ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Elisa Morgan

คำอธิษฐานที่ติดขัด

ฉันรู้สึกกังวลตอนที่น้องชายตัวน้อยเข้ารับการผ่าตัด แม่อธิบายว่าเขามีอาการ “ลิ้นติด” (การยึดตัวของพังผืดใต้ลิ้น) ตั้งแต่กำเนิด หากไม่ได้แก้ไข เขาจะสูญเสียความสามารถในการกินและพูดในที่สุด ปัจจุบันเราใช้คำว่าลิ้นติดเพื่ออธิบายถึงภาวะที่เรานึกคำพูดไม่ออกหรือไม่กล้าพูด

บางครั้งเราก็อาจมีภาวะลิ้นติดในขณะอธิษฐาน คือไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ลิ้นของเราผูกติดอยู่กับความคิดที่คร่ำครึในฝ่ายวิญญาณและวลีซ้ำๆ เราพุ่งเป้าความรู้สึกของเราไปที่สวรรค์โดยสงสัยว่าคำพูดเหล่านั้นจะไปถึงพระกรรณของพระเจ้าหรือไม่ ความคิดของเราวกวนไปมาบนเส้นทางที่ไม่มีเป้าหมาย

อัครทูตเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อชาวโรมันในศตวรรษแรกถึงสิ่งที่ควรทำเมื่อไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอย่างไร โดยท่านเชื้อเชิญให้เราขอความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ “พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ” (รม.8:26) แนวคิดของคำว่า “ช่วย” ในที่นี้คือการแบกภาระหนัก และการ “คร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ” บ่งบอกถึงการทรงสถิตอยู่ของพระวิญญาณโดยการอธิษฐานวิงวอน เพื่อจะนำความต้องการของเราไปยังพระเจ้า

เมื่อเรามีภาวะลิ้นติดไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอะไร พระวิญญาณของพระเจ้าจะช่วยหล่อหลอมความสับสน ความเจ็บปวด และความว้าวุ่นใจของเราให้กลายเป็นคำอธิษฐานที่สมบูรณ์แบบที่เคลื่อนจากใจเราไปสู่พระกรรณของพระเจ้า พระองค์ทรงสดับฟังและตอบ และทรงนำการปลอบโยนที่เราอาจไม่เคยรู้ว่าเราต้องการจนกระทั่งเราทูลขอให้พระองค์ทรงอธิษฐานเพื่อเรา

ร้องไห้โดยไม่ต้องขอโทษ

“ขอโทษนะคะ” คาเรนกล่าวขอโทษที่เธอร้องไห้ หลังจากสามีเสียชีวิต เธอทำงานหนักเพื่อดูแลลูกๆที่เป็นวัยรุ่น เมื่อสมาชิกผู้ชายในคริสตจักรจัดทริปพักแรมในช่วงสุดสัปดาห์เพื่อให้พวกเธอได้ทำอะไรสนุกๆ และให้เธอได้พักผ่อน คาเรนร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งใจ และกล่าวขอโทษซ้ำไปซ้ำมาที่เธอน้ำตาไหล

ทำไมคนมากมายต้องขอโทษที่ร้องไห้ ซีโมนซึ่งเป็นฟาริสีเชิญพระเยซูไปเสวยพระกระยาหาร ในระหว่างนั้นขณะที่พระเยซูทรงเอนพระกายลงที่โต๊ะเสวย หญิงคนหนึ่งที่เคยเป็นหญิงชั่วได้ถือผอบน้ำมันหอม “มายืนอยู่ข้างหลังใกล้พระบาทของพระองค์ ร้องไห้น้ำตาไหลเปียกพระบาท เอาผมเช็ด จุบพระบาทของพระองค์มาก และเอาน้ำมันนั้นชโลม” (ลก.7:38) หญิงนั้นแสดงออกถึงความรักอย่างเปิดเผยโดยไม่ขอโทษ และเอาผมของตนเช็ดพระบาทพระเยซู ด้วยความสำนึกในพระคุณและความรักต่อพระองค์ เธอเช็ดน้ำตาออกแล้วพรมด้วยจูบอันหอมกรุ่น ซึ่งเป็นการกระทำที่ตรงข้ามกับเจ้าบ้านผู้มีใจแข็งกระด้าง

พระเยซูทรงตอบสนองเช่นไร พระองค์ยกย่องการแสดงความรักอย่างจริงใจนั้นและประกาศว่า “ความผิดบาปของเจ้าโปรดยกเสียแล้ว” (ข้อ 44-48)

เราอาจต้องการกลั้นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจที่กำลังจะไหลออกมา แต่พระเจ้าทรงสร้างเราให้มีความรู้สึก และเราสามารถใช้ความรู้สึกนั้นถวายเกียรติแด่พระองค์ได้ เช่นเดียวกับหญิงในพระธรรมลูกา ให้เราแสดงออกโดยไม่ต้องขอโทษถึงความรักที่เรามีต่อพระเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้ทรงจัดเตรียมให้ตามความจำเป็นของเรา และทรงรับการแสดงความขอบคุณจากเราอย่างเต็มพระทัย

พระหัตถ์ขวาของพระเจ้า

ฉันพาเจ้าวิลสันสุนัขของฉันที่อายุมากแล้วออกไปที่สนามหญ้า ในระหว่างนั้นฉันก็ปล่อยมือจากสายจูงเจ้าโค้ชสุนัขที่อายุน้อยกว่าไปชั่วขณะหนึ่ง ระหว่างที่ฉันก้มตัวลงเพื่อหยิบสายจูง โค้ชก็เหลือบไปเห็นกระต่าย มันรีบวิ่งตามไปและกระชากสายจูงจากมือขวาของฉัน ทำให้สายจูงหมุนเป็นเกลียวรัดนิ้วนางของฉัน ฉันล้มลงบนพื้นหญ้าและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

หลังกลับมาจากห้องฉุกเฉินและรู้ว่าต้องผ่าตัด ฉันก็ทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า “ฉันเป็นนักเขียน! ฉันจะพิมพ์งานได้อย่างไร แล้วฉันจะทำงานประจำวันได้อย่างไร” พระเจ้าได้ตรัสกับฉันเช่นที่ทรงเคยทำในบางครั้งตอนที่ฉันอ่านพระคัมภีร์ประจำวันว่า “เพราะเราคือพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า ยุดมือขวาของเจ้าไว้ คือเราเองพูดกับเจ้าว่า อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า” (อสย.41:13) ฉันอ่านบริบทของพระคัมภีร์ตอนนี้ที่บอกว่า อิสยาห์กำลังสื่อสารพระดำรัสของพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ในยูดาห์ พวกเขามีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับพระองค์ พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานการทรงสถิต กำลังและความช่วยเหลือให้กับพวกเขาโดยพระหัตถ์ขวา (ข้อ 10) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงความชอบธรรมของพระองค์ ส่วนตอนอื่นๆในพระคัมภีร์นั้น เราพบว่าพระหัตถ์ขวาของพระเจ้านำมาซึ่งชัยชนะให้กับคนของพระองค์ (สดด.17:7; 98:1)

ในช่วงหลายสัปดาห์ของการพักฟื้น ฉันได้รับการหนุนใจจากพระเจ้าขณะที่ฉันเรียนรู้ที่จะใช้คำสั่งพิมพ์ด้วยเสียงบนคอมพิวเตอร์และฝึกทำงานบ้านและดูแลตัวเองด้วยมือซ้าย จากพระหัตถ์ขวาของพระเจ้าไปจนถึงมือขวาที่หักและขัดสนของเรา พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราและช่วยเหลือเรา

คำศัพท์สำหรับความเศร้าโศก

เมื่อฮิวจ์และดีดียอมปล่อยให้ลูกคนเดียวของพวกเขาไปสวรรค์ พวกเขาสับสนไม่รู้จะเรียกตัวเองว่าอะไรหลังจากเรื่องเศร้านั้น ในภาษาอังกฤษไม่มีคำเฉพาะที่ใช้เรียกพ่อแม่ที่สูญเสียลูก ภรรยาที่ไร้สามีคือแม่หม้าย สามีที่ไร้ภรรยาเป็นพ่อหม้าย เด็กที่ไม่มีพ่อแม่คือเด็กกำพร้า พ่อแม่ที่ลูกเสียชีวิตเป็นหลุมแห่งความเจ็บปวดที่ไม่อาจอธิบาย

การแท้งลูก การตายอย่างฉับพลันของทารก การฆ่าตัวตาย ความเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ความตายขโมยเด็กไปจากโลก และปล้นเอาการมีตัวตนของพ่อแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ไป

แต่พระเจ้าทรงเข้าพระทัยถึงความโศกเศร้าที่แสนเจ็บปวดนั้นเมื่อพระเยซู พระบุตรองค์เดียวทรงร้องเรียกพระองค์เมื่อใกล้จะสิ้นพระชนม์บนกางเขน “พระบิดาเจ้าข้าข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ลก.23:46) พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูก่อนที่จะลงมาบังเกิดในโลก และยังคงเป็นพระบิดาจนลมหายใจสุดท้ายของพระเยซู พระเจ้ายังทรงเป็นพระบิดาเมื่อพระกายของพระบุตรถูกวางไว้ในอุโมงค์ พระเจ้าทรงเป็นอยู่ในวันนี้ในฐานะพระบิดาของพระบุตรผู้เป็นขึ้นจากความตาย ผู้ทรงมอบความหวังแก่พ่อแม่ทุกคนว่า ลูกๆของพวกเขาจะสามารถมีชีวิตอีกครั้ง

คุณจะเรียกพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ที่ทรงยอมสละองค์พระบุตรเพื่อจักรวาลนี้ เพื่อคุณและฉันว่าอย่างไร พระบิดายังคงเป็นพระบิดา เมื่อไม่มีคำศัพท์ในหมวดของความโศกเศร้าที่ใช้อธิบายความเจ็บปวดจากการสูญเสีย พระเจ้าก็ยังทรงเป็นพระบิดาของเราและทรงเรียกเราว่าเป็นลูกของพระองค์ (1 ยน.3:1)

พระเจ้าทรงฟังอยู่ไหม

เมื่อฉันร่วมรับใช้ในทีมดูแลผู้มานมัสการในคริสตจักร หน้าที่หนึ่งของฉันคืออธิษฐานตามคำขอที่เขียนไว้ในบัตรตรงม้านั่งระหว่างการนมัสการ เผื่อสุขภาพของคุณป้า เผื่อการเงินของคู่สามีภรรยา ขอให้หลานชายได้พบพระเจ้า ฉันไม่ค่อยได้ยินถึงผลลัพธ์ของคำอธิษฐานเหล่านี้ คนส่วนใหญ่ไม่ลงชื่อไว้ และฉันไม่มีทางรู้ได้ว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานนั้นอย่างไร ต้องสารภาพว่าบางครั้งฉันก็สงสัยว่า พระองค์ทรงฟังจริงๆไหม เกิดอะไรขึ้นจากคำอธิษฐานของฉันบ้างไหม

ตลอดชั่วชีวิตของเรา พวกเราส่วนใหญ่มักตั้งคำถามว่า “พระเจ้าทรงได้ยินฉันไหม” ฉันจำได้ถึงคำทูลอ้อนวอนขอลูกของฉัน ที่เหมือนกับนางฮันนาห์ซึ่งไม่ได้รับคำตอบอยู่หลายปี และคำอ้อนวอนให้พ่อของฉันได้พบความเชื่อ แต่ท่านจากไปโดยไม่ได้มีการรับเชื่อที่ชัดเจนใดๆ

ตลอดเวลาหลายพันปีมีตัวอย่างมากมายที่เห็นได้อย่างชัดเจนของการที่พระเจ้าทรงโน้มลงมาสดับฟัง ทั้งเสียงโอดครวญของชนชาติอิสราเอลที่ตกเป็นทาส (อพย.2:24) โมเสสบนภูเขาซีนาย (ฉธบ.9:19) โยชูวาที่กิลกาล (ยชว.10:14) คำอธิษฐานขอลูกของนางฮันนาห์ (1 ซมอ.1:10-17) ดาวิดร้องขอการช่วยกู้ให้พ้นจากกษัตริย์ซาอูล (2 ซมอ.22:7)

พระธรรม 1 ยอห์น 5:14 ขยายความเรื่องนี้ให้กับเรา “ถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา” คำว่า “ฟัง” หมายถึงการเอาใจใส่และตอบสนองต่อสิ่งที่ได้ยิน

วันนี้เมื่อเราเข้าหาพระเจ้า ขอให้เรามั่นใจในพระกรรณที่คอยสดับฟังของพระองค์ซึ่งทอดยาวผ่านประวัติศาสตร์แห่งประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงได้ยินคำอ้อนวอนของเรา

หยุดพัก

นาฬิกาบอกเวลา 1:55 น. บทสนทนาทางแชทข้อความเมื่อตอนดึกทำให้ฉันหนักใจและนอนไม่หลับ ฉันปลดผ้าปูที่นอนที่พันรอบตัวออกแล้วค่อยๆเดินไปที่โซฟา ฉันค้นหาในกูเกิ้ลว่าทำอย่างไรจึงจะหลับได้ แต่กลับเจอสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น อย่างีบหลับ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือทำงานจนดึก ฉันเช็คผ่านทุกข้อ เมื่ออ่านต่อ มีคำแนะนำไม่ให้ดู “หน้าจอ” จนดึก อุ้ย การส่งข้อความไม่น่าใช่ความคิดที่ดี เมื่อพูดถึงการพักผ่อน มีหลายอย่างที่เราไม่ควรทำ

ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงมอบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสิ่งที่ห้ามทำในวันสะบาโตเพื่อจะได้หยุดพัก ในพันธสัญญาใหม่พระเยซูทรงให้แนวทางใหม่ คือ แทนที่จะเน้นกฎระเบียบ พระองค์ทรงเรียกให้เหล่าสาวกเข้ามาสู่ความสัมพันธ์ “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข” (มธ.11:28) ในข้อก่อนหน้านั้น พระเยซูทรงชี้ถึงความสัมพันธ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกันมาตลอดของพระองค์กับพระบิดาผู้ซึ่งพระองค์ทรงสำแดงแก่เรา ความช่วยเหลือที่พระบิดาทรงจัดเตรียมให้พระองค์อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่เราสามารถมีได้เช่นกัน

เราอาจรู้วิธิีหลีกเลี่ยงงานอดิเรกที่จะรบกวนการนอนหลับของเรา แต่การหยุดพักในพระคริสต์เป็นเรื่องของความสัมพันธ์มากกว่ากฎระเบียบ ฉันปิดหน้าจอที่อ่านแล้ววางหัวใจที่แบกภาระหนักลงบนหมอนแห่งคำเชื้อเชิญของพระเยซูที่ตรัสว่า “จงมาหาเรา”

สติปัญญาที่เราต้องการ

เอลเลนเปิดตู้จดหมายและพบซองขนาดใหญ่โดยระบุที่อยู่ของเพื่อนรักเธอเป็นผู้ส่ง วันก่อนเธอได้แบ่งปันความทุกข์ที่คล้ายกันกับเพื่อนคนนี้ เธอแกะห่อนั้นด้วยความสงสัยและพบสร้อยคอลูกปัดหลากสีร้อยด้วยเชือกกระสอบธรรมดา การ์ดที่แนบมามีคำขวัญของบริษัทว่า “อ่านแบบรหัสมอส” และคำที่ถอดรหัสเป็นข้อความหลักแหลมที่ซ่อนไว้ในสร้อยคอว่า “จงแสวงหาทางของพระเจ้า” เอลเลนยิ้มขณะสวมสร้อยไว้ที่คอ

พระธรรมสุภาษิตเป็นหนังสือที่รวบรวมคำพูดแห่งสติปัญญา หลายบทเขียนขึ้นโดยซาโลมอนผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นชายที่ฉลาดที่สุดในยุคของพระองค์ (1 พกษ.10:23) ทั้ง 31 บทล้วนเรียกให้ผู้อ่านรับฟังสติปัญญาและหลีกเลี่ยงความโง่เขลา เริ่มต้นด้วยข้อความหลักของสุภาษิต 1:7 “ความยำเกรงพระเจ้าเป็นบ่อเกิดของความรู้” สติปัญญาคือการรู้ว่าควรทำอะไรเมื่อไหร่ ซึ่งได้มาจากการถวายเกียรติแด่พระเจ้าโดยแสวงหาทางของพระองค์ ในช่วงบทนำบอกเราว่า “จงฟังคำเตือนของพ่อเจ้าและอย่าทิ้งคำสั่งสอนของแม่เจ้า เพราะทั้งสองนั้นเป็นมงคลงามสวมศีรษะของเจ้า เป็นจี้ห้อยคอของเจ้า” (ข้อ 8-9)

เพื่อนของเอลเลนได้ชี้นำเธอไปยังแหล่งแห่งสติปัญญาที่เธอต้องการ คือการแสวงหาทางของพระเจ้า ของขวัญชิ้นนี้ช่วยให้เธอหันความสนใจไปยังที่ซึ่งเธอจะพบความช่วยเหลือที่ต้องการได้

เมื่อเราถวายเกียรติแด่พระเจ้าและแสวงหาทางของพระองค์ เราจะได้รับสติปัญญาที่เราต้องการในแต่ละเรื่องและในทุกๆเรื่องที่เราเผชิญในชีวิต

ความห่วงใยของพระบิดา

โป๊ก! ฉันเงยหน้าขึ้นและเอียงหูไปตามเสียง เมื่อมองเห็นรอยเปื้อนตรงหน้าต่าง ฉันชะโงกออกไปมองที่ระเบียงและเห็นร่างของนกที่ยังคงหายใจอยู่ ฉันสงสารมันมากและอยากช่วยเจ้านกน้อยที่บอบบาง

ในมัทธิว 10 พระเยซูทรงอธิบายถึงความห่วงใยของพระบิดาที่มีต่อนกกระจาบ เพื่อหนุนใจบรรดาสาวกขณะที่พระองค์เตือนพวกเขาถึงเหตุร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น พระองค์ทรงสอนทั้งสิบสองคนในขณะที่ “ประทานอำนาจให้เขาขับผีร้ายออกได้ และให้รักษาโรคและความเจ็บไข้ทุกอย่างให้หายได้” (ข้อ 1) สำหรับสาวกการมีอำนาจเช่นนี้อาจดูยิ่งใหญ่ แต่หลายคนจะต่อต้านพวกเขา ทั้งพวกผู้ปกครอง ครอบครัวของพวกเขา และคนชั่วที่จ้องจะทำร้าย (ข้อ 16-28)

จากนั้นในข้อ 29-31 พระเยซูทรงบอกพวกเขาว่าอย่ากลัวในสิ่งที่พวกเขาเผชิญเพราะพวกเขาจะอยู่ในการดูแลของพระเจ้าเสมอ พระองค์ตรัสว่า “นกกระจาบสองตัวเขาขายบาทหนึ่งมิใช่หรือ แต่ถ้าพระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ นกนั้นแม้สักตัวเดียวจะตกลงถึงดินก็ไม่ได้...เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเลยท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกกระจาบหลายตัว​”

ฉันคอยดูนกตัวนั้นตลอดทั้งวัน ทุกครั้งที่ดูก็เห็นว่ามันยังไม่ตายแต่ไม่ขยับเขยื้อน พอตกเย็นมันก็หายไป ฉันอธิษฐานขอให้มันรอด แน่นอนว่าถ้าขนาดฉันยังห่วงใยนกตัวนั้นมากถึงเพียงนี้ พระเจ้าก็ทรงห่วงใยมากยิ่งกว่าลองนึกดูสิว่าพระองค์ทรงห่วงใยคุณและฉันมากแค่ไหน!

เธอทำสุดกำลังของเธอ

เธอวางกล่องคัพเค้กลงบนสายพานที่เลื่อนไปหาพนักงานคิดเงิน ตามด้วยการ์ดวันเกิดและมันฝรั่งทอดกรอบหลายถุง ปอยผมที่หลุดจากหางม้าด้านหลังปรกใบหน้าอันเหนื่อยล้า ลูกน้อยร้องเรียกให้เธอสนใจ เมื่อพนักงานแจ้งยอดเงิน ผู้เป็นแม่ก็หน้าเสีย “โอ ฉันคิดว่าคงต้องเอาอะไรออก แต่ทั้งหมดนี่ฉันซื้อให้งานปาร์ตี้ลูก” เธอถอนหายใจมองหน้าลูกน้อยด้วยความเศร้า

ลูกค้าที่ยืนต่อแถวจากเธอเข้าใจความเจ็บปวดของผู้เป็นแม่ดี ฉากนี้คล้ายกับถ้อยคำของพระเยซูที่ตรัสกับมารีย์จากเบธานีว่า “ซึ่งผู้หญิง​นี้​ได้​กระทำ​ก็​เป็น​การ​สุดกำลัง​ของ​เขา” (มก.14:8) หลังจากชโลมพระองค์ด้วยน้ำมันหอมราคาแพงก่อนการสิ้นพระชนม์และการฝังพระศพ นางมารีย์ถูกสาวกของพระองค์เย้ยหยัน พระเยซูตำหนิสาวกด้วยการกล่าวชมสิ่งที่เธอทำ พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “เธอทำทุกอย่างที่ทำได้” แต่ตรัสว่าเธอทำสิ่งที่เธอทำได้ ราคาของน้ำหอมไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่การที่มารีย์ลงทุนความรักด้วยการกระทำต่างหากที่สำคัญ ความสัมพันธ์กับพระเยซูส่งผลออกมาเป็นการกระทำ

ช่วงเวลานั้นเองก่อนที่ผู้เป็นแม่จะทันได้คัดค้าน ลูกค้าคนที่สองเสียบบัตรเครดิตของเธอในเครื่องคิดเงินและจ่ายค่าสินค้าให้ จำนวนเงินนั้นไม่ได้มากมายและเธอมีเงินเพิ่มพิเศษในเดือนนั้น แต่สำหรับผู้เป็นแม่สิ่งนี้มีค่ายิ่ง การกระทำด้วยความรักอันบริสุทธิ์นี้เกิดขึ้นในเวลาที่เธอต้องการ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา