ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Elisa Morgan

ขอบพระคุณด้วยใจยินดี

การศึกษาวิจัยโดยนักจิตวิทยาโรเบิร์ต เอ็มมอนส์ได้แบ่งกลุ่มอาสาสมัครเป็นสามกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะเขียนบันทึกทุกอาทิตย์ กลุ่มหนึ่งเขียนสิ่งที่พวกเขารู้สึกขอบพระคุณมาห้าอย่าง อีกกลุ่มให้อธิบายปัญหาประจำวันห้าข้อ และกลุ่มควบคุมให้เขียนเหตุการณ์ที่ส่งผลเล็กน้อยต่อชีวิตพวกเขามาห้าเรื่อง ผลลัพธ์ที่ได้คือกลุ่มที่มีใจขอบพระคุณรู้สึกดีต่อชีวิตตัวเองมากกว่ากลุ่มอื่น พวกเขามีทัศนคติบวกต่ออนาคตมากกว่า และพบปัญหาสุขภาพน้อยกว่า

การขอบพระคุณมีส่วนในการเปลี่ยนวิธีที่เรามองชีวิต การขอบพระคุณช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้นได้อีกด้วย

พระคัมภีร์เชิดชูสิ่งดีจากการขอบคุณพระเจ้ามายาวนาน เพราะการทำเช่นนั้นย้ำเตือนเราถึงพระลักษณะของพระองค์ พระธรรมสดุดีย้ำให้ประชากรของพระเจ้าขอบคุณพระองค์ เพราะ “พระเจ้าประเสริฐ ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” (สดด.100:5) และเพื่อขอบคุณในความรักมั่นคงและการอัศจรรย์ของพระองค์ (107:8, 15, 21, 31)

เมื่ออัครทูตเปาโลลงท้ายจดหมายของท่านถึงชาวฟีลิปปี ตัวจดหมายเองเป็นคำขอบคุณถึงคริสตจักรที่สนับสนุนท่าน ท่านโยงการอธิษฐานด้วยใจขอบพระคุณเข้ากับสันติสุขของพระเจ้า “ซึ่งเกินความเข้าใจ” (4:7) เมื่อเราจดจ่อที่พระเจ้าและความดีของพระองค์ เราสามารถอธิษฐานได้อย่างไร้ความกังวลในทุกสถานการณ์ ด้วยการขอบพระคุณ การขอบพระคุณนำมาซึ่งสันติสุขที่ปกป้องหัวใจและความคิดของเราไว้อย่างพิเศษและเปลี่ยนแปลงมุมมองที่เรามองชีวิต หัวใจที่เต็มด้วยการขอบพระคุณนั้นบ่มเพาะจิตวิญญาณแห่งความชื่นชมยินดี

ช่องโหว่ในกำแพง

มีบางอย่างกัดกินดอกไม้ของฉัน เมื่อวันก่อนมันผลิดอกชูช่ออย่างภาคภูมิ แต่เวลานี้เป็นกิ่งก้านที่ไร้ดอก ฉันเดินตรวจตรารอบสนามและพบรูโหว่ขนาดเท่าตัวกระต่ายที่รั้วไม้ กระต่ายเป็นสัตว์ที่น่ารัก แต่เจ้าสัตว์ที่ก่อกวนนี้ทำลายดอกไม้ทั้งสวนได้ภายในไม่กี่นาที

ฉันสงสัยว่าอาจมี “ผู้บุกรุก” ที่กำลังตัดดอกไม้แห่งพระลักษณะของพระเจ้าในชีวิตของฉันออกไปหรือไม่ สุภาษิต 25:28 กล่าวว่า “คนที่ปราศจากการปกครองตนเองก็เหมือนเมืองที่ปรักหักพังและไม่มีกำแพง” ในสมัยโบราณกำแพงเมืองป้องกันการรุกรานจากศัตรู แม้เพียงช่องเล็กๆในกำแพงก็หมายถึงว่าทั้งเมืองถูกเปิดให้โจมตี

มีคำสุภาษิตมากมายที่เป็นเรื่องของการรู้จักบังคับตน ผู้มีปัญญาได้บันทึกไว้ว่า “ถ้าเจ้าพบน้ำผึ้ง จงกินแต่พอดี” (25:16) การรู้จักบังคับตนเป็นผลของพระวิญญาณที่ป้องกันเรา ปกป้องเราไม่ให้พ่ายแพ้ต่อการขาดความอดทน ความขมขื่น ความโลภ และศัตรูอื่นๆที่สามารถบุกเข้ามาและทำลายการเก็บเกี่ยวของพระเจ้าในชีวิตเรา (ดู กท.5:22-23) การรู้จักบังคับตนคือความเข้มแข็งของจิตใจที่เฝ้าระวังช่องโหว่ในกำแพงแห่งชีวิตของเราและคอยอุดช่องโหว่นั้น

เมื่อฉันสำรวจชีวิตโดยรอบ บางครั้งก็เห็นช่องโหว่ที่จะถูกโจมตีได้ เป็นจุดบกพร่องที่ฉันยอมต่อการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นจุดที่ฉันขาดความอดทน โอชีวิตของฉันต้องการการปกครองจิตใจตนเองอย่างเข้มแข็งจากพระเจ้ามากเหลือเกิน เพื่อจะป้องกันฉันจากผู้บุกรุกเหล่านั้น!

ปลาทองมอนสโตร

ตอนที่เลซีย์ สก๊อตอยู่ที่ร้านขายสัตว์เลี้ยงของเธอ ปลาที่ดูเซื่องซึมตรงก้นตู้สะดุดตาเธอ เกล็ดของปลานั้นเปลี่ยนเป็นสีดำและเริ่มมีแผลตามตัว เลซีย์ช่วยชีวิตปลาอายุ 10 ปีตัวนั้น โดยตั้งชื่อให้มันว่า “มอนสโตร” ตามชื่อวาฬในนิทานเรื่อง พินอคคิโอ และเอามันใส่ไว้ในตู้ “พยาบาล” เปลี่ยนน้ำให้มันทุกวัน มอนสโตรมีอาการดีขึ้นอย่างช้าๆ มันเริ่มว่ายน้ำและตัวใหญ่ขึ้น เกล็ดสีดำของมันเปลี่ยนเป็นสีทอง การทุ่มเทดูแลเอาใจใส่ของเลซีย์ทำให้มอนสโตรหายดี!

ในลูกา 10 พระเยซูทรงเล่าถึงเรื่องของคนเดินทางที่ถูกทุบตี ถูกปล้น และทิ้งไว้เกือบจะตายแล้ว ทั้งปุโรหิตและคนเลวีที่ผ่านมาต่างละเลยความเจ็บปวดของชายคนนั้น แต่ชาวสะมาเรียซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ถูกรังเกียจ ได้ช่วยเหลือดูแลและกระทั่งจ่ายเงินเพื่อรักษาเขา (ลก.10:33-35) พระเยซูทรงเรียกชายสะมาเรียในเรื่องนี้ว่าเป็น “เพื่อนบ้าน” แท้ และทรงหนุนใจให้ผู้ที่ฟังพระองค์ทำเช่นเดียวกับชายนั้น

สิ่งที่เลซีย์ทำกับปลาทองที่กำลังจะตาย คือสิ่งที่เราสามารถทำกับผู้คนที่ขัดสนรอบตัวเรา ทั้งคนไร้บ้าน คนตกงาน คนพิการ และ “เพื่อนบ้าน” ผู้โดดเดี่ยวที่อยู่ในเส้นทางของชีวิตเรา ขอให้ความทุกข์ยากของพวกเขาสะดุดตาเราและนำเราให้ตอบสนองด้วยการใส่ใจดุจเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น การทักทายอย่างสุภาพ การแบ่งปันอาหาร การช่วยเหลือด้านการเงินเล็กๆน้อยๆ พระเจ้าจะทรงใช้เราอย่างไรให้มอบความรักของพระองค์แก่ผู้อื่น ความรักนั้นที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้

อาหารที่บอกว่าฉันรักคุณ

ฉันไปร่วมงานรวมญาติฉลองวันเกิดของครอบครัวหนึ่งซึ่งเจ้าภาพใช้หัวข้อ “ของโปรด” ในการตกแต่งสถานที่ เตรียมของขวัญ และที่ยอดเยี่ยมที่สุดคืออาหาร เพราะเด็กหญิงเจ้าของวันเกิดชอบทานสเต๊ก สลัด และบันด์เค้กไวท์ช็อคโกแลตกับราสเบอร์รี่ เจ้าภาพจึงย่างสเต๊ก ทำผักโขมปั่น และสั่งเค้กของโปรด ซึ่งอาหารโปรดเหล่านี้เป็นการบอกว่า “ฉันรักเธอ”

พระคัมภีร์บันทึกถึงงานเลี้ยง งานฉลอง และงานเทศกาลหลายครั้ง มีการเชื่อมโยงการรับประทานอาหารเข้ากับการเฉลิมฉลองความสัตย์ซื่อของพระเจ้า เทศกาลเลี้ยงเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการด้วยเครื่องบูชาที่ชาวอิสราเอลถือปฏิบัติ (ดู กดว.28:11-31) ทั้งในเทศกาลปัสกา เทศกาลสัปดาห์ และเทศกาลขึ้นหนึ่งค่ำซึ่งจัดขึ้นทุกเดือน และในสดุดี 23:5 พระเจ้าทรงเตรียมสำรับอาหารอันอุดมและถ้วยซึ่งเต็มล้นด้วยพระเมตตาและความรัก บางทีการจับคู่อาหารและเหล้าองุ่นที่หรูหราที่สุดที่เคยมี คือตอนที่พระเยซูทรงหักขนมปังและชูถ้วยน้ำองุ่น ซึ่งเล็งถึงของประทานแห่งความรอดจากการสิ้นพระชนม์บนกางเขนของพระองค์ จากนั้นพระองค์ทรงท้าทายเราว่า “จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา” (ลก.22:19)

ในวันนี้เมื่อคุณรับประทานอาหาร ให้ใช้เวลาสักครู่เพื่อคิดถึงพระเจ้าผู้ทรงสร้างทั้งปากและท้องและจัดเตรียมอาหารแก่คุณ ซึ่งเป็นดั่งภาษาแห่งความรักของพระองค์ เพื่อเฉลิมฉลองถึงความสัตย์ซื่อของพระองค์ พระเจ้าของเราทรงเลี้ยงดูเราอย่างสัตย์ซื่อ ทรงตอบสนองความต้องการอันยิ่งใหญ่ของเราด้วยการจัดเตรียมอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ เพื่อบอกว่า “เรารักเจ้า”

ผลไม้ขายต้นไม้

เจ้าของร้านต้นไม้เตรียมจะขายต้นพีช เธอคิดหาวิธีต่างๆเพื่อดึงดูดลูกค้า เธอควรนำต้นกล้าที่มีใบดกมาจัดวางในกระสอบผ้าให้สวยงาม หรือควรทำแผ่นโฆษณาสีที่มีภาพต้นพีชเติบโตตามฤดูกาลต่างๆดี สุดท้ายเธอก็คิดออกว่าอะไรที่จะทำให้ขายต้นพีชได้ ซึ่งก็คือผลผลิตของต้นพีชที่มีกลิ่นหอมหวาน สีส้มเข้ม และมีเปลือกอ่อนนุ่ม วิธีที่ดีที่สุดในการขายต้นพีช คือเด็ดผลพีชสุก ผ่าออกให้น้ำของลูกพีชไหลหยดลงมาตามแขนของคุณ และยื่นพีชหนึ่งชิ้นให้ลูกค้า เมื่อพวกเขาได้ชิมผลไม้แล้ว พวกเขาก็จะอยากได้ต้นไม้

พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองในรูปแบบของผลฝ่ายพระวิญญาณที่อยู่ในผู้ติดตามพระองค์ คือในความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ (ความอดทน) ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม และการรู้จักบังคับตน (กท.5:22-23) เมื่อผู้เชื่อในพระเยซูแสดงออกถึงผลเหล่านั้น ผู้อื่นก็จะอยากได้เช่นกัน แล้วพวกเขาก็จะแสวงหาแหล่งกำเนิดของผลที่น่าดึงดูดใจเหล่านั้น

ผลเหล่านี้คือผลลัพธ์ภายนอกที่เกิดจากความสัมพันธ์ภายใน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของเรา ผลเหล่านี้คือภาพลักษณ์ที่ดึงดูดให้ผู้อื่นมารู้จักพระเจ้าที่เรานำเสนอ เช่นเดียวกับลูกพีชสีสดใสที่โดดเด่นออกมาจากใบสีเขียวของต้นไม้ ผลของพระวิญญาณก็ประกาศแก่โลกที่อดอยากว่า “ที่นี่มีอาหาร! ที่นี่มีชีวิต! จงมาแสวงหาทางที่จะหลุดพ้นจากความเหน็ดเหนื่อยและท้อใจ มาและพบกับพระเจ้า!”

คำอธิษฐานที่ติดขัด

ฉันรู้สึกกังวลตอนที่น้องชายตัวน้อยเข้ารับการผ่าตัด แม่อธิบายว่าเขามีอาการ “ลิ้นติด” (การยึดตัวของพังผืดใต้ลิ้น) ตั้งแต่กำเนิด หากไม่ได้แก้ไข เขาจะสูญเสียความสามารถในการกินและพูดในที่สุด ปัจจุบันเราใช้คำว่าลิ้นติดเพื่ออธิบายถึงภาวะที่เรานึกคำพูดไม่ออกหรือไม่กล้าพูด

บางครั้งเราก็อาจมีภาวะลิ้นติดในขณะอธิษฐาน คือไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ลิ้นของเราผูกติดอยู่กับความคิดที่คร่ำครึในฝ่ายวิญญาณและวลีซ้ำๆ เราพุ่งเป้าความรู้สึกของเราไปที่สวรรค์โดยสงสัยว่าคำพูดเหล่านั้นจะไปถึงพระกรรณของพระเจ้าหรือไม่ ความคิดของเราวกวนไปมาบนเส้นทางที่ไม่มีเป้าหมาย

อัครทูตเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อชาวโรมันในศตวรรษแรกถึงสิ่งที่ควรทำเมื่อไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอย่างไร โดยท่านเชื้อเชิญให้เราขอความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ “พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ” (รม.8:26) แนวคิดของคำว่า “ช่วย” ในที่นี้คือการแบกภาระหนัก และการ “คร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ” บ่งบอกถึงการทรงสถิตอยู่ของพระวิญญาณโดยการอธิษฐานวิงวอน เพื่อจะนำความต้องการของเราไปยังพระเจ้า

เมื่อเรามีภาวะลิ้นติดไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอะไร พระวิญญาณของพระเจ้าจะช่วยหล่อหลอมความสับสน ความเจ็บปวด และความว้าวุ่นใจของเราให้กลายเป็นคำอธิษฐานที่สมบูรณ์แบบที่เคลื่อนจากใจเราไปสู่พระกรรณของพระเจ้า พระองค์ทรงสดับฟังและตอบ และทรงนำการปลอบโยนที่เราอาจไม่เคยรู้ว่าเราต้องการจนกระทั่งเราทูลขอให้พระองค์ทรงอธิษฐานเพื่อเรา

ร้องไห้โดยไม่ต้องขอโทษ

“ขอโทษนะคะ” คาเรนกล่าวขอโทษที่เธอร้องไห้ หลังจากสามีเสียชีวิต เธอทำงานหนักเพื่อดูแลลูกๆที่เป็นวัยรุ่น เมื่อสมาชิกผู้ชายในคริสตจักรจัดทริปพักแรมในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อให้พวกเธอได้ทำอะไรสนุกๆ และให้เธอได้พักผ่อน คาเรนร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งใจ และกล่าวขอโทษซ้ำไปซ้ำมาที่เธอน้ำตาไหล

ทำไมคนมากมายต้องขอโทษที่ร้องไห้ ซีโมนซึ่งเป็นฟาริสีเชิญพระเยซูไปเสวยพระกระยาหาร ในระหว่างนั้นขณะที่พระเยซูทรงเอนพระกายลงที่โต๊ะเสวย หญิงคนหนึ่งที่เคยเป็นหญิงชั่วได้ถือผอบน้ำมันหอม “มายืนอยู่ข้างหลังใกล้พระบาทของพระองค์ ร้องไห้น้ำตาไหลเปียกพระบาท เอาผมเช็ด จุบพระบาทของพระองค์มาก และเอาน้ำมันนั้นชโลม” (ลก.7:38) หญิงนั้นแสดงออกถึงความรักอย่างเปิดเผยโดยไม่ขอโทษ และเอาผมของตนเช็ดพระบาทพระเยซู ด้วยความสำนึกในพระคุณและความรักต่อพระองค์ เธอเช็ดน้ำตาออกแล้วพรมด้วยจูบอันหอมกรุ่น ซึ่งเป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับเจ้าบ้านผู้มีใจแข็งกระด้าง

พระเยซูทรงตอบสนองเช่นไร พระองค์ยกย่องการแสดงความรักอย่างจริงใจนั้นและประกาศว่า “ความผิดบาปของเจ้าโปรดยกเสียแล้ว” (ข้อ 44-48)

เราอาจต้องการกลั้นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจที่กำลังจะไหลออกมา แต่พระเจ้าทรงสร้างเราให้มีความรู้สึก และเราสามารถใช้ความรู้สึกนั้นถวายเกียรติแด่พระองค์ได้ เช่นเดียวกับหญิงในพระธรรมลูกา ให้เราแสดงออกโดยไม่ต้องขอโทษถึงความรักที่เรามีต่อพระเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้ทรงจัดเตรียมให้ตามความจำเป็นของเรา และทรงรับการแสดงความขอบคุณจากเราอย่างเต็มพระทัย

พระหัตถ์ขวาของพระเจ้า

ฉันพาเจ้าวิลสันสุนัขของฉันที่อายุมากแล้วออกไปที่สนามหญ้า ในระหว่างนั้นฉันก็ปล่อยมือจากสายจูงเจ้าโค้ชสุนัขที่อายุน้อยกว่าไปชั่วขณะหนึ่ง ระหว่างที่ฉันก้มตัวลงเพื่อหยิบสายจูง โค้ชก็เหลือบไปเห็นกระต่าย มันรีบวิ่งตามไปและกระชากสายจูงจากมือขวาของฉัน ทำให้สายจูงหมุนเป็นเกลียวรัดนิ้วนางของฉัน ฉันล้มลงบนพื้นหญ้าและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

หลังกลับมาจากห้องฉุกเฉินและรู้ว่าต้องผ่าตัด ฉันก็ทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า “ฉันเป็นนักเขียน! ฉันจะพิมพ์งานได้อย่างไร แล้วฉันจะทำงานประจำวันได้อย่างไร” พระเจ้าได้ตรัสกับฉันเช่นที่ทรงเคยทำในบางครั้งตอนที่ฉันอ่านพระคัมภีร์ประจำวันว่า “เพราะเราคือพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า ยุดมือขวาของเจ้าไว้ คือเราเองพูดกับเจ้าว่า อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า” (อสย.41:13) ฉันอ่านบริบทของพระคัมภีร์ตอนนี้ที่บอกว่า อิสยาห์กำลังสื่อสารพระดำรัสของพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ในยูดาห์ พวกเขามีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับพระองค์ พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานการทรงสถิต กำลังและความช่วยเหลือให้กับพวกเขาโดยพระหัตถ์ขวา (ข้อ 10) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงความชอบธรรมของพระองค์ ส่วนตอนอื่นๆในพระคัมภีร์นั้น เราพบว่าพระหัตถ์ขวาของพระเจ้านำมาซึ่งชัยชนะให้กับคนของพระองค์ (สดด.17:7; 98:1)

ในช่วงหลายสัปดาห์ของการพักฟื้น ฉันได้รับการหนุนใจจากพระเจ้าขณะที่ฉันเรียนรู้ที่จะใช้คำสั่งพิมพ์ด้วยเสียงบนคอมพิวเตอร์และฝึกทำงานบ้านและดูแลตัวเองด้วยมือซ้าย จากพระหัตถ์ขวาของพระเจ้าไปจนถึงมือขวาที่หักและขัดสนของเรา พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราและช่วยเหลือเรา

คำศัพท์สำหรับความเศร้าโศก

เมื่อฮิวจ์และดีดียอมปล่อยให้ลูกคนเดียวของพวกเขาไปสวรรค์ พวกเขาสับสนไม่รู้จะเรียกตัวเองว่าอะไรหลังจากเรื่องเศร้านั้น ในภาษาอังกฤษไม่มีคำเฉพาะที่ใช้เรียกพ่อแม่ที่สูญเสียลูก ภรรยาที่ไร้สามีคือแม่หม้าย สามีที่ไร้ภรรยาเป็นพ่อหม้าย เด็กที่ไม่มีพ่อแม่คือเด็กกำพร้า พ่อแม่ที่ลูกเสียชีวิตเป็นหลุมแห่งความเจ็บปวดที่ไม่อาจอธิบาย

การแท้งลูก การตายอย่างฉับพลันของทารก การฆ่าตัวตาย ความเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ความตายขโมยเด็กไปจากโลก และปล้นเอาการมีตัวตนของพ่อแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ไป

แต่พระเจ้าทรงเข้าพระทัยถึงความโศกเศร้าที่แสนเจ็บปวดนั้นเมื่อพระเยซู พระบุตรองค์เดียวทรงร้องเรียกพระองค์เมื่อใกล้จะสิ้นพระชนม์บนกางเขน “พระบิดาเจ้าข้าข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ลก.23:46) พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูก่อนที่จะลงมาบังเกิดในโลก และยังคงเป็นพระบิดาจนลมหายใจสุดท้ายของพระเยซู พระเจ้ายังทรงเป็นพระบิดาเมื่อพระกายของพระบุตรถูกวางไว้ในอุโมงค์ พระเจ้าทรงเป็นอยู่ในวันนี้ในฐานะพระบิดาของพระบุตรผู้เป็นขึ้นจากความตาย ผู้ทรงมอบความหวังแก่พ่อแม่ทุกคนว่า ลูกๆของพวกเขาจะสามารถมีชีวิตอีกครั้ง

คุณจะเรียกพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ที่ทรงยอมสละองค์พระบุตรเพื่อจักรวาลนี้ เพื่อคุณและฉันว่าอย่างไร พระบิดายังคงเป็นพระบิดา เมื่อไม่มีคำศัพท์ในหมวดของความโศกเศร้าที่ใช้อธิบายความเจ็บปวดจากการสูญเสีย พระเจ้าก็ยังทรงเป็นพระบิดาของเราและทรงเรียกเราว่าเป็นลูกของพระองค์ (1 ยน.3:1)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา