กับเพื่อนแบบนี้...
“ฉันรู้จักนายดีกว่าที่นายรู้จักตัวเองเสียอีก!” ตอนหนุ่มๆผมได้ยินคำประกาศอย่างมั่นใจนี้จากเพื่อนคนหนึ่ง เธอมีเจตนาที่ดี แต่ชีวิตที่ซับซ้อนของผมในฐานะบุตรบุญธรรมของมิชชันนารีได้ถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมจากสี่ทวีป เธอไม่ได้รู้จักผมอย่างแท้จริง
โศฟาร์เพื่อนของโยบดูเหมือนฉลาดในการประเมินความยากลำบากของท่าน “ท่านจะหยั่งรู้สภาพของพระเจ้าได้หรือ” โศฟาร์ถามโยบ (โยบ 11:7) “นั่นสูงกว่าฟ้าสวรรค์” (ข้อ 8) ใครจะโต้แย้งเรื่องนี้ได้ แต่แล้วโศฟาร์ก็ยังกล้าที่จะพูดถึงสิ่งที่เขาไม่รู้ นั่นคือจิตใจของโยบ เขากล่าวโดยไม่มีหลักฐานว่า “ถ้าความบาปชั่วอยู่ในมือของท่าน ทิ้งเสียให้ไกล และอย่าให้ความอธรรมอาศัยอยู่ในเต็นท์ของท่าน...ท่านจะปลอดภัย และไม่ต้องกลัว” (ข้อ 14-15)
โยบตอบอย่างเย้ยหยันว่า “สติปัญญาจะตายไปพร้อมกับท่าน แต่ข้าก็มีความเข้าใจอย่างกับท่าน ข้าไม่ด้อยกว่าท่าน เออ เรื่องอย่างนี้ใครจะไม่ทราบ” (12:2-3) เรื่องจริงเกี่ยวกับโยบนั้นซับซ้อนมากจนแม้แต่ตัวของท่านเองก็ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น (ดู โยบ 1-2) ท่านพูดได้ถูกแล้วที่ว่า “สติปัญญาและฤทธานุภาพอยู่กับพระเจ้า” (12:13) สติปัญญาและฤทธานุภาพไม่ได้มาจากโศฟาร์ ผู้ทึกทักว่าตนมีสิทธิอำนาจและความเข้าใจซึ่งไม่ใช่ของเขา
เพื่อนของเราอาจต้องการคำปรึกษาที่เปี่ยมด้วยความรักจากเราเป็นครั้งคราว แต่โดยปกติแล้ว เพื่อนที่กำลังเผชิญวิกฤตจะต้องการให้เราอธิษฐานเอ่ยชื่อของพวกเขาต่อพระองค์ผู้ที่ทรงรู้จักพวกเขาอย่างแท้จริง
ฉันผิดเอง
ในภาพยนตร์ตลกเก่าเรื่องหนึ่ง โปรแกรมเมอร์ผู้เฉลียวฉลาดแต่พูดไม่รู้เรื่องคนหนึ่งได้รับเลือกให้ไปปฏิบัติภารกิจส่งมนุษย์ไปดาวอังคารเป็นครั้งแรก ด้วยความที่เขามักจะทำอะไรผิดพลาดอย่างโง่เขลาอยู่เสมอ เขาจึงมีคำพูดติดปากว่า “ฉันไม่ได้ทำ!” เมื่อลูกเรือลงจอดบนดาวอังคาร โปรแกรมเมอร์ก็ลื่นตกลงมาจากบันไดขั้นบนสุดสู่พื้นผิวของดาวอังคารก่อนที่คู่หูของเขาจะก้าวเท้าตามลงมา คำพูดแรกบนดาวอังคารจึงกลายเป็น “ฉันไม่ได้ทำ!”
เรื่องนี้เป็นเรื่องตลก แต่คำพูดของโปรแกรมเมอร์ผู้นี้กลับฟังดูสมจริงจนน่ากลัว เมื่อใดก็ตามที่มีการกล่าวโทษเกิดขึ้น ปฏิกิริยาของเรามักจะดูเหมือนกับเรากำลังบอกว่า “ฉันไม่ได้ทำ!”
พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเชื่อฟัง แต่พระองค์ก็ทรงทราบดีว่าเรามีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อฟังพระองค์ ในเลวีนิติ 26:1-13 พระเจ้าทรงร่างแผนการของพระองค์สำหรับชนชาติอิสราเอล หากพวกเขาเชื่อฟังพระบัญชา พระองค์ตรัสว่า “เราจะคิดถึงเจ้า จะกระทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากยิ่งขึ้น” (ข้อ 9) แต่การไม่เชื่อฟังจนเป็นนิสัยจะนำมาซึ่งคำสาปแช่งและความทุกข์ยากที่มุ่งหมายให้ผู้คนกลับใจใหม่ จากนั้นพระเจ้าตรัสว่าหากอิสราเอลที่ไม่เชื่อฟัง “สารภาพกรรมบาปของเขา และกรรมบาปของบรรพบุรุษ” (ข้อ 40) พระองค์จะทรงระลึกถึงพันธสัญญาที่พระองค์ทำกับพวกเขา
กุญแจสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับพระเจ้าคือการยอมรับว่าเราทำผิด การกล่าวโทษผู้อื่นทำให้เราติดอยู่ในวังวนของความรู้สึกผิด และไม่มีกำลังที่จะพิสูจน์ตัวเอง
คุณรู้สึกห่างไกลจากพระเจ้าใช่ไหม จุดเริ่มต้นที่ดีคือการพูดว่า “ฉันผิดเอง”
แม่น้ำที่ต้องข้าม
เมื่อคริส แมคแคนด์เลสออกเดินทางพเนจรและเข้าไปในผืนป่าอันกว้างใหญ่ของอลาสก้า เขาคิดว่าจะกลับออกมา แต่เขาข้ามแม่น้ำเทกลานิก้าไปในเดือนเมษายน ก่อนที่น้ำแข็งจะละลายในฤดูร้อนจนกลายเป็นแม่น้ำเชี่ยวกรากที่ไม่อาจข้ามได้ หลายเดือนต่อมาแมคแคนด์เลสก็ไม่สามารถกลับออกมาได้ การเสียชีวิตอันน่าสลดใจของเขาถูกบันทึกไว้ในหนังสือและภาพยนตร์
คนอิสราเอลในยุคโบราณต้องเผชิญกับการข้ามแม่น้ำครั้งสำคัญเพื่อจะได้เข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา แต่แม่น้ำ “จอร์แดนขึ้นท่วมฝั่ง” (ยชว.3:15) อันเป็นความท้าทายที่จะทำให้ความเชื่อของพวกเขาเติบโต พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า “วันนี้เราจะเริ่มยกย่องเจ้าให้เป็นใหญ่ ในสายตาของบรรดาอิสราเอล เพื่อเขาจะทราบว่า เราอยู่กับโมเสสมาแล้วอย่างไร เราจะอยู่กับเจ้าอย่างนั้น” (ข้อ 7)
โยชูวากล่าวกับประชาชนว่า “หีบพันธสัญญาของพระเป็นเจ้าแห่งสากลพิภพจะข้ามไปข้างหน้าท่าน ลงไปในแม่น้ำจอร์แดน” (ข้อ 11) เมื่อปุโรหิตผู้หามหีบก้าวลงไปในแม่น้ำจอร์แดน และ “น้ำที่ไหลมาจากข้างบนก็หยุด” (ข้อ 15-16) ประชาชนทั้งปวงก้าวข้ามไปบนดินก้นแม่น้ำที่แห้ง (ข้อ 17)
บางครั้งเราต้องพบเจอกับ “การข้ามแม่น้ำ” คือสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ซึ่งสามารถเสริมสร้างความเชื่อของเราได้ หากเราหันไปหาผู้ที่สร้างทางข้ามนั้น การข้ามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการข้ามจากชีวิตนี้ไปสู่ชีวิตหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็นการข้ามใด พระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่กับโมเสส โยชูวา และชนชาติอิสราเอลจะทรงเตรียมทางไว้เพื่อเราเช่นกัน
พระเจ้าของน้องสาว
อามินาได้มาเชื่อพระคริสต์ในประเทศที่คริสต์ศาสนาถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เธอเริ่มแบ่งปันความเชื่อใหม่กับพี่ชายซึ่งปฏิเสธคำวิงวอนของเธอ ต่อมาเขาล้มป่วยด้วยโรคปอดที่ร้ายแรง เขาหายใจไม่ออกขณะอยู่คนเดียวในห้องมืดมิดที่โรงพยาบาล เขาไม่พร้อมที่จะยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า และกลัวที่จะเอ่ยพระนามของพระคริสต์ (เพราะอาจมีคนมาได้ยินเข้า!) ดังนั้นเขาจึงร้องว่า “พระเจ้าของน้องสาวผม โปรดช่วยผมด้วย!” ทันใดนั้นเขาก็หายใจได้ดีขึ้น และห้องก็สว่างขึ้นอย่างที่อธิบายไม่ได้ การเดินทางสู่ความเชื่อในพระเยซูของเขาเริ่มต้นในวันนั้น
ในพระธรรมปฐมกาล คนใช้ของอับราฮัมออกเดินทางเพื่อสืบหาภรรยาให้บุตรชายของเจ้านาย ก่อนสิ่งอื่นใดเขาอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์” (24:12) ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขารู้ว่าพระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า “เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่” (12:2) และได้ทรงย้ำพระสัญญานั้นอีกครั้ง (15:2-5) แล้ว “อับรามก็เชื่อพระเจ้า ความเชื่อนั้นพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน” (ข้อ 6) คนใช้จึงวางใจใน “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์” (24:27, 42, 48) เพราะเขาได้เห็นถึงความจริงในความเชื่อของอับราฮัม
เราชักชวนผู้อื่นให้ติดตามพระเยซูด้วยคำพูดของเรา แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการดำเนินชีวิตของเราต่อหน้าพวกเขา ความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียวนั้นบ่งบอกอะไรได้มากมาย
ขอให้พระเจ้าของอับราฮัมและของอามินาทรงใช้ชีวิตของเราเพื่อจะนำพาผู้อื่นมาหาพระองค์
มองไม่เห็นพระเจ้า
คนส่วนใหญ่ไม่อยากเข้าใกล้จอร์จ เชส เขาอาศัยอยู่ในกระท่อมขนาดสิบสองตารางฟุตในป่าที่แม่น้ำพอว์คาตักของนิวอิงแลนด์ไหลมาบรรจบที่อ่าวลิตเติ้ลนาร์รากันเซตต์ สำหรับคนในท้องถิ่นแล้ว เห็นได้ชัดว่าจอร์จไม่มีอ่างอาบน้ำ เพราะกลิ่นตัวของเขาบ่งบอกเช่นนั้น
วันหนึ่ง พายุเฮอริเคนจากมหาสมุทรแอตแลนติกได้พัดเข้าท่วมชายฝั่งทะเล โดยพัดพาเอาชายหาดกับบ้านเรือนที่สวยงามไป ผู้รอดชีวิตพากันออกมาจากอ่าวนั้นและเริ่มมองหาที่หลบภัย ทั้งสิบเอ็ดคนเปียกโชกและเนื้อตัวสั่นเทา พวกเขามาหลบภัยในกระท่อมของจอร์จ จอร์จให้ทุกสิ่งที่เขามีไม่ว่าจะเป็นน้ำ นม ชาขิง และที่พักพิง หลังจากพายุเฮอริเคนที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1938 ชาวเมืองมีความคิดเห็นเกี่ยวกับจอร์จ เชสแตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก
เป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อเราตัดสินคนอื่นอย่างผิวเผิน แต่ก็เป็นธรรมชาติของเราที่จะทำแบบนั้น เราทำเช่นนั้นกับพระเยซูด้วยเช่นกัน เราอาจจินตนาการพระองค์ตามที่พระองค์ถูกถ่ายทอดออกมาในภาพวาดเก่าๆที่ดูสง่างาม แต่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ว่า “ท่านไม่มีรูปร่างหรือความสวยงามซึ่งเราทั้งหลายจะมองท่าน...ดังผู้หนึ่งซึ่งคนทนมองดูไม่ได้ ท่านถูกดูหมิ่น และเราทั้งหลายไม่ได้นับถือท่าน” (อสย.53:2-3) แต่พระองค์ได้ประทานทุกสิ่งที่พระองค์มีให้แก่เรา “ท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป” (ข้อ 4) พระองค์ทรงสละชีวิตของพระองค์เพื่อเรา
เป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อเรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และจะเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งกว่าหากเรามองไม่เห็นความเป็นพระเจ้าของพระองค์ผู้ซึ่งเราเคยดูหมิ่นนั้น!
เรามีชีวิตอยู่ตลอดไปได้หรือไม่
การเข้าไปดูข่าวในโลกออนไลน์ในส่วนที่มีการแสดงความคิดเห็นนั้นมีความเสี่ยง เสี่ยงแต่ก็น่าสนใจ ผู้อ่านคนหนึ่งแสดงความเห็นเกี่ยวกับการสัมภาษณ์เศรษฐีที่มุ่งมั่นจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป โดยโพสต์ข้อความจากมัทธิว 16:25 ว่า “‘เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด’-พระเยซู” ผู้อ่านอีกคนตอบกลับความเห็นนี้ว่า “มีหนังสือเล่มหนึ่งเขียนเรื่องพระองค์ไม่ใช่หรือ” ผู้อ่านคนที่สามตอบว่า “ใช่ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น”
มักจะมีคนที่ล้อเลียนความเชื่อในพระเยซูอยู่เสมอ เมื่ออัครทูตเปาโลยืนขึ้นกลางสภาชุมชนแห่งหนึ่ง เพื่อบอกเล่าเรื่องของพระคริสต์ให้ชาวเอเธนส์จำนวนมากฟัง ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีปะปนกัน “ครั้นคนทั้งหลายได้ยินถึงเรื่องการซึ่งเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว บางคนก็เยาะเย้ย” (กจ.17:32) แต่บางคนว่า “ข้าพเจ้าจะคอยฟังท่านกล่าวเรื่องนี้อีกต่อไป” (ข้อ 32) และบางคนก็เชื่อ (ข้อ 34)
การที่คนอื่นจะตอบสนองต่อความจริงในพระคัมภีร์อย่างไรก็เป็นเรื่องระหว่างพวกเขากับพระเจ้า แต่การอ้างว่าเรามีชีวิตอยู่ได้ตลอดไปในโลกนี้นั้นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ร่างกายของเราถูกกำหนดให้ตาย แต่ในทางตรงข้าม พระคัมภีร์บอกเราถึงผู้ซึ่งเป็น “ทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” (ยน.14:6) เช่นเดียวกับเปาโล หน้าที่ของเราคือการแบ่งปันกับทุกคนที่รับฟังว่าพระองค์ผู้นี้ทรงทำอะไรเพื่อเรา และเราไว้วางใจในพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ทรงทำส่วนที่เหลือได้
รู้จักและรักผู้อื่น
ฮิปโปเครตีส (ราว 460-375 ปี ก่อนคริสตกาล) ได้ทำให้การรักษาโรคหลุดพ้นออกจากความเชื่องมงายมาสู่การตรวจสอบและการสังเกตอาการ แต่เขาไม่ได้ละเลยความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย “การรู้ว่าโรคเกิดขึ้นกับใครนั้นสำคัญยิ่งกว่าการรู้ว่าคนคนนั้นป่วยเป็นโรคอะไร” เขากล่าว
อัครทูตเปาโลดูแลคริสตจักรที่มีปัญหามากมาย แต่ท่านมองเห็นความเป็นมนุษย์ของสมาชิกแต่ละคน รวมถึงชายคนที่ทำบาปที่ “การผิดนั้นถึงแม้ในพวกต่างชาติก็ไม่มีเลย” (1 คร.5:1) เปาโลจัดการกับ “โรค” นี้อย่างเด็ดขาดและชายคนนั้นก็กลับใจ บัดนี้ขณะที่ท่านเขียนจดหมายอีกฉบับไปถึงคริสตจักรในเมืองโครินธ์ เปาโลมีคำสั่งที่หนักแน่นสำหรับพวกเขาทุกคน ท่านรู้ว่าบาปของชายคนนี้ส่งผลกระทบต่อทุกคน เพราะชายผู้นั้น “ทำให้พวกท่านเป็นทุกข์บ้างด้วย” (2 คร.2:5) แต่เพราะชายคนนั้นได้หันหลังให้กับบาปของเขาแล้ว เปาโลจึงวิงวอนให้พวกเขา “ยืนยันความรักต่อคนนั้นใหม่” (ข้อ 8)
แรงจูงใจของเปาโลนั้นชัดเจน “ข้าพเจ้าเขียนหนังสือถึงท่าน เพราะข้าพเจ้ามีความทุกข์ระทมใจมากและน้ำตาไหล มิใช่เพื่อจะทำให้ท่านเป็นทุกข์ แต่เพื่อจะให้ท่านรู้จักความรักอย่างมากมาย ซึ่งข้าพเจ้ามีต่อท่านทั้งหลาย” (ข้อ 4) เปาโลรู้จักคนเหล่านั้นทุกคน และรักพวกเขา
ความบาปส่งผลต่อเราทุกคน แต่เบื้องหลังของบาปเหล่านั้นก็คือมนุษย์ เมื่อมีคนทำผิดต่อเรา การกลับไปคืนดีอาจเป็นเรื่องยาก แต่นั่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำ จงทำความรู้จักบุคคลนั้น แล้วจงรักพวกเขาด้วยกำลังที่มาจากพระคริสต์
ภาพบนกำแพง
นักข่าวเซบาสเตียน ยังเกอร์ สมัยที่ยังหนุ่มเขาได้เดินทางท่องไปทั่วสหรัฐอเมริกาและเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ วันหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1980 เขาเข้าไปในห้องน้ำที่หมู่เกาะฟลอริดาคีย์และพบข้อความที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังขีดเขียนไว้บนผนัง ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ผู้อพยพชาวคิวบา แต่มีข้อความหนึ่งที่โดดเด่นซึ่งดูเหมือนจะเขียนโดยชาวคิวบา ข้อความนั้นบอกว่า “ขอบคุณพระเจ้าที่คนอื่นๆที่เหลือในประเทศนี้อบอุ่นและเอาใจใส่ และต้อนรับฉันในปี 1962” ยังเกอร์ตั้งข้อสังเกตว่า “สิ่งที่เลวร้ายที่สุดเกี่ยวกับอเมริการวมถึงสิ่งที่ดีที่สุดต่างก็อยู่บนผนังห้องน้ำชาย”
เราจะตอบสนองต่อถ้อยคำที่เป็นพิษทำร้ายจิตใจซึ่งมักพบเจอบ่อยๆได้อย่างไร พระธรรมสุภาษิตให้คำแนะนำที่ดีเอาไว้ ซาโลมอนซึ่งเป็นผู้รวบรวมพระธรรมนี้ได้ใช้ภาพเปรียบเทียบที่คล้ายกันนี้ในการอธิบายบทที่ 15 ว่า “ปากของคนโง่เทความโง่ออกมา” (ข้อ 2) และ “ปากของคนชั่วร้ายเทสิ่งชั่วร้ายออก” (ข้อ 28) อย่างไรก็ตามพระธรรมบทนี้ได้เริ่มต้นด้วยยาถอนพิษนี้ว่า “คำตอบอ่อนหวานช่วยละลายความโกรธเกรี้ยวให้หายไป” (ข้อ 1) และซาโลมอนกล่าวอีกว่า “ลิ้นที่สุภาพเป็นต้นไม้แห่งชีวิต” (ข้อ 4) สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญเสมอคือการตอบสนองอย่างอดทน “ใจของคนชอบธรรมรำพึงว่าจะตอบอย่างไร” (ข้อ 28)
พระเจ้าจะทรงใช้คำพูดของเราอย่างไรเมื่อเราขอให้พระองค์ช่วยชั่งน้ำหนักคำพูดเหล่านั้นก่อนที่ปากกา แป้นพิมพ์หรือปากของเราจะพ่นพิษและคำหยาบคายใส่เพื่อนมนุษย์ ดังที่สุภาษิตกล่าวว่า “คำเดียวที่ถูกกาละก็ดีจริงๆ” (ข้อ 23)
ความทรงจำเหมือนแสงแฟลช
ช่วงต้นฤดูหนาวในปีค.ศ. 1941 การนมัสการวันอาทิตย์เพิ่งจบลง พ่อของผมและพี่น้องของพ่อเดินกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกลออกไป ในขณะที่คุณปู่ยังอ้อยอิ่งอยู่ที่โบสถ์เล็กๆทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อปู่เดินขึ้นเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะกลับมายังบ้านไร่ ปู่ร้องไห้เพราะเพิ่งจะรู้ว่าอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ถูกระเบิด ลูกๆของปู่ซึ่งรวมถึงพ่อผมด้วยนั้นจะต้องไปรบ พ่อจำช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี
นักวิจัยเรียกเหตุการณ์ในลักษณะนี้ว่า “ความทรงจำเหมือนแสงแฟลช(ความทรงจำที่ชัดเจน)” เหตุการณ์เหล่านั้นฝังอยู่ในความทรงจำของเรา ลองนึกถึงเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน หรือวันที่คุณสูญเสียคนใกล้ชิดไป และลองคิดถึงประสบการณ์ที่มีความสุขที่สุดของคุณ
ลองจินตนาการถึงความทรงจำเหมือนแสงแฟลชสาวกพระเยซูดู พวกเขาได้เห็นการอัศจรรย์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทันใดนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พระบุตรของพระเจ้าถูกจับและถูกตรึงกางเขน แต่หลังจากนั้นทรงฟื้นคืนพระชนม์! มารีย์ชาวมักดาลารีบไปบอกพวกสาวก “ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” (ยน.20:18) แต่สาวกยังหลบซ่อนด้วยความกลัว พวกเขาไม่เชื่อข่าวที่ได้ยิน (ลก.24:11) จนกระทั่ง “พระเยซูได้เสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขา” (ยน.20:19) และ “เมื่อพวกสาวกเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้วก็มีความยินดี” (ข้อ 20)
ยอห์นบันทึกเหตุการณ์เหล่านั้นว่า “แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์” (ข้อ 31) “ความทรงจำเหมือนแสงแฟลช” ที่มาพร้อมกับความยิ่งใหญ่นิรันดร์