ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Tim Gustafson

มีอะไรในชื่อนั้น

ในเวลาของพระเจ้า โคฟี่ลูกชายของเราเกิดมาในวันศุกร์ ซึ่งตรงกับความหมายตามชื่อของเขา คือเด็กชายที่เกิดในวันศุกร์ เราตั้งชื่อเขาตามเพื่อนศิษยาภิบาลชาวกานาซึ่งสูญเสียลูกชายคนเดียวของเขาไป เขาอธิษฐานเผื่อโคฟี่อย่างสม่ำเสมอ เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง

เรามองข้ามความสำคัญของชื่อได้ง่ายหากไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลัง ในลูกา 3 เราพบรายละเอียดน่าสนใจเกี่ยวกับชื่อในต้นตระกูลของโยเซฟ พงศ์พันธุ์ของโยเซฟสืบเชื้อสายย้อนไปถึงอาดัม กระทั่งถึงพระเจ้า (ข้อ 38) ในข้อ 31 เราพบ “บุตร นาธันๆเป็นบุตรดาวิด” ชื่อนาธันน่าสนใจ ใน 1 พงศาวดาร 3:5 เราพบว่านาธันเกิดจากนางบัทเชบา

บังเอิญหรือไม่ที่ดาวิดตั้งชื่อบุตรของบัทเชบาว่านาธัน หากย้อนกลับไป บัทเชบาไม่ควรจะเป็นภรรยาของดาวิด นาธันอีกคนซึ่งเป็นผู้เผยพระวจนะ เข้าเฝ้ากษัตริย์อย่างกล้าหาญเพราะทรงใช้อำนาจในทางที่ผิด เอาเปรียบบัทเชบาและประหารสามีของนาง (ดู 2 ซมอ.12)

ดาวิดยอมรับข้อกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมาของผู้เผยพระวจนะ และกลับใจจากความผิดร้ายแรงของท่าน ด้วยการเยียวยาผ่านกาลเวลา ท่านจึงตั้งชื่อโอรสว่านาธัน ช่างเหมาะเจาะกับบุตรของบัทเชบา และเขาก็เป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของโยเซฟ บิดาฝ่ายโลกของพระเยซู (ลก.3:23)

ในพระคัมภีร์ เราได้เห็นซ้ำๆว่าพระคุณของพระเจ้าทรงถักทออยู่ในทุกสิ่ง แม้แต่ในชื่อที่แฝงอยู่ในลำดับพงศ์พันธุ์ที่ไม่ค่อยมีคนอ่าน พระคุณพระเจ้านั้นอยู่ในทุกหนแห่ง

ความผิดพลาดของผู้พยากรณ์

เที่ยงของวันที่ 21 กันยายน 1938 ชาร์ล เพียร์ซนักอุตุนิยมวิทยาหนุ่มเตือนถึงแนวปะทะอากาศที่จะก่อให้เกิดเฮอร์ริเคนขึ้นใกล้นิวอิงแลนด์ แต่หัวหน้าหัวเราะเยาะการพยากรณ์นั้น พายุโซนร้อนจะไม่เกิดขึ้นทางตอนเหนือ

สองชั่วโมงต่อมาพายุเฮอร์ริเคนขึ้นฝั่งที่เกาะลองไอร์แลนด์ และมาถึงนิวอิงแลนด์ตอนสี่โมงเย็น ซัดเรือเข้าฝั่งและหอบบ้านเรือนลงในทะเล มีผู้เสียชีวิตมากกว่าหกร้อยคน หากพวกเขาได้รับคำเตือนจากเพียร์ซ ซึ่งมาจากฐานข้อมูลที่ชัดเจนและแผนที่อันละเอียด พวกเขาคงรอดชีวิต

แนวคิดของการเรียนรู้ว่าต้องฟังเสียงของใครนั้นมีความสำคัญในพระคัมภีร์ ในสมัยเยเรมีย์พระเจ้าเตือนให้ระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ โดยตรัสว่า “อย่าฟังถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะ ผู้เผยให้ท่านฟัง กระทำให้ท่านเต็มด้วยความหวังลมๆแล้งๆเขากล่าวถึงนิมิตแห่งใจของเขาเองมิใช่จากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (ยรม.23:16) พระองค์ตรัสถึงคนเหล่านั้นว่า “แต่ถ้าเขาทั้งหลายได้ยืนอยู่ในการประชุมของเราแล้ว เขาคงจะได้ป่าวร้องถ้อยคำของเราต่อประชากรของเรา” (ข้อ 22)

“ผู้พยากรณ์เท็จ” ยังคงมีอยู่ คือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่แนะนำโดยละเลยพระเจ้าหรือบิดเบือนพระวจนะให้เข้ากับจุดประสงค์ของตนเอง แต่โดยพระคำและพระวิญญาณของพระเจ้า พระองค์ได้ประทานสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อจะแยกแยะความเท็จออกจากความจริง เมื่อเราประเมินทุกสิ่งด้วยความจริงแห่งพระวจนะแล้ว คำพูดและชีวิตของเราจะสะท้อนความจริงนั้นไปสู่ผู้อื่น

กระแสไฟฟ้า

ฉันรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟไหลผ่าน” ศาสตราจารย์ฮอลลี่ ออร์ดเวย์เล่าความรู้สึกที่มีต่อ “โฮลี่ ซอนเนตหมายเลข 14” บทกวีอันยิ่งใหญ่ของดอนเน่ว่า มีบางสิ่งเกิดขึ้นในกลอน ฉันสงสัยว่าคืออะไร ออร์ดเวย์ซึ่งไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าเล่าว่าเธอเริ่มเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ ในที่สุดเธอก็เชื่อความจริงเรื่องพระคริสต์ผู้ทรงคืนพระชนม์และเปลี่ยนแปลงชีวิต

ความรู้สึกว่ามีกระแสไฟไหลผ่านคงเป็นสิ่งที่เปโตร ยากอบและยอห์นรู้สึกในวันที่พระเยซูพาพวกเขาไปบนภูเขาและได้เห็นการจำแลงพระกายอันอัศจรรย์ ฉลองพระองค์ “กลายเป็นสีขาว มันระยับ” (มก.9:3) มีเอลียาห์และโมเสส เรารู้ว่าเหตุการณ์นี้คือการจำแลงพระกาย

เมื่อลงจากภูเขา พระเยซูห้ามไม่ให้สาวกบอกใครถึงสิ่งที่เห็นจนกว่าพระองค์จะเป็นขึ้นมา (ข้อ 9) แต่พวกเขาไม่เข้าใจแม้กระทั่งความหมายของคำที่พระองค์ตรัสว่า “เป็นขึ้นมาจากความตาย” (ข้อ 10)

สาวกยังไม่เข้าใจพระเยซูอย่างถ่องแท้ เพราะพวกเขาไม่อาจเข้าใจจุดมุ่งหมายที่พระเยซูจะทรงสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์ แต่ท้ายที่สุดเมื่อได้มีประสบการณ์กับพระเจ้าผู้ฟื้นพระชนม์ ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ในบั้นปลายชีวิตเปโตรเล่าถึงตอนที่เห็นการจำแลงพระกายว่าเป็นครั้งแรกที่สาวกได้ “เป็นพยานผู้รู้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์” (2 ปต.1:16)

เช่นที่ออร์ดเวย์และสาวกเรียนรู้ เมื่อเราได้เผชิญหน้ากับฤทธิ์อำนาจของพระเยซูก็เหมือนได้สัมผัสกับ “กระแสไฟฟ้า” มีบางสิ่งเกิดขึ้น พระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์ทรงเรียกเรา

การคร่ำครวญของเมอร์ซี่

พ่อโทษว่าเขาเจ็บป่วยเพราะถูกคำสาป ทั้งที่เป็นโรคเอดส์ เมื่อเขาเสียชีวิต เมอร์ซี่วัยสิบขวบก็ยิ่งใกล้ชิดแม่ แต่แม่ป่วยและเสียชีวิตในสามปีต่อมา จากนั้นพี่สาวของเมอร์ซี่ต้องเลี้ยงน้อง 5 คน ตอนนั้นเมอร์ซี่เริ่มจดบันทึกเรื่องความเจ็บปวดลึกๆของเธอ

เยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะบันทึกความเจ็บปวดในพระธรรมบทเพลงคร่ำครวญที่น่าหดหู่ กล่าวถึงกองทัพบาบิโลนที่โหดร้ายต่อยูดาห์ ท่านคร่ำ-ครวญและทุกข์ใจโดยเฉพาะกับเหยื่อที่อายุน้อยที่สุด “จิตวิญญาณของข้าพเจ้าก็ระทมเพราะความพินาศของธิดาแห่งชนชาติของข้าพเจ้า...เพราะเหล่าลูกเด็กเล็กแดงที่ดูดนมอยู่นั้นเป็นลมสลบอยู่ตามลานในกรุง” (2:11) ในอดีตคนยูดาห์ละทิ้งพระเจ้า แต่ลูกหลานต้องรับผลด้วย “เมื่อชีวิตของเขาต้องสิ้นไปที่อกแม่ของเขาทั้งหลาย” (ข้อ 12)

เราอาจคิดว่าเยเรมีย์น่าจะปฏิเสธพระเจ้ายามที่ต้องเผชิญความทุกข์ยาก แต่ท่านกลับหนุนใจผู้ที่รอดชีวิตว่า “ระบายความในใจของเจ้าออกมาอย่างน้ำตรงพระพักตร์พระเจ้า จงชูมือทั้งสองของเจ้าขึ้นตรงไปยังพระองค์ เพื่อขอชีวิตของบรรดาลูกเด็กเล็กแดงของเจ้า” (ข้อ 19)

เป็นการดีที่เราจะระบายความในใจของเราต่อพระเจ้า การคร่ำครวญเป็นส่วนสำคัญของการเป็นมนุษย์ แม้ยามที่พระเจ้าอนุญาตให้เราเผชิญความเจ็บปวด พระองค์ก็ทรงเศร้าใจไปกับเรา พระองค์ทรงเป็นเช่นเดียวกับเรา คือตามพระฉายาพระเจ้า พระองค์จึงทรงคร่ำครวญด้วย - TLG

หนึ่งร้อยปีจากนี้

ผมอยากเป็นที่จดจำไปอีกหนึ่งร้อยปีจากนี้” ร็อด เซอร์ลิง นักเขียนบทละครกล่าวในปี 1975 เขาเป็นผู้ผลิตละครชุดทางโทรทัศน์เรื่องแดนสนธยา เขาต้องการให้ผู้คนพูดถึงว่า “เขาเป็นนักเขียน” เราคงเข้าใจความปรารถนาของเซอร์ลิง ที่ต้องการทิ้งมรดกไว้ซึ่งทำให้ชีวิตของเรามีความหมายและยั่งยืน

โยบเป็นชายคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อค้นหาความหมายจากเวลาแสนสั้นของชีวิต ในชั่วพริบตา ไม่เพียงทรัพย์สมบัติแต่สิ่งต่างๆที่มีค่าต่อท่านที่สุดคือลูกๆ ถูกเอาไปจากท่าน สหายของท่านยังกล่าวโทษว่าท่านสมควรได้รับชะตาเช่นนี้ โยบคร่ำครวญว่า “โอ ข้าอยากให้ถ้อยคำของข้าได้ถูกบันทึกไว้ โอ ข้าอยากให้จารึกไว้ในหนังสือ โอ ข้าอยากให้สลักไว้ในศิลาเป็นนิตย์ ด้วยปากกาเหล็กและตะกั่ว” (โยบ 19:23-24)

ถ้อยคำของโยบถูก “สลักไว้ในศิลาเป็นนิตย์” คือในพระคัมภีร์ แต่โยบต้องการให้ชีวิตมีความหมายมากกว่าการทิ้งมรดกไว้ ท่านได้พบความหมายในพระลักษณะของพระเจ้า “ข้าทราบว่า พระผู้ไถ่ของข้าทรงพระชนม์อยู่” โยบประกาศ “และในที่สุดพระองค์จะทรงปรากฏบนแผ่นดินโลก” (19:25) ความรู้นี้ทำให้ท่านมีความปรารถนาที่ถูกต้อง “ผู้ซึ่งข้าจะได้เห็นเอง” โยบกล่าว “จิตใจในตัวข้าก็อ่อนโหย” (ข้อ 27)

ในตอนท้าย โยบไม่ได้พบกับสิ่งที่คาดหวังแต่พบสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า คือแหล่งของความหมายและความยั่งยืนทั้งปวง (42:1-6)

อีกด้านของความรัก

โรงแรมแบบชาวโรมันสมัยพระเยซูคริสต์มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนัก ครูสอนศาสนายิวจึงไม่อนุญาตให้ฝากแม้กระทั่งวัวไว้ที่โรงแรม เมื่อสถานการณ์ไม่ดีอย่างนั้น คริสเตียนที่เดินทางในสมัยนั้นจึงมักจะไปพักที่บ้านผู้เชื่อแทน

ในบรรดาผู้คนที่เดินทางในยุคนั้นมีผู้สอนผิดซึ่งปฏิเสธว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์อยู่ด้วย ด้วยเหตุนี้จดหมายของยอห์นฉบับที่ 2 จึงบอกผู้อ่านว่ามีบางเวลาที่ต้องไม่ให้การต้อนรับ ยอห์นกล่าวในจดหมายฉบับก่อนว่าผู้สอนผิดเหล่านั้นคือ “ผู้ปฏิเสธพระคริสต์ คือ ปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร” (1 ยน.2:22) ท่านขยายความใน 2 ยอห์นว่า ผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ “มีทั้งพระบิดาและพระบุตร” (ข้อ 9)

ท่านยังเตือนว่า “ถ้าผู้ใดมาหาท่านและไม่นำพระโอวาทนี้มาด้วย อย่ารับเขาไว้ในเรือนและอย่าสวัสดีกับเขา” (ข้อ 10) การต้อนรับผู้ที่สอนผิดคือการมีส่วนนำคนออกห่างพระเจ้า

จดหมายฉบับที่สองของยอห์น ทำให้เราเห็น “อีกด้านหนึ่ง” ของความรักของพระเจ้า เรารับใช้พระเจ้าผู้ทรงต้อนรับทุกคน แต่ความรักแท้จะไม่สนับสนุนคนหลอกลวงที่เป็นภัยต่อตัวเองและผู้อื่น พระเจ้าทรงโอบกอด
คนที่เข้าหาพระองค์ด้วยใจสำนึกผิด แต่พระองค์ไม่ต้อนรับความหลอกลวง

ลาวาในสวรรค์

ทุกอย่างเงียบสงบ มีแต่เสียงลาวาร้อนจัดที่กำลังไหลเป็นเส้นสายเล็กๆ กัดกร่อนใบของพืชเขตร้อน ชาวบ้านยืนมองด้วยความรู้สึกทั้งกลัวและทึ่ง ส่วนใหญ่พวกเขาเรียกที่นี่ว่า “สวรรค์” แต่วันนี้ไฟที่ปะทุจากรอยแยกในเขตพูนาบนเกาะฮาวายเตือนว่าพระเจ้าเป็นผู้หลอมรวมเกาะแห่งนี้ขึ้นผ่านการระเบิดของภูเขาไฟที่ไม่มีใครควบคุมได้

เพียงสัมผัส

การสัมผัสเพียงแค่เล็กน้อย ส่งผลอย่างมากต่อโคลิน ขณะที่ทีมเล็กๆ ของเขาเตรียมทำงานการกุศลในภูมิภาคที่รู้จักกันดีว่าเป็นปฏิปักษ์กับผู้เชื่อในพระเยซู เขาเริ่มเครียดมากขึ้น เมื่อโคลินเล่าความกังวลใจให้เพื่อนร่วมทีมฟัง เพื่อนคนนั้นผละจากงาน แตะไหล่ของเขา และแบ่งปันคำพูดเล็กๆ น้อยๆ ที่ให้กำลังใจเขา เมื่อมองย้อนกลับไป โคลินกล่าวว่าสัมผัสเล็กน้อยครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยน เป็นสิ่งเตือนใจที่ทรงพลังถึงความจริงง่ายๆ ที่ว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเขา

พระทัยพระเจ้าต่อคนหน้าซื่อใจคด

"ผมคงผิดหวังมากถ้ามีคนในทีมของเราทำแบบนั้น” นักคริกเก็ตคนหนึ่งกล่าว เมื่อพูดถึงนักคริกเก็ตชาวแอฟริกาใต้ที่โกงการแข่งขันในปี 2016 สองปีถัดมา นักคริกเก็ตผู้นี้ถูกจับได้ในประเด็นอื้อฉาวทำนองนี้อีก