ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Katara Patton

คำพูดจากเพื่อน

ขณะที่ฉันนั่งอยู่ในชั้นเรียนพระคัมภีร์ตอนอายุ 26 ปี ฉันรู้สึกงุนงงมาก คำพูดของเพื่อนร่วมชั้นบางคนน่าหดหู่ พวกเขาดูเหมือนจะมีปัญหามากมาย ฉันจึงถามไปว่า “ถ้าเราเป็นคริสเตียน ทำไมเราถึงสิ้นหวังกันนัก เราไม่รู้หรือว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร” ในตอนนั้นฉันหมายถึงพระสัญญาเรื่องชีวิตนิรันดร์ในพระคริสต์ และยังหมายถึงพระสัญญามากมายในพระคัมภีร์เรื่องการทรงดูแลของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ด้วย อาจารย์เพียงแต่ยิ้มแล้วก็สอนต่อไป แต่สิ่งที่ฉันพูดยังคงติดอยู่ในใจฉันต่อมาอีกหลายปี

ในที่สุดฉันก็พบกับมรสุมชีวิต การตกงาน การสูญเสียคนที่รัก ความเจ็บป่วย และอื่นๆที่ทำให้ฉันรู้สึกสิ้นหวัง ใช่แล้ว พระสัญญาของพระเจ้าปลอบประโลมและเป็นความจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะราบรื่น พระเยซูตรัสว่าเรา “​จะ​ประสบ​ความ​ทุกข์​ยาก” (ยน.16:33)

โดยธรรมชาติแล้ว เรารู้สึกถึงผลกระทบจากความยากลำบากเช่นเดียวกับชายที่ชื่อโยบ ท่านถูกทดสอบด้วยบททดสอบที่หนักหน่วง ท่านสูญเสียลูกๆ ทรัพย์สิน และสุขภาพ (โยบ 1:13-20; 2:7) บรรดาเพื่อนๆมาเยี่ยมเพื่อปลอบใจท่าน (2:11-13) ในตอนแรกพวกเขาได้แต่มาให้กำลังใจเพื่อนอย่างเงียบๆ และเห็นว่า “ความ​ทุกข์​ระทม​ของ​ท่าน​นั้น​ใหญ่​ยิ่ง​นัก​” (ข้อ 13) แต่ต่อมาก็เริ่มตั้งคำถามที่ไม่เป็นประโยชน์ ซึ่งไม่ต่างจากคำถามที่ฉันถามในชั้นเรียนพระคัมภีร์มากนัก

เมื่อเราพบเจอกับผู้ที่กำลังประสบปัญหา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยให้เราตอบสนองด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจ และเมื่อเราพบกับความเศร้าโศก ให้เราเองระลึกถึงการปลอบโยนจากพระสัญญาของพระเจ้า

จงส่องสว่างพระคริสต์

ในร้านอาหารที่มีแสงไฟสลัว พนักงานเสิร์ฟรับออเดอร์ของเราด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แต่แล้วลูกค้าคนหนึ่งก็ยื่นปากกาไฟฉายเล็กๆให้เธออย่างมีน้ำใจ เขาบอกว่าปากกานั้นจะทำให้เธอ “มองเห็นในที่มืด”

สีหน้าของเธอสว่างขึ้น และการปฏิบัติตัวเปลี่ยนไปสะท้อนถึงความปีติยินดี เห็นได้ชัดว่าเธอดีใจกับของขวัญชิ้นนี้ที่เปิดปิดไฟได้ เมื่อเธอเดินจากโต๊ะเราไป ชายคนนั้นยิ้มพูดเบาๆกับฉันว่า “ผมว่าเธอดูสดใสขึ้นตอนที่ผมให้ปากกาเธอ มันทำให้วันของเธอสดใสขึ้น!”

ของขวัญแห่งความสว่างที่พระเจ้าประทานให้นั้นทำให้วันของเราสดใสขึ้นอย่างแน่นอน พระเยซูคือของขวัญแห่งความสว่างสูงสุด “ความสว่าง...ได้เข้ามาในโลกแล้ว” เพื่อช่วยโลกให้รอด (ยน.3:16-19) พระเจ้าประทานของขวัญนี้เพราะพระองค์ทรงรักเราและปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์กับเรา เมื่อเราต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด บาปของเราได้รับการอภัย และเรามีประสบการณ์ในการสามัคคีธรรมกับพระองค์ พระเยซูทรงทำให้ชีวิตของเราสดใสชั่วนิรันดร์ ทรงตรัสว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเราจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12)

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราเป็น “ความสว่างของโลก” (มธ.5:14) เมื่อเราได้รับของขวัญที่พระเจ้าประทานแก่เราผ่านทางพระคริสต์ เราจึงสามารถดำเนินชีวิตในความสว่างของพระองค์ และ “ส่องสว่างแก่คนทั้งปวง” (ข้อ 16) โดยพระองค์ผู้เป็นแหล่งแห่งความสว่าง ขอให้เราส่องสว่างเพื่อพระองค์ในวันนี้!

วิถีแห่งปัญญา

ตอนยังเด็ก ฉันเอาใบรายงานผลการเรียนซึ่งทุกวิชาระบุว่า “ผ” ที่ย่อมาจาก “ผ่าน” กลับบ้าน พี่สาวซึ่งอายุมากกว่าฉันห้าปีได้เกรดสี่และสามปนกัน ฉันคิดว่าใบรายงานผลของเราพิสูจน์ว่าฉันฉลาดกว่า เพราะฉันคิดว่าตัวเองได้คะแนนที่เทียบได้กับเกรดสี่ล้วน พี่ชายของฉันจึงเสนอให้เราทดสอบ เขาไปที่ชั้นหนังสือของพ่อแม่แล้วหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่ง เขาบอกให้ฉันอ่านข้อความหนึ่ง ฉันอ่านตะกุกตะกักจำได้แค่บางคำเท่านั้น พี่สาวอ่านข้อความนั้นอย่างไร้ที่ติ พี่ชายจึงตัดสินว่าเธอฉลาดกว่า

ฉันได้เรียนรู้ การทดสอบของเขาแสดงให้เห็นถึงสติปัญญา

ประชากรอิสราเอลได้รับบทเรียนจากสติปัญญาของกษัตริย์ซาโลมอน มีหญิงสองคนคลอดลูก เด็กคนหนึ่งเสียชีวิตเพราะผู้เป็นแม่เผลอ “นอนทับ” (1 พกษ.3:19) แม่คนนี้พยายามแอบอ้างว่าทารกที่มีชีวิตเป็นลูกของเธอ หญิงทั้งสองไปเฝ้าซาโลมอนเพื่อถามว่าเด็กควรเป็นของใคร เมื่อพระองค์ได้ยินคำร้อง ก็สั่งให้แบ่งเด็กที่มีชีวิตเป็นสองท่อนเพื่อหญิงทั้งสองจะได้เด็กคนละครึ่ง (ข้อ 25)

หญิงที่ไม่ใช่แม่ยินยอมตามนั้น แต่แม่ที่แท้จริงบอกว่า “ขอทรงมอบเด็กที่มีชีวิตนั้นให้เขาไป และถึงอย่างไรก็ดีอย่าทรงฆ่าเสีย” (ข้อ 26) เมื่อเธอพูดเพื่อช่วยชีวิตเด็ก ซาโลมอนจึงตัดสินว่าเธอเป็นแม่และบอกให้มอบเด็กแก่เธอ (ข้อ 27) สติปัญญาที่พระเจ้าประทานแก่ซาโลมอนนั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

โดยที่พระเจ้าทรงช่วยเรา การกระทำของเราก็จะสำแดงให้ผู้อื่นเห็นถึงสติปัญญาที่แท้จริงซึ่งมาจากพระองค์เช่นกัน (สภษ.2:6)

ความเชื่อที่หยั่งลึกในพระเจ้า

ฉันได้รับแรงบันดาลใจขณะอ่านนิยายอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตของแมรี่ แมคคลาวด์ เบธูน ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเบธูน-คุกแมน เรื่องราวของความมุ่งมั่นและความห่วงใยที่เธอมีต่อผู้อื่นทำให้ฉันอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเธอมากขึ้น เรื่องหนึ่งบอกว่าในช่วงต้นทศวรรษ 1900 เธอ “บรรยาย” ให้นักธุรกิจผู้มั่งคั่งคนหนึ่งฟังถึงอาคารต่างๆในโรงเรียนที่เธอสร้างสำหรับผู้หญิงชาวแอฟริกันอเมริกัน แต่เมื่อเขาไปเยี่ยมชม “บริเวณโรงเรียน” เขากลับพบเพียงอาคารเดียว เธอได้เล่าความฝันของเธอให้เขาฟัง โดยหวังว่าเขาจะลงทุนในโรงเรียนนั้น การผสมผสานของความเชื่อและนิมิตของเธอทำให้มีเงินทุน ในที่สุดโรงเรียนของเธอก็ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรสี่ปีมาจนถึงปัจจุบัน

เบธูนได้รับการยกย่องจากคำพูดที่ว่า “หากปราศจากความเชื่อ ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นไปได้ โดยความเชื่อ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้” คำพูดของเธอคล้ายกับที่พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกที่ประหลาดใจและมีคำถามในเรื่องความรอด พวกเขากำลังพยายามหาคำตอบว่ามนุษย์จะ “เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า” หรือสวรรค์ได้อย่างไร (มธ.19:24) พวกเขาต้องการรู้ว่า “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้” (ข้อ 25) พระเยซูทรงบอกเหล่าสาวกว่าความเชื่อในพระเจ้าเป็นหนทางเดียวเท่านั้น เพราะ “พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ให้​สำเร็จ​ได้​ทุก​สิ่ง” (ข้อ 26)

ความเชื่อวางใจเกิดขึ้นจากการเชื่อในพระเจ้าและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ความเชื่อทำให้เรามั่นใจว่าสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นนั้นจะเป็นจริงได้ (ดู ฮบ.11:1) ดังเช่นความฝันที่จะมีโรงเรียนสำหรับคนด้อยโอกาส หรือบ้านอันเป็นนิรันดร์สำหรับผู้ที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์ ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราเห็นในสิ่งที่พระองค์ทรงเห็น

ดินดีในพระเจ้า

ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิของทุกปี ฉันจะปลูกเมล็ดแตงกวาไว้ในสวน เมล็ดจะแตกใบอย่างรวดเร็วแต่ต้องใช้เวลากว่าจะออกผล อันที่จริงวันหนึ่งในฤดูร้อนหลังจากที่ฉันรดน้ำแล้วรอ ฉันก็เกิดคำถามว่าแตงกวาจะออกผลไหม ฉันหวนคิดว่า ฉันหว่านเมล็ดพันธุ์ติดกันเกินไปไหม หรือดินอาจไม่อุ่นพอตอนปลูก แต่วันหนึ่งฉันสังเกตเห็นหัวแตงกวาหนึ่งหัว สัปดาห์ต่อมาก็เห็นอีกหนึ่ง แล้วก็อีกหนึ่ง ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์จากที่เป็นเพียงไม้เถา แตงกวาก็ออกผลจนเกือบจะมากพอสำหรับทำสลัดได้หนึ่งสัปดาห์

บางครั้งการเติบโตฝ่ายวิญญาณก็ดูเหมือนอย่างนั้น เราไม่ได้เห็นสิ่งที่เราอธิษฐานขอเสมอไป เช่น ความอดกลั้นใจ การรู้จักบังคับตน ความสุภาพอ่อนน้อมและความรัก (ดู กท.5:22-23) แต่ถ้าเราทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเราทำในสิ่งซึ่งเป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการเติบโต เช่น การอธิษฐาน การศึกษาพระคัมภีร์ การนมัสการและการรับใช้ผู้อื่น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงทำให้เราเติบโตขึ้น

นี่คือแก่นแท้ของอุปมาที่พระเยซูทรงเล่าในลูกา 8 ว่า “มีคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืชของตน” (ข้อ 5) “นก...มากิน” เมล็ดพืชนั้นที่ตกตามหนทางบ้าง (ข้อ 5) บ้างก็ตกลงบนพื้นหินซึ่งไม่ได้รับความชุ่มชื้นแล้วก็เหี่ยวแห้งไป (ข้อ 6) บ้างก็ตกกลางต้นหนามและถูกหนามปกคลุมจึงไม่งอกขึ้น (ข้อ 7) แต่เมล็ดพืชที่หว่านลงบนดินดีนั้น “งอกขึ้นเกิดผลร้อยเท่า” (ข้อ 8)

เพราะพระเจ้าทรงช่วยเรา ขอให้เราพัฒนาเพื่อเป็น “ดินดี” และเติบโตในพระองค์

รับใช้เหมือนพระคริสต์

ตอนที่ผมไปเยี่ยมคนไข้คนหนึ่งในโรงพยาบาล ผมรู้สึกประทับใจกับการกระทำของแพทย์หนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่กับทีมแพทย์คนอื่นๆที่ยังไม่มีประสบการณ์ แพทย์กลุ่มนั้นกำลังฟังแพทย์ผู้มากด้วยประสบการณ์อธิบายเกี่ยวกับสุขภาพของคนไข้ ทันใดนั้นคนไข้ก็ร้องบอกอย่างร้อนใจว่าเธอจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำและลุกขึ้นไม่ได้ อันที่จริงเธอรอให้ผู้ช่วยพยาบาลถูกเรียกเข้ามาในห้องไม่ไหว

ท่ามกลางความตื่นตระหนก แพทย์หนุ่มหยิบหม้อนอน (กระโถนสำหรับผู้ป่วย) มาจากชั้นและช่วยคนไข้ เมื่อผู้ช่วยพยาบาลมาถึง เธอตกใจมากที่เห็นว่ามีคนช่วยคนไข้แล้ว หัวหน้าแพทย์แสดงความชื่นชมในการช่วยเหลือของแพทย์หนุ่มผู้นี้

พระเยซูไม่ได้ยึดติดในความเป็นพระเจ้าของพระองค์และปฏิเสธที่จะช่วยเหลือมนุษย์ แม้ว่าพระองค์จะ “ทรง​สภาพ​ของ​พระ​เจ้า แต่​มิได้​ทรง​ถือ​ว่า​การ​เท่า​เทียม​กับ​พระ​เจ้า​นั้น​เป็น​สิ่ง​ที่​จะต้อง​ยึดถือ” (ฟป.2:6) พระคริสต์ผู้ทรงสถานะของมนุษย์ได้ทรงมาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและสละพระองค์เองเพื่อเรา พระองค์ทรงเห็นว่าเราจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือและได้รับความรอด จึงได้ทรงสละชีวิตของพระองค์ด้วยความถ่อมพระทัย (ข้อ 8) เปาโลเขียนไว้ว่า พระองค์ “ได้​กลับ​ทรง​สละ และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส” (ข้อ 7)

เราได้รับการทรงเรียกให้เลียนแบบทัศนคติและการเสียสละของพระเยซูในความสัมพันธ์กับผู้อื่น เมื่อพระองค์ทรงช่วยเหลือเรา ให้เราถ่อมใจลงรับใช้ผู้อื่น ไม่ว่างานนั้นจะดูต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม

ความพึงพอใจที่แท้ในพระเจ้า

เมื่อสามสิบปีที่แล้ว ฉันได้เข้าร่วมกิจกรรมในการอบรมสำหรับผู้ว่างงาน และฉันยังคงจดจำมาจนทุกวันนี้ เพื่อนร่วมงานที่ถูกเลิกจ้างและตัวฉันถูกขอให้เขียนคำอำลาสำหรับวันเกษียณอายุ อะไรนะ พวกเรากำลังหางานทำและยัง
ห่างไกลจากวัยเกษียณ แต่ผู้อบรมได้บอกถึงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมนี้ว่า “ในคำกล่าวอำลานั้นอาจมีเรื่องงานของคุณอยู่เพียงเล็กน้อย” เธออธิบายว่างานไม่ใช่ศูนย์กลางของชีวิตเราจริงๆ และในขณะที่เรากำลังเสียใจที่ถูกเลิกจ้างนั้น
ชีวิตของเรามีความหมายยิ่งกว่าการมีงานทำมากนัก

รายละเอียดในช่วงบั้นปลายชีวิตของอับราฮัมเตือนให้ฉันนึกถึงบทเรียนนี้ ท่านเสียชีวิต “เมื่อแก่หง่อมแล้ว” และได้ใช้ชีวิต “อันยืนยาวอย่างมีความสุข” (ปฐก.25:8 THA-ERV) ในพระคัมภีร์เราได้อ่านถึงความสัตย์ซื่อของอับราฮัมใน
การปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้า แต่เราไม่ค่อยได้อ่านถึงงานที่ท่านทำมากนัก ความเชื่อที่ท่านสำแดงออกมา (ปฐก.15:6) เตือนฉันถึงสิ่งที่ปัญญาจารย์กล่าวไว้ “เพราะว่าพระเจ้าประทานสติปัญญา ความรู้ และความยินดีให้แก่คนที่พระองค์ทรงพอพระทัย” (ปญจ.2:26) ปัญญาจารย์กล่าวเช่นนี้หลังจากได้ใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต และวิธีที่มนุษย์จะค้นพบความชื่นชมยินดีท่ามกลางการตรากตรำและทำงานหนัก (ข้อ 24-25)

แม้ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกสูญเสียและวิตกกังวลจากการตกงาน การคิดถึงตัวอย่างของอับราฮัมและถ้อยคำของปัญญาจารย์ จะช่วยชี้นำเราให้พบกับความพึงพอใจที่แท้จริงซึ่งมีอยู่ในพระเจ้าเท่านั้น

ความเชื่อของเพื่อน

ขณะเข้าร่วมการประชุม ผู้หญิงคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าเพื่อนของเธอซึ่งเป็นผู้นำการประชุมในวันนั้นดูไม่ค่อยสบาย เธอจึงเข้าไปถามและได้คำตอบว่า “ฉันจะนำประชุมให้จบ แล้วถ้าตอนเช้าฉันรู้สึกไม่ดีขึ้น ฉันจะไปหาหมอ”ผู้หญิงคนนี้ไม่ลืมคำสัญญาของเพื่อนที่ไม่สบาย เมื่อเธอมีเหตุต้องกลับก่อน เธอจึงขอให้เพื่อนอีกคนไปดูแลแทน

ในตอนเช้ามีคนมาเคาะประตูห้องโรงแรมของผู้นำประชุมคนนี้ เพื่อนคนที่สองมาขับรถพาเธอไปโรงพยาบาล พวกเขาถอยกลับไม่ได้แล้ว และโชคดีที่เธอได้รับการรักษาที่ช่วยชีวิตไว้ได้ทันเวลา เห็นได้ชัดว่าความมุ่งมั่นของเพื่อนๆได้ช่วยชีวิตเธอไว้

เพื่อนที่มุ่งมั่นนั้นเป็นพระพรได้เช่นเดียวกับชายในมาระโกบทที่ 2 พวกเขาน่าจะได้ยินถึงฤทธิ์อำนาจในการรักษาของพระเยซูและที่พระองค์เสด็จมาในเมืองของพวกเขา (ข้อ 1) ผู้คนร้องเรียกหาพระคริสต์ และ “ไม่มีที่” ที่พวกเขาจะพาเพื่อนที่เป็นอัมพาตไปหาพระองค์ (ข้อ 2) พวกเขาไม่ยอมให้ฝูงชนมากมายมาขัดขวางการช่วยเหลือเพื่อนตามที่พวกเขาต้องการ ดังนั้น “เขาจึงรื้อดาดฟ้าหลังคาตรงที่พระองค์ประทับนั้น...แล้วเขาก็หย่อนแคร่ที่คนง่อยนอนอยู่” (ข้อ 4) ไปยังพระคริสต์ผู้ทรงรักษาเขา (ข้อ 11-12)

ให้เรานำความต้องการของผู้อื่นมายังพระเยซูผ่านการอธิษฐานอย่างไม่หยุดยั้ง และในขณะที่พระองค์จัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นแก่เรา ให้เราพยายามที่จะช่วยเหลือและรักพวกเขาอย่างสุดความสามารถ

จดจ่อที่พระเจ้า

เพื่อนร่วมงานของฉันโทรมาพูดคุยสั้นๆเพื่อหารือกันในเรื่องหนึ่ง เธอถามว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ฉันบอกไปว่ากำลังเจ็บปวดด้วยอาการไซนัสอักเสบอย่างหนัก และยาก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น เพื่อนร่วมงานจึงถามว่า “ให้ฉันอธิษฐานเผื่อเธอไหม” เมื่อฉันตอบรับ เธอจึงอธิษฐานเป็นเวลาสามสิบวินาทีเพื่อขอการรักษาจากพระเจ้า ฉันยอมรับว่า “บางครั้งฉันก็ลืมอธิษฐาน ฉันมัวจดจ่อที่ความเจ็บปวดมากเกินไปจนไม่ได้หันไปหาพระเจ้า”

คำสารภาพนี้ทำให้ฉันคิดว่าฉันมุ่งความสนใจไปที่สิ่งใด ที่ความยากลำบากและปัญหาของฉันหรือที่พระเจ้า ในวันนี้ ความคิดของฉันจดจ่อที่ความเจ็บปวดด้วยเหตุที่มันรุนแรง แต่อิสยาห์ 26:3 เตือนเราว่า เมื่อเราทำให้ใจของเราจดจ่อที่พระเจ้าผู้ทรงเป็นแพทย์และผู้อุปถัมภ์ของเรา เราก็จะได้พบสันติสุข “ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” ถึงความเจ็บปวดอาจจะไม่หายในทันทีหรืออาจไม่จางหายไปจากชีวิตนี้ ผู้เผยพระวจนะยังเตือนเราให้ “วางใจใน” องค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อและทรงสามารถจัดเตรียมสิ่งจำเป็นแก่เรา (ข้อ 4)

พระธรรมอิสยาห์ตอนนี้ชี้ให้ชาวอิสราเอลเห็นถึงพระสัญญาของพระเจ้าทั้งในระหว่างที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยและหลังจากนั้น พวกเขาจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ได้อีกครั้ง เมื่อพวกเขายึดมั่นในความเชื่อและความหวังในสิ่งที่พระองค์จะทรงจัดเตรียมให้ (ข้อ 1-2) และถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะยังเตือนเราว่า ไม่ว่าเรากำลังทนทุกข์กับความเจ็บปวดใด เราเองก็จะพบการปลอบประโลมใจเมื่อเราจดจ่อที่จะไว้วางใจในพระเจ้าและร้องทูลต่อพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา