ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย James Banks

เดินผ่านพระพร

ในปี 1799 คอนราด รี้ด ในวัยสิบสองขวบพบก้อนหินขนาดใหญ่ส่องประกายระยิบระยับในลำธารที่ไหลผ่านฟาร์มเล็กๆของครอบครัวเขาในนอร์ทแคโรไลน่า เขานำมันกลับมาบ้านให้พ่อซึ่งเป็นชาวนาอพยพที่ยากจนดู พ่อไม่รู้ค่าของหินนั้นและใช้มันเป็นที่ดันประตู พวกเขาเดินผ่านหินก้อนนั้นไปมาอยู่หลายปี

ต่อมา ก้อนหินของคอนราดซึ่งแท้จริงแล้วเป็นก้อนทองคำหนักกว่าเจ็ดกิโลกรัมไปสะดุดตาช่างทำอัญมณีท้องถิ่นเข้า หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวรี้ดจึงร่ำรวยขึ้น และที่ดินของพวกเขากลายเป็นแหล่งขุดทองแห่งแรกในยุคตื่นทองของสหรัฐอเมริกา

บางครั้งเราเดินเลยผ่านพระพรไปเพราะจดจ่ออยู่กับแผนการและวิธีการของเราเอง พระเจ้าทรงประกาศอิสรภาพแก่อิสราเอลอีกครั้งหนึ่งหลังจากพวกเขาถูกเนรเทศให้ไปบาบิโลนเพราะไม่เชื่อฟังพระองค์ พระองค์ยังเตือนด้วยว่าพวกเขาพลาดอะไรไป ทรงตรัสว่า “เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ผู้สั่งสอนเจ้าเพื่อประโยชน์ของเจ้า ผู้นำเจ้าในทางที่ควรเจ้าจะไป โอ ถ้าเจ้าได้เชื่อฟังบัญญัติของเราแล้ว ความสุขสมบูรณ์ของเจ้าจะเป็นเหมือนแม่น้ำ และความชอบธรรมของเจ้าจะเป็นเหมือนคลื่นทะเล” จากนั้นพระเจ้าทรงหนุนน้ำใจให้พวกเขาติดตามพระองค์ออกจากวิถีแบบเก่าสู่ชีวิตใหม่ว่า “จงไปเสียจากบาบิโลน...จงประกาศข้อนี้ด้วยโห่ร้องชื่นบาน” (อสย.48:17-18, 20)

การออกจากบาบิโลน ทั้งในสมัยก่อนและอาจจะในสมัยนี้นั้นหมายถึงการออกจากวิถีแห่งบาป และ “กลับบ้าน” มาหาพระเจ้าผู้ทรงปรารถนากระทำสิ่งดีเพื่อเรา ถ้าเราเชื่อฟังและติดตามพระองค์

อุ้มชูด้วยความรัก

หลานชายวัยสี่ขวบนั่งอยู่บนตักและลูบศีรษะที่ล้านของผม เขาพยายามทำความเข้าใจอย่างตั้งใจ “คุณปู่ เกิดอะไรขึ้นกับผมของคุณปู่ครับ” เขาถาม “โอ้” ผมหัวเราะ “มันร่วงไปตามกาลเวลา” สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด “แย่จัง” เขาตอบ “ผมจะแบ่งผมของผมให้กับคุณปู่นะครับ”

ผมยิ้มให้กับความรักของเขาและดึงตัวเขาเข้ามากอด ต่อมาเมื่อผมคิดย้อนไปถึงความรักที่เขามอบให้ในช่วงเวลาที่น่าจดจำนั้น มันทำให้ผมคิดถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และไม่เห็นแก่ตัวของพระเจ้า

จี. เค. เชสเตอร์ตันเขียนไว้ว่า “พวกเราได้ทำบาปและแก่ตัวลง และพระบิดาของเราทรงอ่อนเยาว์กว่าพวกเรา” สิ่งที่เขาเขียนหมายความว่า “องค์ผู้ดำรงอยู่ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์” (ดนล.7:9 TNCV) นั้นทรงไร้มลทินจากความเสื่อมทรามของความบาป พระเจ้าทรงเป็นอยู่นิรันดร์ และทรงรักเรามากด้วยความรักที่ไม่เคยเสื่อมคลายหรือจืดจางลง พระองค์ทรงเต็มพระทัยและทรงสามารถที่จะทำให้พระสัญญาที่มีต่อประชากรของพระองค์สำเร็จได้ ในอิสยาห์ 46 กล่าวว่า “จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้าจนเจ้าถึงผมหงอก เราได้สร้าง เราจะชูไว้ เราจะอุ้มและเราจะช่วยให้รอด” (ข้อ 4)

ในห้าข้อถัดมาพระองค์ทรงอธิบายว่า “เราเป็นพระเจ้า และไม่มีอื่นใดเหมือนเรา” (ข้อ 9) พระเจ้าผู้ทรงพระนามว่า “เราเป็น” (อพย.3:14) ทรงรักเราอย่างลึกซึ้งจนกระทั่งยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อแบกรับโทษบาปทั้งหมดของเรา เพื่อที่เราจะสามารถกลับมาหาพระองค์และได้รับการปลดปล่อย และนมัสการพระองค์ด้วยใจขอบพระคุณตลอดไป!

ทำทุกช่วงเวลาให้มีค่า

เข็มนาฬิกาพกที่หยุดเดินในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลน่าบอกเล่าเรื่องราวที่น่าหวาดกลัว มันระบุถึงช่วงเวลาที่ถูกต้อง (8:19 กับ 56 วินาที) ที่ อิไลช่า มิทเชลเจ้าของนาฬิกาได้ลื่นล้มและเสียชีวิตที่น้ำตกในเทือกเขาแอปพาเลเชี่ยนในเช้าของวันที่ 27 มิถุนายน 1857

มิทเชลผู้เป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อปกป้องคำกล่าวอ้าง(ที่ถูกต้อง)ของตนว่า ยอดเขาที่เขาอยู่นี้เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในภาคตะวันออกของมิสซิสซิปปี้ ซึ่งปัจจุบันมีชื่อเรียกตามชื่อของเขาว่ายอดเขามิทเชล สุสานของมิทเชลตั้งอยู่ที่จุดสูงสุดของยอดเขาไม่ไกลจากจุดที่เขาลื่นล้ม

ขณะที่ผมขึ้นไปบนยอดเขาเมื่อเร็วๆนี้ ผมไตร่ตรองถึงเรื่องราวของมิทเชลและภาวะที่ต้องตายของตัวผมเอง กับการที่เราทุกคนมีเวลาที่จำกัด และผมใคร่ครวญพระดำรัสของพระเยซูเกี่ยวกับการทรงเสด็จกลับมาที่พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกบนภูเขามะกอกเทศว่า “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (มธ.24:44)

พระเยซูทรงบอกอย่างชัดเจนว่า ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาและสถาปนาแผ่นดินอันเป็นนิรันดร์ของพระองค์เมื่อไร หรือพระองค์จะเรียกเราให้ละจากโลกนี้ไปหาพระองค์เมื่อไร แต่พระองค์บอกพวกเราให้เตรียมพร้อม และ “เฝ้าระวัง” (ข้อ 42)

ติ๊ก...ต้อก...“กลไกนาฬิกา” ของชีวิตเราแต่ละคนยังคงเดินอยู่ แต่จะอีกนานเท่าใด ขอให้เราใช้ชีวิตในเวลานี้ด้วยความรักกับองค์พระผู้ไถ่ผู้ทรงพระเมตตา ให้เรารอคอยและทำงานเพื่อพระองค์

เครื่องหมายพยาน

“เห็นนี่ไหม” ช่างนาฬิกาส่องไฟฉายเล็กๆของเขาไปยังเครื่องหมายที่สลักไว้หยาบๆด้านในนาฬิกาของคุณปู่ที่เขากำลังซ่อมอยู่ในบ้านของเรา “ช่างซ่อมคนหนึ่งได้สลักเอาไว้ตรงนั้นเกือบศตวรรษมาแล้ว” เขากล่าว “มันเรียกว่า ‘เครื่องหมายพยาน’ และมันช่วยให้ผมรู้วิธีตั้งกลไก”

ก่อนยุคของการทำบันทึกเกี่ยวกับวิชาช่างและคู่มือการซ่อมนั้น “เครื่องหมายพยาน” ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้ช่างซ่อมในอนาคตจัดวางชิ้นส่วนของเครื่องจักรได้อย่างแม่นยำ มันเป็นมากกว่าเครื่องช่วยจำที่ช่วยประหยัดเวลา เครื่องหมายเหล่านี้มักจะถูกทำทิ้งไว้เป็นเหมือนความกรุณาให้กับคนที่จะมาทำงานถัดไป

พระคัมภีร์หนุนใจ​เรา​ให้​ทิ้ง “เครื่องหมาย​พยาน” ไว้ในขณะที่เรา​ทำ​งาน​เพื่อ​พระเจ้า​โดยการ​รับใช้​ผู้​อื่น​ใน​โลก​ที่แตกสลายนี้ อัครสาวกเปาโลเขียนถึงคริสตจักรในกรุงโรมว่า “เราทุกคนจงกระทำให้เพื่อนบ้านพอใจ เพื่อนำประโยชน์และการพัฒนามาให้เขา” (รม.15:2) นี่เป็นแบบอย่างของพระเจ้า “แห่งความเพียรและความชูใจ” (ข้อ 5) สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการเป็นพลเมืองดีทั้งของโลกนี้และของสวรรค์

“เครื่องหมายพยาน” ของเราอาจดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่เครื่องหมายนี้สามารถสร้างความแตกต่างที่สำคัญมากในชีวิตของบางคนได้ คำพูดที่หนุนจิตชูใจ เงินที่มอบเป็นของขวัญแก่ผู้ขัดสน และหูที่รับฟัง เหล่านี้ล้วนเป็นความกรุณาที่ส่งผลกระทบอันยั่งยืน ขอพระเจ้าทรงช่วยที่คุณจะทำเครื่องหมายเพื่อพระองค์ในชีวิตของใครบางคนในวันนี้!

กำลังใจในพระเจ้า

ในปี 1925 แลงสตัน ฮิวจ์นักเขียนผู้ทะเยอทะยานซึ่งทำงานเป็นบริกรของโรงแรม ได้รู้ว่ากวีที่เขาชื่นชม (วาเชล ลินด์ซีย์) มาพักที่นั่น ฮิวจ์แอบเอาบทกวีที่เขาแต่งไปให้ลินด์ซีย์อ่านด้วยความเขินอาย ซึ่งต่อมาลินด์ซีย์ได้นำบทกวีของเขาไปอ่านในที่สาธารณะ พร้อมทั้งกล่าวยกย่องชื่นชม กำลังใจจากลินด์ซีย์ส่งผลให้ฮิวจ์ได้รับทุนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และก้าวขึ้นไปเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ

กำลังใจเพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลยาวไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระเจ้า พระคัมภีร์เล่าถึงเหตุการณ์ที่ดาวิดกำลังหนีจากกษัตริย์ซาอูล ผู้ทรงพยายาม “แสวงชีวิต” ของท่าน โยนาธานบุตรชายของซาอูลได้ไปหาดาวิด “และสนับสนุนมือของเธอให้เข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า โยนาธานพูดกับท่านว่า ‘อย่ากลัวเลย เพราะว่ามือของซาอูลเสด็จพ่อของฉันจะหาเธอไม่พบ เธอจะได้เป็นพระราชาเหนืออิสราเอล’” (1 ซมอ.23:15-17)

โยนาธานกล่าวถูกต้อง ดาวิดจะได้เป็นกษัตริย์ กุญแจสำคัญที่ทำให้คำหนุนใจของโยนาธานสัมฤทธิ์ผลคือคำง่ายๆที่ว่า “ในพระเจ้า” (ข้อ 16) พระเจ้าประทาน “ความชูใจนิรันดร์และความหวังอันดี” แก่เราโดยทางพระเยซู (2 ธส.2:16) เมื่อเราถ่อมตัวลงต่อพระองค์ พระองค์จะทรงยกเราขึ้นอย่างที่ไม่มีใครทำได้

ผู้คนรอบตัวเราล้วนต้องการกำลังใจจากพระเจ้า หากเราเสาะหาพวกเขาเหมือนที่โยนาธานแสวงหาดาวิด และนำพวกเขามาถึงพระเจ้าผ่านทางคำพูดหรือการกระทำที่อ่อนโยนและเปี่ยมด้วยเมตตา พระองค์จะทรงทำส่วนที่เหลือ ไม่ว่าชีวิตนี้จะเป็นอย่างไร ผู้ที่วางใจในพระองค์จะมีอนาคตที่สดใสชั่วนิรันดร์

พึ่งพิงในพระเจ้า

แฮเรียต ทับแมนไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ ในช่วงวัยรุ่นเธอต้องทนทุกข์กับการบาดเจ็บที่ศีรษะโดยน้ำมือของนายทาสที่โหดร้าย ซึ่งส่งผลให้เธอมีอาการชักและหมดสติชั่วขณะไปตลอดชีวิต แต่เมื่อเธอรอดพ้นจากการเป็นทาส พระเจ้าทรงใช้เธอให้ช่วยปลดปล่อยทาสคนอื่นๆถึงสามร้อยคน

เธอได้ชื่อเล่น “โมเสส” จากคนที่เธอช่วยไว้ ด้วยความกล้าหาญแฮเรียตเดินทางไปทางภาคใต้ถึง 19 ครั้งในช่วงก่อนสงครามกลางเมืองเพื่อช่วยเหลือทาสคนอื่นๆเธอยังคงทำต่อไปแม้จะมีการตั้งค่าหัวและชีวิตของเธอต้องอยู่ในอันตรายตลอดเวลา เธอเป็นผู้เชื่อในพระเยซูที่มุ่งมั่น โดยพกหนังสือเพลงนมัสการและพระคัมภีร์ไปกับเธอในทุกการเดินทางและให้คนอื่นอ่านให้เธอฟัง ซึ่งเธอตั้งใจที่จะท่องจำและอ้างถึงบ่อยๆ “ฉันอธิษฐานตลอดเวลา” เธอกล่าว “เกี่ยวกับงานของฉัน ไม่ว่าที่ใดฉันคุยกับพระเจ้าเสมอ” เธอยกย่องพระเจ้าแม้ในความสำเร็จที่เล็กที่สุด ชีวิตของเธอนั้นแสดงออกอย่างทรงพลังถึงคำสอนของอัครทูตเปาโลที่สอนคริสเตียนในยุคแรกว่า “จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย” (1 ธส.5:16-18)

เมื่อเราพึ่งพาในพระเจ้าและดำเนินชีวิตด้วยการอธิษฐานและสรรเสริญพระองค์แม้ในยามยากลำบากของชีวิต พระองค์จะประทานกำลังให้เราสามารถทำภารกิจซึ่งท้าทายที่สุดให้สำเร็จได้ พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งที่เราเผชิญอยู่ และพระองค์จะทรงนำเราเมื่อเรามองที่พระองค์

ของขวัญล้ำค่าของความรัก

ขณะที่เจฟฟ์ลูกชายผมกำลังออกจากร้าน เขาเห็นอุปกรณ์ช่วยเดินถูกทิ้งอยู่บนพื้น หวังว่าจะไม่มีใครที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่ด้านหลังนั้นนะ เขาคิด เขามองไปด้านหลังตึกและพบชายไร้บ้านคนหนึ่งหมดสติอยู่บนทางเดิน

เจฟฟ์ปลุกเขาและถามว่าเป็นอะไรไหม “ผมพยายามจะดื่มให้ตายไปเลย” เขาตอบ “เต็นท์ผมพังเพราะพายุ ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่”

เจฟฟ์โทรศัพท์ไปที่สถานบำบัดของคริสเตียนแห่งหนึ่ง ขณะรอการช่วยเหลืออยู่นั้น เขารีบกลับไปที่บ้านและนำเอาเต็นท์พักแรมของเขามาให้ชายคนนั้น “คุณชื่ออะไร” เจฟฟ์ถาม ชายไร้บ้านตอบว่า “เจฟฟรี่ สะกดด้วยตัวจี” เจฟฟ์ไม่ได้บอกชื่อของตนกับชายคนนั้นและไม่ได้พูดถึงการสะกดชื่อแบบไม่ธรรมดานั้นด้วย เขาบอกผมภายหลังว่า “พ่อครับ นั่นอาจเป็นผมก็ได้”

เจฟฟ์เองเคยต่อสู้กับการใช้สารเสพติด และเขาช่วยชายคนนั้นเพราะความเมตตาที่เขาได้รับจากพระเจ้า ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้กล่าวถ้อยคำเพื่อทำนายถึงพระเมตตาของพระเจ้าที่จะมาถึงเราผ่านทางพระเยซูว่า “เราทุกคนได้เจิ่นไปเหมือนแกะ เราทุกคนต่างได้หันไปตามทางของตนเอง และพระเจ้าทรงวางลงบนท่าน ซึ่งความบาปผิดของเราทุกคน” (อสย.53:6)

พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดของเราไม่ได้ทรงปล่อยให้เราหลงอยู่ตัวคนเดียวอย่างไร้ซึ่งความหวัง พระองค์ทรงเลือกที่จะเอาใจเราไปใส่ใจของพระองค์และยกเราขึ้นด้วยความรัก เพื่อเราจะได้รับอิสรภาพเพื่อมีชีวิตใหม่ในพระองค์ ไม่มีของขวัญใดจะล้ำค่าไปกว่านี้อีกแล้ว

เมื่อรักไม่มีวันสิ้นสุด

“ทุกครั้งที่คุณปู่พาฉันไปเที่ยวทะเล” แซนดร้าระลึกถึงอดีต “ท่านจะถอดนาฬิกาแล้วเอาไปเก็บ วันหนึ่งฉันถามท่านว่าเพราะอะไร”

“ท่านยิ้มและตอบว่า ‘เพราะปู่อยากให้หนูรู้ว่าหนูสำคัญกับปู่มาก ปู่อยากอยู่กับหนูแล้วก็ปล่อยให้เวลาผ่านไป’”

ผมได้ฟังแซนดร้าเล่าถึงความทรงจำนั้นในงานศพของคุณปู่เธอ ซึ่งเป็นหนึ่งในความทรงจำอันน่าประทับใจระหว่างเธอกับคุณปู่ ขณะที่ผมคิดถึงว่า เราจะรู้สึกมีคุณค่าเพียงไรที่มีคนใช้เวลาเพื่อเรา พระวจนะคำที่พูดถึงความรักห่วงใยของพระเจ้าก็เข้ามาในความคิด

พระเจ้าทรงมีเวลาให้เราเสมอ ดาวิดอธิษฐานในสดุดี 145 ว่า “พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ พระองค์ทรงให้สัตว์โลกทุกอย่างอิ่มตามความปรารถนา พระเจ้าทรงชอบธรรมตามทางทั้งสิ้นของพระองค์ และทรงเอ็นดูในการกระทำทั้งสิ้นของพระองค์ พระเจ้าทรงสถิตใกล้” (ข้อ 16-18)

ความประเสริฐและความใส่พระทัยของพระเจ้านั้นค้ำจุนชีวิตของเราไว้ในทุกช่วงเวลา ทั้งประทานอากาศให้เราหายใจและอาหารสำหรับเรา เพราะพระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความรัก และองค์พระผู้สร้างสรรพสิ่งทรงสร้างแม้สิ่งที่ละเอียด
ซับซ้อนที่สุดด้วยพระเมตตาเพื่อการดำรงอยู่ของเรา

ความรักของพระเจ้านั้นลึกซึ้งไม่มีที่สิ้นสุด และโดยพระเมตตากรุณา พระองค์ทรงยอมเปิดหนทางสู่ชีวิตนิรันดร์และความชื่นชมยินดีต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ ราวกับจะทรงตรัสว่า “เรารักเจ้ามาก เราต้องการอยู่กับเจ้าตลอดไปแล้วก็ปล่อยให้เวลาผ่านไป”

สิงห์ พระเมษโปดก และพระผู้ไถ่!

สิงโตสองตัวที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงทางเข้าห้องสมุดของรัฐนิวยอร์กนั้นถูกสกัดขึ้นจากหินอ่อน พวกมันอยู่ตรงนั้นอย่างภาคภูมิมาตั้งแต่พิธีเปิดห้องสมุดในปี 1911 ตอนแรกพวกมันมีชื่อเล่นว่าลีโอ ลีน็อกซ์ และลีโอ แอสเตอร์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ก่อตั้งห้องสมุด แต่ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ฟิออเรลโล ลาการ์เดีย นายกเทศมนตรีของนิวยอร์กได้ตั้งชื่อให้มันใหม่ว่า ทรหด และอดทน ซึ่งเป็นคุณธรรมที่เขาคิดว่า ชาวนิวยอร์กพึงแสดงออกมาในช่วงเวลาที่ท้าทายนั้น ปัจจุบันสิงโตทั้งสองตัวยังคงถูกขนานนามว่า ทรหดและอดทน

พระคัมภีร์ได้บรรยายถึงสิงโตที่มีอำนาจและมีชีวิต ผู้ซึ่งให้การหนุนใจในยามที่มีปัญหาและยังเป็นที่รู้จักในชื่ออื่นๆด้วย ในนิมิตเกี่ยวกับสวรรค์ของยอห์น ท่านร้องไห้เมื่อเห็นว่าไม่มีใครแกะตราของหนังสือม้วนซึ่งเป็นแผนการพิพากษาและการไถ่ของพระเจ้าได้ แล้วยอห์นก็ได้รับคำบอกว่า “อย่าร้องไห้เลย นี่แน่ะ สิงห์แห่งเผ่ายูดาห์... พระองค์ทรงมีชัยแล้ว พระองค์จึงทรงสามารถแกะตราทั้งเจ็ดดวงและคลี่หนังสือม้วนนั้นออกได้” (วว. 5:5)

แต่ในข้อถัดมา ยอห์นได้บรรยายถึงอีกสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง “ข้าพเจ้าแลเห็นพระเมษโปดกประทับยืนอยู่ประหนึ่งทรงถูกปลงพระชนม์” (ข้อ 6) สิงห์และพระเมษโปดกคือบุคคลเดียวกันคือพระเยซู พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้พิชิต และ “พระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยน.1:29) โดยกำลังและกางเขนของพระองค์ เราจึงได้รับพระเมตตาและการอภัยเพื่อเราจะมีความสุขกับชีวิตและอัศจรรย์ใจในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นตลอดชั่วนิรันดร์!

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา