ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Dave Branon

ความพยายามของทีมในพระคริสต์

สะพานบรูคลินในนครนิวยอร์กเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1869 หลังจากเริ่มงานได้ไม่นาน วอชิงตัน โรบลิงหัวหน้าวิศวกรก็ป่วยหนัก เอมิลี่ภรรยาของเขาจึงเข้ามาช่วยเหลือ เธอศึกษาแผนงานของเขา แก้ไขรายละเอียด และให้คำแนะนำแก่ผู้ช่วยของเขา เอมิลี่ช่วยเหลือสามีของเธอทุกวิถีทางที่ทำได้ และเมื่อสะพานเปิดใช้ในปี ค.ศ. 1883 เธอได้นั่งบนรถม้าคันแรกที่ข้ามสะพาน สามีของเธอชื่นชม “ความสามารถอันโดดเด่น” และ “ความรู้เกี่ยวกับงานและการวางแผนที่ครอบคลุมของเธอ”

การทำงานเป็นทีมเช่นนี้เป็นภาพที่งดงามและเป็นเคล็ดลับของการทำงานที่มีความหมายที่สุดในชีวิตของเรา ซาโลมอนอธิบายพื้นฐานของการทำงานเป็นทีมในพระธรรมปัญญาจารย์ว่า “สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น” (4:9-10) และเปาโลบอกว่า เราควรมองการทำงานเป็นทีมว่าเป็นกุญแจสำคัญของพันธกิจคริสตจักร “ความจริงมีอวัยวะหลายอย่าง แต่ก็ยังเป็นร่างกายเดียวกัน” (1 คร.12:20) ท่านอธิบายเพิ่มเติมว่าไม่ควรมี “การแก่งแย่งกันในร่างกาย” (ข้อ 25) เมื่อทุกคนร่วมกันรับใช้และห่วงใยซึ่งกันและกัน

ในการทำงานของเรา ครอบครัวของเรา หรือในชีวิตคริสตจักร ไม่มีใครที่เผชิญสิ่งนี้เพียงลำพัง เราต่างต้องการกันและกันเมื่อใครสักคนสะดุดล้ม และเราต่างต้องการกันและกันเมื่อเราใช้ทักษะต่างๆร่วมกัน การทำงานเป็นทีมมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเราตั้งเป้าที่จะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าให้สำเร็จ

เตรียมพร้อมที่จะตอบ

วัยรุ่นคนนี้ยืนหยัดในจุดยืนของตนเอง ขณะที่กลุ่มนักเรียนมัธยมปลายของเธอไปเยี่ยมบ้านพักฟื้นสำหรับผู้ติดยาเสพติด แคลร์ได้สนทนากับชายวัยยี่สิบกว่าๆคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเธอมาก พวกเขาพูดคุยกันเรื่องความเชื่อ

แคลร์นำเสนอข่าวประเสริฐของพระเยซูอย่างชัดเจน เขาโต้กลับด้วยมุมมองความเชื่อของเขาซึ่งแตกต่างอย่างมาก พวกเขาโต้ตอบกันไปมาอย่างเป็นมิตร ในที่สุดชายหนุ่มก็มองแคลร์และพูดว่า “คุณชนะแล้ว ผมเถียงสิ่งที่คุณพูดไม่ได้”

แม้ว่าเขาจะไม่ได้ต้อนรับพระเยซู แต่เมล็ดพันธุ์ได้ถูกหว่านลงไปแล้ว และแม้ว่าแคลร์จะอยากให้ชายหนุ่มคนนี้ได้ต้อนรับพระคริสต์ แต่ความผิดหวังของเธอก็ได้รับการชดเชยด้วยความจริงที่ว่า เธอได้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้เธอทำในวันนั้นแล้ว นั่นคือการ “เตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคน” (1 ปต.3:15) เธอได้แบ่งปันให้เขาฟังด้วยความรักถึงแผนการแห่งความรอดของพระเจ้า

แคลร์ไม่รู้สึกละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ (รม.1:16) เธอเตรียมพร้อมที่จะ “ตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด” (1 ปต.3:15) และเธอรู้วิธีที่จะ “ให้วาจา...ประกอบด้วยเมตตาคุณ” เพื่อเธอจะ “รู้จักตอบให้จุใจ” (คส.4:6) แก่ชายหนุ่มคนนั้นด้วยท่าทีที่เหมาะสม

เป็นสิทธิพิเศษจากพระเจ้าจริงๆที่ทรงให้เราได้ประกาศพระคริสต์ให้ผู้อื่นได้รู้จัก! ขอให้เราเตรียมพร้อมที่จะแบ่งปันกับผู้อื่นในขณะที่พระองค์จะทรงจัดเตรียมให้ในสิ่งที่เราต้องการ

รอคอยการเก็บเกี่ยว

ในปี ค.ศ. 1962 โจแอนน์ เชทเลอร์กับแอนน์ เฟตเซอร์เดินทางอย่างยากลำบากด้วยรถบัสและเดินเท้าเข้าไปในเทือกเขาสูงชันของประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อแบ่งปันข่าวประเสริฐกับผู้คนที่ไม่เคยได้ยินเรื่องราวของพระเยซูมาก่อน

พวกเขาใช้เวลาห้าปีในการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่น แต่ชนเผ่าบาลังเกากลับไม่ยอมรับ อย่างไรก็ตามพวกเขาได้ช่วยกันสร้างลานบินอย่างง่ายๆ เพื่อจะจัดส่งเสบียงใหม่ๆเข้ามาได้ วันหนึ่งเครื่องบินลำหนึ่งที่ชาวบ้านขนานนามว่า “เวทมนตร์จากอีกโลกหนึ่ง” ได้เดินทางมาถึง นักบินได้นำหญิงในหมู่บ้านที่ตั้งครรภ์และป่วยหนักไปยังคลินิกที่อยู่ห่างไกล เมื่อเครื่องบินกลับมาพร้อมกับหญิงที่หายดีและทารกแรกเกิดที่แข็งแรง ผู้คนก็เริ่มถามเกี่ยวกับ “พระเจ้าองค์นี้” ที่พวกเขาเคยได้รับการบอกเล่า ในไม่ช้าหมู่บ้านก็มีคริสตจักรที่เต็มไปด้วยผู้เชื่อในพระคริสต์

เราทุกคนที่แบ่งปันเรื่องราวของพระเยซูต่างมีช่วงเวลาที่ท้อแท้เมื่อผู้ฟังดูเหมือนจะไม่รับฟัง อัครทูตเปาโลรู้ดีว่าเรื่องเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ หลังจากอธิบายให้ชาวกาลาเทียฟังถึงความสำคัญของการหว่านและเก็บเกี่ยวข่าวประเสริฐ ท่านตระหนักดีว่าผู้หว่านอาจเหนื่อยล้า ดังนั้นท่านจึงท้าทายผู้ฟังของท่านไม่ให้ “เมื่อยล้าในการทำดี” (กท.6:9)

แน่นอนว่าช่วงห้าปีแรกในการทำงานของโจแอนน์กับแอนน์นั้นเป็นที่น่าท้อแท้ใจ แต่พวกเขายังคงหว่านต่อไป และในที่สุดก็ได้เก็บเกี่ยว ขอให้เราอย่า “ท้อใจ” (ข้อ 9) และเราจะได้ “เกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์” อันเป็นผลจากข่าวสารแห่งความรอดนั้น (ข้อ 8) อย่างแน่นอน

ฤทธิ์อำนาจแห่งพระคุณ

เมื่อตำรวจเรียกมาร์คให้จอดรถเพราะขับรถขณะมึนเมา มาร์คกลัวว่าเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลวิทยาลัยของเขาจะจบลง เขามั่นใจว่าจะต้องติดคุกแน่ แต่ตรงกันข้ามตำรวจพาเขามาส่งที่วิทยาลัย เมื่อมาร์คถามถึงเหตุผล ตำรวจบอกเขาว่า “ผมผ่อนผันให้คุณ”

ถึงกระนั้นชายหนุ่มมั่นใจว่าครูฝึกของเขาต้องรู้เรื่องนี้แน่ และเขาคงถูกตัดออกจากทุนการศึกษา ดังนั้นเมื่อครูฝึกเรียกมาร์คให้ไปพบหลังการฝึกซ้อมในวันต่อมา เขารู้สึกหวั่นใจมาก น่าประหลาดใจเมื่อครูฝึกพูดว่า “ผมรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ แต่ผมจะอนุโลมให้คุณ” จากนั้นเขาแนะนำให้มาร์คลองคิดถึงการไปนมัสการที่คริสตจักรในวันอาทิตย์ถัดไป

เขาไปตามคำแนะนำนั้น ลองเดาสิว่าศิษยาภิบาลเทศนาเรื่องอะไร เรื่องพระคุณของพระเยซูที่ทรงประทานความรอดแก่เราแม้ว่าเราไม่สมควรจะได้รับ มาร์คเข้าใจคำเทศนาทันที ในวันนั้นเขายอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และรับใช้พระองค์ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของเขา เขายังได้เปิดไร่ปศุสัตว์เพื่อช่วยเด็กผู้ชายที่ต้องการโอกาสครั้งที่สอง ผู้ที่ต้องการพระเมตตาคุณ

โดยพระคุณของพระเจ้าที่ทำให้ผู้เชื่อในพระเยซู “ได้รับความรอด” (อฟ. 2:8) พระคุณทำในสิ่งที่การทำความดีไม่สามารถทำได้ (ข้อ 9;รม.11:6) และเป็นของขวัญที่มาจากการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซู

โทษของความบาปไม่จำเป็นต้องกดทับเรา เช่นเดียวกับที่มาร์คค้นพบว่า พระคุณของพระเจ้าสามารถปลดปล่อยและให้ชีวิตแก่เรา “อย่างครบบริบูรณ์” (ยน.10:10) และเมื่อเราวางใจในพระเยซูให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ฤทธิ์อำนาจแห่งพระคุณก็จะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ (อฟ.2:4-5)

ความหวังที่พระเยซูประทาน

เรื่องราวเริ่มต้นจากอีเมลของพ่อผู้โศกเศร้าที่เขียนถึงผม เขาสูญเสียอลิสสา ลูกสาวที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ และเขาอยากได้ยินใครสักคนที่เข้าใจในความเจ็บปวดแสนสาหัสนี้

หลังจากระยะเวลาสี่ปีและอีเมลเกือบสามร้อยฉบับ ในที่สุดเคร็กและผมก็ได้มาพบกัน เขาต้องมาทำงานในเมืองใกล้ๆ ดังนั้นในวันอาทิตย์เราจึงมาร่วมนมัสการพระเจ้า ทานอาหารเที่ยง และแบ่งปันความทรงจำเกี่ยวกับเมลิสสาและอลิสสาลูกสาวของพวกเรา เด็กผู้หญิงสองคนที่ทำให้ผู้อื่นมีความสุข ชอบเล่นวอลเล่ย์บอล รักพระเยซู และเสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ตนเองไม่ใช่ผู้กระทำผิด

สาระสำคัญในบทสนทนาของเราในวันนั้น คือการที่เราพูดถึงความเศร้าโศกที่มีและร้องไห้ร่วมกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วเราคุยกันถึงความหวัง ความหวังที่แท้จริงและเชื่อมั่นได้ในพระสัญญาของพระเจ้า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง” อัครทูตเปาโลอธิบายว่า “เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ และทรงคืนพระชนม์แล้ว...พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้น มากับพระองค์” (1 ธส.4:13-14) สำหรับผู้เชื่อแล้ว ภายหลังความตายคือชีวิต และนั่นคือชีวิตนิรันดร์

เคร็กและผมปิดท้ายวันนั้นด้วยการอธิษฐานและขอบพระคุณพระเจ้าที่ลูกสาวของพวกเราปลอดภัยอยู่ในอ้อมพระหัตถ์แห่งความรักของพระองค์ ความรักของพระเยซูที่เรามีร่วมกันได้ผูกพันหัวใจและมอบความหวังแก่พวกเราในสถานการณ์ที่ดูสิ้นหวังนี้

ความเชื่อของเบลล์

เบลล์ไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับความเชื่อของพ่อแม่ในพระเยซู เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เธอประกาศตนว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าและพยายามใช้ชีวิตโดยปราศจากพระเจ้า แต่การเลิกรากับแฟนและภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เธอจมดิ่งลง จนเธอคิดที่จะจบชีวิตของตัวเอง

ในความสิ้นหวังอย่างที่สุด เธอคิดถึงความสุขของพ่อแม่ที่มีในพระคริสต์ และแม้ว่าเธอต้องต่อสู้กับหลายสิ่ง แต่สุดท้ายเธอก็ไว้วางใจพระเยซูในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด ต่อมาเธอได้ยินชายคนหนึ่งพูดถึงกลุ่มคนในประเทศจีนที่ไม่เคยได้ยินข่าวประเสริฐ เธอจึงต้องการไปที่นั่นเพื่อบอกพวกเขา แม้บางคนขัดขวางเธอเพราะมีอันตราย แต่เธอก็ยังคงไปที่นั่น เบลล์ใช้ชีวิตที่เหลือในการนำข่าวประเสริฐไปยังผู้คนในประเทศจีนและประเทศไทยร่วมกับชายหนุ่มที่เธอพบที่มหาวิทยาลัยและต่อมาเธอได้แต่งงานกับเขา มีผู้คนนับพันไว้วางใจในพระเยซู และมรดกของผู้หญิงคนนี้ที่ชื่ออิโซเบล คูน ยังคงอยู่ในดินแดนนั้น

ใครคือผู้ที่ให้ชีวิตใหม่และความหวังแก่หญิงสาวคนหนึ่ง และเดินเคียงข้างเธอในขณะที่เธอเผชิญกับปัญหาที่ยากลำบากของชีวิต ผู้นั้นคือพระเยซู

คุณกำลังสงสัยหรือไม่ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร บางทีคุณอาจกำลังตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ของคุณ ให้คุณหันไปหาพระคริสต์ ผู้เป็น “พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า” (ยน.3:18) ผู้สิ้นพระชนม์เพื่อคุณ (รม.5:8) พระองค์ทรงรักคุณมากจนประทานชีวิตที่เป็นนิรันดร์ (ยน.3:16) แน่นอนว่า “ผู้ที่วางใจในพระบุตร[พระเยซู ]ก็มีชีวิตนิรันดร์” (3:36) และเมื่อเราเชื่อในพระองค์ เช่นเดียวกับที่เบลล์เชื่อ พระองค์ก็จะทรงอยู่กับเราเมื่อเราเผชิญปัญหาในชีวิต และทรงช่วยให้เราส่งต่อความรักของพระองค์ไปยังผู้อื่น

คำอธิษฐานแห่งความห่วงใย

ผู้หญิงคนหนึ่งดูกระวนกระวายผิดปกติขณะนั่งบนเก้าอี้ทำฟัน ภาระในครอบครัวทำให้เธอวิตกกังวลอย่างมากจนเห็นได้ชัด หมอฟันรับรู้ถึงความวิตกของเธอและถามเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้ เรื่องราวของเธอทำให้เขาถามว่า “ผมขออธิษฐานเผื่อคุณได้ไหม” เมื่อผู้ดูแลด้านอนามัยในช่องปากเข้ามาในห้อง เธอก็อธิษฐานเผื่อหญิงผู้นี้ด้วย การอธิษฐานสองครั้งและอีกครั้งหนึ่งหลังจากทำฟันเสร็จ ผู้หญิงคนนี้ก็ออกจากห้องไปโดยรู้ว่าเธอได้รับความห่วงใยจริงๆ 

การอธิษฐานเผื่อผู้อื่นเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเราในการแสดงให้เห็นว่าเราห่วงใย เพราะการอธิษฐานเป็นการร้องขอต่อผู้ที่ทรงเป็นแหล่งแห่งทรัพยากรยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรารู้จัก นั่นคือ พระบิดาของเราในสวรรค์ โดยเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตของผู้อื่น ใน 1 ซามูเอล 12 ซามูเอลผู้เผยพระวจนะต้องเผชิญกับความกังวลของกลุ่มคนที่วิตกอย่างมาก (ข้อ 19) คนอิสราเอลร้องขอ ที่จะมีกษัตริย์ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และพวกเขาก็กลัวว่าผลจะเป็นอย่างไร ผู้เผยพระวจนะกล่าวแก่ประชาชนว่า “อย่ากลัวเลย” (ข้อ 20) และยืนยันถึงความประเสริฐของพระเจ้าตามที่เห็นได้จากคำพูดนี้ “ขออย่าให้มีวี่แววที่ข้าพเจ้าจะกระทำบาปต่อพระเจ้าด้วยการหยุดอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลาย” (ข้อ 23)

เราเองก็มีสิทธิพิเศษและได้รับการทรงเรียกให้อธิษฐานเผื่อผู้อื่นเช่นกัน บางครั้งก็เป็นแบบเงียบๆและบางครั้งก็อธิษฐานออกเสียง เมื่อเราทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเพื่อผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือนั่นก็คือการที่เราถวายเกียรติแด่พระองค์

เดินกับพระเจ้า

วันนั้นเป็นวันอังคาร คนที่เดินรอบลู่วิ่งในโรงยิมควรต้องเดินไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา กลุ่มคนแรกๆที่ภรรยาของผมร่วมเดินไปด้วยก็ทำเช่นนั้น แต่แล้วมีคนหนึ่งเดินเข้ามาในลู่โดยเดินทวนเข็มนาฬิกา เพื่อนของเธอสองสามคนก็เดินตามเข้ามา แล้วก็มีอีกคนเดินตามเข้ามา ทันใดนั้นความวุ่นวายก็เกิดขึ้นบนลู่วิ่ง และต้องใช้เวลาหลายนาทีในการจัดการให้เป็นระเบียบ

แม้คนที่เดินผิดทางจะไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แต่ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงพลังของการมีอิทธิพลต่อผู้อื่น คนหนึ่งเดินผิดทางทำให้อีกคนเดินผิดด้วย เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆคล้ายกับสุภาษิต 13:20 ที่ว่า “บุคคล​ที่​เดิน​กับ​ปราชญ์ ​ก็​กลาย​เป็น​คน​ฉลาด แต่​เพื่อน​ฝูง​ของ​คน​โง่​จะ​รับ​ภยันตราย” การเดินตามคนที่เดินผิดทางนั้นนำไปสู่ปัญหา

ในกาลาเทีย 5 เปาโลอธิบายว่าความผิดพลาดเช่นนี้จะทำให้ความก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณของเราหยุดชะงักลงได้ ท่านกล่าวว่า “ท่าน​กำลัง​วิ่ง​แข่ง​ดี​อยู่​แล้ว ใคร​เล่า​ขัดขวาง​ท่าน​ไม่ให้​เชื่อ​ฟัง​ความ​จริง​ การ​เกลี้ย​กล่อม​อย่าง​นั้น​ไม่​ได้มา​จาก​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เรียก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​” (ข้อ 7-8) พระเจ้าผู้ทรงปรารถนาการเชื่อฟังไม่เคยนำเราออกจากความจริง และเข้าสู่ความ “สับสนวุ่นวาย” (ข้อ 10 TNCV) แต่ผู้ที่ต่อต้านความจริงของพระองค์อาจขัดขวางการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราได้ โดยการทำให้เราหันเหออกจากพระองค์

พระเจ้าทรงต้องการเป็นผู้นำทางของเรา เมื่อเราเดินไปกับพระองค์ เราจะไม่มีวันเดินหลงไปผิดทาง

ผลตรงข้ามจากการข่มเหง

มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในพระธรรมสิบข้อสั้นๆ โดยเริ่มที่กิจการ 7:59 เรื่องราวกลับตาลปัตรอย่างรวดเร็ว จากความตายอันโหดร้ายของสเทเฟนที่โดนหินขว้าง ไปสู่ผู้เชื่อในพระคริสต์ที่กระจัดกระจายไปและ “ประกาศพระวจนะ” ซึ่งนำไปสู่คำที่กล่าวยอดเยี่ยมว่า “จึงเกิดความปลื้มปีติอย่างยิ่งในเมืองนั้น” (8:8)

นี่คือผลตรงข้ามจากการข่มเหง

ฮริสโต คูลลิเชฟ ศิษยาภิบาลชาวยุโรป ได้พบกับการอัศจรรย์ของสิ่งดีที่มาจากสิ่งร้าย ในปีค.ศ. 1980 เขาถูกจับเพราะเทศนาพระคัมภีร์และต้องเข้าคุก เมื่ออยู่ในนั้นเขาพูดถึงข่าวประเสริฐอย่างเปิดเผย แปดเดือนต่อมาเมื่อได้รับการปล่อยตัวเขาบอกว่า “เรามีพันธกิจที่เกิดผลในนั้นมากกว่าที่เราหวังว่าจะเกิดขึ้นในคริสตจักร เราได้รับใช้พระเจ้าเมื่ออยู่ในคุกมากกว่าเมื่อเราเป็นอิสระ”

จากการข่มเหงสู่ความปลื้มปีติอย่างยิ่ง ดังเช่นในคริสตจักรยุคแรก เมื่อ “การข่มเหงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น” (กจ.8:1) “ฝ่ายศิษย์ทั้งหลายซึ่งกระจัดกระจายไป ก็เที่ยวประกาศพระวจนะนั้น” (ข้อ 4) และผลคือ เกิด“ความปลื้มปีติอย่างยิ่ง”ที่เมืองนั้นในแคว้นสะมาเรีย (ข้อ 8)

เมื่อแรงกดดันในโลกนี้ขัดขวางความจริงและการสั่งสอนพระคัมภีร์ โดยเฉพาะเรื่องข่าวประเสริฐ จงอย่าล้มเลิก พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวด้วยฤทธิ์อำนาจเมื่อคริสตจักรเผชิญกับความยากลำบากเช่นนั้น

เปโตรกล่าวว่า “อย่าประหลาดใจ” ที่ท่านต้องได้รับความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเป็นการลองใจ (1ปต.4:12) ถ้าท่านถูกทดลองใจ “ท่านก็เป็นสุข ด้วยว่าพระวิญญาณแห่งพระสิริและของพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน” (ข้อ 14) พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะเปลี่ยนการข่มเหงให้เป็นสิ่งซึ่งล้ำค่า

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา