ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Tim Gustafson

การเปลี่ยนแปลงใหญ่

คันธนูและลูกธนูอันวิจิตรงดงามสำหรับใช้ในโอกาสพิเศษถูกแขวนบนผนังบ้านของเราในมิชิแกนมาหลายปี ผมได้รับตกทอดมาจากพ่อที่ซื้อมันเป็นของที่ระลึกขณะที่เรารับใช้เป็นมิชชันนารีอยู่ในประเทศกาน่า

วันหนึ่งเพื่อนชาวกาน่ามาเยี่ยมเรา เมื่อเห็นธนูเขาทำหน้าแปลกๆ เขาพูดขณะชี้ไปที่สิ่งของเล็กๆที่มัดติดอยู่กับธนูนั้นว่า “นั่นเป็นเครื่องรางของขลัง ผมรู้ว่ามันไม่มีอำนาจอะไร แต่ผมจะไม่เก็บมันไว้ในบ้านของผม” เรารีบตัดเครื่องรางออกจากธนูแล้วทิ้งไป เราไม่ต้องการให้บ้านเรามีสิ่งของที่ใช้นมัสการพระอื่นใดนอกเหนือจากพระเจ้า

โยสิยาห์ กษัตริย์ผู้ครอบครองในเยรูซาเล็มทรงเติบโตขึ้นด้วยความรู้เพียงน้อยนิดในเรื่องความคาดหวังที่พระเจ้ามีต่อประชากรของพระองค์ เมื่อมหาปุโรหิตค้นพบหนังสือธรรมบัญญัติในพระนิเวศที่ถูกละเลยมาเป็นเวลานาน (2 พกษ.22:8) โยสิยาห์ทรงอยากสดับฟัง ทันทีที่พระองค์รู้ว่าพระเจ้าตรัสไว้อย่างไรเรื่องการกราบไหว้รูปเคารพ พระองค์ทรงออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อให้ยูดาห์ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า เป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ยิ่งกว่าการตัดเครื่องรางออกจากคันธนูมากนัก (ดู 2 พกษ.23:3-7)

ผู้เชื่อในปัจจุบันนี้มีหลายสิ่งมากยิ่งกว่าที่โยสิยาห์มี เรามีพระคัมภีร์ทั้งเล่มที่จะสอนเรา เรามีเพี่อนผู้เชื่อ และเรามีการเต็มล้นของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ทรงนำสิ่งต่างๆมาสู่ความสว่างไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กหรือใหญ่ที่เราอาจมองข้ามไป

ปฏิเสธการแก้ตัว

ตำรวจในเมืองแอตแลนต้าถามคนขับว่าเธอรู้สาเหตุที่เขาเรียกให้หยุดรถไหม เธอตอบอย่าง งงๆว่า “ไม่รู้เลย!” เจ้าหน้าที่บอกเธออย่างสุภาพ “คุณผู้หญิง คุณส่งข้อความขณะขับรถ” “ไม่นะ!” เธอท้วงโดยชูโทรศัพท์มือถือเป็นหลักฐาน “มันคืออีเมล”

การใช้มือถือเพื่อส่งอีเมลไม่ได้ทำให้เราใช้ช่องโหว่จากกฎหมายห้ามส่งข้อความขณะขับรถได้! ประเด็นของกฎหมายไม่ใช่เพื่อป้องกันการส่งข้อความ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เสียสมาธิในการขับรถ

พระเยซูกล่าวโทษผู้นำศาสนาในสมัยของพระองค์ว่าได้สร้างช่องโหว่ที่เลวร้ายยิ่งกว่า “เหมาะจริงนะ ที่เจ้าทั้งหลายได้ละทิ้งธรรมบัญญัติของพระเจ้า” ทรงยกธรรมบัญญัติว่า “จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า” เป็นข้อพิสูจน์ (มก.7:9-10) ภายใต้เสื้อคลุมแห่งความหน้าซื่อใจคดของการอุทิศตนทางศาสนา ผู้นำที่ร่ำรวยเหล่านี้ละเลยครอบครัวของตน โดยประกาศง่ายๆว่าเงินของพวกเขาเป็น “ของถวายแด่พระเจ้า” และนั่นจึงไม่จำเป็นต้องช่วยบิดามารดาในวัยชรา พระเยซูเข้าใจต้นเหตุของปัญหาในทันที ทรงตรัสว่า “เจ้าทั้งหลายทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นหมันไป ด้วยคำสอนที่พวกเจ้ารับมาจากบรรพบุรุษ” (ข้อ 13) พวกเขาไม่ได้ให้เกียรติพระเจ้าด้วยการที่ไม่ให้เกียรติบิดามารดาของตน

การแก้ตัวอาจเป็นเรื่องที่ดูออกได้ยาก เราใช้คำแก้ตัวนี้เพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบ อธิบายให้ตัวเราพ้นจากพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัวและปฏิเสธพระบัญชาโดยตรง หากนั่นอธิบายพฤติกรรมของเรา แสดงว่าเรากำลังหลอกตัวเอง พระเยซูให้โอกาสเราเปลี่ยนแนวโน้มที่เห็นแก่ตัวเพื่อรับการทรงนำจากพระวิญญาณผู้อยู่เบื้องหลังคำสอนที่ดีของพระบิดา

ความผิดพลาดของผู้พยากรณ์

เที่ยงของวันที่ 21 กันยายน 1938 ชาร์ล เพียร์ซนักอุตุนิยมวิทยาหนุ่มเตือนถึงแนวปะทะอากาศที่จะก่อให้เกิดเฮอร์ริเคนขึ้นใกล้นิวอิงแลนด์ แต่หัวหน้าหัวเราะเยาะการพยากรณ์นั้น พายุโซนร้อนจะไม่เกิดขึ้นทางตอนเหนือ

สองชั่วโมงต่อมาพายุเฮอร์ริเคนขึ้นฝั่งที่เกาะลองไอร์แลนด์ และมาถึงนิวอิงแลนด์ตอนสี่โมงเย็น ซัดเรือเข้าฝั่งและหอบบ้านเรือนลงในทะเล มีผู้เสียชีวิตมากกว่าหกร้อยคน หากพวกเขาได้รับคำเตือนจากเพียร์ซ ซึ่งมาจากฐานข้อมูลที่ชัดเจนและแผนที่อันละเอียด พวกเขาคงรอดชีวิต

แนวคิดของการเรียนรู้ว่าต้องฟังเสียงของใครนั้นมีความสำคัญในพระคัมภีร์ ในสมัยเยเรมีย์พระเจ้าเตือนให้ระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ โดยตรัสว่า “อย่าฟังถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ ผู้เผยให้ท่านฟัง กระทำให้ท่านเต็มด้วยความหวังลมๆแล้งๆเขากล่าวถึงนิมิตแห่งใจของเขาเองมิใช่จากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (ยรม.23:16) พระองค์ตรัสถึงคนเหล่านั้นว่า “แต่ถ้าเขาทั้งหลายได้ยืนอยู่ในการประชุมของเราแล้ว เขาคงจะได้ป่าวร้องถ้อยคำของเราต่อประชากรของเรา” (ข้อ 22)

“ผู้พยากรณ์เท็จ” ยังคงมีอยู่ คือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่แนะนำโดยละเลยพระเจ้าหรือบิดเบือนพระวจนะให้เข้ากับจุดประสงค์ของตนเอง แต่โดยพระคำและพระวิญญาณของพระเจ้า พระองค์ได้ประทานสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อจะแยกแยะความเท็จออกจากความจริง เมื่อเราประเมินทุกสิ่งด้วยความจริงแห่งพระวจนะแล้ว คำพูดและชีวิตของเราจะสะท้อนความจริงนั้นไปสู่ผู้อื่น

เข้ามาแทรกแซงจักรวาล

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 นักดาราศาสตร์ชื่อดังผู้ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าได้เขียนไว้ว่า “การตีความข้อเท็จจริงตามสามัญสำนึกแสดงให้เห็นว่า มีผู้ทรงปัญญายิ่งยวดได้เข้ามาแทรกแซงสสารและพลังงาน องค์ประกอบทางเคมี และสิ่งมีชีวิตต่างๆ” ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์คนนี้ มีหลักฐานที่แสดงว่ามีบางอย่างได้ออกแบบทุกสิ่งที่เรามองเห็นในจักรวาล เขาเสริมว่า “ไม่มีพลังหรืออำนาจอันไร้ที่มาในธรรมชาติ” พูดอีกนัยหนึ่งคือ ทุกสิ่งที่เรามองเห็นดูเหมือนจะถูกวางแผนโดยใครสักคน แต่กระนั้นนักดาราศาสตร์คนนี้ก็ยังคงไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า

สามพันปีที่แล้ว ชายผู้มีสติปัญญาอีกคนหนึ่งมองไปบนท้องฟ้าและได้ข้อสรุปที่ต่างออกไป “เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้ มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่าซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเขา” ดาวิดสงสัย (สดด.8:3-4)

แต่พระเจ้ายังทรงห่วงใยเราอย่างสุดซึ้ง จักรวาลแสดงให้เราเห็นถึงผู้ออกแบบ เป็น “ผู้ทรงพระปัญญายิ่งยวด” ที่สร้างความคิดให้เรา ผู้สร้างความคิดให้เรา และให้เราอยู่ในโลกเพื่อใคร่ครวญถึงพระราชกิจของพระองค์ เรารู้จักพระเจ้าได้ผ่านทางพระเยซูและสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง เปาโลบันทึกไว้ว่า “[พระคริสต์]ทรงเป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น ทั้งในท้องฟ้าและที่แผ่นดินโลก” (คส.1:15-16)

แท้ที่จริงแล้วจักรวาลได้ถูก “แทรกแซง” อัตลักษณ์ขององค์ผู้ออกแบบที่ทรงพระปัญญานี้จะถูกค้นพบได้โดยทุกคนที่เต็มใจจะค้นหา

ไม่เป็นเช่นนั้น

“ผมอยากทำให้มันไม่เป็นเช่นนั้น” ชายหนุ่มอาลัยเมื่อรำลึกถึงเพื่อนที่จากไปเมื่ออายุยังน้อย ถ้อยคำของเขาสะท้อนถึงความรวดร้าวใจของมนุษยชาติทุกยุคทุกสมัย ความตายทำให้เราตะลึงงันและสร้างบาดแผลให้กับเรา เราปรารถนาจะเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้

ความปรารถนาที่จะ “ทำให้มันไม่เป็นเช่นนั้น” อาจเป็นความรู้สึกของผู้ติดตามพระเยซูหลังพระองค์สิ้นพระชนม์ พระกิตติคุณบอกเล่าเรื่องราวในชั่วโมงอันเลวร้ายนั้นไม่มากนัก แต่ได้บันทึกถึงเรื่องราวของเพื่อนผู้สัตย์ซื่อบางคน

โยเซฟผู้นำทางศาสนาที่เชื่อพระเยซูอย่างลับๆ (ดู ยน.19:38) อยู่ดีๆก็กล้าขอพระศพของพระเยซูจากปีลาต (ลก.23:52) ลองใคร่ครวญดูว่าการย้ายพระศพลงจากการตรึงกางเขนอันน่าสยดสยองและเตรียมสำหรับฝังอย่างระมัดระวังต้องทำอย่างไรบ้าง (ข้อ 53) พิจารณาดูด้วยเช่นกันถึงความศรัทธาและกล้าหาญของพวกผู้หญิงที่อยู่กับพระเยซูไปตลอดทางในทุกย่างก้าวจนถึงอุโมงค์ (ข้อ 55)

ผู้เชื่อเหล่านี้ไม่ได้คาดว่าพระเยซูจะทรงคืนพระชนม์ พวกเขาทำใจด้วยความโศกเศร้า บทนี้จบลงอย่างไม่มีหวังและมืดมน “แล้ว​เขา​ก็​กลับไป​จัดแจง​เครื่อง​หอม​กับ​น้ำ​มัน​หอม ใน​วันสะบาโต​นั้น​เขา​ก็​หยุด​การ​ไว้​ตาม​พระ​บัญญัติ” (ข้อ 56)

พวกเขาไม่รู้ว่าการหยุดพักในวันสะบาโตนั้นได้ถูกกำหนดไว้สำหรับฉากที่อัศจรรย์ที่สุดในประวัติศาสตร์นี้ พระเยซูกำลังจะทำสิ่งที่เกินกว่าเราจะคาดคิดได้ พระองค์จะทำให้ความตาย “ไม่เป็นเช่นนั้น”

“ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน”

นวนิยายเรื่องคืนดับที่เขียนโดย อิไล วีเซล ได้ตีแผ่เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวทั้งหมดของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จากประสบการณ์ของเขาเองในค่ายมรณะของนาซี เรื่องราวของวีเซลพลิกเรื่องราวการอพยพในพระคัมภีร์กลับด้าน ขณะที่โมเสสและชนชาติอิสราเอลรอดพ้นจากการเป็นทาสในเทศกาลปัสกาครั้งแรก (อพย.12) วีเซลเล่าว่านาซีได้จับกุมผู้นำชาวยิวหลังจากเทศกาลปัสกา

เพื่อไม่ให้เราวิจารณ์วีเซลและคำเย้ยหยันอันมืดมนของเขา ลองพิจารณาดูว่าพระคัมภีร์ก็มีเรื่องพลิกกลับด้านที่คล้ายคลึงกัน ในคืนฉลองเทศกาลปัสกา พระเยซูผู้ถูกคาดหวังว่าจะเป็นผู้ปลดปล่อยชนชาติของพระเจ้าให้เป็นอิสระจากความยากลำบาก กลับทรงยอมถูกจับโดยคนที่จะฆ่าพระองค์

ยอห์นนำเราเข้าสู่ฉากศักดิ์สิทธิ์ก่อนพระเยซูจะถูกจับกุม “ทรงเป็นทุกข์ในพระทัย” ถึงสิ่งที่รอคอยพระองค์อยู่ ในระหว่างอาหารมื้อสุดท้าย พระเยซูทรงทำนายถึงการถูกทรยศ (ยน.13:21) จากนั้นทรงทำสิ่งที่พวกเรายากจะเข้าใจ พระคริสต์ทรงยื่นขนมปังให้ผู้ที่ทรยศ พระคัมภีร์บันทึกว่า “เมื่อยูดาสรับอาหารชิ้นนั้นแล้วเขาก็ออกไปทันที ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน” (ข้อ 30) ความอยุติธรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้เริ่มขึ้น แต่พระเยซูกลับประกาศว่า “บัดนี้บุตรมนุษย์ได้รับเกียรติแล้ว และพระเจ้าทรงได้รับเกียรติเพราะบุตรมนุษย์” (ข้อ 31) ภายในไม่กี่ชั่วโมงเหล่าสาวกได้พบกับความหวาดกลัว ความพ่ายแพ้และความเศร้าสลด แต่พระเยซูทรงเห็นแผนการของพระเจ้าดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น

เมื่อดูเหมือนว่าความมืดกำลังจะชนะ เราระลึกได้ว่าพระเจ้าทรงเผชิญกับค่ำคืนอันมืดมนของพระองค์และทรงมีชัยชนะ พระองค์ทรงเดินเคียงข้างเรา มันจะไม่เป็นกลางคืนตลอดไป

หายไปกับอดีต

กษัตริย์ยองโจแห่งเกาหลี (ค.ศ.1694-1776) ทรงไม่พอพระทัยกับการทุจริตและความหรูหราฟุ่มเฟือยที่แพร่กระจายไปในแผ่นดินของพระองค์ จึงทรงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงหลายสิ่ง มีกรณีตัวอย่างที่พระองค์ทรงกำจัดสิ่งไม่ดีไปพร้อมๆกับสิ่งที่ดีคือ การสั่งห้ามทำงานศิลปะปักด้ายทองแบบโบราณโดยถือเป็นความฟุ่มเฟือยเกินเหตุ ในไม่ช้า ความรู้เรื่องขั้นตอนอันซับซ้อนของงานศิลปะดังกล่าวก็สูญหายไปกับกาลเวลา

ในปี 2011 ศาสตราจารย์ซิม ยอนอ๊กต้องการฟื้นฟูศิลปะโบราณนั้น จากการสันนิษฐานว่าแผ่นทองคำเปลวถูกติดไว้บนกระดาษสาแล้วตัดเป็นเส้นเรียวด้วยมือ เธอจึงสร้างกระบวนการนั้นขึ้นได้อีกครั้ง เป็นการฟื้นฟูศิลปะโบราณขึ้นใหม่

ในหนังสืออพยพ เราได้เรียนรู้ถึงแบบการสร้างพลับพลาอันหรูหรางดงาม รวมถึงการนำเส้นทองคำมาทำเสื้อของปุโรหิตอาโรน ช่างผู้เชี่ยวชาญ “ตีทองใบแผ่ออกเป็นแผ่นบางๆแล้วตัดเป็นเส้นๆเพื่อจะทอเข้ากับด้ายสีฟ้า เข้ากับด้ายสีม่วง เข้ากับด้ายสีแดงเข้ม และเข้ากับเส้นป่านอย่างดี” (อพย.39:3) เกิดอะไรขึ้นกับงานฝีมือประณีตวิจิตรเหล่านั้น เสื้อผ้าเหล่านั้นเก่าและชำรุดไปหรือ หรือถูกปล้นเอาไปในภายหลัง มันหมดประโยชน์ไร้ค่าหรือ ไม่ใช่เลย! ความพยายามทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพระเจ้าประทานคำสั่งอย่างเฉพาะเจาะจง

พระเจ้าประทานให้เราแต่ละคนมีสิ่งที่ต้องทำเช่นกัน อาจเป็นการแสดงความเมตตาแบบง่ายๆ เพื่อตอบแทนพระองค์ในขณะที่เรารับใช้กันและกัน เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับความพยายามของเราในท้ายที่สุด (1 คร.15:58) การงานใดๆที่เราทำเพื่อพระบิดาจะกลายเป็นเส้นด้ายที่ทอดยาวไปถึงนิรันดร์กาล

การท้าทายของดวงดาว

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 กวีชาวอิตาลี เอฟ. ที. มาริเนตติได้ให้กำเนิดอนาคตนิยม ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ปฏิเสธอดีต เย้ยหยันความคิดดั้งเดิมเรื่องความงาม และยกย่องเครื่องจักร ในปีค.ศ. 1909 มาริเนตติเขียนคำแถลงการณ์แห่งอนาคตของเขา ซึ่งเขาประกาศว่า “ผู้หญิงไร้ค่า” แต่สรรเสริญ “การต่อสู้ด้วยกำปั้น” และยืนยันว่า “เราต้องการเชิดชูสงคราม” แถลงการณ์ปิดท้ายว่า “การได้ยืนบนจุดสูงสุดของโลก เราขอประกาศการท้าทายที่โอหังของเราต่อหมู่ดาวอีกครั้งหนึ่ง!”

ห้าปีหลังจากแถลงการณ์ของมาริเนตติ สงครามยุคใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง สงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ได้นำมาซึ่งเกียรติยศใดๆ มาริเนตติเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1944 โดยที่หมู่ดาวไม่ได้ให้ความสนใจใดๆและยังคงอยู่ในที่เดิมของมัน

กษัตริย์ดาวิดร้องบทกวีแห่งดวงดาวแต่ด้วยมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทรงเขียนว่า “เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์ อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้ มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่าซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเขา” (สดด.8:3-4) คำถามของดาวิดไม่ได้มาจากความไม่เชื่อ แต่มาจากความอัศจรรย์ใจอย่างถ่อมใจ พระองค์ทรงทราบว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้างจักรวาลอันกว้างใหญ่ทรงห่วงใยพวกเราอย่างยิ่ง พระองค์ทรงสังเกตทุกรายละเอียดเกี่ยวกับเรา ทั้งดีและร้าย ทั้งความถ่อมใจและความโอหัง แม้กระทั่งความโง่เขลาของเรา

ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะท้าทายดวงดาว แต่ตรงกันข้ามดวงดาวเหล่านั้นท้าทายพวกเราให้สรรเสริญองค์พระผู้สร้าง

ได้สิ่งที่เราต้องการ

แอรอน เบอร์ รอผลตัดสินของการลงคะแนนเสียงที่เสมอกันจากสภาผู้แทนฯสหรัฐอย่างกระวนกระวาย เขาเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีร่วมกับโธมัส เจฟเฟอร์สันในการเลือกตั้งปี 1800 เบอร์มีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าสภาฯจะประกาศให้เขาเป็นผู้ชนะ แต่เขากลับพ่ายแพ้และถูกความขมขื่นกัดกินใจ ความคับข้องใจที่มีต่ออเล็กซานเดอร์ แฮมิลตันที่ไม่ลงคะแนนสนับสนุนเขา ทำให้เบอร์ฆ่าแฮมิลตันในการดวลปืนในอีกไม่ถึงสี่ปีต่อมา ความโกรธแค้นจากการสังหารครั้งนี้ทำให้ประเทศชาติหันหลังให้เขา เบอร์เป็นชายชราที่ผูกใจเจ็บจนกระทั่งเสียชีวิต

การลุ่มหลงอำนาจทางการเมืองเป็นส่วนที่น่าเศร้าของประวัติศาสตร์ เมื่อกษัตริย์ดาวิดใกล้จะสิ้นพระชนม์ อาโดนียาห์โอรสของพระองค์คบคิดกับแม่ทัพของดาวิดและหัวหน้าปุโรหิตเพื่อแต่งตั้งตนเป็นกษัตริย์ (1 พกษ.1:5-8)แต่ดาวิดทรงเลือกซาโลมอนเป็นกษัตริย์ (ข้อ 17) ด้วยความช่วยเหลือของผู้เผยพระวจนะนาธัน กบฏจึงถูกโค่นลง (ข้อ 11-53) แม้จะได้รับการยกโทษ แต่อาโดนียาห์ก็ยังวางแผนชิงบัลลังก์ครั้งที่สอง และซาโลมอนประหารเขาเสีย (2:13-25)

ความเป็นมนุษย์ทำให้เราต้องการในสิ่งที่ไม่ใช่ของเราโดยชอบธรรม! ไม่ว่าเราจะพยายามไขว่คว้าอำนาจ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สมบัติมากเพียงใด นั่นก็ไม่เคยพอ เราต้องการมากกว่าเดิมเสมอ ตรงข้ามกับพระเยซูผู้ทรง “ถ่อมพระองค์ ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน” (ฟป.2:8)

ช่างน่าขันที่ความทะเยอทะยานไขว่คว้าอย่างเห็นแก่ตัวไม่เคยทำให้เราได้รับสิ่งที่เราปรารถนามากที่สุดอย่างแท้จริง การมอบผลลัพธ์ไว้กับพระเจ้าเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติสุขและความชื่นชมยินดี

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา