ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Anne Cetas

ราชาเพียงผู้เดียว

ขณะที่เอลดอนวัยห้าขวบฟังศิษยาภิบาลพูดถึงการที่พระเยซูเสด็จจากสวรรค์มาในโลก เขาตกใจเมื่ออาจารย์อธิษฐานขอบคุณพระองค์ที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา “แย่จัง พระองค์ตายด้วยเหรอ” เขาร้องด้วยความแปลกใจ

มีคนอยากให้พระคริสต์ตายตั้งแต่ทรงเริ่มต้นชีวิตของพระองค์ในโลก โหราจารย์มาเยรูซา-เล็มในรัชสมัยของกษัตริย์เฮโรด สอบถามว่า “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” (มธ.2:2) เมื่อเฮโรดได้ยินก็กลัวว่าวันหนึ่งจะต้องเสียบัลลังก์ให้แก่พระเยซู จึงส่งทหารไปฆ่าเด็กชายทุกคนที่อายุต่ำกว่าสองขวบทั่วเบธเลเฮม แต่พระเจ้าทรงปกป้องพระบุตรของพระองค์ และส่งทูตสวรรค์มาเตือนบิดามารดาของพระองค์ให้ออกจากบริเวณนั้น พวกเขาหนีไปและพระองค์ปลอดภัย (ข้อ 13-18)

เมื่อพระเยซูทำพระราชกิจเสร็จสิ้น ทรงถูกตรึงกางเขนเพราะความบาปของโลกนี้ ป้ายที่ติดบนกางเขนเขียนเพื่อเยาะเย้ยว่า “ผู้นี้คือเยซู กษัตริย์ของชนชาติยิว” (27:37) แต่สามวันต่อมาทรงฟื้นคืนพระชนม์มีชัยเหนือความตาย หลังจากเสด็จสู่สวรรค์ พระองค์ประทับบนบัลลังก์ในฐานะกษัตริย์เหนือกษัตริย์และองค์พระผู้เป็นเจ้าเหนือพระทั้งปวง (ฟป.2:8-11)

องค์กษัตริย์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา ของคุณและฉัน และเอลดอน จงยอมให้พระองค์ครอบครองหัวใจของเรา

ผลอันงดงาม

เด็กควรมีโอกาสโยนเมล็ดพืชไปที่ไหนก็ได้ที่พวกเขาต้องการ (ในสวน) และดูว่าจะมีอะไรงอกขึ้นมา” รีเบคกา เลมอส โอเทโร ผู้ก่อตั้งซิตี้บลอส-ซั่มกล่าว แม้นี่จะไม่ใช่สวนที่ดูแลอย่างระมัดระวัง แต่ได้สะท้อนความจริงที่ว่าทุกเมล็ดมีโอกาสเติบโตมีชีวิต ตั้งแต่ปี 2004 ซิตี้บลอสซั่มได้สร้างสวนให้กับโรงเรียนและชุมชนในแถบรายได้ต่ำ เด็กๆได้เรียนรู้เรื่องโภชนาการและทักษะการทำงานผ่านการทำสวน รีเบคกากล่าวว่า “การมีพื้นที่สีเขียวอันมีชีวิตในชุมชนเมือง...สร้างโอกาสให้เด็กๆได้ออกไปข้างนอกทำสิ่งที่เกิดผลและงดงาม

ขึ้นอยู่กับพระเจ้า

เนทและเชอริลินมีความสุขที่ได้แวะร้านอาหารโอมาคาเสะ ตอนไปเที่ยวนิวยอร์ค โอมาคาเสะมาจากภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “ฉันฝากมอบไว้กับคุณ” ลูกค้าที่มาร้านนี้ให้พ่อครัวเป็นคนเลือกอาหารให้ แม้จะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ลองอาหารแบบนี้และดูเหมือนจะเสี่ยงไปหน่อย แต่พวกเขาก็ชอบอาหารที่พ่อครัวเลือกและปรุงให้

อย่าลืม

ฉันใช้เวลาในบ่ายวันเสาร์ที่แสนพิเศษกับหลานสาวของฉัน และเคลินลูกสาววัยสี่ขวบของเธอ เราสนุกกับการเป่าฟองสบู่นอกบ้าน ระบายสีสมุดภาพระบายสีเจ้าหญิง และกินแซนด์วิชเนยถั่วกับแยม เมื่อทั้งสองคนจะขึ้นรถกลับบ้าน เคลินพูดเสียงหวานออกมาจากหน้าต่างรถว่า “อย่าลืมหนูนะคะ ป้าแอนน์”ฉันรีบเดินไปที่รถและกระซิบว่า “ป้าไม่ลืมหนูหรอก ป้าสัญญาว่าจะเจอหนูเร็วๆ นี้”

ได้เลย

เชอร์ลี่ย์เอนหลังบนเก้าอี้หลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน เธอมองออกไปนอกหน้าต่างและเห็นสามีภรรยาสูงวัยกำลังยกส่วนของรั้วเก่าที่มีคนทิ้งไว้และมีป้ายติดว่า “ฟรี” เชอร์ลี่ย์และสามีพากันออกไปช่วย ทั้งสี่คนช่วยกันดึงและดันรั้วนั้นขึ้นไปบนรถเข็นและเข็นไปตามถนนเลี้ยวที่หัวมุมไปจนถึงบ้านของสามีภรรยาคู่นั้น พวกเขาหัวเราะไปตลอดทางกับภาพของพวกเขาในสายตาคนอื่น ขณะที่พวกเขากลับมาเพื่อจะขนรั้วอีกท่อนหนึ่ง หญิงชราถามเชอร์ลี่ย์ว่า “คุณเป็นเพื่อนฉันได้ไหม” “ได้เลยค่ะ” เชอร์ลี่ย์ตอบ ต่อมาเชอร์ลี่ย์ได้รู้ว่าเพื่อนใหม่ชาวเวียดนามรู้ภาษาอังกฤษน้อยมากและกำลังเหงาเพราะลูกๆ ย้ายไปอยู่ไกล

เริ่มตอนนี้

ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เมื่อผลตรวจชิ้นเนื้อชี้ว่าพี่สาวคนโตของฉันเป็นมะเร็ง ฉันบอกเพื่อนๆ ว่า “ฉันต้องใช้เวลากับแคโรลินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เริ่มตั้งแต่ตอนนี้” บางคนบอกว่าฉันตื่นตระหนกมากเกินเหตุ แต่สิบเดือนต่อมาแคโรลินก็จากไป แม้ฉันจะได้ใช้เวลากับเธอหลายต่อหลายชั่วโมง แต่เมื่อเรารักใคร ไม่ว่ามีเวลาเท่าไรก็ไม่เพียงพอให้หัวใจเราได้รักจนพอ

เราพักได้หรือยัง?

ดาร์เนลรู้ว่าจะต้องเจ็บปวดมากเมื่อเข้าไปในห้องกายภาพบำบัด นักบำบัดยืดและบิดแขนของเขา จับให้อยู่ในตำแหน่งเดิมเพราะมันเคลื่อนจากตำแหน่งเดิมไปหลายเดือนเพราะบาดเจ็บ เมื่อเธอจับให้เขาอยู่ในท่าที่ไม่สบายนี้ 2-3 นาที เธอจะบอกอย่างอ่อนโยนว่า “เอาล่ะ คุณพักได้แล้ว” เขาเล่าว่า “ผมคิดว่าในการบำบัดแต่ละครั้งผมได้ยินอย่างน้อย 50 ครั้งว่า ‘เอาล่ะ คุณพักได้แล้ว’ ”

ทั้งหมดที่ฉันเห็น

วันหนึ่งในฤดูหนาว คริสตายืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ เธอมองไปที่ประภาคารงดงามซึ่งปกคลุมด้วยหิมะริมทะเลสาบ เมื่อเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป แว่นตาก็เป็นฝ้า เธอมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ก็ตัดสินใจเล็งกล้องไปที่ประภาคารและถ่ายภาพ 3 ภาพในมุมที่ต่างกัน เมื่อมาดูภาพในภายหลัง เธอก็พบว่ากล้องตั้งเป็น “เซลฟี่” เธอหัวเราะและพูดว่า “ฉันเล็งมาที่ตัวเอง ตัวเองและตัวเองทั้งหมด ที่ฉันเห็นคือตัวเอง” ภาพของคริสตาทำให้ฉันคิดถึงความผิดพลาดทำนองนี้ เราอาจสนใจแต่ตัวเองจนไม่ได้มองไปที่ภาพใหญ่ของแผนการของพระเจ้าที่มีขนาดใหญ่กว่า

พระผู้ช่วยให้รอดแบบใด

ปีที่แล้ว ฉันกับเพื่อนอธิษฐานเผื่อผู้หญิงสามคนที่ต่อสู้กับมะเร็ง เรารู้ว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์รักษาได้และเราทูลขอทุกวันให้พระองค์ทรงทำ เราเคยเห็นพระองค์กระทำกิจและเชื่อว่าพระองค์จะทรงทำอีก ระหว่างช่วงเวลานั้นมีบางวันที่ดูเหมือนว่ากำลังจะหายจริงๆ เราก็ชื่นชมยินดี แต่ทั้งสามคนเสียชีวิตในฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น บางคนบอกว่านั่นคือ “การรักษาที่ดีที่สุด” ซึ่งก็ใช่ แต่การสูญเสียก็ทำให้เราเจ็บปวดมาก เราอยากให้พระองค์รักษาทุกคนตอนนี้เดี๋ยวนี้ แต่ด้วยเหตุผลที่เราไม่เข้าใจการอัศจรรย์ไม่เกิดขึ้น