ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Elisa Morgan

ผู้ที่คู่ควรรับการนมัสการ

บ่ายวันหนึ่งในเดือนเมษายน ผู้คนหลายล้านรวมตัวกันตามแนวเส้นโค้งที่กำหนดไว้ในแผนที่ทั่วเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่หาได้ยากยิ่ง โรงเรียนปล่อยเด็กๆกลับบ้าน เมืองเล็กๆเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว และเพื่อนบ้านพากันนำเก้าอี้สนามมาวางริมถนนหน้าบ้าน สวมแว่นตาพิเศษเพื่อชมความมหัศจรรย์นั้น ขณะที่ทีมงานรายการโทรทัศน์บันทึกการนับถอยหลังสู่ “สุริยุปราคาเต็มดวง” ฝูงชนอยู่ในความเงียบ ยกเว้นวลีหนึ่งที่มีคนพูดซ้ำๆว่า “โอ้ พระเจ้า!”

คำพูดนั้นสะกิดใจฉัน ฉันไม่แน่ใจว่าทำไมผู้คนจึงเลือกใช้คำพูดนี้ในเวลานั้น แต่เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับสิ่งที่แปลกประหลาดและน่าพิศวง ดูเหมือนพวกเขาจะต้องการอ้างอิงถึงใครบางคน คนที่เขาจะขอบคุณ คนที่เขาจะนมัสการ เมื่อเรามองขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์ ปฏิกิริยาของเราคือความยำเกรง ดังที่ดาวิดเขียนไว้ว่า “ฟ้า​สวรรค์​ประกาศ​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า และ​ภาคพื้น​ฟ้า​สำแดง​พระ​หัตถ​กิจ​ของ​พระ​องค์” (สดด.19:1)

ลูกาผู้เขียนพระกิตติคุณบรรยายถึงวินาทีสุดท้ายของพระเยซูบนไม้กางเขนไว้ว่า “เวลา​นั้น​ประมาณ​เวลา​เที่ยง ​ก็​บังเกิด​มืด​มัว​ทั่ว​แผ่นดิน จนถึง​บ่าย​สาม​โมง​ ดวง​อาทิตย์​ก็​มืด​ไป” (23:44-45) มัทธิวเล่าถึงปฏิกิริยาที่มีต่อเหตุการณ์ประหลาดนี้ว่า “ส่วน​นาย​ร้อย​และ​ทหาร​ที่​เฝ้า​พระ​ศพ​พระ​เยซู​อยู่​ด้วย​กัน เมื่อ​ได้​เห็น​แผ่น​ดิน​ไหว​และ​การ​ทั้ง​ปวง​ซึ่ง​บังเกิด​ขึ้น​นั้น ​ก็​พา​กัน​ครั่น​คร้าม​ยิ่ง​นัก จึง​พูด​กัน​ว่า ‘แท้จริง​ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า’” (มธ.27:54) พวกเขาถึงกับต้องยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ที่คู่ควรแก่การนมัสการ

ด้วยความยำเกรงจากใจที่ถ่อมลง ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์

ชีวิตใหม่สำหรับหัวใจที่ตายแล้ว

แก่นไม้เป็นแกนกลางที่ค้ำจุนต้นไม้บางชนิดไว้ ถึงแม้มันจะตายแล้ว แต่มันจะไม่ผุพังหรือสูญเสียความแข็งแรงตราบใดที่เปลือกนอกของลำต้นยังมีชีวิตอยู่ไม่บุบสลาย แก่นไม้ประกอบด้วยเส้นใยที่ยึดติดกันด้วยกาวเคมีที่เรียกว่า ลิกนิน แก่นไม้จึงมีความแข็งแรงเทียบเท่าเหล็กกล้า องค์ประกอบนี้ช่วยให้มันสามารถทนต่อความรุนแรงของธรรมชาติได้

เมื่อเปาโลหนุนใจชาวโคโลสีให้ดำเนินชีวิตอย่างคนที่มีชีวิตใหม่แล้ว ท่านอาจใช้คำอุปมาเรื่องแก่นไม้เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับความรอดแล้วจะได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร “เพราะว่าท่านได้ตายแล้ว และชีวิตของท่านซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า” (คส.3:3) แม้การที่เปาโลอ้างว่าเรา “ตายแล้ว” อาจฟังดูหดหู่ แต่หากเราเข้าใจมุมมองเรื่องการฟื้นคืนชีวิต เราจะมีความหวังจากถ้อยคำนั้น พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงแก่นแห่งชีวิตของเราที่ตายแล้วและเสริมกำลังเราด้วยฤทธิ์เดชของพระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ เพื่อเราจะอดทนต่อการทดลองที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้

ตัวเก่าของเรานั้นตายไปแล้วเหมือนแก่นของต้นไม้นั้น แต่เรายังคงมีชีวิตอยู่ในฐานะบุคคลพิเศษตามแบบที่พระเจ้าทรงสร้างเราให้เป็นและมากยิ่งกว่านั้น เราถูกสร้างขึ้นใหม่ (วว.21:5) เราเป็นคนที่ถูกสร้างใหม่ในพระคริสต์ (2 คร.5:17) ในพระเยซู “เรามีชีวิต และไหวตัว และเป็นอยู่ในพระองค์” (กจ.17:28)

เราเห็นตัวอย่างที่มีชีวิตจากโครงสร้างของต้นไม้ ซึ่งสะท้อนถึงชีวิตของเราในพระคริสต์ ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงเปลี่ยนแปลงเราจากความตายมาสู่ชีวิต!

ขนมอบสีเขียวและการจัดเตรียมของพระเจ้า

ฉันกำลังพาหลานชายเข้านอนในช่วงที่เขามาค้างคืนที่บ้าน เมื่อที่คั่นพระคัมภีร์ของเขาอยู่ที่สดุดีบทที่ 23 เขาแย้งว่า “เราอ่านข้อนี้ไปแล้วนะครับ” หลังจากที่ฉันแนะนำว่าเราอาจได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เขาจึงอ่านออกเสียงว่า “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ขนมเขียวสด” ขนมเขียวสดเหรอ ฉันอธิบายว่าคำนั้นคือทุ่งหญ้า ไม่ใช่ขนม ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ เขายืนเลือกขนมที่ชอบอยู่หน้าชั้นวางขนมเบเกอรี่ การตีความของเขาเริ่มชัดเจนขึ้น เพราะสำหรับเขาแล้ว ขนมหมายถึงสถานที่แห่งการพักผ่อนและความสุข

สดุดีบทที่ 23 อาจเป็นบทที่คุ้นเคยกับเรามากจนเรามองข้ามสิ่งล้ำลึกที่อยู่ในนั้น ดาวิดกษัตริย์ผู้คุ้นเคยกับการเลี้ยงแกะเป็นอย่างดี อธิบายถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าในตลอดช่วงชีวิต ทั้งสิ่งที่งดงาม (ข้อ 5-6) และยากลำบาก (ข้อ 4) พระองค์ชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าผู้ประเสริฐจะทรงนำเราไปยังสถานที่ซึ่งเราจะได้มีประสบการณ์ในการทรงสถิตของพระองค์ ได้รับการฟื้นฟูและเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะมาถึง “ทุ่งหญ้าเขียวสด” และ “ริมน้ำแดนสงบ” (ข้อ 2) เป็นที่อาศัยที่ดีเยี่ยมของแกะ และเราคือแกะของพระเจ้า (ข้อ 1)

การตีความอย่างไร้เดียงสาของหลานชายทำให้ฉันมองเห็น “ทุ่งหญ้าเขียวสด” ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ฉัน เป็นสถานที่แห่งการพักสงบและชื่นบานในชีวิตประจำวันที่พระองค์ทรงฟื้นฟูฉัน แสงสีทองยามอาทิตย์อัสดง ทุ่งหญ้าเขียวขจี มุมสงบ ชั้นวางขนมเขียวสดที่อบอวลไปด้วยความสุข ฉันดีใจเหลือเกินที่เราได้อ่านสดุดีบทที่ 23 อีกครั้ง!

คำตอบจากพระเจ้า

“แม่ที่คลอดหนูออกมาชื่ออะไรคะ” คำถามที่จริงใจของลูกสาววัยเจ็ดขวบนั้นทิ่มแทงใจฉันเหลือเกิน ลูกสาวของเราเป็นบุตรบุญธรรมที่เรารับมาเลี้ยง เราได้รับแค่ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพ่อแม่ของเธอ เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก อายุ สีผม และสีตา ฉันจะตอบเธอว่าอย่างไรดี นี่เป็นคำถามที่ตอบยาก! ฉันสูดลมหายใจเข้าแล้วอธิษฐานว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์จะตอบเธออย่างไรดี” แล้วประโยคหนึ่งก็หลุดออกมาจากปากฉัน “หนูอยากให้เธอชื่ออะไรล่ะ” เธอยิ้มให้ฉันและโพล่งออกมาว่า “แมดเดลีน!” “ถ้างั้นชื่อของเธอก็คือแมดเดลีน!” ฉันบอก ฉันเชื่อว่าพระเจ้าประทานคำตอบให้ในเวลาที่ฉันไม่มีคำตอบ

ในช่วงหลายปีหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ สาวกของพระเยซูต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายที่พวกเขาต้องการคำตอบจากพระเจ้าในสถานการณ์ที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ในยอห์นบทที่ 14 พระเยซูทรงสัญญาว่าจะไม่ทิ้งพวกเขาไว้เพียงลำพัง แต่จะเสด็จมาหาพวกเขาพร้อมกับความช่วยเหลือ (ข้อ 18) ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าจะทรงประทานความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง “แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ข้อ 26)

บางครั้งคำถามที่เราเผชิญดูเหมือนไร้คำตอบ เราต้องการความช่วยเหลือและคำตอบจากพระเจ้าสำหรับลูกๆของเรา สำหรับการงาน เพื่อนบ้านและโลกของเรา เมื่อเราไม่มีคำตอบ พระองค์ทรงประทานคำตอบให้เราได้

ฟังเสียงผู้เลี้ยงที่ดี

ฉันเปิดแอปธนาคารออนไลน์และพบว่ามีการถอนเงินออกไปสองครั้ง ครั้งละกว่า 500 ดอลลาร์ซึ่งฉันไม่ได้เป็นคนถอน ด้วยความตกใจฉันจึงรีบโทรไปที่ธนาคารและพบว่าข้อมูลส่วนตัวของฉันถูกขโมยไป โดยความช่วยเหลือจากธนาคาร ฉันสามารถกู้คืนสถานะเดิมของฉันกลับมาได้ แต่ประสบการณ์นี้สอนฉันให้ระมัดระวังขึ้นเพื่อป้องกันการโจรกรรมเช่นนี้ในอนาคต

ในยอห์น 10:10 พระเยซูทรงเตือนว่า “ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย” พระเยซูทรงตำหนิผู้นำศาสนาที่ต่อต้านพระองค์เรื่องการรักษาโรคในวันสะบาโต (9:13-15) โดยทรงเปิดเผยเจตนาของพวกเขาที่จะลัก ฆ่า และทำลาย ศัตรูฝ่ายวิญญาณของเราคือซาตาน มันกำลังวางแผนที่จะขโมยความเข้าใจของเราในเรื่องพระคุณพระเจ้า รวมทั้งเสรีภาพที่เราได้รับผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ความหวังและความช่วยเหลือได้ปรากฏอยู่ในข้อพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งพระเยซูทรงเรียกพระองค์เองว่าเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้ทรงเรียกแกะของพระองค์ตามชื่อของมัน (10:2-4) แกะของผู้เลี้ยงที่ดี “จะหนีไปจาก [ขโมย] เพราะไม่รู้จักเสียงของผู้อื่น” (ข้อ 5)

บางครั้งเราก็พบว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของความชั่วร้ายในโลก แต่พระเจ้าผู้ทรงรักเราได้ทรงเชื้อเชิญให้เราฝึกที่จะแยกแยะ เพื่อเราจะเรียนรู้ในการจดจำและหลีกเลี่ยงเสียงของศัตรูที่ต้องการมาลัก ฆ่า และทำลายเรา เมื่อเราตั้งใจฟังเสียงของผู้เลี้ยงที่ดี เราก็สามารถวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงนำเราไปสู่ชีวิตที่ “ครบบริบูรณ์” (ข้อ 10)

ความห่วงใยและพิธีมหาสนิท

ตอนที่ฉันแขนหัก เร็กซ์เพื่อนของฉันทำให้ฉันประหลาดใจด้วยการส่งกล่องบรรจุซุปแช่แข็งพร้อมด้วยทัพพีเงินที่สวยงามมาให้ ฉันประทับใจมากและยังคงเก็บรักษาทัพพีไว้หลังจากนั้น ตอนนี้แขนของฉันหายดีแล้ว และเร็กซ์เพื่อนที่น่ารักได้จากไปแล้ว แต่ท่าทีแห่งความรักของเขายังคงสำแดงให้เห็นถึงความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อฉัน ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงรักฉันผ่านเพื่อนคนนี้

พระเยซูทรงประทานของขวัญที่เป็นรูปธรรมแก่เราในการร่วมพิธีมหาสนิท เพื่อช่วยเราให้ระลึกถึงความรักอันหาที่เปรียบมิได้ของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา (ลก.22:19) อัครทูตเปาโลเตือนชาวโครินธ์ถึงการทรงหักขนมปังของพระเยซู โดยกล่าวว่า “นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา” (1 คร.11:24) จากนั้นพระคริสต์ “ทรงหยิบถ้วยด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรัสว่า ‘ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา’” (ข้อ 25) ทุกครั้งที่เรากินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราก็ได้ระลึกถึงความรักอันเหลือล้นของพระเจ้าเรื่อยไป

เร็กซ์แสดงความรักของเขาผ่านกล่องของขวัญแห่งความห่วงใยที่จับต้องได้ อย่างเป็นรูปธรรมและมีทัพพีที่เหลือไว้เพื่อเตือนใจฉันตราบนานแสนนาน พระเยซูทรงรักเราโดยทรงยอมสละพระกายของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อเป็นค่าไถ่บาปของเราทุกคน และพระองค์ประทานพิธีมหาสนิทไว้เพื่อเตือนเราให้ระลึกถึงความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของพระองค์

ผู้หญิงไร้ชื่อ

หลังจากเช็ดโต๊ะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ชีเลียรวบและมัดปากถุงขยะที่เต็มไปด้วยจานชามที่ใช้แล้ว เธอแบกถุงไว้บนบ่าและมองสำรวจไปรอบๆห้องเอนกประสงค์ของคริสตจักร เธออาสาทำความสะอาดห้องสำหรับการประชุมครั้งต่อไป และอยากให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย ความคิดหนึ่งแว่บเข้ามาในหัวว่า จะมีใครสังเกตเห็นบ้างไหมนะ

เป็นเรื่องง่ายที่จะสงสัยว่าสิ่งที่เราเสียสละเพื่อแผ่นดินของพระเจ้าในทุกวันนั้นมีคนเห็นค่าหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด การสรุปยอดบัญชี การนำศึกษาพระคัมภีร์ หรือการถวายเงิน พวกเราหลายคนยังคงทำหน้าที่รับใช้โดยที่ไม่มีใครเห็นและไม่มีใครเอ่ยชื่อของเรา

ในพระธรรมลูกา 8:1-2 นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกการรับใช้ที่สัตย์ซื่อของพวกผู้หญิงในพันธกิจของพระเยซู เขาระบุชื่อของสามคนจากบรรดาผู้หญิงที่ได้รับการปลดปล่อยจากวิญญาณชั่ว และได้รับการรักษาให้หายจากโรคร้าย อาทิ มารีย์ชาวมักดาลา โยอันนาภรรยาของคูซาที่เป็นต้นเรือนของเฮโรด และสูสันนา จากนั้นลูกากล่าวถึง “และผู้หญิงอื่นๆ หลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยปัจจัยของเขา” (ข้อ 3) ลูกายกย่องผู้หญิงไร้ชื่อเหล่านี้ ผู้อุทิศชีวิตในการสนับสนุนพระกิตติคุณ และประกาศคุณค่าของพวกเธอ

เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงนับผู้หญิงไร้ชื่อเหล่านี้ไว้ในบัญชีรายชื่อผู้เสียสละอันทรงคุณค่าเพื่อแผ่นดินของพระองค์ พระองค์ก็ทรงเห็นความพยายามของเราเช่นกัน พระองค์ทรงรู้จักชื่อของเรา (ยน.10:3) และทรงเห็นการลงทุนลงแรงของเราเพื่องานของพระองค์ (ฮบ.6:10)

เดินอธิษฐาน

ฉันไปต่อไม่ได้ ฉันเขียนบทใคร่ครวญพระคำไปได้ครึ่งเดียวแล้วก็คิดอะไรไม่ออก “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ควรทำอย่างไรดี” ฉันอธิษฐานแล้วก็นึกถึงงานวิจัยที่พบว่า ผลงานสร้างสรรค์ของเราจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซ็นต์เมื่อเราเดิน ฉันจึงออกไปที่เส้นทางเดินหลังบ้านและคุยกับพระเจ้าไปเรื่อยๆ สามสิบนาทีต่อมาฉันรู้สึกสดชื่นขึ้น ฉันกลับมาที่แป้นพิมพ์และเขียนต่อจนเสร็จ

ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 4:18-35 เราได้อ่านเรื่องที่เอลีชาและเกหะซีคนรับใช้ของท่าน ตอบรับคำวิงวอนของหญิงชาวชูเนมที่ขอให้ช่วยลูกชายของเธอที่ตายไป เกหะซีทำตามคำสั่งของเอลีชา (ข้อ 29) โดยวางไม้เท้าของเขาบนเด็ก (ข้อ 31) พวกเขาอธิษฐาน จากนั้นเอลีชาก็นอนทับบนตัวเด็ก ในที่สุด “ท่านก็ลุกขึ้นอีกเดินไปเดินมาในเรือนนั้นครั้งหนึ่ง แล้วขึ้นไปเหยียดตัวของท่านบนเขา เด็กนั้น...ก็ลืมตาของตน” (ข้อ 35)

พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่าเพราะอะไรเอลีชาจึง “เดินไปเดินมา” และไม่ได้บอกว่าท่านคิดอะไรอยู่ สิ่งที่เรารู้ก็คือ เมื่อคำอธิษฐานของเอลีชาไม่ได้รับคำตอบ ท่านก็ไม่ยอมแพ้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการว่าท่านกำลังคุยกับพระเจ้าอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้

คุณทำอย่างไรเมื่อไปต่อไม่ได้และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บางทีการ “เดินอธิษฐาน” อาจเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ว่าเราจะออกไปเดินข้างนอกหรือเดินไปมาในบ้าน การเชื่อมต่อกับพระเจ้าเมื่อเราต้องการความช่วยเหลือ จะนำพาคำตอบที่เป็นทางออกของสถานการณ์นั้นมาถึงเรา

เป็นเหมือนพระเยซู

ผู้โดยสารร่างสูงยืดตัวขึ้นขณะยืนบนทางเดินในเครื่องบินระหว่างภูมิภาคขนาดเล็ก ฉันสังเกตชื่อหนังสือที่เด่นชัดของเขาว่า เป็นเหมือนพระเยซู ไม่กี่นาทีต่อมา ฉันเห็นชายคนนี้ผลักคนอื่นเพื่อหยิบกระเป๋าจากรถเข็นที่รออยู่ เป็นเหมือนพระเยซูหรือ ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็น “พี่น้องผู้เชื่อ” ที่รู้จักพระคริสต์จริงๆหรือไม่ แต่ฉันตกใจกับท่าทีเห็นแก่ตัวซึ่งทำให้พระเยซูถูกเข้าใจผิด

ขณะก้าวขึ้นบันไดเลื่อน ฉันเห็นเขาอีกครั้งและปกหนังสือก็ยังคงเด่นชัด คำนั้นกระแทกใจของฉัน เป็นเหมือนพระเยซูสิเอลิซ่า อย่าตัดสิน ฉันสงสัยว่าการที่ฉันอยู่ตรงนี้ได้สำแดงอะไรถึงพระเยซูบ้าง

การเป็นเหมือนพระเยซู คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงทำให้พระลักษณะของพระองค์เติบโตขึ้นในเรา เมื่อเรายอมจำนนต่อพระองค์ เปาโลเขียนว่าผู้เชื่อในพระเยซู “ก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า” (2 คร.3:18) ยอห์นประหลาดใจที่สิ่งนี้เป็นเรื่องเข้าใจยากสำหรับเรา และยากยิ่งกว่าในการไปถึงจุดหมายนั้น “บัดนี้เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า และยังไม่ปรากฏว่าต่อไปเบื้องหน้านั้นเราจะเป็นอย่างไร แต่เรารู้ว่าเมื่อพระองค์จะเสด็จมาปรากฏนั้น เราทั้งหลายจะเป็นเหมือนพระองค์ [ในความบริสุทธิ์] เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น” (1 ยน.3:2-3)

เมื่อบันไดเลื่อนพาเราไปสุดทาง ฉันเหลือบมองหนังสือนั้นอีกครั้ง เป็นเหมือนพระเยซู คำนี้ให้ความหมายใหม่กับฉัน และนำฉันกลับมามองที่หัวใจและชีวิตของตัวเอง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา