ผู้เขียน

ดูทั้งหมด
Linda Washington

Linda Washington

Linda Washington received a B.A. in English/Writing from Northwestern University in Evanston, Illinois, and an MFA from Vermont College of Fine Arts in Montpelier, Vermont. She has authored or co-authored fiction and nonfiction books for kids, teens, and adults, including God and Me (ages 10-12—Rainbow/Legacy Press/Rose Publishing) and The Soul of C.S. Lewis (with Jerry Root, Wayne Martindale, and others—Tyndale House).

บทความ โดย Linda Washington

ภาพความสิ้นหวัง

ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดโรเธีย แลนจ์ช่างภาพผู้มีชื่อเสียงได้ถ่ายภาพของฟลอเรนซ์ โอเวน ทอมป์สัน และลูกๆของเธอเอาไว้ ภาพที่รู้จักในชื่อ แม่ผู้อพยพ เป็นภาพแม่ผู้สิ้นหวังที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ แลนจ์ถ่ายภาพนี้ในเมืองนิโปโม รัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะทำงานกับองค์การเพื่อความปลอดภัยในฟาร์ม เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความขัดสนของบรรดาผู้ใช้แรงงานที่สิ้นหวัง

บทเพลงคร่ำครวญนำเสนอภาพความสิ้นหวังไว้เช่นกัน คือภาพของยูดาห์ในช่วงที่เยรูซาเล็มถูกทำลาย ก่อนที่กองทัพของเนบูคัดเนสซาร์จะเข้าทำลายเมือง ผู้คนทุกข์ทรมานจากความอดอยากเพราะเมืองถูกล้อม (2 พกษ.24:10-11) แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นผลของการไม่เชื่อฟังพระเจ้านานหลายปี แต่ผู้เขียนบทเพลงคร่ำครวญได้ร้องทูลต่อพระเจ้าในนามของประชาชน (พคค.2:11-12)

ผู้เขียนสดุดี 107 ก็ได้อธิบายถึงเวลาที่สิ้นหวังในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลด้วย (ช่วงที่เร่ร่อนในถิ่นทุรกันดาร ข้อ 4-5) ท่านย้ำถึงสิ่งที่ต้องทำเมื่อพบความยากลำบาก นั่นคือ “เขาร้องทูลพระเจ้า” (ข้อ 6) สิ่งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นคือ “พระองค์ทรงช่วยกู้เขาจากความทุกข์ใจของเขา”

คุณกำลังท้อแท้อยู่หรือ อย่าเงียบอยู่ จงร้องทูลพระเจ้า พระองค์ทรงฟังและรอคอยที่จะฟื้นฟูความหวังของคุณ แม้พระเจ้าจะไม่ทรงนำเราออกจากความลำบากทุกครั้งไป แต่ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเสมอ

ความเชื่อเพื่อให้อดทนได้

เอิร์นเนส แชคเคิลตัน (1874-1922) เป็นผู้นำคณะสำรวจในภารกิจข้ามทวีปแอนตาร์กติกาในปี 1914 ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อเรือของเขาที่ชื่อ อดทน (Endurance) ติดอยู่กับน้ำแข็งก้อนเขื่องในทะเลเว็ดเดล กลายเป็นการแข่งขันที่ต้องทรหดอดทนเพื่อให้มีชีวิตรอด เมื่อไม่มีช่องทางสื่อสารกับคนส่วนอื่นในโลก แชคเคิลตันกับลูกเรือจึงเดินทางด้วยเรือชูชีพไปยังชายฝั่งที่ใกล้ที่สุด ลูกเรือส่วนใหญ่รออยู่บนเกาะ ในขณะที่แชคเคิลตันกับลูกเรืออีกห้าคนใช้เวลาสองสัปดาห์เดินทาง 1,288 กิโลเมตร ข้ามมหาสมุทรไปเซาท์จอร์เจียเพื่อขอให้ช่วยเหลือคนที่รออยู่ งานสำรวจที่ “ล้มเหลว” กลับกลายเป็นความสำเร็จที่จารึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์เมื่อลูกเรือของแชคเคิลตันรอดชีวิตทุกคน ซึ่งเป็นผลมาจากความกล้าหาญและความทรหดอดทนของพวกเขา

อัครทูตเปาโลรู้ดีว่าความทรหดอดทนหมายถึงอะไร ขณะเดินทางในทะเลที่มีพายุไปยังกรุงโรมเพื่อรับการพิจารณาคดีที่ท่านเชื่อในพระเยซู ทูต-สวรรค์ของพระเจ้าบอกเปาโลว่าเรือจะล่ม แต่เปาโลช่วยให้คนในเรือมีกำลังใจตลอด ซึ่งเป็นเพราะพระสัญญาของพระเจ้าที่ว่าทุกคนจะรอดแม้จะต้องสูญเสียเรือไปก็ตาม (กจ.27:23-24)

เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น เรามักต้องการให้พระเจ้าทำให้ทุกสิ่งดีขึ้นทันที แต่พระเจ้าประทานความเชื่อ เพื่อให้เราอดทนและเติบโต ตามที่เปาโลเขียนถึงชาวโรมว่า “ความทุกข์ยากนั้นทำให้เกิดความอดทน” (รม.5:3) เมื่อรู้เช่นนี้ เราจึงหนุนใจซึ่งกันและกันให้ไว้วางใจพระเจ้าแม้ในยามยากลำบาก - LMW

มหัศจรรย์หิมะสีขาว

ในศตวรรษที่สิบเจ็ด เซอร์ไอแซค นิวตัน ได้ใช้แท่งปริซึมเพื่อศึกษาว่าแสงช่วยให้เราเห็นสีต่างๆกันได้อย่างไร เขาพบว่าเมื่อแสงส่องผ่านวัตถุ จะเห็นว่าวัตถุนั้นมีสีเฉพาะตัว ผลึกน้ำแข็งหนึ่งชิ้นดูโปร่งแสง หิมะเมื่อแสงส่องผ่าน มาจากผลึกน้ำแข็งจำนวนมากอัดรวมกัน เราจะเห็นหิมะเป็นสีขาว

พระคัมภีร์พูดถึงสิ่งหนึ่งซึ่งมีสีที่ชัดเจน นั่นคือ ความบาป พระเจ้าทรงชี้ให้คนยูดาห์เห็นบาปของตนผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์และอธิบายว่าบาปของพวกเขา “เหมือนสีแดงเข้ม” และ “แดงอย่างผ้าแดง” แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่า พวกเขาจะ “ขาวอย่างหิมะ” โดยยูดาห์ต้องหันจากการกระทำผิดและแสวงหาการอภัยจากพระเจ้า

ขอบคุณพระเยซูที่ทำให้เราเข้าถึงการอภัยของพระเจ้าได้อย่างถาวร พระเยซูทรงเรียกพระองค์เองว่า “ความสว่างของโลก” และตรัสว่าใครที่ติดตามพระองค์ “จะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยน.8:12) เมื่อเราสารภาพบาปของเรา พระเจ้าทรงอภัยให้และทอดพระเนตรเห็นเราผ่านการเสียสละของพระคริสต์บนไม้กางเขน นั่นหมายความว่าพระเจ้าทรงเห็นเราเหมือนที่พระองค์ทรงเห็นพระเยซู คือ ไร้ตำหนิ

เราไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความละอายต่อความผิดที่เราได้ทำ แต่เราสามารถยึดมั่นในความจริงที่เกี่ยวกับการอภัยของพระเจ้า ซึ่งทำให้เรา “ขาวอย่างหิมะ” - LMW

หนุนกำลังเข่าที่อ่อนแรง

ตอนเป็นเด็ก ฉันเข้าใจว่าเพลงชื่อ “พระองค์มองข้ามความผิดและทรงเห็นความต้องการของฉัน” ที่แต่งโดยด็อตตี้ แรมโบ้ ในปี 1967 มีชื่อว่า “พระองค์มองข้ามความผิดและทรงเห็นหัวเข่าของฉัน” ด้วยความเป็นเด็ก ฉันสงสัยว่าทำไมพระเจ้าจึงดูที่หัวเข่า เพราะเข่าอ่อนแอหรือ ฉันรู้ว่าคำว่าเข่าอ่อนแปลว่า “กลัว” ต่อมาฉันรู้ว่าด็อตตี้แต่งเพลงเกี่ยวกับความรักที่ไร้เงื่อนไขของพระเจ้าเพราะเอ็ดดี้น้องชายของเธอคิดว่าเขาเป็นคนที่ไม่น่ารักเพราะเขาเคยทำผิด ด็อตตี้ยืนยันกับเขาว่าพระเจ้าทรงเห็นความอ่อนแอของเขา แต่ก็ยังทรงรักเขา

ความรักที่ไร้เงื่อนไขของพระเจ้าปรากฏให้เห็นหลายครั้งเมื่อชนชาติอิสราเอลและยูดาห์รู้สึกหวาดกลัว พระองค์ทรงส่งผู้เผยพระวจนะอิสยาห์มาส่งสารถึงประชาชนผู้ดื้อรั้นของพระองค์ ในอิสยาห์ 35 ท่านเล่าถึงความหวังถึงการกลับสู่สภาพดีโดยพระเจ้า กำลังใจอันเกิดจากการมีความหวังจะ “หนุนกำลังของมือที่อ่อน และกระทำหัวเขาที่อ่อนให้มั่นคง” (ข้อ 3) เมื่อคนของพระเจ้าได้รับการหนุนน้ำใจ พวกเขาจะสามารถหนุนน้ำใจผู้อื่นได้ด้วย อิสยาห์จึงสอนไว้ในข้อ 4 ว่า “จงกล่าวกับคนที่มีใจคร้ามกลัวว่า จงแข็งแรงเถอะ อย่ากลัว”

คุณกำลังกลัวอยู่หรือไม่ จงบอกพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงหนุนกำลังเข่าที่อ่อนแรงด้วยความจริงจากพระวจนะและโดยฤทธิ์เดชแห่งการทรงสถิตอยู่ด้วย แล้วคุณจะได้หนุนใจผู้อื่นได้

ไม่มีทางล้มเหลว

ไม่มีทางล้มเหลว” เป็นคำพูดของซูซาน บี. แอนโธนี่ (1820-1906) เธอเป็นที่รู้จักเพราะเธอยืนหยัดเพื่อสิทธิสตรีในสหรัฐอเมริกา แม้เธอต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ และต่อมาถูกจับ ถูกสอบสวนและตัดสินให้มีความผิดฐานลงคะแนนเสียงอย่างผิดกฎหมาย แอนโธนี่ให้คำมั่นว่าจะไม่ล้มเลิกการต่อสู้เพื่อให้ผู้หญิงมีสิทธิ์เลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เธอทำนั้นถูกต้อง แม้เธอจะไม่ได้มีชีวิตอยู่ดูผลของงานที่เธอทำ คำประกาศของเธอเป็นจริง ในปี 1920 มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 19 ให้ผู้หญิงมีสิทธิ์เลือกตั้ง

สร้างอย่างระมัดระวัง

วิดีโอในยูทูปเป็นเรื่องของอลัน กลุสตอฟฟ์ เกษตรกรผู้ผลิตเนยแข็งในเมืองโกเชน รัฐนิวยอร์ค อธิบายกระบวนการบ่มเนยแข็งให้กลิ่นและผิวหน้าของเนยมีรสชาติดี ก่อนส่งออกขายในตลาด เนยแข็งทุกก้อนจะถูกเก็บอยู่บนชั้นในถ้ำใต้ดินนาน 6-12 เดือน สภาวะที่มีความชื้น เนยแข็งจะค่อยๆ ถูกบ่ม “เราดูแลดีที่สุดเพื่อให้เนยแข็งอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ถูกต้องเหมาะสม (และ) แปรรูปได้อย่างเต็มศักยภาพ” กลุสตอฟฟ์อธิบาย

แสงสว่างในความมืด

ในเรื่อง นี่คือคนรุ่นนั้น (These Are the Generations) นายเบเล่าความสัตย์ซื่อของพระเจ้าและฤทธิ์อำนาจของพระกิตติคุณที่ส่องฝ่าความมืด คุณปู่กับพ่อแม่ของเขาและครอบครัวของเขาถูกข่มเหงเพราะประกาศความเชื่อในพระคริสต์ แต่ความเชื่อของเขากลับเติบโตขึ้น เมื่อนายเบถูกจำคุกเพราะเล่าเรื่องพระเจ้าให้เพื่อนฟัง พ่อแม่ของเขาก็มีความเชื่อเข้มแข็งขึ้นเช่นกัน เมื่อทั้งคู่ถูกตัดสินให้ไปอยู่ในค่ายกักกัน เพราะแม้แต่ที่นั่นทั้งสองก็ยังเล่าถึงความรักของพระคริสต์ต่อไป นายเบพบว่าพระสัญญาในยอห์น 1:5 เป็นความจริง “ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่”

ควบคุมลิ้น

ในหนังสือประจิมยามค่ำ (West with the Night) ผู้เขียน เบอริล มาร์คแฮมผู้เขียนเล่าถึงแคมซิสแคน ม้าหนุ่มที่อยู่ไม่สุขซึ่งเธอได้รับมอบหมายให้ฝึก แคมซิสแคนและเบอริลถือเป็นมวยถูกคู่ ไม่ว่าเธอจะใช้วิธีใดในการฝึกก็ไม่เคยทำให้เจ้าม้าอวดดีตัวนี้เชื่องได้ ยกเว้นแค่ครั้งเดียวที่เธอเอาชนะความดื้อดึงของมันได้

จากปากของทารก

หลังจากได้ดูทีวี โอล่าวัยสิบขวบใช้กิ่งไม้แทนไมโครโฟนเลียนแบบนักเทศน์ มิเชลตัดสินใจให้โอกาสวีโอล่าได้ “เทศนา” ในการประกาศในหมู่บ้าน วีโอล่าตอบรับ มิเชลซึ่งเป็นมิชชันนารีในซูดานใต้บันทึกว่า “ผู้คนพากันตะลึง...เด็กหญิงที่ถูกทอดทิ้งยืนต่อหน้าพวกเขาด้วยสิทธิอำนาจในฐานะลูกสาวของกษัตริย์เหนือกษัตริย์ บอกเล่าความจริงแห่งแผ่นดินของพระเจ้าอย่างมีพลัง ผู้คนครึ่งหนึ่งเดินออกมาข้างหน้าเพื่อต้อนรับพระเยซู” (มิเชลเพอร์รี่, ใบหน้าของความรัก)