มากกว่าที่คิด
ถ้าได้ดูการแข่งขี่ม้าคล้องปศุสัตว์ คุณจะเห็นคนเหล่านั้น คือ ผู้เข้าแข่งขันที่มือหนึ่งมีสี่นิ้ว และตรงที่ควรจะเป็นนิ้วโป้งมีเพียงปุ่มเล็กๆ นี่เป็นการบาดเจ็บทั่วไปของกีฬาประเภทนี้ คือนิ้วโป้งติดอยู่ในห่วงต้องยื้อยุดกับปลายเชือกอีกด้านหนึ่งที่มีแรงดึงรุนแรง ซึ่งนิ้วโป้งมักจะเป็นฝ่ายแพ้ การบาดเจ็บนี้ไม่ถึงขั้นต้องจบอาชีพ แต่การไม่มีนิ้วโป้งทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนไป ให้ลองทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่ใช้นิ้วโป้ง ได้แก่แปรงฟัน ติดกระดุมเสื้อ หวีผม ผูกเชือกรองเท้า หรือรับประทานอาหาร ส่วนเล็กๆของร่างกายที่ถูกมองข้ามไปมีความสำคัญ
เปาโลชี้ให้เห็นสิ่งคล้ายกันนี้ในคริสตจักร บางครั้งคนเหล่านั้นที่ไม่ค่อยมีบทบาท หรือมักไม่ค่อยออกเสียงอาจพบกับท่าทีที่ว่า “ฉันไม่ต้องการคุณ” จากผู้อื่น (1 คร.12:21) โดยทั่วไปมักไม่มีใครพูดแบบนั้น แต่แสดงออกอย่างชัดเจน
พระเจ้าทรงเรียกให้เราเคารพและห่วงใยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน (ข้อ 25) ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ ไม่ว่าเราจะมีของประทานอะไร (ข้อ 27) และเราต้องการกันและกัน บางคนเป็นตาและหู และบางคนเป็น นิ้วโป้ง แต่ทุกคนมีบทบาทสำคัญในพระกายพระคริสต์ และบางครั้งมากกว่าที่เราเห็นเสียอีก
สองคนย่อมดีกว่า
ในการแข่งขันไตรกีฬาคนเหล็กที่ฮาวายปี 1997 ผู้หญิงสองคนพยายามพยุงตัว โขยกเขยกเข้าเส้นชัย บรรดานักกีฬาที่เหน็ดเหนื่อยกำลังมุ่งหน้าไปทั้งที่ขาอ่อนล้า กระทั่งไซแอน เวลส์ชนกับเว็นดี อินเกรแฮมทั้งคู่ล้มลงและพยายามลุกขึ้นเดินโซเซและล้มลงอีกที่ระยะ 20 เมตรก่อนถึงเส้นชัย กองเชียร์ปรบมือเมื่ออินเกรแฮมคลานต่อไป และปรบมือดังกว่าเดิมเมื่อคู่แข่งตามมา อินเกรแฮมเข้าเส้นชัยลำดับที่สี่ เธอโผเข้าสู่อ้อมแขนของพี่เลี้ยง จากนั้นหันกลับไปเอื้อมมือไปรับเวลส์ที่ล้มลุกคลุกคลาน เวลส์ยื่นมือที่อ่อนล้าจับมืออินเกรแฮมและเข้าเส้นชัย เธอได้ลำดับที่ห้า กองเชียร์ส่งเสียงต้อนรับ
ความสำเร็จของทั้งคู่ในการว่ายน้ำ ปั่นจักรยานและวิ่งแข่งด้วยระยะทาง 225 กิโลเมตรเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคน แต่ภาพของคู่แข่งที่อ่อนล้าหนุนกำลังกันยังอยู่ในใจฉัน ยืนยันความจริงที่เต็มด้วยพลังให้ชีวิตในปัญญาจารย์ 4:9-11
ไม่ใช่เรื่องน่าอายหากเราจะยอมรับว่าชีวิตเราต้องการผู้ช่วย (ข้อ 9) โดยเฉพาะเมื่อเราต้องการเช่นนั้นจริงๆ หรือไม่อาจซ่อนความปรารถนานี้จากพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู สักวันหนึ่งเราจะอ่อนกำลังลงไม่ว่าทางกายหรือใจ
การรู้ว่าเราไม่ได้อยู่ลำพัง ช่วยทำให้เรามีกำลังใจขณะที่เราบากบั่นมุ่งไป เมื่อพระบิดาผู้เปี่ยมด้วยความรักทรงช่วยเรา พระองค์ทรงเสริมกำลังให้เราช่วยคนอื่นที่ลำบากขัดสน เป็นการยืนยันให้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ลำพัง
แผนที่ถูกเปลี่ยน
แผนที่เจนจะเป็นนักบำบัดด้านการพูดสิ้นสุดลงเมื่อการฝึกงานทำให้รู้ว่างานนี้มีความท้าทายทางอารมณ์มากเกินไป แล้วเธอก็มีโอกาสเขียนบทความลงนิตยสาร เธอไม่เคยคิดจะเป็นนักเขียน แต่หลายปีต่อมาเธอได้เป็นกระบอกเสียงให้หลายครอบครัวที่ลำบากผ่านงานที่เธอเขียน “เมื่อมองย้อนไป ฉันได้เข้าใจเหตุผลที่พระเจ้าเปลี่ยนแผนของฉัน พระองค์มีแผนการที่ใหญ่กว่าสำหรับฉัน” เธอกล่าว
ในพระคัมภีร์มีหลายเรื่องราวของแผนที่ถูกแทรกแซง ในการไปประกาศครั้งที่สอง เปาโลพยายามนำข่าวประเสริฐไปแคว้นบิธีเนีย แต่พระวิญญาณของพระเยซูหยุดท่านไว้ (กจ.16:6-7) เราอาจสงสัยว่าทำไมพระเยซูขัดขวางแผนการที่สอดคล้องกับงานที่พระเจ้ามอบหมาย คำตอบปรากฏในความฝันคืนหนึ่งว่ามาซิโดเนียต้องการท่านมากกว่า เปาโลจะตั้งคริสตจักรแรกในยุโรปที่นั่น ซาโลมอนเรียนรู้เช่นกันว่า “ในใจของมนุษย์มีแผนงานเป็นอันมาก แต่พระประสงค์ของพระเจ้านั่นแหละจะดำรงอยู่ได้” (สภษ.19:21)
การวางแผนเป็นสิ่งดี ดังคำกล่าว “การพลาดไม่วางแผน คือการวางแผนไปสู่ความผิดพลาด” แต่พระเจ้าอาจแทนที่แผนของคุณด้วยแผนการของพระองค์ สิ่งที่ท้าทายเราคือการเชื่อฟังและทำตามโดยรู้ว่าเราวางใจพระองค์ได้ ถ้าเราจำนนต่อน้ำพระทัยพระองค์ เราจะอยู่ในแผนการที่ทรงมีต่อชีวิตเรา
ขณะที่วางแผน ให้เราเพิ่มข้อคิดที่ว่า จงวางแผนที่จะฟัง ให้เราเชื่อฟังแผนการของพระเจ้า
กระแสไฟฟ้า
ฉันรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟไหลผ่าน” ศาสตราจารย์ฮอลลี่ ออร์ดเวย์เล่าความรู้สึกที่มีต่อ “โฮลี่ ซอนเนตหมายเลข 14” บทกวีอันยิ่งใหญ่ของดอนเน่ว่า มีบางสิ่งเกิดขึ้นในกลอน ฉันสงสัยว่าคืออะไร ออร์ดเวย์ซึ่งไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าเล่าว่าเธอเริ่มเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ ในที่สุดเธอก็เชื่อความจริงเรื่องพระคริสต์ผู้ทรงคืนพระชนม์และเปลี่ยนแปลงชีวิต
ความรู้สึกว่ามีกระแสไฟไหลผ่านคงเป็นสิ่งที่เปโตร ยากอบและยอห์นรู้สึกในวันที่พระเยซูพาพวกเขาไปบนภูเขาและได้เห็นการจำแลงพระกายอันอัศจรรย์ ฉลองพระองค์ “กลายเป็นสีขาว มันระยับ” (มก.9:3) มีเอลียาห์และโมเสส เรารู้ว่าเหตุการณ์นี้คือการจำแลงพระกาย
เมื่อลงจากภูเขา พระเยซูห้ามไม่ให้สาวกบอกใครถึงสิ่งที่เห็นจนกว่าพระองค์จะเป็นขึ้นมา (ข้อ 9) แต่พวกเขาไม่เข้าใจแม้กระทั่งความหมายของคำที่พระองค์ตรัสว่า “เป็นขึ้นมาจากความตาย” (ข้อ 10)
สาวกยังไม่เข้าใจพระเยซูอย่างถ่องแท้ เพราะพวกเขาไม่อาจเข้าใจจุดมุ่งหมายที่พระเยซูจะทรงสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์ แต่ท้ายที่สุดเมื่อได้มีประสบการณ์กับพระเจ้าผู้ฟื้นพระชนม์ ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ในบั้นปลายชีวิตเปโตรเล่าถึงตอนที่เห็นการจำแลงพระกายว่าเป็นครั้งแรกที่สาวกได้ “เป็นพยานผู้รู้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์” (2 ปต.1:16)
เช่นที่ออร์ดเวย์และสาวกเรียนรู้ เมื่อเราได้เผชิญหน้ากับฤทธิ์อำนาจของพระเยซูก็เหมือนได้สัมผัสกับ “กระแสไฟฟ้า” มีบางสิ่งเกิดขึ้น พระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์ทรงเรียกเรา
รู้จักอย่างดี
คุณไม่น่าจะอยู่ตรงนี้ได้ด้วยซ้ำ มีคนบนนั้นเฝ้าดูแลคุณอยู่” คนขับรถบรรทุกลากบอกแม่ของผมหลังจากดึงรถของท่านขึ้นจากเหวในหุบเขาชัน และมองตามรอยล้อที่ทอดยาวไปถึงจุดที่รถตกอยู่ แม่กำลังตั้งท้องผมในตอนนั้น เมื่อผมโตขึ้นท่านมักเล่าเรื่องที่พระเจ้าทรงช่วยชีวิตเราในวันนั้น และย้ำกับผมว่าพระเจ้าทรงเห็นคุณค่าของผมแม้ก่อนที่ผมจะเกิดเสียอีก
ไม่มีใครหลีกหนีจากสายตาขององค์พระผู้สร้างผู้ทรงสัพพัญญู (ทรงรอบรู้ทุกอย่าง) ได้ เมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว พระองค์ตรัสกับผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ว่า “เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์” (ยรม.1:5) พระเจ้าทรงรู้จักเราอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าใคร และประทานความหมายและจุดประสงค์ให้กับชีวิตเราอย่างที่ไม่มีใครให้ได้ พระองค์ไม่เพียงทรงสร้างเราโดยพระปัญญาและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ แต่ยังทรงใส่ใจทุกช่วงเวลาในชีวิตเรา รวมถึงรายละเอียดของเราที่เกิดขึ้นตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจหรือการทำงานที่ซับซ้อนของสมอง ดาวิดกล่าวถึงการที่พระบิดาในสวรรค์ทรงอุ้มชูทุกรายละเอียดของการดำรงอยู่ของเรา โดยกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระดำริของพระองค์ประเสริฐแก่ข้าพระองค์จริงๆ” (สดด.139:17)
พระเจ้าทรงอยู่ใกล้เรายิ่งกว่าลมหายใจสุดท้ายของเรา พระองค์ทรงสร้างเรา รู้จักเรา และรักเรา และพระองค์ทรงสมควรรับการสรรเสริญและการนมัสการจากเรา
ทรงเรียกให้ทิ้ง
เมื่อตอนเป็นสาว ฉันวาดฝันว่าจะได้แต่งงานกับคนที่คบกันสมัยเรียนมัธยม จนเมื่อเราเลิกกัน อนาคตของฉันพังทลายไปต่อหน้าและฉันไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับชีวิต ในที่สุดฉันสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงนำให้ฉันรับใช้พระองค์โดยการรับใช้ผู้อื่นและได้สมัครเข้าเรียนพระคริสตธรรม และความจริงก็ประดังเข้ามาว่า ฉันจะต้องละจากถิ่นฐาน เพื่อนและครอบครัว ฉันจำเป็นต้องย้ายที่อยู่เพื่อตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้า
พระเยซูทรงดำเนินอยู่ที่ชายทะเลกาลิลีเมื่อทรงเห็นเปโตรและอันดรูว์น้องชายกำลังทอดแหในทะเลเพื่อจับปลาเลี้ยงชีพ พระองค์ทรงเรียกเขาว่า “จงตามเรามาเถิด และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา” (มธ.4:19) และพระเยซูทรงเห็นชาวประมงอีกสองคนคือยากอบและยอห์นผู้เป็นน้องชาย และพระองค์ทรงเรียกเขาเช่นกัน (ข้อ 21)
เมื่อเหล่าสาวกมาหาพระเยซู พวกเขาก็ละทิ้งบางอย่างเช่นกัน เปโตรและอันดรูว์ “ละแหของเขา” (ข้อ 20) ยากอบและยอห์น “ละเรือและลาบิดาของเขาตามพระองค์ไป” (ข้อ 22) ลูกาบันทึกไว้ว่า เมื่อ “เขานำเรือมาถึงฝั่งแล้ว เขาก็สละสิ่งสารพัดทิ้ง ตามพระองค์ไป” (ลก.5:11)
ทุกครั้งที่พระเยซูทรงเรียกเรามาย่อมหมายถึงการทรงเรียกให้ละจาก บางอย่างด้วย ไม่ว่าจะเป็นแห เรือ บิดา เพื่อน หรือบ้าน พระเจ้าทรงเรียกให้เราเข้าสู่ความสัมพันธ์กับพระองค์ จากนั้นทรงเรียกให้เรารับใช้
เป้าหมายและจุดประสงค์
ในปี 2018 โคลิน โอ เบรดี้นักกีฬาผู้อดทนออกเดินเท้าแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เขาเดินข้ามทวีปแอนตาร์กติกาตามลำพัง และลากรถเลื่อนบรรทุกเสบียงไปด้วยเป็นระยะทางราว 1,500 กิโลเมตรในเวลา 54 วัน คือเป็นการเดินทางครั้งสำคัญด้วยความทุ่มเทและกล้าหาญ
โอ เบรดี้เล่าถึงช่วงเวลาที่อยู่ลำพังกับน้ำแข็ง ความหนาวและระยะทางที่น่าท้อใจว่า “ผมอยู่ในห้วงเวลา ใคร่ครวญ จดจ่อ [เต็มด้วยความมานะบากบั่น] ตลอดเวลา ทั้งจดจ่อที่เป้าหมายปลายทาง และปล่อยให้จิตใจได้ทบทวนบทเรียนอันลึกซึ้งของการเดินทางนี้ไปด้วย”
พวกเราที่เชื่อในพระเยซูอาจคุ้นเคยกับข้อความนั้น ซึ่งฟังดูคล้ายการทรงเรียกต่อเราซึ่งเป็นผู้เชื่อ คือจดจ่อที่เป้าหมายในการใช้ชีวิตเพื่อสรรเสริญ (ถวายเกียรติ) แด่พระเจ้าและสำแดงพระองค์แก่ผู้อื่น ในกิจการ 20:24 เปาโลผู้คุ้นเคยกับการเดินทางที่อันตรายกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามิได้ถือว่าชีวิตของข้าพเจ้าเป็นสิ่งมีค่าและประเสริฐสำหรับตัวข้าพเจ้า แต่ในชีวิตของข้าพเจ้าขอทำหน้าที่ให้สำเร็จก็แล้วกัน และทำการปรนนิบัติที่ได้รับมอบหมายจากพระเยซูเจ้าคือที่จะเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐซึ่งสำแดงพระคุณของพระเจ้า”
ขณะที่เราดำเนินอยู่ในความสัมพันธ์กับพระเยซู ให้เราระลึกถึงจุดประสงค์ของการเดินทางและบากบั่นจนถึงวันที่เราพบองค์พระผู้ช่วยให้รอดโดยตรง
เคล็ดลับ
บางครั้งฉันสงสัยว่า ฮีธคลิฟ แมวของฉันเป็นโรคโฟโม (กลัวไม่ได้มีส่วนร่วม) หรือเปล่า เมื่อฉันกลับจากร้านของชำ ฮีธคลิฟจะรีบวิ่งมาตรวจสอบของที่ซื้อมา เมื่อฉันหั่นผักมันจะยืนด้วยสองขาหลังจ้องมองอาหารและขอส่วนแบ่ง แต่เมื่อฉันยื่นอะไรก็ตามที่มันกำลังสนใจให้ มันจะหมดความสนใจทันที และเดินจากไปอย่างขุ่นเคือง
แต่ถ้าฉันเข้มงวดกับเจ้าสัตว์ตัวน้อยของฉัน ฉันคงเป็นคนหน้าซื่อใจคด เพราะสิ่งที่มันทำ สะท้อนให้เห็นความอยากได้ไม่รู้จบของฉันเช่นกัน เพราะฉันมักบอกว่าที่มีอยู่ “ตอนนี้” ไม่พอ
เปาโลบอกว่าความพอใจไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ (ฟป.4:11) โดยตัวเราเอง เราแสวงหาสิ่งที่คิดว่าจะให้ความพึงพอใจเราได้ และหันไปหาสิ่งอื่นทันทีที่เรารู้ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ บางครั้งความไม่พึงพอใจของเราก็มาในรูปของความกังวล ปิดกั้นตัวเองจากทุกสิ่งที่สงสัยว่าจะเข้ามาคุกคาม
น่าขันที่บางครั้งเราต้องเผชิญกับสิ่งที่กลัวที่สุดก่อนเราจึงจะไปถึงความชื่นชมยินดีที่แท้จริงได้ การประสบสิ่งเลวร้ายที่สุดหลายอย่างในชีวิต ทำให้เปาโลเป็นพยานจากประสบการณ์ตรงได้ถึง “เคล็ดลับ” ของความพึงพอใจแท้ (ข้อ 11-12) คือ ความเป็นจริงอันลี้ลับที่ว่าเมื่อใดที่เราทูลพระเจ้าว่าเราโหยหาความครบบริบูรณ์ เมื่อเรานั้นก็จะได้สัมผัสสันติสุขที่เกินความเข้าใจ (ข้อ 6-7) และก้าวลึกเข้าไปในความล้ำลึกของฤทธิ์อำนาจ ความงาม และพระคุณของพระคริสต์ - MRB
ความเชื่อเพื่อให้อดทนได้
เอิร์นเนส แชคเคิลตัน (1874-1922) เป็นผู้นำคณะสำรวจในภารกิจข้ามทวีปแอนตาร์กติกาในปี 1914 ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อเรือของเขาที่ชื่อ อดทน (Endurance) ติดอยู่กับน้ำแข็งก้อนเขื่องในทะเลเว็ดเดล กลายเป็นการแข่งขันที่ต้องทรหดอดทนเพื่อให้มีชีวิตรอด เมื่อไม่มีช่องทางสื่อสารกับคนส่วนอื่นในโลก แชคเคิลตันกับลูกเรือจึงเดินทางด้วยเรือชูชีพไปยังชายฝั่งที่ใกล้ที่สุด ลูกเรือส่วนใหญ่รออยู่บนเกาะ ในขณะที่แชคเคิลตันกับลูกเรืออีกห้าคนใช้เวลาสองสัปดาห์เดินทาง 1,288 กิโลเมตร ข้ามมหาสมุทรไปเซาท์จอร์เจียเพื่อขอให้ช่วยเหลือคนที่รออยู่ งานสำรวจที่ “ล้มเหลว” กลับกลายเป็นความสำเร็จที่จารึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์เมื่อลูกเรือของแชคเคิลตันรอดชีวิตทุกคน ซึ่งเป็นผลมาจากความกล้าหาญและความทรหดอดทนของพวกเขา
อัครทูตเปาโลรู้ดีว่าความทรหดอดทนหมายถึงอะไร ขณะเดินทางในทะเลที่มีพายุไปยังกรุงโรมเพื่อรับการพิจารณาคดีที่ท่านเชื่อในพระเยซู ทูต-สวรรค์ของพระเจ้าบอกเปาโลว่าเรือจะล่ม แต่เปาโลช่วยให้คนในเรือมีกำลังใจตลอด ซึ่งเป็นเพราะพระสัญญาของพระเจ้าที่ว่าทุกคนจะรอดแม้จะต้องสูญเสียเรือไปก็ตาม (กจ.27:23-24)
เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น เรามักต้องการให้พระเจ้าทำให้ทุกสิ่งดีขึ้นทันที แต่พระเจ้าประทานความเชื่อ เพื่อให้เราอดทนและเติบโต ตามที่เปาโลเขียนถึงชาวโรมว่า “ความทุกข์ยากนั้นทำให้เกิดความอดทน” (รม.5:3) เมื่อรู้เช่นนี้ เราจึงหนุนใจซึ่งกันและกันให้ไว้วางใจพระเจ้าแม้ในยามยากลำบาก - LMW