ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Monica La Rose

คำสัญญาที่เกินจะจินตนาการ

ในเวลาที่เราล้มเหลวที่สุด เป็นการง่ายที่จะเชื่อว่าทุกอย่างสายเกินไปสำหรับเรา และเราได้สูญเสียโอกาสในการมีชีวิตที่มีเป้าหมายและมีคุณค่า นั่นคือสิ่งที่เอลเลียสอดีตผู้ต้องขังในเรือนจำที่มีการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดในนิวยอร์กอธิบายถึงความรู้สึกในฐานะนักโทษ “ผมได้ทำผิด...สัญญามากมาย คำสัญญาเกี่ยวกับอนาคตของตัวผมเอง คำสัญญาถึงสิ่งที่ผมสามารถเป็นได้”

นี่คือโครงการ “ก้าวสู่เรือนจำ” เป็นโครงการระดับปริญญาตรีของวิทยาลัยบาร์ดซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของเอลเลียส ขณะร่วมโครงการเขาเข้าร่วมกลุ่มโต้วาทีซึ่งเอาชนะกลุ่มจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในปี 2015 สำหรับเอลเลียส “การได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม...เป็นสิ่งพิสูจน์ว่าคำสัญญาต่างๆไม่ได้หายไปจนหมดสิ้น”

การเปลี่ยนแปลงที่คล้ายกันเกิดขึ้นในใจเราเมื่อเราเริ่มเข้าใจว่า ข่าวดีแห่งความรักของพระเจ้าในพระเยซูนั้นเป็นข่าวดีสำหรับเราเช่นกัน เราเริ่มตระหนักด้วยความอัศจรรย์ใจว่ายังไม่สายเกินไป พระเจ้ายังคงมีอนาคตสำหรับฉัน

นี่เป็นอนาคตที่เราไม่สามารถสร้างหรือทำให้สูญเสียไปได้ แต่ขึ้นอยู่กับพระคุณและฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า (2 ปต.1:2-3) เป็นอนาคตที่ปลดปล่อยเราจากความสิ้นหวังในโลกและเติมหัวใจเราให้เต็มด้วย “พระสิริ และความล้ำเลิศของพระองค์” (ข้อ 3) เป็นอนาคตที่มั่นคงในพระสัญญาที่เกินกว่าจะจินตนาการได้ของพระคริสต์ (ข้อ 4) และอนาคตที่เปลี่ยนแปลงสู่ “เสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งบุตรทั้งหลายของพระเจ้า” (รม. 8:21)

อนาคตแห่งการอภัย

เมื่อประเทศแอฟริกาใต้เปลี่ยนการปกครองจากรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวเป็นประชาธิปไตยในปี 1994 ก็ได้พบปัญหาการจัดการอาชญากรรมที่เกิดจากนโยบายแบ่งแยกสีผิว ผู้นำประเทศไม่อาจเมินเฉยต่ออดีต แต่การลงโทษรุนแรงต่อผู้ทำผิดก็เสี่ยงต่อการทำให้บาดแผลของประเทศเลวร้ายยิ่งขึ้น เดสมอนด์ ตูตู อาร์คบิชอปแองกลิกันผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้อธิบายไว้ในหนังสือ ไม่มีอนาคตหากไม่มีการอภัย ว่า “เราทำให้เกิดความยุติธรรมได้อย่างแน่นอน เป็นความยุติธรรมที่เกิดจากการแก้แค้น และทำให้แอฟริกาใต้กลายเป็นเถ้าถ่าน”

โดยการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งความจริงและการสมานฉันท์ ระบอบประชาธิปไตยใหม่เลือกหนทางที่ยากในการที่จะแสวงหาความจริง ความยุติธรรม และความเมตตา ผู้กระทำผิดได้รับการเสนอโอกาสให้กลับตัว หากเต็มใจสารภาพความผิดและจ่ายค่าเสียหาย โดยการเผชิญความจริงอย่างกล้าหาญเท่านั้นที่ทำให้ประเทศเริ่มได้รับการเยียวยา

สภาวะที่น่าลำบากใจของแอฟริกาใต้นี้สะท้อนการต่อสู้ที่เราทุกคนต้องเผชิญ เราเรียกว่าการร้องหาทั้งความยุติธรรมและความกรุณา (มคา.6:8) แต่ความกรุณามักถูกเข้าใจผิดว่าคือการขาดความรับผิดชอบ ในขณะที่การเรียกร้องความยุติธรรมอาจถูกบิดเบือนให้กลายเป็นการแก้แค้น

ทางเดียวที่เราจะมุ่งไปข้างหน้าคือความรักที่ไม่เพียง “เกลียดชังสิ่งที่ชั่ว”(รม.12:9) แต่ยังปรารถนาจะนำการเปลี่ยนแปลงและสิ่งดีไปสู่ “เพื่อนบ้าน” (13:10) ด้วยกำลังจากพระวิญญาณ เราเรียนรู้ที่จะมีอนาคตที่เอาชนะความชั่วด้วยความดีได้ (12:21)

การทดลองที่มีประโยชน์

โธมัส อา เคมปิส นักบวชสมัยศตวรรษที่ 15 ได้บอกเล่ามุมมองเรื่องการทดลองไว้อย่างน่าแปลกใจในหนังสือยอดนิยม เลียนแบบพระคริสต์ แทนที่จะเน้นเรื่องความเจ็บปวดและความยากลำบากที่อาจต้องเจอ ท่านเขียนว่า “[การทดลอง]มีประโยชน์เพราะทำให้เราถ่อมใจ ชำระและสอนเรา” เคมปิสอธิบายว่า “กุญแจสู่ชัยชนะคือการถ่อมใจและอดทนอย่างแท้จริง เช่นนี้เราจึงเอาชนะศัตรูได้”

อยู่บนกิ่ง

ผู้ให้คำปรึกษาตั้งใจฟังขณะฉันเล่าถึงอารมณ์ขึ้นๆลงๆของตัวเองที่เกิดขึ้นหลังสัปดาห์แห่งความเครียด จากนั้นเธอชวนฉันให้มองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อดูต้นไม้สีเขียวปนสีเหลืองทองของฤดูใบไม้ร่วง และกิ่งไม้ที่แกว่งไปมาตามแรงลม

ผู้ให้คำปรึกษาชี้ว่าลำต้นไม่ได้ขยับไปมาตามกระแสลมเลย เธออธิบายว่า “ชีวิตคนเราก็เช่นกัน เมื่อมีมรสุมพัดมาจากทุกทิศทาง แน่นอนว่าอารมณ์เราจะขึ้นลงและเหวี่ยงไปมา แต่บางครั้งเราก็ใช้ชีวิตราวกับว่าเรามีแต่กิ่ง เป้าหมายของเราคือช่วยคุณค้นหาลำต้นของตัวเอง ซึ่งเมื่อคุณได้พบแล้ว คุณจะไม่ต้องมีชีวิตอยู่บนกิ่ง แต่จะรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง

ภาพนั้นติดอยู่ในใจฉัน คล้ายภาพที่เปาโลให้ผู้เชื่อใหม่ในเอเฟซัส เพื่อย้ำเตือนถึงของขวัญที่เหลือเชื่อจากพระเจ้า คือชีวิตใหม่ที่มีวัตถุประสงค์และคุณค่าอันยิ่งใหญ่ (อฟ.2:6-10) และท่านพูดถึงความปรารถนาที่จะเห็นพวกเขา “วางรากลงมั่นคง” ในความรักของพระคริสต์ (3:17) ไม่ “ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง” (4:14)

เป็นเรื่องง่ายที่เราจะรู้สึกเปราะบางและหวั่นไหวจากความกลัวและความไม่มั่นคงภายใน แต่เมื่อเติบโตในอัตลักษณ์แท้ในพระคริสต์ (ข้อ 22-24) เราจะมีสันติสุขลึกๆภายในกับพระเจ้าและผู้อื่น (ข้อ 3) ได้รับการบำรุงเลี้ยงและค้ำจุนด้วยฤทธิ์อำนาจและความงามของพระคริสต์ (ข้อ 15-16)

เคล็ดลับ

บางครั้งฉันสงสัยว่า ฮีธคลิฟ แมวของฉันเป็นโรคโฟโม (กลัวไม่ได้มีส่วนร่วม) หรือเปล่า เมื่อฉันกลับจากร้านของชำ ฮีธคลิฟจะรีบวิ่งมาตรวจสอบของที่ซื้อมา เมื่อฉันหั่นผักมันจะยืนด้วยสองขาหลังจ้องมองอาหารและขอส่วนแบ่ง แต่เมื่อฉันยื่นอะไรก็ตามที่มันกำลังสนใจให้ มันจะหมดความสนใจทันที และเดินจากไปอย่างขุ่นเคือง

แต่ถ้าฉันเข้มงวดกับเจ้าสัตว์ตัวน้อยของฉัน ฉันคงเป็นคนหน้าซื่อใจคด เพราะสิ่งที่มันทำ สะท้อนให้เห็นความอยากได้ไม่รู้จบของฉันเช่นกัน เพราะฉันมักบอกว่าที่มีอยู่ “ตอนนี้” ไม่พอ

เปาโลบอกว่าความพอใจไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ (ฟป.4:11) โดยตัวเราเอง เราแสวงหาสิ่งที่คิดว่าจะให้ความพึงพอใจเราได้ และหันไปหาสิ่งอื่นทันทีที่เรารู้ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ บางครั้งความไม่พึงพอใจของเราก็มาในรูปของความกังวล ปิดกั้นตัวเองจากทุกสิ่งที่สงสัยว่าจะเข้ามาคุกคาม

น่าขันที่บางครั้งเราต้องเผชิญกับสิ่งที่กลัวที่สุดก่อนเราจึงจะไปถึงความชื่นชมยินดีที่แท้จริงได้ การประสบสิ่งเลวร้ายที่สุดหลายอย่างในชีวิต ทำให้เปาโลเป็นพยานจากประสบการณ์ตรงได้ถึง “เคล็ดลับ” ของความพึงพอใจแท้ (ข้อ 11-12) คือ ความเป็นจริงอันลี้ลับที่ว่าเมื่อใดที่เราทูลพระเจ้าว่าเราโหยหาความครบบริบูรณ์ เมื่อเรานั้นก็จะได้สัมผัสสันติสุขที่เกินความเข้าใจ (ข้อ 6-7) และก้าวลึกเข้าไปในความล้ำลึกของฤทธิ์อำนาจ ความงาม และพระคุณของพระคริสต์ - MRB

ที่นี่มีมังกรไหม

ตำนานเล่าว่า สุดขอบแผนที่ของยุคกลาง ซึ่งบอกขอบเขตของโลกเท่าที่ผู้วาดแผนที่รู้จักในเวลานั้น มีข้อความเขียนว่า “ที่นี่มีมังกร” ทั้งยังมีภาพวาดชัดเจนของสัตว์ร้ายน่ากลัวซึ่งคาดว่าคอยดักซุ่มอยู่ที่นั่น

มีหลักฐานไม่มากที่ยืนยันว่านักวาดแผนที่ยุคกลางเป็นผู้เขียนคำเหล่านี้ แต่ฉันคิดว่าพวกเขาอาจเขียนจริง เพราะฉันก็คงเขียนว่า “ที่นี่มีมังกร” เหมือนกันถ้าฉันอยู่ในยุคนั้น เพื่อเตือนให้ระวังถ้าเสี่ยงเข้าไปในที่ที่ไม่รู้จักแม้ฉันยังไม่รู้ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แต่น่าจะไม่ค่อยดีเท่าไร

แต่มีปัญหาชัดเจนข้อหนึ่งคือฉันมักปกป้องตัวเองและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ซึ่งตรงข้ามกับความกล้าหาญที่ฉันควรมีเมื่อได้รับการขนานนามว่าผู้เชื่อในพระเยซู (2 ทธ.1:7)

อาจมีคนบอกว่าฉันไม่รู้ว่าอะไรที่เป็นอันตรายจริงๆ เช่นที่เปาโลอธิบายว่า ในโลกที่แตกสลายนี้ บางครั้งการติดตามพระคริสต์อย่างกล้าหาญก็ต้องเจ็บปวด (ข้อ 8) แต่ในฐานะที่เราได้รับการช่วยให้พ้นจากความตายมาสู่ชีวิต และได้รับพระวิญญาณแห่งชีวิตผู้ทรงเคลื่อนไหวในเราและผ่านเรา (ข้อ 9-10,14) เราจะไม่ยอมรับความเจ็บปวดหรือ

เมื่อพระเจ้ามอบของประทานแก่เรา การถอยหนีด้วยความกลัวถือเป็นเรื่องเศร้าอย่างยิ่ง เลวร้ายกว่าการที่ต้องเผชิญสิ่งต่างๆ เมื่อเราติดตามการทรงนำของพระคริสต์ไปยังดินแดนที่ยังไม่มีในแผนที่เสียอีก (ข้อ 6-8,12) เราสามารถวางใจมอบหัวใจและอนาคตของเราให้พระองค์(ข้อ 12)

จากภายนอกสู่ภายใน

"การเปลี่ยนแปลงคือ เปลี่ยนจากภายในสู่ภายนอกหรือจากภายนอกสู่ภายใน” พาดหัวข่าวสะท้อนค่านิยมสมัยนี้ว่า การเปลี่ยนแปลงภายนอกเช่นเสื้อผ้าหน้าผมหรือบุคลิกภาพเป็นวิธีง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนความรู้สึกภายในได้ และถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตได้เลย

พระเจ้าทรงอุ้ม

บ่ายวันหนึ่ง ขณะรับประทานอาหารกลางวันกับพี่สาวและลูกของพี่ใกล้เสร็จแล้ว พี่สาวบอกแอนนิกาลูกสาววัยสามขวบว่าถึงเวลานอนกลางวันแล้ว แอนนิกาท้วงว่า “แต่วันนี้น้าโมนิกายังไม่ได้อุ้มหนูเลย!” เธอน้ำตาคลอ พี่สาวของฉันยิ้ม “ตกลงให้น้าอุ้มหนูก่อนก็ได้ กี่นาทีดี?” “ห้านาที” เธอตอบ

นำผ่านไป

ไม่นานมานี้ ฉันค้นเจอบันทึกสมัยเรียนและอดเปิดอ่านไม่ได้ เมื่ออ่านแล้วจึงรู้ว่าตอนนั้นฉันไม่ได้มองตัวเองเหมือนที่มองในตอนนี้ สมัยนั้นความเหงาและความสงสัยในความเชื่อดูเหมือนจะเกินรับไหว แต่ตอนนี้เมื่อมองกลับไป ก็เห็นได้ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงนำ ฉันมายังจุดที่ดีกว่า การได้เห็นว่าพระเจ้าทรงนำฉันผ่านช่วงเวลานั้นมา ทำให้ฉันรู้ว่า สิ่งที่ดูหนักหนาในวันนี้ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ในวันหน้า