อคติและการให้อภัย
หลังจากฟังคำเทศนาเรื่องการแก้ไขความอยุติธรรม สมาชิกคริสตจักรคนหนึ่งร้องไห้เข้ามาหาศิษยาภิบาล ขอให้ยกโทษและสารภาพว่าเพราะเขามีอคติจึงไม่ได้ลงคะแนนสนับสนุนให้เชิญผู้รับใช้ผิวสีมาเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักร “ผมต้องการให้คุณยกโทษให้ผมจริงๆ ผมไม่อยากให้อคติไร้สาระและการเหยียดเชื้อชาติส่งต่อไปยังลูกๆของผม ผมไม่ได้ลงคะแนนให้คุณและผมทำผิดไปแล้ว” น้ำตาและคำสารภาพของเขาได้พบกับน้ำตาและการให้อภัยจากผู้รับใช้ สัปดาห์ต่อมา ทั้งคริสตจักรต่างชื่นชมยินดีเมื่อได้ยินคำพยานของชายคนนั้น ถึงวิธีการที่พระเจ้าทรงทำงานในใจของเขา
แม้แต่เปโตรผู้เป็นสาวกของพระเยซูและหัวหน้าผู้นำในคริสตจักรยุคแรก ก็ยังต้องรับการแก้ไขเพราะอคติที่มีต่อคนที่ไม่ใช่ยิว การกินและดื่มร่วมกับคนต่างชาติ (ที่ถูกมองว่ามีมลทิน) เป็นการละเมิดข้อห้ามทางสังคมและศาสนา เปโตรกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายทราบแล้วว่า คนชาติยิวนั้นจะคบให้สนิทกับคนต่างชาติหรือเข้าเยี่ยมก็เป็นที่ห้าม” (กจ.10:28) ต้องใช้การกระทำกิจอันเหนือธรรมชาติของพระเจ้า (ข้อ 9-23) เพื่อทำให้เปโตรตระหนักว่า ท่าน “ไม่ควรเรียกคนหนึ่งคนใดว่าเป็นที่ห้ามหรือมลทิน” (ข้อ 28)
พระเจ้ายังคงทำงานในใจมนุษย์เพื่อแก้ไขอคติที่เรามีต่อผู้อื่น ผ่านทางคำเทศนาพระวจนะ การฟ้องผิดของพระวิญญาณและประสบการณ์ชีวิต พระองค์ทรงช่วยให้เราเห็นว่า “พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด” (ข้อ 34)
นำทางผ่านพายุแห่งชีวิต
วันที่ 16 กรกฎาคม 1999 เครื่องบินเล็กที่ขับโดยจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ จูเนียร์ ได้ตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุสาเหตุของอุบัติเหตุว่าเกิดจากข้อผิดพลาดทั่วไปที่เรียกว่าการหลงสภาพการบิน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อทัศนวิสัยไม่ดีจนทำให้นักบินสับสนและลืมพึ่งพาอุปกรณ์ที่จะช่วยให้พวกเขาไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
ขณะที่เราเดินในเส้นทางแห่งชีวิต บ่อยครั้งที่ชีวิตโดนกระหน่ำจนเรารู้สึกสับสน ไม่ว่าจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง การเสียชีวิตของคนที่รัก ตกงาน ถูกเพื่อนหักหลัง โศกนาฏกรรมที่ไม่คาดคิดในชีวิตทำให้เราหลงทางและสับสนได้ง่าย
เมื่อพบตัวเองอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ เราอาจพยายามอธิษฐานตามสดุดี 43 ในสดุดีบทนี้ผู้เขียนหวาดกลัวและหลงทาง เพราะท่านสัมผัสถึงความชั่วร้ายและความอยุติธรรมที่อยู่รอบตัว ในความสิ้นหวังผู้เขียนร้องขอให้พระเจ้าทรงช่วยนำท่านฝ่าสถานการณ์นี้ไปถึงจุดหมายที่ต้องการอย่างปลอดภัย คือยังที่ประทับของพระเจ้า (ข้อ 3-4) ในที่ประทับของพระเจ้า ผู้เขียนรู้ว่าท่านจะพบความหวังและความชื่นชมยินดีอีกครั้ง
ผู้เขียนสดุดีทูลขอสิ่งใดสำหรับนำทาง สิ่งนั้นคือแสงแห่งความจริงและความมั่นใจในการทรงสถิตของพระเจ้าโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์
เมื่อคุณรู้สึกสับสนและหลงทาง การทรงนำที่สัตย์ซื่อของพระเจ้าผ่านทางองค์พระวิญญาณและการทรงสถิตอยู่ด้วยความรักจะปลอบโยนและส่องสว่างนำทางคุณ
คำอธิษฐานด้วยความเชื่อมั่น
หลังจากพยายามที่จะมีลูกมาหลายปี ริชาร์ดและซูซานดีใจมากเมื่อซูซานตั้งครรภ์แต่ปัญหาสุขภาพของเธอทำให้เด็กมีความเสี่ยง ริชาร์ดจึงคอยอธิษฐานเผื่อภรรยาและลูกทุกคืน คืนหนึ่งเขารู้สึกว่าไม่ต้องอธิษฐานมากก็ได้เพราะพระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่าจะดูแลทุกอย่าง แต่สัปดาห์ต่อมาซูซานแท้งลูกริชาร์ดเสียใจอย่างรุนแรงและสงสัยว่า พวกเขาเสียเด็กไปเพราะอธิษฐานไม่มากพอหรือเปล่า
เมื่ออ่านครั้งแรก เราอาจคิดว่าเรื่องราวของคำอุปมาในวันนี้บอกเช่นนั้นในเรื่องนี้เพื่อนบ้าน (บางครั้งถูกเปรียบว่าเป็นพระเจ้า) ลุกจากเตียงไปช่วยเพื่อนเพียงเพราะการรบเร้าที่น่ารำคาญของเขา (ลก.11:5-8) เมื่ออ่านตามนี้ คำอุปมาบอกเป็นนัยว่าพระเจ้าจะทรงให้สิ่งที่เราต้องการก็ต่อเมื่อเรารบเร้าพระองค์ และถ้าเราอธิษฐานไม่มากพอ พระเจ้าอาจจะไม่ช่วยเรา
แต่นักอรรถาธิบายพระคัมภีร์อย่าง ไคลน์ สน็อดกราส เชื่อว่านี่เป็นการเข้าใจคำอุปมาที่ผิด ความหมายที่แท้จริงคือถ้าเพื่อนบ้านยังช่วยเราเพราะเหตุผลที่เห็นแก่ตัว พระบิดาผู้เสียสละจะไม่ยิ่งช่วยเรามากกว่านั้นหรือ เราจึงทูลขอได้อย่างมั่นใจ (ข้อ 9-10) โดยรู้ว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ที่บกพร่อง (ข้อ 11-13) พระองค์ไม่ใช่เพื่อนบ้านในคำอุปมาแต่ทรงเป็นแบบตรงกันข้าม
“ผมไม่รู้ว่าทำไมคุณจึงสูญเสียลูกไป” ผมบอกริชาร์ด “แต่ผมรู้ว่าไม่ใช่เพราะคุณอธิษฐานไม่ ‘มากพอ’ พระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นเช่นนั้น”
ฟังและเรียนรู้
เจ้าของบ้านที่อยู่บนถนนฝั่งหนึ่งตั้งโชว์นกอินทรีย์หัวล้านแบบเป่าลมขนาดใหญ่และคลุมด้วยธงชาติอเมริกาไว้ที่สนามหญ้า มีรถบรรทุกคันใหญ่จอดอยู่ที่ทางเข้าบ้าน กระจกด้านข้างรถทาสีเป็นรูปธงชาติและกันชนด้านหลังมีสติ้กเกอร์รักชาติติดอยู่ ที่สนามของบ้านฝั่งตรงข้ามมีป้ายที่เขียนเน้นคำคมจากประเด็นข่าวในเรื่องความเป็นธรรมในสังคม
เราอาจสงสัยว่า สองบ้านนี้เป็นเพื่อนกันหรือเป็นศัตรูกันนะ เป็นไปได้ไหมที่ทั้งสองครอบครัวเป็นผู้เชื่อในพระเยซู พระเจ้าทรงเรียกให้เราดำเนินชีวิตตามข้อพระคำในยากอบ 1:19 “ให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” บ่อยครั้งเหลือเกินที่เรายึดถือความคิดเห็นของตัวเองอย่างดื้อดึงและไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น หนังสืออธิบายพระคัมภีร์ของแมทธิว เฮนรี่ กล่าวว่า “เราควรไวในการฟังเหตุผลและความจริงจากทุกด้าน ช้าในการพูด...และเมื่อเราพูด ไม่ควรมีความโกรธอยู่ในนั้น”
มีบางคนกล่าวว่า “การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการฟัง” พระวจนะของพระเจ้าในพระธรรมยากอบจะสำเร็จได้เมื่อเราเต็มไปด้วยพระวิญญาณแห่งความรักของพระเจ้าและเลือกที่จะเคารพผู้อื่น พระองค์ทรงปรารถนาที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงจิตใจและท่าทีของเรา แล้วเราพร้อมที่จะเปิดใจฟังและเรียนรู้หรือเปล่า
โหยหาพระเจ้า
เมื่อคอนเนอร์และซาร่า สมิธย้ายบ้านไกลออกไปราว 8 กิโลเมตรบนถนนเดิม เจ้าสมอร์แมวของพวกเขาแสดงความไม่พอใจโดยการวิ่งหนีไป วันหนึ่งซาร่าเห็นรูปภาพในปัจจุบันของโรงนาเก่าของพวกเขาบนสื่อสังคมออนไลน์ สมอร์อยู่ในรูปด้วย!
ครอบครัวสมิธจึงไปรับแมวด้วยความดีใจ สมอร์วิ่งหนีไปอีก ลองเดาสิว่ามันไปที่ไหน ครั้งนี้ครอบครัวที่ซื้อบ้านต่อจากพวกเขาตกลงรับเลี้ยงสมอร์ด้วย ครอบครัวสมิธไม่สามารถหยุดสถานการณ์เช่นนี้ได้เพราะสมอร์จะกลับ “บ้าน” เสมอ
เนหะมีย์รับใช้ในตำแหน่งสูงที่ราชสำนักของกษัตริย์เมืองสุสา แต่จิตใจของท่านอยู่ที่อื่น ท่านเพิ่งได้ยินข่าวน่าเศร้าถึงสภาพของ “เมืองสถานที่ฝังศพของบรรพบุรุษของข้าพระบาท” (นหม.2:3) ท่านจึงอธิษฐาน “ขอพระองค์ทรงระลึกถึงพระวจนะซึ่งพระองค์ได้บัญชาไว้กับโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ว่า... ‘ถ้าเจ้ากลับมาหาเราและรักษาบัญญัติของเรา... ถึงแม้ว่าพวกเจ้ากระจัดกระจายไปอยู่ใต้ฟ้าที่ไกลที่สุด เราจะรวบรวมเจ้ามาจากที่นั่น และนำเจ้ามายังสถานที่ซึ่งเราได้เลือกไว้ เพื่อกระทำให้นามของเรา ดำรงอยู่ที่นั่น’” (1:8-9)
มีคำกล่าวไว้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน หัวใจเราก็อยู่ที่นั่น สำหรับเนหะมีย์การโหยหาบ้านเป็นมากกว่าความผูกพันกับสถานที่ สิ่งที่ท่านโหยหามากที่สุดคือการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า เยรูซาเล็มคือ “สถานที่ซึ่งเราได้เลือกไว้ เพื่อกระทำให้นามของเรา ดำรงอยู่ที่นั่น”
ความไม่อิ่มใจที่เรารู้สึกได้ลึกๆภายในแท้จริงแล้วเป็นความโหยหาพระเจ้า เราโหยหาความอบอุ่นใจที่จะได้อยู่กับพระองค์
พระเยซูทรงฟื้นฟูเรา
แม้ว่าแซมจะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เขาก็ต้องออกจากงานในสายผลิตที่ทำอยู่ ความสะเพร่าในแผนกอื่นทำให้รถยนต์ที่พวกเขาประกอบมีปัญหา หลังมีข่าวเรื่องการชนหลายครั้ง ลูกค้าที่ดูข่าวก็หยุดซื้อรถจากพวกเขา บริษัทต้องลดขนาดลงทำให้แซมตกงาน เขาได้รับผลกระทบทางอ้อมและนี่ไม่ยุติธรรมเลย
การได้รับผลกระทบทางอ้อมนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทันทีหลังจากความบาปครั้งแรก อาดัมและเอวาอับอายที่ตัวเองเปลือยกาย พระเจ้าจึงทรงกรุณาปกปิดร่างกายพวกเขาด้วย “เสื้อหนังสัตว์” (ปฐก.3:21) เป็นเรื่องเจ็บปวดที่จะนึกถึง แต่สัตว์หนึ่งตัวหรือมากกว่านั้นที่เคยปลอดภัยอยู่ในสวนต้องถูกฆ่าและถลกหนัง
ยังจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก พระเจ้าตรัสกับอิสราเอลว่า “ท่านจะจัดการหาลูกแกะตัวหนึ่งอายุหนึ่งขวบปราศจากตำหนิถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้าเป็นประจำวัน ท่านจะจัดหาทุกๆเช้า” (อสค.46:13) ทุกๆวัน มีสัตว์กี่พันตัวที่ต้องกลายเป็นเครื่องบูชาเพราะบาปของมนุษย์
ความตายของสัตว์เหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกปิดบาปของเรา จนกระทั่งพระเยซูผู้เป็นลูกแกะของพระเจ้าเสด็จมาเพื่อลบล้างออกไป (ยน.1:29) เรียกได้ว่าเป็น “การแก้ไขความผิดที่ตกทอด” ในขณะที่บาปของอาดัมฆ่าเรา แต่การเชื่อฟังของอาดัมคนสุดท้าย (พระคริสต์) จะฟื้นฟูทุกคนที่เชื่อในพระองค์ (รม.5:17-19) การแก้ไขความผิดที่ตกทอดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรม เพราะต้องจ่ายด้วยชีวิตของพระเยซูแต่เราได้รับมาฟรีๆ จงเข้าหาพระเยซูด้วยความเชื่อและรับการไถ่ที่พระองค์เสนอให้ และชีวิตอันชอบธรรมของพระองค์จะมีค่าสำหรับคุณ
ความหวังในความเศร้าโศก
ในขณะที่คนขับแท็กซี่พาเราไปสนามบินฮีทโธรว์ของลอนดอน เขาเล่าเรื่องของตัวเองว่าเขาย้ายมาสหราชอาณาจักรตอนอายุสิบห้าเพื่อหนีจากสงครามและความยากไร้ สิบเอ็ดปีผ่านไปตอนนี้เขามีครอบครัวแล้วและสามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้อย่างที่ไม่อาจทำได้ในประเทศบ้านเกิด แต่เขาเสียใจที่ยังคงแยกจากพ่อแม่และพี่น้อง เขาบอกเราว่าเขามีเส้นทางชีวิตที่ยากลำบากซึ่งจะไม่สิ้นสุดลงจนกว่าเขาจะได้อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวอีกครั้ง
การต้องแยกจากคนที่รักเมื่อยังมีชีวิตเป็นเรื่องที่ยาก แต่การสูญเสียคนที่รักไปเพราะความตายเป็นสิ่งที่ยากกว่ามาก และทำให้เกิดความรู้สึกสูญเสียที่ไม่มีวันแก้ไขได้จนกว่าเราจะได้อยู่กับพวกเขาอีกครั้ง เมื่อผู้เชื่อใหม่ในเมืองเธสะโลนิกาสงสัยเรื่องความสูญเสียนี้ เปาโลจึงเขียนถึงพวกเขาว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้าอย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง” (1 ธส.4:13) ท่านอธิบายว่าในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เรามีชีวิตอยู่โดยความคาดหวังถึงการพบกันอันแสนวิเศษอีกครั้ง และอยู่ร่วมกันต่อพระพักตร์พระคริสต์ตลอดไปเป็นนิตย์ (ข้อ 17)
มีเพียงไม่กี่ประสบการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดได้เท่ากับการจากลาที่เราเผชิญ แต่เรามีความหวังในพระเยซูที่จะพบกันอีก และในท่ามกลางความเจ็บปวดและสูญเสีย เราจะพบการปลอบโยนที่เราต้องการจากพระสัญญาอันเป็นนิรันดร์ (ข้อ 18)
โกหกด้วยความจริง
ฉันวางพระคัมภีร์บนธรรมาสน์และมองไปยังใบหน้าที่ตั้งใจรอให้ฉันเริ่มพูด ฉันอธิษฐานและเตรียมตัวมาแล้ว แต่ทำไมจึงพูดไม่ออก
เธอมันไร้ค่า ไม่มีใครฟังเธอหรอกโดยเฉพาะถ้าพวกเขารู้อดีตของเธอ และพระเจ้าไม่มีวันจะใช้เธอ คำพูดเหล่านี้เสียดแทงเข้ามาในใจและความคิดของฉัน โดยมาในหลายรูปแบบ จุดชนวนสงครามแห่งคำโกหกในชีวิตที่ฉันเชื่ออย่างง่ายดายมานานนับสิบปี แม้จะรู้ว่าคำพูดเหล่านั้นไม่จริง แต่ฉันก็ไม่สามารถหนีจากความไม่มั่นคงและความกลัวนี้ได้ ฉันจึงเปิดพระคัมภีร์
ฉันเปิดสุภาษิต 30:5 หายใจเข้าและออกช้าๆก่อนอ่านออกเสียง “พระวจนะทุกคำของพระเจ้านั้นพิสูจน์เห็นจริงแล้ว พระองค์ทรงเป็นโล่แก่บรรดาผู้ลี้ภัยอยู่ในพระองค์” ฉันหลับตาลงขณะที่สันติสุขท่วมท้นเข้ามา และฉันจึงเริ่มเป็นพยานกับที่ประชุม
พวกเราหลายคนเคยมีประสบการณ์กับคำพูดหรือความคิดแง่ลบที่ผู้อื่นมีต่อเราซึ่งมีอำนาจทำให้เราอ่อนแรง แต่พระวจนะของพระเจ้านั้น “พิสูจน์เห็นจริงแล้ว” สมบูรณ์และเที่ยงแท้ เมื่อเราถูกล่อลวงให้เชื่อความคิดที่ทำลายจิตวิญญาณในเรื่องของคุณค่าและเป้าหมายที่เรามีในฐานะบุตรของพระเจ้า ความจริงที่คงทนและไม่ผิดพลาดของพระเจ้าจะปกป้องความคิดและจิตใจของเรา เราสามารถพูดตามผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้ว่า “เมื่อข้าพระองค์คิดถึงกฎหมายของพระองค์แต่โบราณกาล ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ได้รับความเล้าโลมใจ” (สดด.119:52)
ให้เราต่อสู้คำโกหกที่เรารับมาทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้า ตัวเราและผู้อื่น โดยการแทนที่คำพูดในแง่ลบนั้นด้วยพระวจนะ
เติบโตในพระคุณพระเจ้า
นักเทศน์ชาวอังกฤษ ชาร์ลส์ เอ็ช สเปอร์เจียน (1834-1892) ใช้ชีวิตแบบ “เต็มร้อย” ท่านเป็นศิษยาภิบาลตอนอายุสิบเก้า ต่อมาไม่นานท่านได้เทศนากับฝูงชน ท่านเรียบเรียงทุกคำเทศนาด้วยตัวเอง ซึ่งในภายหลังรวมเป็นหนังสือได้ 63 เล่ม ท่านเขียนหนังสือคำอธิบายพระคัมภีร์ หนังสือเรื่องการอธิษฐานและงานอื่นมากมาย ปกติแล้วท่านอ่านหนังสือหกเล่มต่อสัปดาห์! หนึ่งในคำเทศนาของท่าน กล่าวว่า “ความบาปของการไม่ทำอะไรเป็นบาปที่ใหญ่ที่สุด เพราะมันเกี่ยวข้องกับความบาปส่วนใหญ่...ความนิ่งเฉยที่เลวร้าย! ขอพระเจ้าช่วยเราด้วย!”
ชาร์ลส์ สเปอร์เจียนใช้ชีวิตด้วยความอุตสาหะ ท่าน “อุตส่าห์จนสุดกำลัง” (2 ปต.1:5) เพื่อจะเติบโตในพระคุณพระเจ้าและอยู่เพื่อพระองค์ ถ้าเราเป็นผู้ติดตามพระคริสต์ พระเจ้าทรงสามารถปลูกฝังความต้องการและความสามารถที่เราจะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นได้ เพื่อ “อุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อ เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม...เอาขันตีเพิ่มความเหนี่ยวรั้งตน...และเอาธรรมเพิ่มขันตี” (ข้อ 5-7)
เราแต่ละคนมีแรงจูงใจ ความสามารถ และระดับพลังงานแตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถหรือควรใช้ชีวิตอย่างชาร์ลส์ สเปอร์เจียน แต่เมื่อเราเข้าใจทุกอย่างที่พระเยซูทรงทำเพื่อเรา เราก็มีแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะใช้ชีวิตอย่างอุตสาหะและสัตย์ซื่อ และเราได้รับกำลังผ่านสิ่งที่พระเจ้ามอบให้ในการดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์และรับใช้พระองค์ โดยทางพระวิญญาณพระเจ้าทรงเสริมกำลังในความพยายามของเราที่จะทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ให้สำเร็จ