ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย James Banks

ฟังเสียงข้ามดวงดาว

ลองจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ สัญญาณอินเตอร์เน็ต จีพีเอส บลูทูธ หรือเตาไมโครเวฟ นี่คือวิถีชีวิตในเมืองเล็กชื่อว่ากรีนแบงก์ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็น ”เมืองที่เงียบที่สุดในอเมริกา” นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของหอดูดาวกรีนแบงก์ ซึ่งมีกล้องโทรทรรศน์วิทยุนำทางที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล้องนี้ต้องการความ ”เงียบ” เพื่อจะ “ฟัง” คลื่นวิทยุที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ที่มาจากการเคลื่อนที่ของกลุ่มวัตถุและหมู่ดาวในอวกาศ มันมีพื้นผิวรับสัญญาณใหญ่กว่าสนามฟุตบอล และตั้งอยู่ใจกลางเขตปลอดสัญญาณวิทยุแห่งชาติบนพื้นที่ 34,000 ตารางกิโลเมตร ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันกล้องโทรทรรศน์ที่มีความไวสูงไม่ให้ถูกรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์

ความเงียบที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้ยิน “ดนตรีของหมู่ดาวในอวกาศ” สิ่งนี้ยังช่วยเตือนผมถึงความจำเป็นที่เราต้องเงียบเสียงลงเพื่อจะฟังเสียงขององค์ผู้สร้างจักรวาล พระเจ้าทรงสื่อสารกับประชากรที่หลงหาย และถูกรบกวนผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “เอียงหูของเจ้าและมาหาเรา จงฟังเพื่อจิตวิญญาณของเจ้าจะมีชีวิต และเราจะทำพันธสัญญานิรันดร์กับเจ้า” (อสย.55:3) พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะมอบความรักอันสัตย์ซื่อของพระองค์ แก่ผู้ที่เสาะหาและหันกลับมาหาพระเจ้าเพื่อรับการอภัยโทษบาป

เราตั้งใจฟังเสียงของพระเจ้าได้โดยหันจากสิ่งรบกวนมาพบพระองค์ในการอ่านพระคัมภีร์และการอธิษฐาน พระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่ห่างไกล พระองค์ปรารถนาให้เราจัดสรรเวลาให้กับพระองค์ เพื่อพระองค์จะเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในชีวิตประจำวันของเรา และในตลอดนิรันดร์

รักผู้อื่นด้วยคำอธิษฐาน

“ยังมีคนอธิษฐานเผื่อผมอยู่ไหม” นั่นเป็นหนึ่งในคำถามแรกๆที่มิชชันนารีถามภรรยาทุกครั้งที่เธอได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมในเรือนจำ เขาถูกกล่าวหาและถูกจองจำเพราะความเชื่อเป็นเวลาสองปี ชีวิตเขาตกอยู่ในอันตรายบ่อยครั้งเพราะสภาพแวดล้อมและความรุนแรงในเรือนจำ และผู้เชื่อทั่วโลกอธิษฐานเผื่อเขาอย่างร้อนรน เขาต้องการคำยืนยันว่าคนเหล่านั้นจะไม่หยุดอธิษฐานเพราะเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงใช้คำอธิษฐานเหล่านั้นด้วยฤทธิ์เดช

คำอธิษฐานเผื่อผู้อื่นของเรา โดยเฉพาะผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะความเชื่อนั้นเป็นของประทานที่สำคัญ เปาโลกล่าวชัดเจนในเรื่องนี้เมื่อท่านเขียนถึงผู้เชื่อในเมืองโครินธ์เกี่ยวกับความยากลำบากระหว่างการเดินทางไปประกาศ ท่าน “​หนักใจ​เหลือ​กำลัง จน​เรา​เกือบ​หมด​หวัง​ที่​จะ​เอา​ชีวิต​รอด​มา​ได้​” (2 คร.1:8) แล้วจากนั้นท่านบอกว่าพระเจ้าทรงปลดปล่อยท่านและอธิบายถึงเครื่องมือที่พระองค์ใช้คือ “เรา​ตั้งความหวังในพระ​องค์​ว่าจะ​ทรง​ช่วย​เรา​ต่อไป​ เช่นเดียวกับที่ท่านช่วยเราโดย​คำ​อธิษฐาน​ของท่าน​” (ข้อ 10-11 TNCV)

พระเจ้าทรงเคลื่อนผ่านคำอธิษฐานของเรา เพื่อจะทำให้สิ่งดีสำเร็จในชีวิตประชากรของพระองค์ วิธีหนึ่งที่จะรักผู้อื่นได้ดีที่สุดคือการอธิษฐานเผื่อพวกเขา เพราะคำอธิษฐานของเราเปิดประตูไปสู่ความช่วยเหลือที่มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ เมื่อเราอธิษฐานเผื่อผู้อื่น เราก็รักพวกเขาด้วยพระกำลังของพระองค์ ไม่มีผู้ใดที่ยิ่งใหญ่หรือรักได้มากกว่าพระองค์

คลื่นลูกใหญ่ที่สุด

ผู้คนชอบเล่น “คลื่นมนุษย์” ในการแข่งกีฬาหรือการแสดงดนตรีทั่วโลก โดยเริ่มจากคนไม่กี่คนที่ยืนขึ้นและชูมือ ไม่นานคนที่นั่งข้างพวกเขาก็ทำตามเป้าหมายคือทำให้เกิดการเคลื่อนที่ต่อเนื่องวนรอบสนามกีฬา เมื่อวนครบรอบแล้ว คนที่เริ่มจะยิ้มและโห่ร้องแล้วทำต่อไป

การทำคลื่นมนุษย์ครั้งแรกที่มีการบันทึกไว้เกิดขึ้นในการแข่งขันเบสบอลมืออาชีพ ระหว่างทีมโอ๊กแลนด์แอทเลติกส์กับทีมนิวยอร์กแยงกี้ในปี 1981 ผมชอบร่วมเล่นคลื่นมนุษย์เพราะมันสนุก แต่ผมรู้สึกเช่นกันว่า ความสุขและการร่วมใจที่เราได้สัมผัสขณะที่เล่นนั่นเตือนให้นึกถึงข่าวประเสริฐ ซึ่งเป็นข่าวดีเรื่องความรอดในพระเยซูที่รวมใจผู้เชื่อทุกแห่งหนให้สรรเสริญและมีความหวัง “คลื่นลูกใหญ่ที่สุด”นี้ เริ่มขึ้นมานานกว่ายี่สิบศตวรรษแล้วในเยรูซาเล็ม เปาโลเขียนอธิบายให้กับสมาชิกคริสตจักรในเมืองโคโลสีว่า “[ข่าวประเสริฐ] กำลังเกิดผลและทวีขึ้นทั่วโลก เช่นเดียวกับที่กำลังเป็นอยู่ในตัวท่านทั้งหลายด้วย ตั้งแต่วันที่ท่านได้ยิน” (คส.1:6) ผลตามธรรมชาติของข่าวดีนี้คือ “ความเชื่อและความรักอันเกิดจากความหวังซึ่งสะสมไว้สำหรับ [เรา] ในสวรรค์” (ข้อ 5 TNCV)

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จงทำต่อไป เมื่อครบรอบแล้วเราจะเห็นรอยยิ้มของพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้เริ่มต้นทุกสิ่ง

ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์

“เรากำลังจะไปพักผ่อนกัน” ภรรยาของผมบอกกับออสตินหลานชายวัยสามขวบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นขณะที่นำรถเข้าจอดข้างทางในช่วงขาไปของการเดินทาง ออสตินน้อยมองดูเธออย่างครุ่นคิดและพูดว่า “ผมไม่ได้ไปพักผ่อน ผมกำลังไปทำพันธกิจ”

เราไม่แน่ใจว่าหลานชายเราเอาแนวคิดเรื่องการไป “ทำพันธกิจ” มาจากไหน แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นทำให้ผมต้องใคร่ครวญระหว่างที่ขับรถไปยังสนามบินว่า ในช่วง 2-3 วันที่เดินทางไปพักผ่อนนี้ ผมระลึกอยู่เสมอหรือไม่ว่าผมยังคง “ทำพันธกิจ” โดยการใช้ทุกช่วงเวลาของชีวิตกับพระองค์และเพื่อพระองค์ ผมคิดอยู่เสมอว่าผมกำลังปรนนิบัติพระองค์ในทุกสิ่งที่ผมทำหรือไม่

อัครทูตเปาโลหนุนใจผู้เชื่อในกรุงโรมเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (รม.12:11) ประเด็นของท่านคือ เราที่มีชีวิตอยู่ในพระเยซูนั้นต้องดำเนินชีวิตด้วยความตั้งใจและความกระตือรือร้น แม้กระทั่งในช่วงเวลาปกติ ชีวิตของเราก็จะมีความหมายใหม่เมื่อเรามองไปที่พระเจ้าด้วยความคาดหวังและดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์

ขณะที่เรานั่งอยู่บนเครื่องบิน ผมอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เป็นของพระองค์ โปรดช่วยที่ข้าพระองค์จะไม่พลาดไปจากสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์สำหรับการเดินทางครั้งนี้”

ทุกๆวันเป็นพันธกิจที่มีความสำคัญเป็นนิตย์ร่วมกับพระองค์

ทำต่อไป

พระเจ้าทรงชอบใช้คนที่โลกนี้มองข้าม วิลเลี่ยม แครีย์เติบโตขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆในช่วงทศวรรษ 1700 และเรียนไม่สูงนัก เขาไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการค้าขายและใช้ชีวิตอย่างยากจน แต่พระเจ้าให้เขามีภาระใจในการประกาศข่าวประเสริฐ และทรงเรียกเขาให้เป็นมิชชันนารี แครีย์เรียนภาษากรีก ฮีบรู และละติน และต่อมาได้แปลพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาเบงกาลี ในปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งพันธกิจยุคใหม่” แต่ในจดหมายที่เขียนถึงหลานชาย เขาเล่าอย่างถ่อมใจว่า “ลุงยังทำต่อไปได้ ลุงพยายามต่อได้”

เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เราทำภารกิจ พระองค์จะทรงประทานกำลังให้เราสามารถทำได้ไม่ว่าเราจะมีข้อจำกัดใด ในผู้วินิจฉัย 6:12 ทูตของพระเจ้าปรากฏแก่กิเดโอนและกล่าวว่า “เจ้าบุรุษผู้กล้าหาญเอ๋ย พระเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” ทูตนั้นบอกให้ท่านไปกอบกู้อิสราเอลจากคนมีเดียนที่มาโจมตีเมืองและพืชผล แต่กิเดโอนซึ่งยังไม่ได้มีสถานะเป็น “บุรุษผู้กล้าหาญ” กล่าวอย่างถ่อมตนว่า “ข้าพระองค์จะช่วยอิสราเอลได้อย่างไร...ข้าพระองค์ก็เป็นคนเล็กน้อยที่สุดในครอบครัวของข้าพระองค์” (ข้อ 15) กระนั้น พระเจ้าก็ยังทรงใช้กิเดโอนเพื่อปลดปล่อยประชากรของพระองค์

กุญแจสำคัญในความสำเร็จของกิเดโอนอยู่ตรงประโยคที่ว่า “พระเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (ข้อ 12) เมื่อเราดำเนินกับองค์พระผู้ช่วยให้รอดด้วยใจถ่อมและพึ่งพาในพระกำลังของพระองค์ พระองค์จะให้กำลังเราในการทำให้สำเร็จในงานซึ่งมีแต่พระองค์เท่านั้นที่ทำได้

เพื่อนในยามผิดพลาด

ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 1939 นักล่าสมบัติสามคนพร้อมกับทีมถ่ายทำได้ขุดพื้นด้านนอกของสนามฮอลลีวู้ดโบวล์ ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อหาสมบัติแห่งหุบเขาคาเวงก้า ที่มีทั้งทองคำ เพชร และไข่มุกตามคำเล่าลือว่าถูกฝังไว้เมื่อ 75 ปีก่อน

พวกเขาไม่พบอะไร หลังจากใช้เวลาอยู่ 24 วัน พวกเขาขุดไปกระแทกโดนก้อนหินใหญ่จึงต้องหยุด สิ่งที่ได้มีเพียงหลุมกว้าง 9 ฟุต ลึก 42 ฟุต พวกเขาจากไปด้วยความผิดหวัง

ความผิดพลาดคือเรื่องธรรมดาของมนุษย์ บางครั้งเราก็ล้มเหลว พระคัมภีร์บอกเราว่ามาระโกละทิ้งเปาโลและบารนาบัสตอนเดินทางไปประกาศ “และไม่ได้ทำงานร่วมกับเขาต่อไป” ดังนั้น “เปาโลไม่เห็นควรที่จะพา[เขา]ไปด้วย” ในครั้งต่อมา (กจ.15:38) ซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับบารนาบัส ถึงแม้ว่ามาระโกเคยทำผิดพลาด แต่หลายปีหลังจากนั้นท่านก็ปรากฏตัวขึ้นอีก เมื่อครั้งที่เปาโลรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ในคุกในช่วงท้ายของชีวิต ท่านได้เรียกหามาระโกและเรียกท่านว่า ผู้ที่ “ช่วยปรนนิบัติข้าพเจ้าได้เป็นอย่างดี” (2 ทธ.4:11) พระเจ้ายังทรงดลใจให้มาระโกเขียนพระกิตติคุณตามชื่อของท่าน

ชีวิตของมาระโกแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้เราเผชิญกับความผิดพลาดและล้มเหลวตามลำพัง เรามีเพื่อนผู้ยิ่งใหญ่กว่าทุกความผิดพลาดเมื่อเราติดตามองค์พระผู้ช่วย พระองค์จะทรงประทานความช่วยเหลือและกำลังให้กับเรา

ความหวังแห่งการไถ่

ชายคนหนึ่งดูเหมือนเลวทรามเกินกว่าจะได้รับการไถ่ เขายิงคนไป 8 คน (เสียชีวิต 6 คน) และวางเพลิงเกือบ 1,500 ครั้งซึ่งสร้างความหวาดกลัวแก่ชาวเมืองนิวยอร์กในช่วงทศวรรษ 1970 เขาทิ้งจดหมายไว้ในที่เกิดเหตุเพื่อเย้ยหยันเจ้าหน้าที่ตำรวจ และในที่สุดเขาก็ถูกจับและได้รับโทษจำคุกในแต่ละคดี ตั้งแต่ 25 ปีไปจนถึงตลอดชีวิต

ผู้พิทักษ์ความสว่าง

ผู้พิทักษ์ความสว่าง” คือชื่อที่ใช้เรียกพวกเขา ประภาคารบนเกาะแฮททีรัส นอกชายฝั่งนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา มีอนุสรณ์ระลึกถึงผู้คนที่ดูแลแหล่งกำเนิดแสงแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 1803 ไม่นานหลังจากที่โครงสร้างเดิมถูกย้ายขึ้นบกเพราะชายฝั่งถูกกัดเซาะ ชื่อผู้พิทักษ์เหล่านี้ได้ถูกสลักลงบนก้อนหินซึ่งเป็นฐานเดิมของมัน และนำมาจัดวางเป็นแถวรูปครึ่งวงกลมโดยหันหน้าออก จากคำอธิบายในแผ่นพับ ผู้มาเยี่ยมชมในปัจจุบันสามารถตามรอยเท้าเหล่าผู้พิทักษ์ในประวัติศาสตร์ และ “ดูแล” ประภาคารนี้เช่นกัน

พระเยซูทรงเป็นผู้ประทานความสว่าง พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) นี่เป็นการกล่าวอ้างแบบสุดโต่งสำหรับใครก็ตาม แต่พระเยซูตรัสเพื่อยืนยันสัมพันธภาพของพระองค์กับพระบิดาบนสวรรค์ ผู้สร้างความสว่างและชีวิต และเป็นผู้ที่ส่งพระองค์มา

เมื่อเรามองหาการช่วยกู้จากพระเยซู และทำตามคำสอนของพระองค์ เราก็ได้ฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้า และพระองค์ให้กำลังและวัตถุประสงค์ใหม่แก่เรา ชีวิตใหม่และความรักของพระองค์คือ “ความสว่างของมนุษย์” (1:4) ที่ส่องมายังเราและผ่านเราไปสู่โลกที่มืดมิดและอันตราย

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราก็เป็น “ผู้พิทักษ์ความสว่าง” ขอให้ผู้อื่นเห็นแสงสว่างที่ส่องจากเรา และได้พบชีวิตและความหวัง ที่พระองค์ผู้เดียวประทานให้ได้

ผู้ทรงมองเห็น

โอ้ ไม่นะ!” เสียงภรรยาของผมดังขึ้นเมื่อเธอก้าวเข้าไปในครัว ในเวลาเดียวกันกับที่เจ้า “แม็กซ์” สุนัขพันธ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ น้ำหนัก 90 ปอนด์ กำลังกระโจนออกจากห้อง

ขาแกะชิ้นที่อยู่ใกล้กับขอบของเคาน์เตอร์ ถ้าเจ้าแม็กซ์เขมือบจนเหลือแต่กระทะที่ว่างเปล่า มันพยายามเข้าไปซ่อนใต้เตียง แต่เข้าไปได้แค่หัวกับไหล่ ส่วนสะโพกและหางยังโผล่ออกมา

“โอ้ แม็กซ์” ฉันบ่น “‘บาป’ ของแกจะตามแกจนทัน” ฉันยืมวลีนี้มาจากโมเสสเมื่อท่านเตือนชาวอิสราเอลสองเผ่า ให้เชื่อฟังพระเจ้าและรักษาคำสัญญาของพวกเขาท่านบอกพวกเขาว่า “แต่ถ้าท่านทั้งหลายมิได้กระทำเช่นนี้ ดูเถิด ท่านทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเจ้า จงรู้แน่เถิดว่า บาปของท่านก็ตามทัน” (กดว.32:23)

บาปอาจทำให้รู้สึกดีอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่จะสร้างความเจ็บปวดที่สุดให้ด้วยการถูกแยกขาดจากพระเจ้า โมเสสเตือนประชาชนว่าพระเจ้าไม่เคยมองพลาด ดังที่ผู้เขียนพระคัมภีร์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “ทุกสิ่งปรากฏแจ้งต่อพระองค์ ผู้ซึ่งเราต้องสัมพันธ์ด้วย” (ฮบ.4:13)

แม้จะทรงมองเห็นทุกสิ่ง แต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ยังทรงนำเราด้วยความรักให้เราสารภาพบาป กลับใจ (หันจากบาป) และเดินกับพระองค์อย่างถูกต้อง (1 ยน.1:9) ขอให้เราติดตามพระองค์ด้วยความรักในวันนี้