ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย James Banks

ด้วยรักกับรองเท้าคู่เก่า

บางครั้งผมกับภรรยาพูดต่อประโยคที่อีกฝ่ายกำลังจะพูดได้ กว่าสามสิบปีของชีวิตแต่งงาน เราคุ้นเคยกับวิธีที่อีกฝ่ายคิดและพูดมากขึ้นเรื่อยๆ เราอาจไม่ต้องพูดจนจบประโยค แค่คำคำเดียวหรือการชำเลืองมองก็เพียงพอที่จะสื่อความคิดได้

การที่เราเป็นแบบนี้ทำให้เราสบายใจเหมือนรองเท้าคู่เก่าที่คุณใส่อยู่เรื่อยๆ เพราะสวมสบายพอดี บางครั้งเราถึงกับเรียกกันและกันด้วยความรักว่า “รองเท้าเก่าของฉัน” ซึ่งเป็นคำชื่นชมที่อาจเข้าใจยาก หากคุณไม่รู้จักเราดี ตลอดหลายปีความสัมพันธ์ของเราได้พัฒนาภาษาเฉพาะตัวขึ้น ทั้งยังมีการแสดงออกที่เป็นผลของความรักและความไว้ใจตลอดหลายสิบปี

เรารู้สึกอุ่นใจที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงรักเราด้วยความสนิทสนมอันลึกซึ้ง ดาวิดเขียนว่า “ข้าแต่พระเจ้า แม้ก่อนที่ลิ้นของข้าพระองค์จะพูด พระองค์ก็ทรงทราบความเสียหมดแล้ว” (สดด.139:4) ลองนึกภาพว่าคุณได้สนทนากับพระเยซูเงียบๆ และคุณกำลังพูดจากส่วนลึกที่สุดในใจให้พระองค์ฟัง เมื่อใดที่คุณพูดไม่ออก พระองค์ก็ทรงยิ้มกับคุณด้วยความเข้าใจและทรงตอบสนองอย่างถูกต้อง แม้คุณไม่ได้พูดออกมา ช่างดีจริงที่ได้รู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกสรรคำเหมาะๆ จึงจะพูดกับพระเจ้าได้ พระองค์ทรงรักเราและรู้จักเราดีพอที่จะเข้าใจ

รำลึกถึงอดีต

ลูกชายของเราต่อสู้กับการติดยาเสพติดถึงเจ็ดปี ในช่วงเวลานั้นผมและภรรยาต้องเผชิญกับวันที่ยากลำบากมากมาย ขณะที่เราอธิษฐานและรอคอยให้เขาหาย เราเรียนรู้ที่จะฉลองชัยชนะเล็กๆ หากไม่มีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นในทุกช่วงยี่สิบชั่วโมง เราจะบอกกันและกันว่า “วันนี้เป็นวันดี” ประโยคสั้นๆ นี้กลายเป็นสิ่งเตือนใจให้ขอบพระคุณสำหรับความช่วยเหลือของพระเจ้าในสิ่งเล็กน้อยที่สุด

สิ่งที่สอดแทรกอยู่ในสดุดี 126:3 ยิ่งเตือนใจเราถึงพระเมตตากรุณาของพระเจ้าและผลที่มีต่อเรา “พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี” ช่างเป็นถ้อยคำประเสริฐที่ควรจำไว้ในใจเมื่อเราระลึกถึงพระกรุณาที่พระเยซูทรงมีต่อเราที่กางเขน วันอันยากลำบากไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ทรงสำแดงพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้แก่เราแล้ว และ “ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์” (สดด.136:1)

เมื่อเราเคยผ่านสถานการณ์ยากลำบากและพบว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ การจดจำไว้จะช่วยได้มากเมื่อกระแสน้ำแห่งชีวิตเชี่ยวกรากในอนาคต เราอาจไม่ทราบว่าพระเจ้าจะทรงช่วยเราให้ผ่านสถานการณ์นั้นได้อย่างไร แต่พระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อเราในอดีตจะช่วยให้เราวางใจว่าพระองค์ทรงทำได้

ผู้ที่เราต้องสรรเสริญ

ฉากรางหญ้าหลายฉากมีภาพนักปราชญ์หรือโหราจารย์มาเฝ้าพระเยซูที่เบธเลเฮมในเวลาเดียวกับคนเลี้ยงแกะ แต่ตามพระกิตติคุณมัทธิว ซึ่งเป็นพระธรรมเล่มเดียวที่บันทึกเรื่องราวของพวกเขา เหล่าโหราจารย์มาถึงภายหลัง พระเยซูไม่ได้ประทับในรางหญ้าในคอกสัตว์ของโรงแรมแล้ว แต่ประทับในเรือน มัทธิว 2:11 บอกเราว่า “ครั้นเข้าไปในเรือนก็พบกุมารกับนางมารีย์มารดา จึงกราบถวายนมัสการกุมารนั้น แล้วเปิดหีบหยิบทรัพย์ของเขาออกมาถวายแก่กุมารเป็นเครื่องบรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ”

การตระหนักว่าโหราจารย์มาเยือนช้ากว่าที่เราคิด เป็นสิ่งเตือนใจที่ดีขณะที่เราเริ่มต้นปีใหม่ พระเยซูทรงสมควรจะรับการนมัสการอยู่เสมอ เมื่อวันหยุดผ่านไปและเรากลับสู่ชีวิตประจำวันตามปกติ เราก็ยังมีผู้ที่ต้องสรรเสริญ

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์อิมมานูเอล “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (มธ.1:23) ในทุกเทศกาล พระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเรา “เสมอไป” (มธ.28:20) เพราะพระองค์สถิตกับเราเสมอ เราจึงนมัสการพระองค์ในใจของเราทุกวันได้ และวางใจว่าพระองค์จะทรงสำแดงความสัตย์ซื่อของพระองค์ในปีที่จะมาถึง เช่นเดียวกับที่โหราจารย์แสวงหาพระองค์ ขอให้เราแสวงหาพระองค์เช่นกัน และนมัสการพระองค์ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด

อยากกลับบ้าน

ภรรยาเดินเข้ามาเห็นผมกำลังยื่นหน้าเข้าไปในตู้นาฬิกาโบราณ “ทำอะไรอยู่” เธอถาม ผมตอบอายๆ พร้อมปิดประตูตู้ว่า “นาฬิกานี้กลิ่นเหมือนบ้านพ่อแม่ผมเลย คุณอาจจะพูดว่าเหมือนผมได้กลับไปบ้านครู่หนึ่งก็ได้”

กลิ่นมีพลังปลุกความทรงจำเก่าๆ ได้ เราย้ายนาฬิกาเรือนนั้นข้ามประเทศจากบ้านพ่อแม่ผมมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่กลิ่นไม้ข้างในยังคงทำให้ผมหวนกลับไปในวัยเด็ก

ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูพูดถึงคนที่ปรารถนาจะกลับบ้านในอีกแบบหนึ่ง แทนที่จะมองย้อนกลับไป พวกเขามองไปข้างหน้ายังบ้านในสวรรค์ด้วยความเชื่อ แม้สิ่งที่พวกเขาหวัง ดูจะอยู่ไกลแสนไกล แต่พวกเขาก็วางใจว่าพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อจะทรงรักษาพระสัญญาที่จะนำพวกเขาไปยังที่ซึ่งจะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป (ฮบ.11:13-16)

ฟีลิปปี 3:20 เตือนเราว่า “บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์” และเราต้อง “รอคอยผู้ช่วยให้รอด ซึ่งจะเสด็จมาจากสวรรค์คือพระเยซูคริสตเจ้า” การตั้งตารอคอยพระเยซูและรับทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ผ่านทางพระองค์ จะช่วยให้เราจดจ่อถูกที่ ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันก็ไม่สามารถเทียบได้กับสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้า

รักที่ไม่สิ้นสุด

เมื่อไม่นานมานี้ การลงจอดของเที่ยวบินหนึ่งมีความขลุกขลักอยู่บ้าง เรากระดอนซ้ายทีขวาทีบนทางวิ่งของเครื่องบิน ผู้โดยสารบางคนรู้สึกกังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่ความเครียดหมดไปเมื่อเด็กหญิงสองคนด้านหลังผมร้องเชียร์ “เย้ เอาอีก”

เด็กเปิดรับการผจญภัยใหม่ๆ และมองชีวิตอย่างถ่อมใจด้วยตาที่เบิกกว้าง นี่อาจเป็นสิ่งที่พระเยซูนึกถึง เมื่อพระองค์ตรัสว่าเราต้อง “รับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ” (มาระโก 10:15)

ชีวิตมักมีอุปสรรคและความปวดร้าวใจ เยเรมีย์เข้าใจเรื่องนี้ดี ท่านถูกขนานนามว่า “ผู้เผยพระวจนะเจ้าน้ำตา” แต่ท่ามกลางปัญหา พระเจ้าทรงหนุนใจท่านด้วยความจริงอันอัศจรรย์ว่า “ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด เป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก” (เพลงคร่ำครวญ 3:22-23)

พระเมตตาสดใหม่ของพระเจ้าเข้ามาสัมผัสชีวิตเราได้ทุกขณะ พระเมตตาอยู่กับเราเสมอ และจะมองเห็นได้เมื่อเราดำเนินชีวิตด้วยความคาดหวังแบบเด็กๆ ด้วยการเฝ้าดูและรอคอยสิ่งซึ่งพระองค์เท่านั้นทำได้ เยเรมีย์รู้ว่าความดีของพระเจ้าไม่ได้ถูกนิยามจากสถานการณ์ปัจจุบันของเราและความสัตย์ซื่อของพระองค์ก็ใหญ่กว่าพื้นที่ขรุขระในชีวิต วันนี้จงมองหาพระเมตตาสดใหม่ของพระเจ้า

"เพราะเจ้าอธิษฐาน"

คุณทำอย่างไรเวลากังวล คุณเก็บความกังวลไว้ภายในใจ หรือมอบไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเบื้องบน

เมื่อพระราชาอัสซีเรียที่เหี้ยมโหดกำลังเตรียมจะทำลายเยรูซาเล็ม ทรงส่งสารมาถึงกษัตริย์เฮเซคียาห์ข่มขู่ว่า ยูดาห์ก็ไม่ต่างกับเมืองอื่นที่เคยยึดครองมา เฮเซคียาห์นำความนี้ไปยังนิเวศในกรุงเยรูซาเล็มและ “ทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อพระพักตร์พระเจ้า” (อิสยาห์ 37:14) ท่านอธิษฐานทูลขอให้พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทรงช่วยเหลือ

จากนั้นไม่นาน ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บอกสิ่งที่พระเจ้าตรัสต่อเฮเซคียาห์ว่า “เพราะเจ้าได้อธิษฐานต่อเราเกี่ยวกับเซนนาเคอริบพระราชาแห่งอัสซีเรีย” (อิสยาห์ 37:21-22) พระคัมภีร์ระบุว่า พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเฮเซคียาห์ในคืนนั้น โดยการอัศจรรย์ ทำให้กองทัพของข้าศึกที่อยู่นอกประตูเมืองพ่ายแพ้โดยที่ยังไม่ทันได้ “ยิงลูกธนู” (อิสยาห์ 37:33) เซนนาเคอริบไปจากเยรูซาเล็มโดยไม่ได้หวนกลับมาอีกเลย

คำสามคำที่พระเจ้าตรัสกับเฮเซคียาห์ก็คือ “เพราะเจ้าอธิษฐาน” เหตุการณ์นี้สอนวิธีที่ดีที่สุดแก่เราในการจัดการกับความกังวล เพราะเฮเซคียาห์หันหาพระเจ้า พระองค์จึงทรงช่วยกู้ท่านและประชาชนของท่าน ดังนั้นเมื่อเราเปลี่ยนความกังวลของเราเป็นการอธิษฐาน เราจะค้นพบว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง

สิ่งดีที่สุดรออยู่ข้างหน้า

วันที่ดีที่สุดของคุณผ่านไปแล้วหรือยังมาไม่ถึง คำตอบและมุมมองชีวิตเปลี่ยนไปได้ตามกาลเวลา ตอนอายุยังน้อย เรามองไปข้างหน้า อยากจะเติบโต แต่เมื่ออายุมากขึ้น เราโหยหาอดีต อยากกลับเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง แต่เมื่อเราเดินกับพระเจ้า ไม่ว่าเราจะอายุเท่าใด สิ่งดีที่สุดก็รออยู่ข้างหน้า

ตลอดชีวิตอันยาวนานของโมเสส ท่านได้เห็นการอัศจรรย์มากมายที่พระเจ้าทรงทำ หลายเรื่องเกิดขึ้นตอนที่ท่านไม่หนุ่มแล้ว โมเสสอายุ 80 ปีตอนที่เข้าเฝ้าฟาโรห์และได้เห็นพระเจ้า ทรงไถ่คนของพระองค์จากการเป็นทาสอย่างอัศจรรย์ (อพย.3-13) โมเสสได้เห็นทะเลแยก เห็นมานาจากสวรรค์และได้สนทนากับพระเจ้า “สองต่อสอง” (อพย.14:21; อพย.16:4; อพย.33:11)

โมเสสดำเนินชีวิตด้วยความคาดหวัง รอคอยจะได้เห็นสิ่งที่พระเจ้าจะทรงทำ (ฮบ.11:24-27) ท่านอายุ 120 ปีในบั้นปลายชีวิต แม้ในขณะนั้นท่านก็รู้ว่าชีวิตของท่านกับพระเจ้าเพิ่งจะเริ่มต้น และท่านจะได้เห็นความยิ่งใหญ่และความรักของพระเจ้าตลอดนิจนิรันดร์

ไม่ว่าเราจะอายุเท่าใด “พระเจ้าผู้ดำรงเป็นนิตย์เป็นที่อาศัยของท่าน และพระกรนิรันดร์รับรองท่านอยู่” (ฉธบ.33:27) และจะทรงนำเราสู่ความชื่นชมยินดีของพระองค์ทุกๆ วัน

ของขวัญและผู้ให้ของขวัญ

พวงกุญแจนี้เป็นแค่คำ 3 คำร้อยด้วยเชือกผูกรองเท้า ลูกสาวผมให้มาเมื่อเธออายุ 7 ขวบ ตอนนี้สายก็เปื่อยและตัวอักษรก็กะเทาะแล้ว แต่ข้อความที่สื่อไม่เคยเก่าเลย นั่นคือ “หนูรักพ่อ”

ของขวัญที่มีค่าที่สุดมักไม่ได้วัดจากว่ามันคืออะไร แต่ใครเป็นผู้ให้ ถามพ่อแม่คนไหนก็ได้ที่เคยได้ช่อดอกหญ้าจากมือน้อยๆ ของขวัญที่ดีที่สุดวัดค่าด้วยความรักไม่ใช่ด้วยเงิน

เศคาริยาห์เข้าใจเรื่องนี้ เราเห็นได้จากเพลงที่ท่านร้องสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงประทานลูกชายให้ท่านและภรรยาเมื่ออายุมากแล้ว (ลูกา 1:67-79) เศคาริยาห์ยินดีเพราะยอห์นจะเป็นผู้เผยพระวจนะที่ประกาศถึงของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์ทุกคน คือพระเมสสิยาห์ที่จะเสด็จมา “โดยพระทัยเมตตากรุณาแห่งพระเจ้าของเรา แสงอรุณจากเบื้องสูงจึงมาเยี่ยมเยียนเรา” (ลูกา 1:78) ถ้อยคำเหล่านี้สื่อถึงของขวัญที่ทรงประทานให้ด้วยความรักเพื่อให้ “ส่องสว่างแก่คนทั้งหลายผู้อยู่ในที่มืดและในเงาแห่งความมรณา” (ลูกา 1:79)

ของขวัญที่ดีที่สุดคือพระทัยเมตตากรุณาของพระเจ้าในการทรงอภัยบาปเราผ่านทางพระเยซู พระองค์ต้องจ่ายราคาสูงบนกางเขนเพื่อของขวัญชิ้นนี้ แต่ประทานให้โดยไม่คิดมูลค่าเพราะทรงรักเราอย่างมากมาย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

> ODB

ชีวิตและความตาย

ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่ได้นั่งอยู่ข้างเตียงพี่ชายของเพื่อน ขณะที่เขากำลังจะจากโลกนี้ไป เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปแต่ไม่ใช่สำหรับเราเลย ขณะที่เราสามคนคุยกันเบาๆ ริชาร์ดเริ่มหายใจลำบากขึ้น เรามาล้อมรอบเขา เฝ้าดู รอคอย และอธิษฐาน เมื่อเขาสูดลมหายใจครั้งสุดท้าย ฉันรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่บริสุทธิ์และสงบที่สัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางน้ำตาที่อาลัยคนดีๆ อย่างชายวัยสี่สิบผู้นี้

วีรบุรุษแห่งความเชื่อของเราหลายคน ก็ได้สัมผัสถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าขณะที่กำลังจะเสียชีวิต เช่น ยาโคบประกาศว่าในไม่ช้า “เราจะไปอยู่ร่วมกับคนของเรา” (ปฐก.49:29-33) โยเซฟ บุตรชายของยาโคบก็พูดถึงความตายของตนที่ใกล้เข้ามาว่า “เราจวนจะตายแล้ว” เขาพูดกับพี่น้องขณะที่สอนให้พวกเขายึดมั่นในความเชื่อ เขาดูเปี่ยมด้วยสันติสุข แต่ก็กระตือรือร้นที่พี่น้องของเขาวางใจในพระเจ้า (ปฐก.50:24)

ไม่มีใครรู้ว่าลมหายใจสุดท้ายของเราจะมาถึงเมื่อไหร่ หรืออย่างไรแต่เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าช่วยให้เราวางใจว่า พระองค์จะทรงอยู่กับเรา เราเชื่อในพระสัญญาได้ว่า พระเยซูจะจัดเตรียมที่ไว้สำหรับเราในบ้านของพระบิดา (ยน.14:2-3)

ทดสอบด้วยไฟ

ฉันได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติในรัฐโคโล-ราโดเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว ฉันได้รู้ข้อมูลน่าทึ่งเกี่ยวกับต้นแอสเพนคือ ต้นแอสเพนลำต้นสีขาวทั้งป่าสามารถเกิดจากเมล็ดเพียงเมล็ดเดียว โดยใช้ระบบรากร่วมกัน ระบบรากเหล่านี้คงอยู่ได้เป็นพันปีไม่ว่าจะมีลำต้นงอกออกมาหรือไม่ เมื่อเกิดไฟป่า น้ำท่วม หรือหิมะถล่ม แล้วเกิดพื้นที่โล่ง รากของต้นแอสเพนที่ได้รับแสงอาทิตย์ก็จะมีต้นอ่อนงอกขึ้นมา

สำหรับต้นแอสเพน มันเติบโตขึ้นใหม่ได้เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยากอบเขียนไว้ว่าการเติบโตในความเชื่อของเราก็เกิดขึ้นได้จากความยากลำบาก “เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่าการทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วนไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ยก.1:2-4)

เป็นเรื่องยากที่จะยินดีท่ามกลางการทดลอง แต่เราหวังใจได้จากความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ที่ยากลำบากเพื่อช่วยให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับต้นแอสเพน ความเชื่อจะเติบโตได้ก็ในยามที่มีการทดลอง ความลำบากทำให้เกิดพื้นที่โล่งในใจเราเพื่อให้แสงสว่างของพระเจ้าสัมผัสเราได้

เกิดผลดี

ทิวทัศน์ที่ผมเห็นจากหน้าต่างเครื่องบินช่างน่าตื่นตา ทุ่งข้าวสาลีที่กำลังออกรวงกับสวนผลไม้ทอดยาวระหว่างภูเขาแห้งแล้งสองลูก กลางหุบเขามีแม่น้ำไหลผ่าน ถ้าไม่มีลำน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตสายนี้ ต้นไม้ย่อมไม่เกิดผล

ผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำสะอาดฉันใด คุณภาพของ “ผล” ในชีวิตของผมซึ่งก็คือคำพูด การกระทำ ทัศนคติ ก็ขึ้นอยู่กับสารอาหารฝ่ายวิญญาณของผมฉันนั้น ผู้เขียนสดุดี 1 อธิบายว่าบุคคลที่ “ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า...เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล” (ข้อ 1-3) เปาโลบอกในกาลาเทีย 5 ว่า ผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณจะเห็นได้จาก “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)

บางครั้งผมมีมุมมองอันขมขื่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หรือการกระทำและคำพูดของผมก็ไม่เป็นมิตรเท่าที่ควร ซึ่งไม่ใช่ผลที่ดี และผมตระหนักว่า เพราะผมไม่ได้ใช้เวลาเงียบสงบกับพระวจนะของพระเจ้า แต่เมื่อผมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการหยั่งรากในพระองค์ ผมก็เกิดผลดี มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความอดทน และอ่อนโยน อีกทั้งไม่ยากที่จะเลือกขอบพระคุณแทนการพร่ำบ่น

พระเจ้าผู้เปิดเผยพระองค์ต่อเรา ทรงเป็นแหล่งกำลัง สติปัญญา ความชื่นชมยินดี ความเข้าใจ และสันติสุข (สดด.119:28, 98, 111, 144, 165) เมื่อเราให้จิตวิญญาณของเราอยู่ในพระคำซึ่งชี้ไปที่พระองค์ การงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเด่นชัดในชีวิตของเรา