ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย James Banks

ความเชื่อที่มีจินตนาการ

“ปู่ ครับดูสิ ต้นไม้พวกนั้นกำลังโบกมือให้พระเจ้า!” ขณะที่เรามองดูต้นเบิร์ชโน้มไปตามกระแสลมก่อนพายุจะมา ข้อสังเกตที่น่าตื่นเต้นของหลานชายทำให้ผมยิ้ม และผมยังต้องถามตัวเองว่า ผมมีความเชื่อที่มีจินตนาการแบบนั้นหรือเปล่า

เมื่อคิดใคร่ครวญถึงเรื่องของโมเสสและพุ่มไม้ไฟ กวีเอลิซาเบ็ธ บาร์แร็ต บราวน์นิ่ง ประพันธ์ไว้ว่า “สวรรค์ลงมาเติมเต็มโลก / บรรดาพุ่มไม้ธรรมดาลุกโชติช่วงด้วยพระเจ้า / แต่ผู้ที่มองเห็นเท่านั้นจึงจะถอดรองเท้า” พระหัตถกิจของพระเจ้าปรากฏอยู่ในสิ่งมหัศจรรย์ที่ทรงสร้างไว้รอบตัวเรา และวันหนึ่งเมื่อโลกถูกสร้างใหม่ เราจะได้เห็นสิ่งเหล่านั้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

พระเจ้าทรงบอกเราถึงวันนั้นเมื่อทรงประกาศผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “​เจ้าจะออกไปด้วยความชื่นบานและถูกนำไปด้วยสวัสดิภาพ ภูเขาและเนินเขาเปล่งเสียงร้องเพลงข้างหน้าเจ้า และต้นไม้ทั้งสิ้นในท้องทุ่งจะตบมือของมัน” (อสย.55:12) ภูเขาร้องเพลง ต้นไม้ตบมือ สิ่งนี้เป็นไปได้ เปาโลกล่าวว่า “สรรพ-​สิ่ง​เหล่า​นั้น​จะ​ได้​รอด​จาก​อำนาจ​แห่ง​ความ​เสื่อม​สลาย และ​จะ​เข้า​ใน​เสรีภาพ​ และ​ศักดิ์ศรี​แห่ง​บุตร​ทั้ง​หลาย​ของ​พระ​เจ้า” (รม.8:21)

ครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสถึงศิลาที่ส่งเสียงร้อง (ลก.19:40) ถ้อยคำของพระองค์สะท้อนคำพยากรณ์ของอิสยาห์ถึงสิ่งที่รอคอยอยู่ข้างหน้าสำหรับผู้ที่ได้รับความรอดในพระองค์ เมื่อเรามองไปที่พระองค์ด้วยความเชื่อที่จินตนาการถึงสิ่งซึ่งพระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ เราก็จะได้เห็นความอัศจรรย์ของพระองค์อย่างต่อเนื่องเรื่อยไปเป็นนิตย์!

เทียนไขที่ส่องสว่าง

เป็นเวลาเที่ยงวันแล้วแต่กลับมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ วันแห่งความมืดในนิวอิงแลนด์เริ่มขึ้นในเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ.1780 และกินเวลานานหลายชั่วโมง สาเหตุของความมืดที่ดูเหมือนฝันนี้น่าจะมาจากกลุ่มควันหนาทึบจากไฟป่าครั้งใหญ่ในแคนาดา แต่หลายคนสงสัยว่านี่อาจจะเป็นวันพิพากษา

สภาคอนเนตทิคัต (วุฒิสภา) อยู่ในสมัยประชุม และเมื่อบางคนพิจารณาให้เลื่อนออกไปเพราะความมืด อับราฮัม ดาเวนพอร์ตตอบว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนประชุม วันพิพากษาอาจกำลังใกล้เข้ามาหรือไม่ก็ตาม หากไม่ใช่ก็ไม่มีเหตุให้เลื่อน แต่ถ้าใช่ ผมก็เลือกที่จะถูกพบว่ากำลังทำหน้าที่ของผมอยู่ ฉะนั้นผมใคร่ขอให้นำเทียนไขมาจุด”

ความปรารถนาของดาเวนพอร์ตที่จะถูกพบว่าเขากำลังทำงานที่พระเจ้าทรงมอบหมายอย่างสัตย์ซื่อในวันที่ทรงเสด็จกลับมา นั่นแสดงถึงคำตรัสของพระเยซูที่ว่า “ท่านทั้งหลายจงคาดเอวของท่านไว้ และให้ตะเกียงของท่านจุดอยู่ พวกท่านเองจงเหมือนคนที่คอยรับนายของตน เมื่อนายจะกลับมาจากงานสมรส เพื่อเมื่อนายมาเคาะประตูแล้ว เขาจะเปิดให้นายทันทีได้ บ่าวซึ่งนายมาพบกำลังคอยเฝ้าอยู่ก็เป็นสุข” (ลก.12:35-37)

ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน เป็นการดีเสมอที่จะรับใช้พระผู้ช่วยให้รอดของเรา แม้เมื่อความมืดย่างกรายมา พระสัญญาสำหรับทุกคนที่รอคอยพระองค์จะดำรงอยู่ เฉกเช่นเทียนไขในความมืด ขอให้ “ความสว่างของท่านกระจ่างแจ้งต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะเห็น” (มธ.5:16TNCV) และรัก และรับใช้พระองค์ด้วยเช่นกัน

เมื่อคำอธิษฐานเขย่าแผ่นดินโลก

ดร. แกรี่ กรีนเบิร์กได้ถ่ายภาพขยายเม็ดทรายจากชายหาดทั่วโลก ที่มักจะเปิดเผยให้เห็นสีสันสดใสและน่าประหลาดใจจากแร่ธาตุ เปลือกหอย และเศษปะการังที่อยู่ภายใน

เขาค้นพบว่าทรายมีอะไรมากกว่าที่ตามองเห็น ในสาขาวิชาการศึกษาเม็ดทราย การวิเคราะห์ปริมาณแร่ธาตุในทรายด้วยกล้องจุลทรรศน์สามารถบอกเราได้มากเกี่ยวกับการกัดเซาะ กระแสน้ำชายฝั่ง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อแนวชายฝั่ง แม้แต่เม็ดทรายเล็กๆยังให้ข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่ง! 

คำอธิษฐานหนึ่งก็เหมือนกับเม็ดทรายเม็ดหนึ่งที่มีความสำคัญ พระคัมภีร์กล่าวถึงบทบาทอันทรงพลังของคำอธิษฐานในอาณาจักรของพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง ในวิวรณ์ 8 ยอห์นเห็นทูตสวรรค์ยืนอยู่ที่แท่นบูชาต่อหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้า ถือกระถางไฟทองคำที่บรรจุ “คำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง...แล้วทูตสวรรค์องค์นั้นก็นำกระถางไปบรรจุไฟจากแท่นจนเต็ม และโยนกระถางนั้นลงบนแผ่นดินโลก ทำให้มีเสียงฟ้าร้อง เสียงต่างๆ ฟ้าแลบและแผ่นดินไหว” (ข้อ 3,5)

ทันทีหลังจากที่ทูตสวรรค์ขว้างกระถางไฟที่เต็มไปด้วยไฟและคำอธิษฐาน ทูตสวรรค์เจ็ดองค์ที่ถือแตรทั้งเจ็ดนั้นก็ “เตรียมพร้อมที่จะเป่า” (ข้อ 6) เพื่อประกาศวาระสุดท้ายของแผ่นดินโลกเก่าและการเสด็จกลับมาของพระคริสต์

บางครั้งเราอาจไม่รู้สึกว่าคำอธิษฐานของเรามีค่าถึงขนาดนั้น แต่พระเจ้าไม่เคยมองข้ามเลย พระองค์ให้คุณค่าอย่างมากจนคำอธิษฐานมีบทบาทต่อการมาถึงของอาณาจักรของพระองค์ สิ่งที่เราคิดว่าเป็นคำอธิษฐานที่เล็กน้อยที่สุดสำหรับเรา กลับมีน้ำหนักในการเขย่าโลกสำหรับพระองค์!

เร่งรีบและรอคอย

“เราจะใช้เวลาว่างทั้งหมดของเราทำอะไร” ความคิดนี้คือใจความหลักของบทความที่ตีพิมพ์ในปี 1930 โดยนักเศรษฐศาสตร์ จอห์นเมย์นาร์ด เคนส์ เขาเขียนในบทความว่า ภายในเวลาหนึ่งร้อยปี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจจะทำให้มนุษย์มาถึงจุดที่เราจะทำงานเพียงสามชั่วโมงต่อวันและ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ผ่านไปกว่า 90 ปีแล้วนับจากที่เคนส์เผยแพร่บทความอันโด่งดังของเขา แต่แทนที่เทคโนโลยีจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้นกลับทำให้เรายุ่งกว่าเดิม มีสิ่งที่ต้องทำทั้งวัน แม้สิ่งที่ต้องทำทุกวันอย่างการเดินทางและการเตรียมอาหารจะใช้เวลาน้อยลง แต่เราก็ยังคงเร่งรีบ

หนึ่งในเหตุการณ์ประทับใจจากชีวิตของดาวิดแสดงให้เราเห็นถึงวิธีการดำเนินชีวิตอย่างมั่นคงท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิต เมื่อดาวิดหลบหนีกษัตริย์ซาอูล [ที่พยายามจะประหารท่าน]ท่านทูลถามพระราชาเมืองโมอับว่า “ขอโปรดให้บิดามารดาของข้าพเจ้ามาอยู่กับพระองค์เถิด จนกว่าข้าพเจ้าจะทราบว่าพระเจ้าจะทรงกระทำประการใดเพื่อข้าพเจ้า” (1 ซมอ.22:3) ดาวิดมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย ท่านพยายามหลีกหนีการไล่ล่าเอาชีวิตของซาอูลทั้งยังต้องดูแลครอบครัวด้วย แต่กระนั้นในความเร่งรีบ ท่านยังใช้เวลาเพื่อรอคอยพระเจ้า

เมื่อย่างก้าวอันเร่งรีบของชีวิตท่วมท้นอยู่เหนือเรา เราสามารถวางใจในพระองค์ผู้ทรงรักษาเราไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ (อสย.26:3) ถ้อยคำของดาวิดสรุปเรื่องนี้ได้อย่างดีว่า “จงเข้มแข็ง และให้จิตใจของท่านกล้าหาญเถิด เออ จงรอคอยพระเจ้า” (สดด.27:14)

ความเมตตาในความตรงไปตรงมา

“เพื่อนเอ๋ย บางครั้งคุณก็ดูเป็นคนดีเกินกว่าที่คุณเป็นจริงๆ”

คำพูดเหล่านั้นเปล่งออกมาพร้อมกับการมองจ้องตรงมาและรอยยิ้มที่อ่อนโยน หากนั่นมาจากคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนสนิทและพี่เลี้ยงผู้ซึ่งผมให้คุณค่าอย่างมากในจิตวินิจฉัยของเขา ความรู้สึกของผมคงถูกทำร้าย แต่ผมกลับสะดุ้งและหัวเราะไปพร้อมๆกันโดยรู้ว่าขณะที่คำพูดนั้น “เจ็บปวด” แต่เขาก็พูดถูก บางครั้งเมื่อผมพูดถึงความเชื่อของผม ผมก็ใช้ศัพท์เข้าใจยากที่ฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าผมไม่จริงใจ เพื่อนของผมรักและพยายามช่วยให้ผมแบ่งปันสิ่งที่ผมเชื่ออย่างแท้จริงได้อย่างมีประสิทธิผลกับผู้อื่น เมื่อมองย้อนกลับไป ผมเห็นว่านี่เป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดที่ผมเคยได้รับ

“บาดแผลที่มิตรทำก็สุจริต” ซาโลมอนเขียนอย่างรอบรู้ “แต่การจุบของศัตรูนั้นมากเกินความจริง” (สภษ.27:6) ความเข้าใจลึกซึ้งของเพื่อนผมแสดงให้เห็นถึงความจริงของคำเตือนสตินั้น ผมรู้สึกขอบคุณที่เขาห่วงใยมากพอที่จะบอกสิ่งที่ผมจำเป็นต้องได้ยิน แม้เขารู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะยอมรับ บางครั้งเมื่อมีคนบอกแต่ในสิ่งที่เขาคิดว่าคุณอยากได้ยิน นั่นไม่มีประโยชน์ เพราะมันอาจขัดขวางคุณไม่ให้เติบโตและพัฒนาไปในทางที่จำเป็นต่อชีวิต

ความตรงไปตรงมาอาจเป็นความเมตตาได้ เมื่อวัดจากความรักที่จริงใจและอ่อนน้อม ขอพระเจ้าประทานปัญญาแก่เราที่จะรับและถ่ายทอดได้อย่างเหมาะสม และสะท้อนถึงพระทัยที่ห่วงใยของพระองค์

กดปุ่มหยุดเพื่ออธิษฐาน

น้ำจากหัวดับเพลิงท่วมถนนและผมมองเห็นโอกาสเมื่อหัวดับเพลิงพ่นน้ำใส่ถนน รถข้างหน้าผมหลายคันโดนน้ำกระเด็นใส่ และผมคิดว่านี่เป็นวิธีล้างรถฟรีที่ยอดเยี่ยม! รถของผมไม่ได้ล้างมาเป็นเดือนจนฝุ่นจับหนา ผมจึงหักรถให้โดนน้ำเต็มๆ

แคร็ก!
มันเกิดขึ้นเร็วมาก แดดที่ส่องลงมาบนรถสีดำของผมในเช้านั้นทำให้กระจกและภายในรถร้อน แต่น้ำจากหัวดับเพลิงเย็นจัด ทันทีที่ความเย็นกระทบกระจกหน้ารถที่ร้อนระอุ เกิดรอยร้าวเหมือนสายฟ้าฟาดจากบนลงล่าง การล้างรถ “ฟรี” ของผมจบลงด้วยการเสียเงินจำนวนมาก

ถ้าเพียงแต่ผม “กดปุ่มหยุด” ก่อนเพื่อครุ่นคิดหรืออธิษฐาน เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไหม ชนอิสราเอลเคยทำเช่นนั้นเมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์ที่หนักหนายิ่งกว่า พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะช่วยพวกเขาขับไล่ชนชาติอื่นออกไปเมื่อพวกเขาเข้าสู่ดินแดนที่พระองค์จะประทานให้ (ยชว.3:10) เพื่อพวกเขาจะไม่ถูกล่อลวงโดยพวกพระเทียมเท็จ (ฉธบ.20:16-18) แต่หนึ่งในชนชาติเหล่านั้นเห็นชัยชนะของอิสราเอล จึงใช้ขนมปังขึ้นรามาหลอกลวงคนอิสราเอลให้เชื่อว่าพวกเขามาจากประเทศที่ไกลมาก “ฝ่ายคนเหล่านั้นก็รับเสบียงของเขาบ้าง แต่หาได้ทูลขอการแนะนำจากพระเจ้าไม่ และโยชูวาก็กระทำสัญญาศานติภาพกับเขา” (ยชว.9:14-15) โดยไม่รู้ตัวว่าได้ละเลยคำแนะนำของพระเจ้า

เมื่อเราพึ่งพาคำอธิษฐานเป็นสิ่งแรกไม่ใช่สิ่งสุดท้าย เราได้ให้การทรงนำ พระปัญญา และพระพรของพระเจ้ามาอยู่กับเรา ขอพระองค์ทรงช่วยให้เรานึกถึงการ “กดปุ่มหยุด” ในวันนี้

เดินผ่านพระพร

ในปี 1799 คอนราด รี้ด ในวัยสิบสองขวบพบก้อนหินขนาดใหญ่ส่องประกายระยิบระยับในลำธารที่ไหลผ่านฟาร์มเล็กๆของครอบครัวเขาในนอร์ทแคโรไลน่า เขานำมันกลับมาบ้านให้พ่อซึ่งเป็นชาวนาอพยพที่ยากจนดู พ่อไม่รู้ค่าของหินนั้นและใช้มันเป็นที่ดันประตู พวกเขาเดินผ่านหินก้อนนั้นไปมาอยู่หลายปี

ต่อมา ก้อนหินของคอนราดซึ่งแท้จริงแล้วเป็นก้อนทองคำหนักกว่าเจ็ดกิโลกรัมไปสะดุดตาช่างทำอัญมณีท้องถิ่นเข้า หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวรี้ดจึงร่ำรวยขึ้น และที่ดินของพวกเขากลายเป็นแหล่งขุดทองแห่งแรกในยุคตื่นทองของสหรัฐอเมริกา

บางครั้งเราเดินเลยผ่านพระพรไปเพราะจดจ่ออยู่กับแผนการและวิธีการของเราเอง พระเจ้าทรงประกาศอิสรภาพแก่อิสราเอลอีกครั้งหนึ่งหลังจากพวกเขาถูกเนรเทศให้ไปบาบิโลนเพราะไม่เชื่อฟังพระองค์ พระองค์ยังเตือนด้วยว่าพวกเขาพลาดอะไรไป ทรงตรัสว่า “เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ผู้สั่งสอนเจ้าเพื่อประโยชน์ของเจ้า ผู้นำเจ้าในทางที่ควรเจ้าจะไป โอ ถ้าเจ้าได้เชื่อฟังบัญญัติของเราแล้ว ความสุขสมบูรณ์ของเจ้าจะเป็นเหมือนแม่น้ำ และความชอบธรรมของเจ้าจะเป็นเหมือนคลื่นทะเล” จากนั้นพระเจ้าทรงหนุนน้ำใจให้พวกเขาติดตามพระองค์ออกจากวิถีแบบเก่าสู่ชีวิตใหม่ว่า “จงไปเสียจากบาบิโลน...จงประกาศข้อนี้ด้วยโห่ร้องชื่นบาน” (อสย.48:17-18, 20)

การออกจากบาบิโลน ทั้งในสมัยก่อนและอาจจะในสมัยนี้นั้นหมายถึงการออกจากวิถีแห่งบาป และ “กลับบ้าน” มาหาพระเจ้าผู้ทรงปรารถนากระทำสิ่งดีเพื่อเรา ถ้าเราเชื่อฟังและติดตามพระองค์

อุ้มชูด้วยความรัก

หลานชายวัยสี่ขวบนั่งอยู่บนตักและลูบศีรษะที่ล้านของผม เขาพยายามทำความเข้าใจอย่างตั้งใจ “คุณปู่ เกิดอะไรขึ้นกับผมของคุณปู่ครับ” เขาถาม “โอ้” ผมหัวเราะ “มันร่วงไปตามกาลเวลา” สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด “แย่จัง” เขาตอบ “ผมจะแบ่งผมของผมให้กับคุณปู่นะครับ”

ผมยิ้มให้กับความรักของเขาและดึงตัวเขาเข้ามากอด ต่อมาเมื่อผมคิดย้อนไปถึงความรักที่เขามอบให้ในช่วงเวลาที่น่าจดจำนั้น มันทำให้ผมคิดถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และไม่เห็นแก่ตัวของพระเจ้า

จี. เค. เชสเตอร์ตันเขียนไว้ว่า “พวกเราได้ทำบาปและแก่ตัวลง และพระบิดาของเราทรงอ่อนเยาว์กว่าพวกเรา” สิ่งที่เขาเขียนหมายความว่า “องค์ผู้ดำรงอยู่ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์” (ดนล.7:9 TNCV) นั้นทรงไร้มลทินจากความเสื่อมทรามของความบาป พระเจ้าทรงเป็นอยู่นิรันดร์ และทรงรักเรามากด้วยความรักที่ไม่เคยเสื่อมคลายหรือจืดจางลง พระองค์ทรงเต็มพระทัยและทรงสามารถที่จะทำให้พระสัญญาที่มีต่อประชากรของพระองค์สำเร็จได้ ในอิสยาห์ 46 กล่าวว่า “จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือพระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้าจนเจ้าถึงผมหงอก เราได้สร้าง เราจะชูไว้ เราจะอุ้มและเราจะช่วยให้รอด” (ข้อ 4)

ในห้าข้อถัดมาพระองค์ทรงอธิบายว่า “เราเป็นพระเจ้า และไม่มีอื่นใดเหมือนเรา” (ข้อ 9) พระเจ้าผู้ทรงพระนามว่า “เราเป็น” (อพย.3:14) ทรงรักเราอย่างลึกซึ้งจนกระทั่งยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อแบกรับโทษบาปทั้งหมดของเรา เพื่อที่เราจะสามารถกลับมาหาพระองค์และได้รับการปลดปล่อย และนมัสการพระองค์ด้วยใจขอบพระคุณตลอดไป!

ทำทุกช่วงเวลาให้มีค่า

เข็มนาฬิกาพกที่หยุดเดินในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลน่าบอกเล่าเรื่องราวที่น่าหวาดกลัว มันระบุถึงช่วงเวลาที่ถูกต้อง (8:19 กับ 56 วินาที) ที่ อิไลช่า มิทเชลเจ้าของนาฬิกาได้ลื่นล้มและเสียชีวิตที่น้ำตกในเทือกเขาแอปพาเลเชี่ยนในเช้าของวันที่ 27 มิถุนายน 1857

มิทเชลผู้เป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อปกป้องคำกล่าวอ้าง(ที่ถูกต้อง)ของตนว่า ยอดเขาที่เขาอยู่นี้เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในภาคตะวันออกของมิสซิสซิปปี้ ซึ่งปัจจุบันมีชื่อเรียกตามชื่อของเขาว่ายอดเขามิทเชล สุสานของมิทเชลตั้งอยู่ที่จุดสูงสุดของยอดเขาไม่ไกลจากจุดที่เขาลื่นล้ม

ขณะที่ผมขึ้นไปบนยอดเขาเมื่อเร็วๆนี้ ผมไตร่ตรองถึงเรื่องราวของมิทเชลและภาวะที่ต้องตายของตัวผมเอง กับการที่เราทุกคนมีเวลาที่จำกัด และผมใคร่ครวญพระดำรัสของพระเยซูเกี่ยวกับการทรงเสด็จกลับมาที่พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกบนภูเขามะกอกเทศว่า “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (มธ.24:44)

พระเยซูทรงบอกอย่างชัดเจนว่า ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาและสถาปนาแผ่นดินอันเป็นนิรันดร์ของพระองค์เมื่อไร หรือพระองค์จะเรียกเราให้ละจากโลกนี้ไปหาพระองค์เมื่อไร แต่พระองค์บอกพวกเราให้เตรียมพร้อม และ “เฝ้าระวัง” (ข้อ 42)

ติ๊ก...ต้อก...“กลไกนาฬิกา” ของชีวิตเราแต่ละคนยังคงเดินอยู่ แต่จะอีกนานเท่าใด ขอให้เราใช้ชีวิตในเวลานี้ด้วยความรักกับองค์พระผู้ไถ่ผู้ทรงพระเมตตา ให้เรารอคอยและทำงานเพื่อพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา