ชีวิตใหม่สำหรับหัวใจที่ตายแล้ว
แก่นไม้เป็นแกนกลางที่ค้ำจุนต้นไม้บางชนิดไว้ ถึงแม้มันจะตายแล้ว แต่มันจะไม่ผุพังหรือสูญเสียความแข็งแรงตราบใดที่เปลือกนอกของลำต้นยังมีชีวิตอยู่ไม่บุบสลาย แก่นไม้ประกอบด้วยเส้นใยที่ยึดติดกันด้วยกาวเคมีที่เรียกว่า ลิกนิน แก่นไม้จึงมีความแข็งแรงเทียบเท่าเหล็กกล้า องค์ประกอบนี้ช่วยให้มันสามารถทนต่อความรุนแรงของธรรมชาติได้
เมื่อเปาโลหนุนใจชาวโคโลสีให้ดำเนินชีวิตอย่างคนที่มีชีวิตใหม่แล้ว ท่านอาจใช้คำอุปมาเรื่องแก่นไม้เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับความรอดแล้วจะได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร “เพราะว่าท่านได้ตายแล้ว และชีวิตของท่านซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า” (คส.3:3) แม้การที่เปาโลอ้างว่าเรา “ตายแล้ว” อาจฟังดูหดหู่ แต่หากเราเข้าใจมุมมองเรื่องการฟื้นคืนชีวิต เราจะมีความหวังจากถ้อยคำนั้น พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงแก่นแห่งชีวิตของเราที่ตายแล้วและเสริมกำลังเราด้วยฤทธิ์เดชของพระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ เพื่อเราจะอดทนต่อการทดลองที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้
ตัวเก่าของเรานั้นตายไปแล้วเหมือนแก่นของต้นไม้นั้น แต่เรายังคงมีชีวิตอยู่ในฐานะบุคคลพิเศษตามแบบที่พระเจ้าทรงสร้างเราให้เป็นและมากยิ่งกว่านั้น เราถูกสร้างขึ้นใหม่ (วว.21:5) เราเป็นคนที่ถูกสร้างใหม่ในพระคริสต์ (2 คร.5:17) ในพระเยซู “เรามีชีวิต และไหวตัว และเป็นอยู่ในพระองค์” (กจ.17:28)
เราเห็นตัวอย่างที่มีชีวิตจากโครงสร้างของต้นไม้ ซึ่งสะท้อนถึงชีวิตของเราในพระคริสต์ ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงเปลี่ยนแปลงเราจากความตายมาสู่ชีวิต!
ขนมอบสีเขียวและการจัดเตรียมของพระเจ้า
ฉันกำลังพาหลานชายเข้านอนในช่วงที่เขามาค้างคืนที่บ้าน เมื่อที่คั่นพระคัมภีร์ของเขาอยู่ที่สดุดีบทที่ 23 เขาแย้งว่า “เราอ่านข้อนี้ไปแล้วนะครับ” หลังจากที่ฉันแนะนำว่าเราอาจได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เขาจึงอ่านออกเสียงว่า “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ขนมเขียวสด” ขนมเขียวสดเหรอ ฉันอธิบายว่าคำนั้นคือทุ่งหญ้า ไม่ใช่ขนม ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ เขายืนเลือกขนมที่ชอบอยู่หน้าชั้นวางขนมเบเกอรี่ การตีความของเขาเริ่มชัดเจนขึ้น เพราะสำหรับเขาแล้ว ขนมหมายถึงสถานที่แห่งการพักผ่อนและความสุข
สดุดีบทที่ 23 อาจเป็นบทที่คุ้นเคยกับเรามากจนเรามองข้ามสิ่งล้ำลึกที่อยู่ในนั้น ดาวิดกษัตริย์ผู้คุ้นเคยกับการเลี้ยงแกะเป็นอย่างดี อธิบายถึงการจัดเตรียมของพระเจ้าในตลอดช่วงชีวิต ทั้งสิ่งที่งดงาม (ข้อ 5-6) และยากลำบาก (ข้อ 4) พระองค์ชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าผู้ประเสริฐจะทรงนำเราไปยังสถานที่ซึ่งเราจะได้มีประสบการณ์ในการทรงสถิตของพระองค์ ได้รับการฟื้นฟูและเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะมาถึง “ทุ่งหญ้าเขียวสด” และ “ริมน้ำแดนสงบ” (ข้อ 2) เป็นที่อาศัยที่ดีเยี่ยมของแกะ และเราคือแกะของพระเจ้า (ข้อ 1)
การตีความอย่างไร้เดียงสาของหลานชายทำให้ฉันมองเห็น “ทุ่งหญ้าเขียวสด” ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ฉัน เป็นสถานที่แห่งการพักสงบและชื่นบานในชีวิตประจำวันที่พระองค์ทรงฟื้นฟูฉัน แสงสีทองยามอาทิตย์อัสดง ทุ่งหญ้าเขียวขจี มุมสงบ ชั้นวางขนมเขียวสดที่อบอวลไปด้วยความสุข ฉันดีใจเหลือเกินที่เราได้อ่านสดุดีบทที่ 23 อีกครั้ง!
คำตอบจากพระเจ้า
“แม่ที่คลอดหนูออกมาชื่ออะไรคะ” คำถามที่จริงใจของลูกสาววัยเจ็ดขวบนั้นทิ่มแทงใจฉันเหลือเกิน ลูกสาวของเราเป็นบุตรบุญธรรมที่เรารับมาเลี้ยง เราได้รับแค่ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพ่อแม่ของเธอ เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก อายุ สีผม และสีตา ฉันจะตอบเธอว่าอย่างไรดี นี่เป็นคำถามที่ตอบยาก! ฉันสูดลมหายใจเข้าแล้วอธิษฐานว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์จะตอบเธออย่างไรดี” แล้วประโยคหนึ่งก็หลุดออกมาจากปากฉัน “หนูอยากให้เธอชื่ออะไรล่ะ” เธอยิ้มให้ฉันและโพล่งออกมาว่า “แมดเดลีน!” “ถ้างั้นชื่อของเธอก็คือแมดเดลีน!” ฉันบอก ฉันเชื่อว่าพระเจ้าประทานคำตอบให้ในเวลาที่ฉันไม่มีคำตอบ
ในช่วงหลายปีหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ สาวกของพระเยซูต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายที่พวกเขาต้องการคำตอบจากพระเจ้าในสถานการณ์ที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ในยอห์นบทที่ 14 พระเยซูทรงสัญญาว่าจะไม่ทิ้งพวกเขาไว้เพียงลำพัง แต่จะเสด็จมาหาพวกเขาพร้อมกับความช่วยเหลือ (ข้อ 18) ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าจะทรงประทานความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง “แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว” (ข้อ 26)
บางครั้งคำถามที่เราเผชิญดูเหมือนไร้คำตอบ เราต้องการความช่วยเหลือและคำตอบจากพระเจ้าสำหรับลูกๆของเรา สำหรับการงาน เพื่อนบ้านและโลกของเรา เมื่อเราไม่มีคำตอบ พระองค์ทรงประทานคำตอบให้เราได้
ฟังเสียงผู้เลี้ยงที่ดี
ฉันเปิดแอปธนาคารออนไลน์และพบว่ามีการถอนเงินออกไปสองครั้ง ครั้งละกว่า 500 ดอลลาร์ซึ่งฉันไม่ได้เป็นคนถอน ด้วยความตกใจฉันจึงรีบโทรไปที่ธนาคารและพบว่าข้อมูลส่วนตัวของฉันถูกขโมยไป โดยความช่วยเหลือจากธนาคาร ฉันสามารถกู้คืนสถานะเดิมของฉันกลับมาได้ แต่ประสบการณ์นี้สอนฉันให้ระมัดระวังขึ้นเพื่อป้องกันการโจรกรรมเช่นนี้ในอนาคต
ในยอห์น 10:10 พระเยซูทรงเตือนว่า “ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย” พระเยซูทรงตำหนิผู้นำศาสนาที่ต่อต้านพระองค์เรื่องการรักษาโรคในวันสะบาโต (9:13-15) โดยทรงเปิดเผยเจตนาของพวกเขาที่จะลัก ฆ่า และทำลาย ศัตรูฝ่ายวิญญาณของเราคือซาตาน มันกำลังวางแผนที่จะขโมยความเข้าใจของเราในเรื่องพระคุณพระเจ้า รวมทั้งเสรีภาพที่เราได้รับผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ความหวังและความช่วยเหลือได้ปรากฏอยู่ในข้อพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งพระเยซูทรงเรียกพระองค์เองว่าเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้ทรงเรียกแกะของพระองค์ตามชื่อของมัน (10:2-4) แกะของผู้เลี้ยงที่ดี “จะหนีไปจาก [ขโมย] เพราะไม่รู้จักเสียงของผู้อื่น” (ข้อ 5)
บางครั้งเราก็พบว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของความชั่วร้ายในโลก แต่พระเจ้าผู้ทรงรักเราได้ทรงเชื้อเชิญให้เราฝึกที่จะแยกแยะ เพื่อเราจะเรียนรู้ในการจดจำและหลีกเลี่ยงเสียงของศัตรูที่ต้องการมาลัก ฆ่า และทำลายเรา เมื่อเราตั้งใจฟังเสียงของผู้เลี้ยงที่ดี เราก็สามารถวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงนำเราไปสู่ชีวิตที่ “ครบบริบูรณ์” (ข้อ 10)
ความห่วงใยและพิธีมหาสนิท
ตอนที่ฉันแขนหัก เร็กซ์เพื่อนของฉันทำให้ฉันประหลาดใจด้วยการส่งกล่องบรรจุซุปแช่แข็งพร้อมด้วยทัพพีเงินที่สวยงามมาให้ ฉันประทับใจมากและยังคงเก็บรักษาทัพพีไว้หลังจากนั้น ตอนนี้แขนของฉันหายดีแล้ว และเร็กซ์เพื่อนที่น่ารักได้จากไปแล้ว แต่ท่าทีแห่งความรักของเขายังคงสำแดงให้เห็นถึงความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อฉัน ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ทรงรักฉันผ่านเพื่อนคนนี้
พระเยซูทรงประทานของขวัญที่เป็นรูปธรรมแก่เราในการร่วมพิธีมหาสนิท เพื่อช่วยเราให้ระลึกถึงความรักอันหาที่เปรียบมิได้ของพระองค์ที่ทรงมีต่อเรา (ลก.22:19) อัครทูตเปาโลเตือนชาวโครินธ์ถึงการทรงหักขนมปังของพระเยซู โดยกล่าวว่า “นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา” (1 คร.11:24) จากนั้นพระคริสต์ “ทรงหยิบถ้วยด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรัสว่า ‘ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา’” (ข้อ 25) ทุกครั้งที่เรากินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ เราก็ได้ระลึกถึงความรักอันเหลือล้นของพระเจ้าเรื่อยไป
เร็กซ์แสดงความรักของเขาผ่านกล่องของขวัญแห่งความห่วงใยที่จับต้องได้ อย่างเป็นรูปธรรมและมีทัพพีที่เหลือไว้เพื่อเตือนใจฉันตราบนานแสนนาน พระเยซูทรงรักเราโดยทรงยอมสละพระกายของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อเป็นค่าไถ่บาปของเราทุกคน และพระองค์ประทานพิธีมหาสนิทไว้เพื่อเตือนเราให้ระลึกถึงความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของพระองค์
ผู้หญิงไร้ชื่อ
หลังจากเช็ดโต๊ะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ชีเลียรวบและมัดปากถุงขยะที่เต็มไปด้วยจานชามที่ใช้แล้ว เธอแบกถุงไว้บนบ่าและมองสำรวจไปรอบๆห้องเอนกประสงค์ของคริสตจักร เธออาสาทำความสะอาดห้องสำหรับการประชุมครั้งต่อไป และอยากให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย ความคิดหนึ่งแว่บเข้ามาในหัวว่า จะมีใครสังเกตเห็นบ้างไหมนะ
เป็นเรื่องง่ายที่จะสงสัยว่าสิ่งที่เราเสียสละเพื่อแผ่นดินของพระเจ้าในทุกวันนั้นมีคนเห็นค่าหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด การสรุปยอดบัญชี การนำศึกษาพระคัมภีร์ หรือการถวายเงิน พวกเราหลายคนยังคงทำหน้าที่รับใช้โดยที่ไม่มีใครเห็นและไม่มีใครเอ่ยชื่อของเรา
ในพระธรรมลูกา 8:1-2 นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกการรับใช้ที่สัตย์ซื่อของพวกผู้หญิงในพันธกิจของพระเยซู เขาระบุชื่อของสามคนจากบรรดาผู้หญิงที่ได้รับการปลดปล่อยจากวิญญาณชั่ว และได้รับการรักษาให้หายจากโรคร้าย อาทิ มารีย์ชาวมักดาลา โยอันนาภรรยาของคูซาที่เป็นต้นเรือนของเฮโรด และสูสันนา จากนั้นลูกากล่าวถึง “และผู้หญิงอื่นๆ หลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยปัจจัยของเขา” (ข้อ 3) ลูกายกย่องผู้หญิงไร้ชื่อเหล่านี้ ผู้อุทิศชีวิตในการสนับสนุนพระกิตติคุณ และประกาศคุณค่าของพวกเธอ
เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงนับผู้หญิงไร้ชื่อเหล่านี้ไว้ในบัญชีรายชื่อผู้เสียสละอันทรงคุณค่าเพื่อแผ่นดินของพระองค์ พระองค์ก็ทรงเห็นความพยายามของเราเช่นกัน พระองค์ทรงรู้จักชื่อของเรา (ยน.10:3) และทรงเห็นการลงทุนลงแรงของเราเพื่องานของพระองค์ (ฮบ.6:10)
เดินอธิษฐาน
ฉันไปต่อไม่ได้ ฉันเขียนบทใคร่ครวญพระคำไปได้ครึ่งเดียวแล้วก็คิดอะไรไม่ออก “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ควรทำอย่างไรดี” ฉันอธิษฐานแล้วก็นึกถึงงานวิจัยที่พบว่า ผลงานสร้างสรรค์ของเราจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซ็นต์เมื่อเราเดิน ฉันจึงออกไปที่เส้นทางเดินหลังบ้านและคุยกับพระเจ้าไปเรื่อยๆ สามสิบนาทีต่อมาฉันรู้สึกสดชื่นขึ้น ฉันกลับมาที่แป้นพิมพ์และเขียนต่อจนเสร็จ
ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 4:18-35 เราได้อ่านเรื่องที่เอลีชาและเกหะซีคนรับใช้ของท่าน ตอบรับคำวิงวอนของหญิงชาวชูเนมที่ขอให้ช่วยลูกชายของเธอที่ตายไป เกหะซีทำตามคำสั่งของเอลีชา (ข้อ 29) โดยวางไม้เท้าของเขาบนเด็ก (ข้อ 31) พวกเขาอธิษฐาน จากนั้นเอลีชาก็นอนทับบนตัวเด็ก ในที่สุด “ท่านก็ลุกขึ้นอีกเดินไปเดินมาในเรือนนั้นครั้งหนึ่ง แล้วขึ้นไปเหยียดตัวของท่านบนเขา เด็กนั้น...ก็ลืมตาของตน” (ข้อ 35)
พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่าเพราะอะไรเอลีชาจึง “เดินไปเดินมา” และไม่ได้บอกว่าท่านคิดอะไรอยู่ สิ่งที่เรารู้ก็คือ เมื่อคำอธิษฐานของเอลีชาไม่ได้รับคำตอบ ท่านก็ไม่ยอมแพ้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการว่าท่านกำลังคุยกับพระเจ้าอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้
คุณทำอย่างไรเมื่อไปต่อไม่ได้และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บางทีการ “เดินอธิษฐาน” อาจเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ว่าเราจะออกไปเดินข้างนอกหรือเดินไปมาในบ้าน การเชื่อมต่อกับพระเจ้าเมื่อเราต้องการความช่วยเหลือ จะนำพาคำตอบที่เป็นทางออกของสถานการณ์นั้นมาถึงเรา
เป็นเหมือนพระเยซู
ผู้โดยสารร่างสูงยืดตัวขึ้นขณะยืนบนทางเดินในเครื่องบินระหว่างภูมิภาคขนาดเล็ก ฉันสังเกตชื่อหนังสือที่เด่นชัดของเขาว่า เป็นเหมือนพระเยซู ไม่กี่นาทีต่อมา ฉันเห็นชายคนนี้ผลักคนอื่นเพื่อหยิบกระเป๋าจากรถเข็นที่รออยู่ เป็นเหมือนพระเยซูหรือ ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็น “พี่น้องผู้เชื่อ” ที่รู้จักพระคริสต์จริงๆหรือไม่ แต่ฉันตกใจกับท่าทีเห็นแก่ตัวซึ่งทำให้พระเยซูถูกเข้าใจผิด
ขณะก้าวขึ้นบันไดเลื่อน ฉันเห็นเขาอีกครั้งและปกหนังสือก็ยังคงเด่นชัด คำนั้นกระแทกใจของฉัน เป็นเหมือนพระเยซูสิเอลิซ่า อย่าตัดสิน ฉันสงสัยว่าการที่ฉันอยู่ตรงนี้ได้สำแดงอะไรถึงพระเยซูบ้าง
การเป็นเหมือนพระเยซู คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่พระเจ้าทรงทำให้พระลักษณะของพระองค์เติบโตขึ้นในเรา เมื่อเรายอมจำนนต่อพระองค์ เปาโลเขียนว่าผู้เชื่อในพระเยซู “ก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า” (2 คร.3:18) ยอห์นประหลาดใจที่สิ่งนี้เป็นเรื่องเข้าใจยากสำหรับเรา และยากยิ่งกว่าในการไปถึงจุดหมายนั้น “บัดนี้เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า และยังไม่ปรากฏว่าต่อไปเบื้องหน้านั้นเราจะเป็นอย่างไร แต่เรารู้ว่าเมื่อพระองค์จะเสด็จมาปรากฏนั้น เราทั้งหลายจะเป็นเหมือนพระองค์ [ในความบริสุทธิ์] เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น” (1 ยน.3:2-3)
เมื่อบันไดเลื่อนพาเราไปสุดทาง ฉันเหลือบมองหนังสือนั้นอีกครั้ง เป็นเหมือนพระเยซู คำนี้ให้ความหมายใหม่กับฉัน และนำฉันกลับมามองที่หัวใจและชีวิตของตัวเอง
กล่องน้ำผลไม้ที่ว่างเปล่า
ตอนที่ฉันเป็นผู้นำในพันธกิจเพื่อแม่ของเด็กก่อนวัยเรียนนั้น เราพยายามหาภาพที่จะอธิบายถึงภาระหน้าที่ของแม่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่น การเปลี่ยนผ้าอ้อม การเช็ดน้ำมูก การเก็บของเล่น ปรากฏว่าภาพนั้นอยู่ตรงหน้าเราพอดี นั่นคือกล่องน้ำผลไม้ที่ยุบตัวแฟบลง บรรดาแม่ๆอาจรู้สึกเหมือนกล่องน้ำผลไม้ที่ว่างเปล่า พันธกิจนี้จะช่วยเหลือโดยการนำพวกเธอไปสู่แหล่งน้ำแห่งชีวิตที่สามารถเติมเต็มพวกเธอได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือพระเยซู
ในยอห์น 7 พระเยซูเสด็จไปร่วมในเทศกาลอยู่เพิง (ข้อ 10) เพื่อระลึกถึงการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าในระหว่างที่คนอิสราเอลเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ในเทศกาลนี้จะมีพิธีเทน้ำบนแท่นบูชาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความชุ่มชื้น และเป็นการทำนายถึงฝนในฝ่ายวิญญาณที่พระเมสสิยาห์จะทรงนำมา พระเยซูได้ทรงทำให้สำเร็จเป็นจริงตามที่เทศกาลโบราณคาดหวังไว้ “ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า ‘แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น’” (ข้อ 37-38)
บางครั้งเราอาจรู้สึกเหมือนภาชนะที่ว่างเปล่า อ่อนล้าจากการต้องดูแลผู้อื่น หมดแรงจากการทำงาน เหน็ดเหนื่อยจากความรับผิดชอบในแต่ละวัน ความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุดทำให้เรารู้สึกเหือดแห้งหมดพลัง! แต่เมื่อเราดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระองค์จะประทานน้ำพุแห่งชีวิตในใจของเราเพื่อทำให้เราสดชื่นและเติมกำลังให้เรา ไม่ว่าสิ่งที่เราต้องดูแลและความห่วงกังวลนั้นจะดูดพลังไปจากเราเพียงใดก็ตาม