปฉันนั้น” (ข้อ 2) กระนั้นความใหญ่ยิ่งและฤทธานุภาพสูงส่งของพระเจ้านั้นมีลักษณะตรงข้ามกับความรักอันใกล้ชิดสนิทสนมของพระองค์ “สาธุการแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงค้ำชูเราทั้งหลายอยู่ทุกวัน” (ข้อ 19) เพลงสดุดีอันยิ่งใหญ่ของดาวิดมาถึงจุดสุดยอดด้วยการสรรเสริญอย่างสุดใจว่า “พระเจ้า...น่าครั่นคร้ามนัก” (ข้อ 35)

ในภาพถ่ายทิวทัศน์ ผมพบทั้งความใหญ่โตมโหฬารและความใกล้ชิด ความกว้างใหญ่ไพศาลของทัศนียภาพเหล่านี้พูดกับจิตใจผมเป็นส่วนตัว มันทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ หากทิวทัศน์ของโลกเราเป็นภาพแวบหนึ่งของพระเจ้าจริงๆ คือสะท้อนถึงความใหญ่ยิ่งอันน่าครั่นคร้ามและความรักอันเป็นที่ยินดียิ่งของพระองค์ ในความรู้เช่นนี้ อาจทำให้เรามองหาความงดงามของพระองค์ที่สะท้อนอยู่รอบตัวเราในวันนี้ เมื่อเราได้เห็นแล้วเราอาจต้องร้องทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก”

เปรมปรีดิ์ในการทรงสถิตของพระเจ้า

นักสัตววิทยาบรรยายถึงสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “เต่าเต้นระบำ” ซึ่งเป็นพฤติกรรมน่ารักของเต่าหัวค้อนเมื่อเห็นอาหาร พวกมันจะเอียงตัวในแนวตั้ง อ้าปาก ตีครีบหน้า และหมุนตัวในน้ำ แต่จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรบกวนสัญญาณของคลื่นวิทยุจะก่อกวน “ระบบจีพีเอส” ภายในที่ใช้ระบุตำแหน่งของเต่า ทำให้มันสับสนกับทิศทาง เบี่ยงเบนความสนใจจากแหล่งอาหาร และน่าเศร้าที่ทำให้พวกมันหยุดเต้นรำ

พระคัมภีร์พูดถึงตอนที่ดาวิดเต้นรำ หีบพันธสัญญาคือสิ่งที่แสดงถึงการทรงสถิตของพระเจ้า ในเวลานั้นมีการนำหีบพันธสัญญามายังกรุงเยรูซาเล็ม และ “ดาวิดก็ทรงรำถวายแด่พระเจ้าด้วยสุดกำลังของพระองค์” (2 ซมอ.6:14) แต่หลายปีต่อมา กษัตริย์ดาวิดก็ออกนอกลู่นอกทาง ทรงทำบาปต่อนางบัทเชบา โดยส่งสามีของนางไปตายในสงคราม (11:4, 14-15) ตอนนี้โอรสของพระองค์ที่เกิดกับนางบัทเชบากำลังจะเสียชีวิต ด้วยความสำนึกผิดและทุกข์ใจ ดาวิด “ทรงอดพระกระยาหารและบรรทมบนพื้นดิน คืนยังรุ่ง” (12:16)

เช่นเดียวกับดาวิด เราเปรมปรีดิ์ในการทรงสถิตของพระเจ้า แต่ความบาปทำให้เราหันเหไปจากพระองค์ และเราก็หยุด “เต้นรำ” เราจะพบความชื่นชมยินดีอีกครั้งได้อย่างไร ก็โดยการหันจากความบาปที่ส่งสัญญาณรบกวนสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงเรากับพระเจ้า เมื่อเรากลับใจ เราจะพบความหวังในพระองค์ ดาวิดเองเขียนถึงพระเมตตาของพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเปลี่ยนการไว้ทุกข์ เป็นการเต้นรำ พระองค์ทรงแก้เสื้อผ้ากระสอบของข้าพระองค์ออก และทรงคาดเอว ข้าพระองค์ด้วยความยินดี” (สดด.30:11) เพราะพระเจ้านั้นทรงเป็นพระเจ้าแห่งการเต้นรำที่แท้จริง

วิถีแห่งชีวิต

ในช่วงทศวรรษที่ 1860 จอร์จเกิดเป็นทาส เขาเป็นทารกที่อ่อนแอขี้โรคจึงถูกขายให้เจ้าของทาสในราคาเท่ากับม้าหนึ่งตัว เมื่อเป็นวัยรุ่น เขาได้เห็นชายผิวดำถูกกลุ่มคนผิวขาวฆ่า เขาเรียนหนังสือเก่งมาก แต่เมื่อสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยไฮแลนด์ในรัฐแคนซัส เขากลับถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนเพราะสีผิวของเขา แต่ในท่ามกลางอุปสรรคเหล่านี้ ชายหนุ่มยังคงศรัทธาในพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ข้อพระคัมภีร์ประจำใจของจอร์จ วอชิงตัน คาร์เวอร์ คือ สุภาษิต 3:6 “จง​ยอมรับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​กระทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบรื่น”

บางครั้งเรารู้สึกว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่นั้นเกินจะรับมือ เราเจออุปสรรค เราพบว่าตัวเองไม่รู้ว่าควรไปทางไหน แต่พระธรรมสุภาษิตให้กำลังใจเราว่า “จง​วางใจ​ใน​พระ​เจ้า​ด้วย​สุดใจ​ของ​เจ้า และ​อย่า​พึ่งพา​ความ​รอบ​รู้​ของ​ตนเอง” (ข้อ 5) พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่า “จงปล่อยวาง และยอมให้พระเจ้า” ทรงนำชีวิตของคุณ

จอร์จ วอชิงตัน คาร์เวอร์เดินในวิถีของพระเจ้า อดทนฝ่าฟันอุปสรรคทุกอย่าง ศึกษาพฤกษศาสตร์และธรณีวิทยาด้วยตนเอง จนในที่สุดได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง เขามีชื่อเสียงจากการพัฒนาหลายร้อยวิธีในการใช้ประโยชน์จากต้นถั่วลิสง และยังได้พัฒนาวิธีปลูกพืชหมุนเวียนที่ปฏิวัติวงการเกษตรกรรมในสหรัฐอเมริกา พระเจ้าทรงมีวิธีที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดได้ ไม่ว่าวันนี้คุณจะกำลังเผชิญกับสิ่งใด หัวใจสำคัญคือ “การยอมรับรู้พระองค์” และฟังเสียงของพระองค์ จงมองดูพระองค์เปิดเผยวิถีแห่งชีวิตของคุณ

ความสว่างแห่งชีวิต

ในปี ค.ศ. 1905 ชายหนุ่มมอมแมมคนหนึ่งเก็บตัวอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของเขาในกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาทำการทดลองที่ซับซ้อนทางความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้านักฟิสิกส์ผู้นี้ได้ทำการคำนวณใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สี่เดือนต่อมาชายผู้นี้ได้เขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับการทำงานของโลกขึ้นมาใหม่เกือบทั้งหมด ชายผู้นี้คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขาอายุยี่สิบหกปี

แม้จะมีปัญญายิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ แต่ไอน์สไตน์กล่าวว่า “ยิ่งข้าพเจ้าเรียนรู้มากเท่าใด ข้าพเจ้าก็ยิ่งตระหนักว่าข้าพเจ้ายังไม่รู้อะไรอีกมาก”

พระคัมภีร์มักกล่าวถึงความใหญ่ยิ่งของพระเจ้าที่สะท้อนให้เห็นในการทรงสร้าง “ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า” (สดด.19:1) และในพระธรรมโยบที่บันทึกไว้ก่อนคำพูดของไอน์สไตน์ว่า “ท่านหยั่งรู้องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้หมดหรือ นั่นสูงกว่าฟ้าสวรรค์” (โยบ 11:7-8)

แต่พระสิริแห่งการทรงสร้างของพระเจ้านั้นใหญ่ยิ่งกว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล “ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่...พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” (ยน.1:1,14)ไม่มีการคำนวณใดทางคณิตศาสตร์ที่จะอธิบายพระราชกิจพิเศษของพระเจ้าในพระเยซูที่เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ได้ พระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่ “ที่นั่น” ในจักรวาลที่เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ แต่พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเรา พระวาทะทรงอยู่ท่ามกลางเรา ทรงเป็นความสว่างแห่งชีวิต (1:4) เป็นผู้ที่เราจะรู้จักพระองค์ได้อย่างสนิทสนมและเป็นส่วนตัว

ยอมนิ่งคอยอย่างสงบ

ไม่ค่อยมีใครรู้จักแอดิเลด พอลลาร์ดมากนัก และนั่นคือประเด็นสำคัญ เธอเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่อ่อนน้อมถ่อมตนและไม่ได้ต้องการให้ตนเองเป็นที่ยอมรับ เมื่ออายุสี่สิบปี เธอรู้สึกถึงการทรงเรียกอันแรงกล้าที่จะเป็นมิชชันนารีในแอฟริกา แต่ประตูนั้นกลับปิดลง ทำให้เธอท้อแท้เป็นอย่างยิ่ง กระนั้นแอดิเลดก็นึกถึงข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งที่ว่า “เจ้า​อยู่​ใน​มือ​ของ​เรา อย่าง​ดิน​เหนียว​อยู่​ใน​มือ​ของ​ช่าง​หม้อ​” (ยรม.18:6) ต่อมาเธอได้เขียนเพลงนมัสการที่มีเนื้อร้องว่า “พระองค์เป็นช่างปั้น ข้าฯเป็นดินทราย”

พระธรรมเยเรมีย์ให้ภาพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราในปัจจุบันอย่างมาก “และ​ภาชนะ​ซึ่ง​ทำ​ด้วย​ดิน​ก็​เสีย​อยู่​ใน​มือ​ของ​ช่าง​หม้อ เขา​จึง​ปั้น​ใหม่​ให้​เป็น​ภาชนะ​อีก​ลูก​หนึ่ง​ตาม​ที่​ช่าง​หม้อ​เห็น​ว่า​ควร​ทำ” (ข้อ 4) นี่คือภาพของการที่พระเจ้าทรงปั้นเราขึ้นใหม่ให้เป็นไปตามพระประสงค์ที่ดีกว่าของพระองค์ ไม่ว่าเราจะคิดว่าเราควรทำหรือเป็นสิ่งใด พระเจ้าอาจมีแผนการอื่นสำหรับชีวิตเรา “เจ้า​อยู่​ใน​มือ​ของ​เรา อย่าง​ดิน​เหนียว​อยู่​ใน​มือ​ของ​ช่าง​หม้อ​” (ข้อ 6)

ในที่สุด แอดิเลดก็ได้ ไปแอฟริกา แต่อาจเป็นไปได้ว่าพระเจ้าทรงปั้นแต่งชีวิตของเธอเพื่อให้ทำสิ่งอื่น เช่น การเขียนเพลงสรรเสริญ “แล้วแต่พระองค์เจ้า” ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลายล้านคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเรารู้สึก “ติดขัด” ในสิ่งที่เราต้องการทำ ให้เราคิดถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกำลังหล่อหลอมเราในช่วงเวลานั้น เราควรปล่อยให้พระเจ้าดำเนินตามน้ำพระทัยของพระองค์ โดยรอคอยและ “ยอมนิ่งคอยฟัง” พระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระองค์

เวลาของพระเจ้า

ก่อนปี ค.ศ. 1967 การคำนวณหน่วยของเวลาในทางวิทยาศาสตร์มักอิงรูปแบบทางดาราศาสตร์ เช่น การหมุนรอบตัวเองของโลกและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่เมื่อผ่านไปหลายศตวรรษก็พบกับปัญหา ที่จริงโลกกำลังเคลื่อนช้าลงในวงโคจร นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าหน่วยของวินาทียาวขึ้นกว่าที่เคยเป็น แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่นับตั้งแต่สมัยคริสตกาล โลกได้ “สูญเสีย” เวลาไปแล้วสามชั่วโมงเต็ม

แน่นอนว่า พระเจ้าคือผู้ทรงสร้างวิธีที่จะให้เราคำนวณเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ของหมู่ดาวและวงโคจรทางดาราศาสตร์ การคำนวณของนักวิทยาศาสตร์อาจไม่น่าเชื่อถืออย่างที่เราคิด แต่เรามั่นใจในสิ่งที่เปโตรบอกกับเราได้ว่า “วันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี” (2ปต.3:8) ท่านกำลังโต้แย้งกับพวกที่สงสัย ที่บ่นว่าพระเยซูยังไม่เสด็จมา “องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น” (ข้อ 9) พระเจ้าทรงทำพระราชกิจตามเวลาและตามพระประสงค์ของพระองค์

ยิ่งไปกว่านั้น “กำหนดเวลา” ของพระเจ้านั้นเกิดจากความรักของพระองค์ “พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายมาช้านาน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย” (ข้อ 9) พระเยซูจะเสด็จกลับมา และพระเจ้าทรงประสงค์ให้ทุกคนมีโอกาสที่จะกลับมาหาพระองค์ นี่คือการสำแดงความรักของพระองค์ ขณะเดียวกันเราทุกคนต้อง “อุตส่าห์ให้พระองค์ทรงพบท่านทั้งหลายมีใจสงบ ปราศจากมลทินและข้อตำหนิ” (ข้อ 14)

ทั้งกำหนดเวลา พระเจ้า และความรักของพระองค์ล้วนสอดคล้องกัน ในยุคสุดท้ายนี้ความรักของพระเจ้าไม่เคยสั่นคลอนและเชื่อถือได้มากที่สุด

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา