ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Tim Gustafson

นอกค่าย

วันศุกร์เป็นวันที่มีตลาดนัดในเมืองชนบทของประเทศกานาที่ผมเติบโตมา หลังจากหลายปีผ่านไปผมยังจำแม่ค้าคนหนึ่งได้ นิ้วมือและนิ้วเท้าของเธอกุดไปเพราะโรคเรื้อน เธอหมอบอยู่ที่เสื่อและตักสินค้าของเธอด้วยกระบวยที่ทำจากบวบ บางคนหลบเลี่ยงเธอ แม่ของผมตั้งใจซื้อของจากเธอเป็นประจำ ผมเห็นเธอแค่ในวันที่มีตลาดนัด แล้วเธอก็จะหายออกไปนอกเมือง

ในยุคอิสราเอลโบราณ โรคต่างๆที่เป็นเหมือนโรคเรื้อนนั้นหมายถึงการใช้ชีวิต “ภายนอกค่าย” เป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวสิ้นหวัง กฎบัญญัติของอิสราเอลกล่าวถึงคนเหล่านี้ว่า “เขาจะต้องอยู่แต่ลำพัง” (ลนต.13:46) ภายนอกค่ายยังเป็นที่เผาซากวัวซึ่งถวายเป็นเครื่องบูชาด้วย (4:12) ภายนอกค่ายไม่ใช่สถานที่ที่คุณอยากจะอยู่

ความจริงที่โหดร้ายนี้ทำให้คำกล่าวถึงพระเยซูในฮีบรู 13 น่าสนใจมากยิ่งขึ้น “ให้เราทั้งหลายออกไปหาพระองค์ภายนอกค่ายนั้นและยอมรับคำดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อพระองค์” (ข้อ 13) พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนที่นอกประตูเมืองเยรูซาเล็ม นี่เป็นประเด็นสำคัญเมื่อเราศึกษาเรื่องระเบียบในการถวายเครื่องบูชาของฮีบรู

เราอยากเป็นที่ชื่นชอบ ได้รับการเคารพ มีชีวิตที่สะดวกสบาย แต่พระเจ้าทรงเรียกให้เรา “ออกไปนอกค่าย” ซึ่งเป็นที่แห่งความอดสู ที่นั่นเราจะพบแม่ค้าที่เป็นโรคเรื้อน ที่นั่นเราจะพบผู้คนที่โลกไม่ยอมรับ และที่นั่นเราจะได้พบพระเยซู

ทำตามความเชื่อ

พ่อของแซมต้องหนีเอาชีวิตรอดระหว่างการรัฐประหาร ​เมื่อสูญเสียรายได้กะทันหัน ครอบครัวจึงไม่สามารถจ่ายค่ายาที่ต้องใช้เพื่อรักษาชีวิตพี่ชายของแซมได้ แซมคิดด้วยความโกรธพระเจ้าว่า เราทำอะไรถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้

ผู้เชื่อคนหนึ่งได้ข่าวเรื่องปัญหาของครอบครัวนี้ เมื่อพบว่าเขามีเงินพอซื้อยาได้ เขาจึงซื้อและเอาไปให้ ของขวัญซึ่งช่วยชีวิตจากคนแปลกหน้านี้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง “อาทิตย์นี้เราจะไปคริสตจักรของชายคนนั้น” แม่ของเขาประกาศ ความโกรธของแซมเริ่มบรรเทาลง และในที่สุดสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนก็ได้รับเชื่อในพระเยซูทุกคน

เมื่อยากอบเขียนว่าการประกาศตัวเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์จำเป็นต้องควบคู่ไปกับชีวิตที่ประพฤติตามพระวจนะ ท่านเจาะจงถึงเรื่องการดูแลผู้อื่น “ถ้า​พี่​น้อง​ชาย​หญิง​คน​ใด​ขัด​สน​เครื่อง​นุ่งห่ม​และ​อาหาร​ประจำวัน​ และ​มี​คน​ใด​ใน​พวก​ท่าน​กล่าว​แก่​เขา​ว่า ‘เชิญ​ไป​เป็น​สุข​เถิด ขอ​ให้​อบอุ่น​และ​อิ่ม​เถิด’ และ​ไม่ได้​ให้​สิ่ง​ที่​เขา​ขัด​สน​นั้น จะ​เป็น​ประโยชน์​อะไร​” (2:15-16)

ความประพฤติของเราแสดงให้เห็นว่าความเชื่อของเราจริงแท้เพียงใด ที่สำคัญคือความประพฤติเหล่านั้นส่งผลต่อทางเลือกในเรื่องความเชื่อของผู้อื่นด้วย ในกรณีของแซม เขากลายเป็นศิษยาภิบาลและผู้ก่อตั้งคริสตจักร ในที่สุดเขาเรียกชายที่ช่วยเหลือครอบครัวเขาว่า “ปาปา มาเปส” ตอนนี้เขาถือว่าชายคนนั้นคือพ่อฝ่ายวิญญาณ ผู้ที่สำแดงให้เขาเห็นความรักของพระเยซู

โหยหาพระเจ้า

เมื่อคอนเนอร์และซาร่า สมิธย้ายบ้านไกลออกไปราว 8 กิโลเมตรบนถนนเดิม เจ้าสมอร์แมวของพวกเขาแสดงความไม่พอใจโดยการวิ่งหนีไป วันหนึ่งซาร่าเห็นรูปภาพในปัจจุบันของโรงนาเก่าของพวกเขาบนสื่อสังคมออนไลน์ สมอร์อยู่ในรูปด้วย!

ครอบครัวสมิธจึงไปรับแมวด้วยความดีใจ สมอร์วิ่งหนีไปอีก ลองเดาสิว่ามันไปที่ไหน ครั้งนี้ครอบครัวที่ซื้อบ้านต่อจากพวกเขาตกลงรับเลี้ยงสมอร์ด้วย ครอบครัวสมิธไม่สามารถหยุดสถานการณ์เช่นนี้ได้เพราะสมอร์จะกลับ “บ้าน”​ เสมอ

เนหะมีย์รับใช้ในตำแหน่งสูงที่ราชสำนักของกษัตริย์เมืองสุสา แต่จิตใจของท่านอยู่ที่อื่น ท่านเพิ่งได้ยินข่าวน่าเศร้าถึงสภาพของ “เมืองสถานที่ฝังศพของบรรพบุรุษของข้าพระบาท” (นหม.2:3) ท่านจึงอธิษฐาน “ขอพระองค์ทรงระลึกถึงพระวจนะซึ่งพระองค์ได้บัญชาไว้กับโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ว่า... ‘ถ้าเจ้ากลับมาหาเราและรักษาบัญญัติของเรา... ถึงแม้ว่าพวกเจ้ากระจัดกระจายไปอยู่ใต้ฟ้าที่ไกลที่สุด เราจะรวบรวมเจ้ามาจากที่นั่น และนำเจ้ามายังสถานที่ซึ่งเราได้เลือกไว้ เพื่อกระทำให้นามของเรา ดำรงอยู่ที่นั่น’” (1:8-9)

มีคำกล่าวไว้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน หัวใจเราก็อยู่ที่นั่น สำหรับเนหะมีย์การโหยหาบ้านเป็นมากกว่าความผูกพันกับสถานที่ สิ่งที่ท่านโหยหามากที่สุดคือการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า เยรูซาเล็มคือ “สถานที่ซึ่งเราได้เลือกไว้ เพื่อกระทำให้นามของเรา ดำรงอยู่ที่นั่น”

ความไม่อิ่มใจที่เรารู้สึกได้ลึกๆภายในแท้จริงแล้วเป็นความโหยหาพระเจ้า เราโหยหาความอบอุ่นใจที่จะได้อยู่กับพระองค์

พระเจ้าทรงอยู่ที่นั่น

ออเบรย์ซื้อเสื้อโค้ทขนสัตว์ตัวหนึ่งให้พ่อที่อายุมากแล้ว แต่พ่อของเธอเสียชีวิตก่อนจะได้ใส่เสื้อตัวนั้น เธอจึงบริจาคเสื้อตัวนั้นเพื่อการกุศลโดยเขียนข้อความหนุนใจใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อพร้อมกับเงิน 20 เหรียญ

ห่างออกไปราว 145 กิโลเมตร เคลลี่เด็กหนุ่มอายุ 19 ปีไม่สามารถทนสภาพครอบครัวที่แตกสลายได้อีกต่อไป เขาออกจากบ้านโดยไม่ได้เอาเสื้อโค้ทติดตัวไป เขารู้จักที่เพียงแห่งเดียวที่พอจะพึ่งได้คือบ้านของคุณยายซึ่งอธิษฐานเผื่อเขาเสมอ หลายชั่วโมงต่อมาเขาก้าวลงจากรถประจำทางเข้าสู่อ้อมกอดของยาย เพื่อป้องกันเขาจากลมหนาวยายบอกว่า “เราต้องหาเสื้อโค้ทให้เธอ” ที่ศูนย์สงเคราะห์ เคลลี่ลองใส่เสื้อตัวที่เขาชอบ เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและพบซองจดหมายที่มีเงิน 20 เหรียญและข้อความของออเบรย์

ยาโคบหนีจากครอบครัวที่แตกแยกเพราะความกลัวตาย (ปฐก.27:41-45) เมื่อท่านหยุดพักในเวลากลางคืน พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ต่อยาโคบในความฝัน “เราอยู่กับเจ้า และจะพิทักษ์รักษาเจ้าทุกแห่งหนที่เจ้าไป” พระเจ้าตรัสกับท่าน (28:15) ยาโคบปฏิญาณว่า “ถ้าพระเจ้าทรง...ประทานอาหารให้ข้าพระองค์รับประทาน และเสื้อผ้าให้ข้าพระองค์สวม...พระเยโฮวาห์จะทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์” (ข้อ 20-21)

ยาโคบตั้งเสาศักดิ์สิทธิ์และเรียกที่นั่นว่า “ที่ประทับของพระเจ้า” (ข้อ 22)เคลลี่พกข้อความของออเบรย์และเงิน 20 เหรียญติดตัวไปทุกแห่ง ทั้งสองเรื่องเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่ว่าเราจะหนีไปที่ใดพระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นด้วย

ภาพที่ไม่เคยเห็น

หลังจากยูริ กาการินได้กลายเป็นมนุษย์คนแรกที่ไปท่องอวกาศ เขาโดดร่มลงที่กลางชนบทแห่งหนึ่งในรัสเซีย หญิงชาวสวนคนหนึ่งเห็นนักบินอวกาศที่ยังสวมชุดอวกาศสีส้มพร้อมหมวกกำลังลากร่มชูชีพสองชุด “เป็นไปได้ไหมว่าคุณมาจากนอกโลก” เธอถามด้วยความประหลาดใจ “จะว่าไปแล้วก็ใช่” เขาตอบ

น่าเศร้าที่ผู้นำโซเวียตเปลี่ยนการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ให้เป็นโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านศาสนา “กาการินออกไปในอวกาศ แต่เขาไม่พบพระเจ้าองค์ใดเลยที่นั่น” นายกฯประกาศ (กาการินเองไม่เคยพูดเช่นนั้น) ซี.เอส.ลูอิสตั้งข้อสังเกตว่า “ผู้ที่ไม่พบพระเจ้าในโลกนี้ก็ไม่น่าจะพบพระองค์ในอวกาศ”

พระเยซูเตือนเราเกี่ยวกับการไม่รับรู้ถึงพระเจ้าในชีวิตนี้ พระองค์เล่าเรื่องของชายสองคนที่เสียชีวิต คือเศรษฐีที่ไม่มีเวลาให้พระเจ้า และลาซารัสขอทานที่ร่ำรวยความเชื่อ (ลก.16:19-31) ด้วยความทุกข์ทรมานเศรษฐีจึงขอร้องอับราฮัมเพื่อพี่น้องที่ยังอยู่ในโลก “​ขอ​ท่าน​ใช้​ลาซารัส​ไป” เขาร้องขอ “ถ้า​คน​หนึ่ง​จาก​หมู่​คน​ตาย​ไป​หา​เขา เขา​คง​จะ​กลับ​ใจ​เสีย​ใหม่” (ข้อ 27,30) อับราฮัมรู้ถึงต้นตอที่เป็นสาเหตุของปัญหานี้ว่า “ถ้า​เขา​ไม่​ฟัง​โมเสส​และ​พวก​ผู้เผย​พระ​วจนะ แม้​คน​หนึ่ง​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย เขา​ก็​จะ​ยัง​ไม่​เชื่อ” (ข้อ 31)

“การมองเห็นไม่ได้หมายความว่าจะเชื่อ” ออสวอลด์ แชมเบอร์เขียนไว้ “เราแปลความหมายของสิ่งที่เรามองเห็นจากสิ่งที่เราเชื่อ”

ต้นไม้แห่งการรักษา

คุณสามารถซื้อรถสปอร์ตยี่ห้อแม็คลาเรน 720 เอส คันใหม่ได้ในราคา 300,000 ดอลล่าร์ รถคันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์วี 8 ความแรง 710 แรงม้า ซึ่งเกินความจำเป็นในชีวิตประจำวัน

คุณอาจอยากลองใช้งานรถคันนี้อย่างเต็มศักยภาพ นักขับรถชาวเวอร์จิเนียคนหนึ่งเรียนรู้ว่า รถแม็คลาเรนของเขา “เร็ว” มากขนาดที่สามารถเคลื่อนจากโชว์รูมหรูไปยังกองขยะได้ในเวลาเพียงยี่สิบสี่ชั่วโมง! เพราะเพียงวันเดียวหลังจากซื้อรถมาแล้ว เขาขับมันไปชนต้นไม้ (ดีที่เขารอดมาได้)

พระคัมภีร์เริ่มต้นไปเพียงสามบท เราก็ได้เรียนรู้ว่าการตัดสินใจที่ผิดพลาดและต้นไม้ต้นหนึ่งสามารถทำลายสิ่งดีที่พระเจ้าทรงสร้างได้อย่างไร อาดัมและเอวากินผลจากต้นไม้ที่พระเจ้าทรงห้าม (ปฐก.3:11) เรื่องราวเพิ่งเริ่มต้น สวรรค์ก็ถูกสาปแช่งเสียแล้ว (ข้อ 14-19)

แต่มีต้นไม้อีกต้นหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ลบล้างคำสาป นั่นคือไม้กางเขนที่พระเยซูทรงแบกรับแทนเรา การสิ้นพระชนม์ของพระองค์จ่ายราคาเพื่อเราจะได้มีอนาคตร่วมกับพระองค์ (ฉธบ.21:23; กท.3:13)

ในบทสุดท้ายของพระคัมภีร์เรื่องราววนกลับมาที่จุดเดิม เราอ่านพบว่า “ต้นไม้แห่งชีวิต” เติบโตอยู่ข้าง “แม่น้ำที่มีน้ำแห่งชีวิต” (วว.22:1-2) ยอห์นบรรยายถึงต้นไม้นี้ว่า “สำหรับรักษาบรรดาประชาชาติให้หาย” (ข้อ 2) ท่านยืนยันกับเราว่า “จะไม่มีสิ่งใดถูกสาปแช่งอีกต่อไป” (ข้อ 3) เรื่องราวของพระเจ้าจบลงด้วยความสุขนิรันดร์ที่เราทุกคนปรารถนา

รำพึงถึงหิมะ

กลุ่มนักร้องชาวบ้าน “เหนือแม่น้ำไรน์” ในย่านผู้ใช้แรงงานที่เมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ ร้องเพลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเมืองทุกปี “ทุกครั้งที่หิมะตกครั้งแรกของปี มันรู้สึกเหมือนกับมีเรื่องที่ศักดิ์สิทธ์กำลังเกิดขึ้น” ลินฟอร์ด เด็ทวีลเลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งวงกล่าว “เหมือนการเริ่มต้นใหม่ ทั้งเมืองจะค่อยๆช้าลงและเงียบขึ้น”

ถ้าคุณเคยเจอกับหิมะที่ตกหนักคุณจะเข้าใจว่ามันสร้างแรงบันดาลใจให้กับบทเพลงได้อย่างไร ความเงียบอันอัศจรรย์ปกคลุมโลกเมื่อหิมะมาแทนที่คราบฝุ่นและความทึบทึม จากนั้นไม่นานความเยือกเย็นแห่งฤดูหนาวก็ปรากฏขึ้น เชื้อเชิญให้เรารำลึกและชื่นชมยินดี

เอลีฮูเพื่อนของโยบซึ่งมีมุมมองที่น่าสนใจต่อพระเจ้า ได้บันทึกถึงการทรงสร้างที่เรียกหาความสนใจจากเราโดยบอกว่า “พระเจ้าทรงสำแดงกัมปนาทอย่างประหลาดด้วยพระสุรเสียงของพระองค์” (โยบ 37:5) “พระองค์ตรัสกับหิมะว่า ‘ตกลงบนแผ่นดินซี’ และในทำนองเดียวกันก็ตรัสกับฝนและกับห่าฝนอันหนักของพระองค์” ความงดงามตระการนั้นขัดจังหวะชีวิตของเรา เพื่อเรียกให้เรา
หยุดใคร่ครวญ “พระองค์ทรงมัดมือของ มนุษย์ทุกคน เพื่อทุกคนซึ่งพระองค์ทรงสร้างจะรู้ได้” เอลีฮูกล่าว (ข้อ 6-7)

บางครั้งธรรมชาติเรียกความสนใจจากเราในแบบที่เราไม่ชอบ ไม่ว่าจะเกิดอะไรกับเราหรือเราสังเกตเห็นอะไรรอบตัว ในแต่ละช่วงเวลาซึ่งไม่ว่าจะงดงาม เป็นภัยคุกคาม หรือธรรมดาสามัญ ล้วนแต่เป็นแรงบันดาลใจในการนมัสการของเราได้ หัวใจแห่งนักกวีภายในเรานั้นต้องการความเงียบอันศักดิ์สิทธิ์

ทางออกในยามสิ้นหวัง

ในปลายศตวรรษที่ 17 วิลเลี่ยมแห่งออเร้นจ์จงใจให้น้ำท่วมพื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศของพระองค์ กษัตริย์แห่งเนเธอร์แลนด์ใช้วิธีการที่รุนแรงในความพยายามที่จะขับไล่ผู้บุกรุกชาวสเปน แต่ไม่ได้ผลและพื้นที่เพาะปลูกที่ดีเยี่ยมผืนใหญ่ต้องจมหายไปในทะเล “ในยามที่สิ้นหวังจำเป็นจะต้องใช้มาตรการในยามคับขัน” พวกเขากล่าว

ในสมัยของอิสยาห์ เยรูซาเล็มหันไปพึ่งมาตรการในยามคับขันเมื่อกองทัพอัสซีเรียข่มขู่พวกเขา มีการสร้างระบบกักเก็บน้ำเพื่อให้สามารถอยู่รอดในช่วงที่ถูกโอบล้อม และประชาชนต่างรื้อบ้านของตนเพื่อเอามาเสริมความแข็งแรงของกำแพงเมือง ยุทธวิธีนี้อาจดูชาญฉลาด แต่พวกเขาได้ละเลยขั้นตอนสำคัญที่สุดไป “ท่านทำที่ขังน้ำไว้ระหว่างกำแพงทั้งสองเพื่อรับน้ำของสระเก่า” พระเจ้าตรัส “แต่ท่านมิได้มองดูผู้ที่ได้ทรงบันดาลเหตุ และมิได้เอาใจใส่ผู้ทรงวางแผนงานนี้ไว้นานมาแล้ว” (อสย.22:11)

วันนี้เราคงไม่ต้องเผชิญกับกองทัพจริงๆนอกบ้านเรา “การโจมตีมักจะมาในวิธีที่ธรรมดาและผ่านคนธรรมดาเสมอ” ออสวอลด์ แชมเบอร์กล่าว แต่ “การโจมตี” เหล่านั้นเป็นภัยคุกคามที่แท้จริง ขอบพระคุณพระเจ้าที่สิ่งเหล่านี้มาพร้อมกับคำเชื้อเชิญจากพระเจ้า ที่ให้เราแสวงหาสิ่งที่เราต้องการจากพระองค์ก่อน

เมื่อชีวิตประสบกับภัยคุกคามและอุปสรรค เราเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสให้เราพึ่งพิงในพระเจ้าหรือไม่ หรือเราจะแสวงหาทางออกในยามสิ้นหวังด้วยตัวเราเอง

ผลกระทบต่อเนื่อง

วิทยาลัยพระคริสตธรรมเล็กๆในภาคเหนือของประเทศกาน่าดูไม่น่าประทับใจ ตึกทำจากอิฐบล็อกน้ำหนักเบา หลังคาสังกะสี และมีนักศึกษาเพียงหยิบมือ แต่บ็อบ เฮย์ทุ่มเทชีวิตให้นักศึกษาเหล่านี้ เขาสอนการเป็นผู้นำและหนุนใจให้สอนและเทศนาแม้พวกเขาจะลังเลไม่แน่ใจ บ็อบเสียชีวิตหลายปีแล้ว แต่คริสตจักรที่เติบโตหลายสิบแห่ง โรงเรียน และสถาบันพระคริสตธรรมอีกสองแห่งที่เกิดขึ้นทั่วกาน่า ล้วนมาจากผู้จบการศึกษาจากโรงเรียนเล็กๆนี้

ในรัชกาลของกษัตริย์อารทาเซอร์ซีส (465-424 ปีก่อนคริสตกาล) เอสราธรรมาจารย์ได้รวบรวมชาวยิวที่ถูกเนรเทศกลับเยรูซาเล็ม แต่เอสราไม่พบคนเลวีในพวกเขา (อสร.8:15) ท่านต้องการให้คนเลวีเป็นปุโรหิต จึงมอบหมายพวกผู้นำให้ “ส่งผู้ปรนนิบัติสำหรับพระนิเวศของพระเจ้าของเรามายังเรา” (ข้อ 17) พวกเขาดำเนินการ (ข้อ 18-20) และเอสรานำพวกเขาด้วยการอดอาหารและอธิษฐาน (ข้อ 21)

ชื่อเอสรามีความหมายว่า “ผู้ช่วย” ซึ่งเป็นคุณลักษณะในหัวใจของผู้นำที่ดี ภายใต้การนำด้วยคำอธิษฐานของเอสรา ท่านและผู้ติดตามปลุกการฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณขึ้นในเยรูซาเล็ม (ดูบทที่ 9-10) ทั้งหมดที่พวกเขาต้องการมีเพียงการหนุนใจเล็กน้อยและคำแนะนำที่ฉลาด

สิ่งนี้ขับเคลื่อนคริสตจักรของพระเจ้าเช่นกัน ที่ปรึกษาที่ดีหนุนใจและสร้างเราขึ้น เราจึงเรียนรู้ที่จะทำเช่นเดียวกันต่อผู้อื่น อิทธิพลเช่นนี้คงอยู่ยาวนานกว่าชีวิตของเรา งานที่ทำอย่างสัตย์ซื่อเพื่อพระเจ้านั้นจะส่งผลไปตลอดนิรันดร์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา