รับใช้เคียงบ่าเคียงไหล่
ร้านหนังสือเซเรนดิพิตี้ซึ่งเป็นร้านหนังสือชื่อดังในเมืองเชลซี รัฐมิชิแกน จำเป็นต้องขยายกิจการ เจ้าของร้านพบอาคารขนาดใหญ่เป็นสองเท่าห่างออกไปเพียงหนึ่งช่วงตึก เธอต้องการย้ายร้านอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องปิดร้านหลายวันและบรรจุหนังสือทั้งหมดลงกล่อง เธอจึงขอความช่วยเหลือจากชุมชน มีคนมารวมตัวกันมากกว่าสามร้อยคน! พวกเขายืนเรียงต่อกันเป็นแถวเหมือนสายพานลำเลียง และส่งหนังสือต่อๆกันจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง โดยพวกเขาขนย้ายหนังสือไปได้ 9,100 เล่มภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง เจ้าของร้านกล่าวว่า “[ร้านหนังสือ]เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง และ [คนเหล่านี้ ] เป็นเจ้าของ” พวกเขาทั้งหมดทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันอย่างขะมักเขม้น
เมื่อเนหะมีย์ซึ่งเป็นชาวยิว ผู้เป็นพนักงานถวายถ้วยเสวยที่กษัตริย์เปอร์เซียไว้วางใจ ได้ทราบว่ากำแพงล้อมรอบกรุงเยรูซาเล็มพังทลายลง ท่านจึงร้องขอการทรงนำจากพระเจ้า (นหม.1:3-11) ชาวบาบิโลนได้ทำลายกำแพงเหล่านั้นไปในปี 587 ก่อนคริสตกาล หลังจากการตรวจสอบ เนหะมีย์จึงขอความช่วยเหลือจากชุมชน ท่านบอกกับผู้นำชาวยิวว่า “ท่านทั้งหลายเห็นแล้วว่าเราตกอยู่ในความลำบากอย่างไร ที่เยรูซาเล็มปรักหักพังลง... มาเถิด ให้เราสร้างกำแพงเยรูซาเล็มขึ้น” (2:17) ในบทที่ 3 อธิบายถึงการที่ผู้นำและพลเมืองต่างเต็มใจซ่อมแซมกำแพงที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา พวกเขาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กัน
เราเองก็สามารถสร้างผลกระทบที่ดีต่อชุมชนของเราได้เช่นกัน โดยการรับใช้ร่วมกันภายใต้การทรงนำของพระเจ้า และด้วยกำลังของพระองค์
ชีวิตและความตาย
นอกจากการเข้าร่วมพิธีและลงนามในนโยบายต่างๆภายหลังการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งแล้ว บรรดาประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ยังต้องพบกับความจริงอันโหดร้าย นั่นคือพวกเขาจะต้องเริ่มวางแผนงานศพของตนเอง วิธีนี้จะทำให้ประเทศชาติเตรียมความพร้อมในการจัดงานพิธีรำลึกเมื่อพวกเขาจากไป จอร์จ เอช.ดับเบิลยู.บุช ถูกถามว่ารู้สึก “แปลก” ไหมที่ต้องวางแผนงานศพของตนเอง เขาตอบว่า “คุณก็จะชินกับมัน” นักประวัติศาสตร์จะจารึกถึงสิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่ตัวประธานาธิบดีเองกลับต้องวางแผนในส่วนของพิธีศพตามธรรมเนียมของตน ตลอดจนวิธีที่อยากให้ผู้คนจดจำพวกเขา
ความตายนั้นเป็นความจริงอันน่ากลัวที่เราทุกคนต้องเผชิญ กษัตริย์ซาโลมอนผู้แสวงหาความหมายของชีวิตในความสุขสบาย ในการงานและความรู้ แต่กลับพบความว่างเปล่า ตรัสว่า “ไปยังเรือนที่มีการไว้ทุกข์ก็ดีกว่าไปยังเรือนที่มีการเลี้ยงกัน” (ปญจ.7:2) สถานการณ์เชิงลบให้มุมมองที่กว้างไกลกว่าช่วงเวลาแห่งความสุข หากเราได้เผชิญกับความจริงในเรื่องความตายแล้ว เราก็จะเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ดีขึ้น ในข้อ 2 กล่าวเสริมว่า “ความตายเป็นจุดหมายปลายทางของทุกคน ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ควรใส่ใจในข้อนี้” (TNCV) เราจึงควรไตร่ตรองและวางแผนในเรื่องนี้
ความพรักพร้อมเกิดขึ้นเมื่อเราได้รับการอภัยบาปจากพระเยซูผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราและทรงเป็นขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต้องตายเพราะความตายเกิดขึ้นเมื่ออาดัมมนุษย์คนแรกไม่เชื่อฟังพระเจ้าและเราได้ดำเนินตามทางของเขา แต่ “คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น” (1 คร.15:22)
รับใช้พระเจ้าด้วยความรัก
พ่อของฉันทุ่มเททำงานหนักทั้งในฟาร์มและที่โรงงาน แต่ท่านไม่ได้เป็นช่างซ่อม บางครั้งเมื่อรถไถ เตาผิง หรือระบบประปาเสีย ก็จะมีเพื่อนบ้านหรือเพื่อนมาช่วยซ่อมให้เรา พ่อเสนอที่จะจ่ายค่าซ่อมแม้รู้ว่าท่านไม่มีกำลังพอจะจ่ายให้คุ้มกับที่พวกเขาควรได้รับ แต่พวกเขาไม่เคยยอมรับค่าตอบแทนอะไร พวกเขาแค่ยินดีที่ได้ช่วย “ขอบคุณมาก” พ่อพูด “จนกว่าคุณจะได้ค่าตอบแทนที่ดีกว่านี้” ฉันไม่เข้าใจว่าพ่อหมายถึงอะไร บางทีตัวท่านหรืออาจมีคนอื่นๆที่จะตอบแทนพวกเขาในภายหลัง
สักวันหนึ่งผู้เชื่อในพระเยซูที่รับใช้ผู้อื่นด้วยความรักที่มีต่อพระองค์จะได้รับรางวัล บางทีนั่นอาจเป็นต้นแบบของประโยค “จนกว่าคุณจะได้ค่าตอบแทนที่ดีกว่านี้” พระเยซูทรงบอกผู้ติดตามพระองค์ให้ “ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์” (มธ.6:20 ) การทำดีต่อผู้อื่นอาจเป็นวิธีหนึ่งในการสะสม “ทรัพย์สมบัติ” พระองค์ตรัสว่าเราไม่ควรป่าวประกาศด้วยการ “เป่าแตร” เพราะหากทำเช่นนั้น นั่นจะเป็นบำเหน็จที่เราได้รับ (ข้อ 2) เรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงเห็นสิ่งที่เราทำ พระธรรมฮีบรูย้ำเตือนเรื่องนี้ว่า “เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรง...ลืมการงานซึ่งท่านได้กระทำ เพราะความรักที่ท่านมีต่อพระนามของพระองค์ คือการรับใช้ธรรมิกชนนั้น ดังที่ท่านยังรับใช้อยู่” (ฮบ.6:10)
เราไม่ได้รับใช้เพื่อจะได้รับบำเหน็จ แต่เพราะพระเยซูทรงรักเรา เราจึงตอบสนองด้วยการแสดงความรักและสรรเสริญพระองค์ นับเป็นพรที่ยิ่งใหญ่เมื่อได้ยินพระเจ้าตรัสว่า “ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ” (มธ.25:21, 23)
ภารกิจแห่งความรักของพระเจ้า
สวนแกรนด์ไอเดียส์และเรือนจำเขตตั้งอยู่เคียงข้างกันบนถนนบอลในเมืองของฉัน โจแอนเพื่อนของฉันรักสถานที่ทั้งสองแห่ง เธอชอบนั่งในสวนเพื่อระลึกถึงความประเสริฐของพระเจ้า และความรักที่เธอมอบให้พระองค์เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำในชีวิตของเธอ เธอรักที่จะแบ่งปันกับพวกผู้หญิงในเรือนจำและเล่าเรื่องการที่พระเจ้าทรงไถ่ชีวิตของเธอหลังจากที่เธอเลือกทำสิ่งที่ผิดและหลงไปจากทางของพระองค์ บ่อยครั้งที่เธอบอกฉันถึงความปรารถนาที่มี คือความฝันที่อยากจะเห็นผู้หญิงทุกคนในเรือนจำเข้าใจและสัมผัสถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขาเป็นการส่วนตัว
ผู้เขียนสดุดีบอกให้ชนชาติอิสราเอล “เล่าเรื่องของพวกเขา” ถึงการที่พระเจ้าทรงช่วยกู้พวกเขาจากศัตรู (สดด.107:2) เมื่อพวกเขา “พเนจรอยู่ในป่าในที่แห้งแล้ง” และ “หิวโหยและกระหาย จิตใจของเขาก็อ่อนระอาไปในตัวเขา” (ข้อ 4-5) เมื่อพวกเขากบฏต่อพระเจ้า และพระองค์ทรงตีสอนพวกเขา (ข้อ 10-12) แต่ทุกครั้ง “ในความยากลำบากของเขา เมื่อเขาร้องทูลพระเจ้า พระองค์ทรงช่วยกู้เขาจากความทุกข์ใจของเขา” (ข้อ 6) พวกเขามีเรื่องราวมากมายที่จะขอบคุณพระเจ้าและเล่าให้คนอื่นฟัง เช่นเดียวกับชนชาติอิสราเอลที่ได้เรียนรู้ พวกเราก็เรียนรู้ได้เช่นกันว่า พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความรักซึ่งจะไม่มีวันปล่อยมือจากพวกเรา
เราเองก็ควรฉวยโอกาสที่จะ “พิจารณาถึงความรักมั่นคงของพระเจ้า” (ข้อ 43) ขอบพระคุณพระองค์ และบอกเล่าเรื่องราวที่พระองค์ได้ทรงช่วยกู้เราไว้
ต้องมีความถ่อมใจ
ตอนยังเด็กฉันมีลูกพี่ลูกน้องที่อาศัยอยู่ห่างออกไปแค่ราวสามกิโลเมตร พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับครอบครัวของฉัน พวกเขาไม่เคยมางานรวมญาติหรือคุยกับเราที่ร้านขายของแถวนั้น พ่อแม่ของพวกเขาบอกว่าเป็นเพราะตอนนั้นเราไม่ไปโบสถ์และเราจะมีอิทธิพลที่ไม่ดีต่อพวกเขา ช่างน่าแปลกใจที่หลายปีต่อมา ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งไปร่วมงานศพพี่ชายคนโตของฉัน เขาเข้ามาหาเราแต่ละคนและขอโทษอย่างถ่อมใจสำหรับทัศนคติของพวกเขา แล้วความสัมพันธ์ของพวกเราจึงถูกรื้อฟื้นขึ้น
ยาโคบต้องยอมถ่อมใจลงเพื่อจะได้รับการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเอซาวผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดของท่าน ยาโคบซึ่งเป็นลูกคนที่สองได้คิดเอาเปรียบเอซาว โดยขโมยสิทธิโดยกำเนิดของพี่ชาย (25:19-34) และหลอกพ่อที่แก่ชราให้มอบพรของบุตรคนโตให้แก่ท่าน (26:34-27:40) เอซาวโกรธมากและขู่ว่าจะฆ่ายาโคบ ท่านจึงหนีไปประเทศอื่น
หลายปีต่อมา ยาโคบต้องการกลับบ้านแต่กลัวว่าความแตกแยกที่ร้าวลึกระหว่างท่านกับพี่ชายคงจะไม่ได้รับการแก้ไขหากไม่มีการนองเลือด (32:6-8) ในที่สุดเมื่อพวกเขาพบกัน ยาโคบ “กราบลงถึงดินเจ็ดหน จนเข้ามาใกล้พี่ชายของเขา” (33:3) ท่านกลัวว่าจะถูกเอซาวฆ่า แต่เอซาวกลับวิ่งเข้ามา “กอดเขา” (ข้อ 4)
ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายทำร้ายผู้อื่นหรือถูกผู้อื่นทำร้ายก็ตาม เราจำเป็นต้องถ่อมใจลง จริงใจ และมักจะต้องพยายามอย่างมากเพื่อฟื้นฟูสิ่งที่แตกสลายไปแล้ว แต่พระเจ้าทรงทำได้และพระองค์จะทรงช่วยเรา
การขัดจังหวะของพระเจ้า
ซาร่าตื่นแต่เช้าตรู่และเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำในวันนั้น แต่เธอถูกขัดจังหวะเพราะคำขอจากครอบครัวของหนุ่มสาวที่กำลังประสบปัญหา พวกเขาจำเป็นต้องให้คริสตจักรส่งบัตรเติมน้ำมันไปให้ ซาร่ากำลังยุ่งแต่เธอรู้ว่าพระเจ้าทรงต้องการให้ทำสิ่งนี้ เธอจึงตกลงที่จะนำบัตรไปส่งที่โรงแรมซึ่งคริสตจักรจัดให้พวกเขาพักอยู่สองสามสัปดาห์ เธอไปรับบัตรและตรวจสอบที่อยู่ เมื่อพบว่าต้องขับรถไกลกว่าที่คาดไว้ เธอจึงบ่นกับพระเจ้าว่า นี่คงต้องใช้น้ำมันรถจำนวนมากในการไปส่งบัตรให้พวกเขา!
ซาร่าสัมผัสถึงถ้อยคำเหล่านี้ในจิตวิญญาณว่า เราไม่ได้จัดเตรียมสิ่งต่างๆ ให้แก่เจ้าหรือ เธอตอบว่า ใช่ พระองค์เจ้าข้า อภัยให้กับท่าทีของข้าพระองค์ด้วย เมื่อไปถึง เธอได้พบคู่สามีภรรยา มอบบัตรให้และอุ้มลูกของพวกเขา ขณะขับรถกลับบ้าน ซาร่าขอบคุณพระเจ้าที่ประทานโอกาสอันเรียบง่ายแต่เปี่ยมสุขนี้ให้กับเธอ
เมื่อเอลีชาเดินทางไปยังเมืองชูเนมในอิสราเอล ท่านได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหัวใจของผู้รับใช้ต่อท่าน นางชวนเอลีชาให้ “แวะเข้าไปรับประทานอาหาร” (2 พกษ.4:8) นางและสามียังได้ทำห้องสำหรับท่าน เพื่อว่าเมื่อเอลีชาผ่านมาที่เมืองนี้ท่านจะได้มาพัก (ข้อ 9-10) พระเจ้าทรงมีพระเมตตาอวยพรพวกเขาโดยให้เอลีชาพยากรณ์ว่าพวกเขาจะมีบุตร (ข้อ 16)
ไม่ว่าเราจะรับใช้ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าหรือครอบครัวที่ไร้บ้าน เมื่อเราเปิดรับแผนการของพระเจ้าและยอมทำตามรายการของสิ่งที่ต้องทำของพระองค์ พระเจ้าก็ทรงพอพระทัยที่จะอวยพรให้หัวใจของเราเปี่ยมล้นด้วยความยินดี
เป็นคริสตจักร
ในยามบ่ายที่มีแดดจัดวันหนึ่ง ฉันวาดรูปด้วยชอล์กสำหรับเขียนพื้นกับครอบครัวชาวซูดานข้างบ้าน พวกเราได้ยินเสียงร้องเพลงดังมาจากบ้านที่อยู่ถัดออกไปซึ่งมีคนกลุ่มเล็กๆกำลังนมัสการอยู่ หญิงแม่ลูกอ่อนที่ฉันกำลังคุยด้วยอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเราจึงเดินเข้าไปฟัง พวกเขาเชิญเราเข้าไปร่วมในการนมัสการ ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในถังที่มีน้ำสำหรับพิธีบัพติศมา พูดถึงการได้รับการอภัยโทษบาปและการอุทิศตนเพื่อติดตามพระเยซู
นี่เป็นโอกาสพิเศษสำหรับเราที่ได้ยินคำพยานแห่งความรอดในสนามหญ้าข้างบ้าน คนกลุ่มนี้ถือเป็นคริสตจักรในละแวกบ้านของเรา
พระเยซูกำลังสร้างคริสตจักรของพระองค์ทั่วโลก ในช่วงหลายวันก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ทรงบอกกับสาวกว่าพระองค์จะส่งพระวิญญาณมาสถิตในท่ามกลางพวกเขา และพวกเขาจะเป็นพยานฝ่ายพระองค์ “จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กจ.1:8) พระองค์จะสร้างคริสตจักรของพระองค์ผ่านการเทศนาและการสอนด้วยฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณ และนับตั้งแต่นั้นพระเจ้าก็เริ่ม “ให้คนทั้งหลายซึ่งกำลังจะรอดมาเข้ากับพวกสาวกทุกวันๆ” (2:47)
เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคริสตจักรของพระคริสต์ได้ ด้วยการดำเนินชีวิตตามความเชื่อในฐานะที่เป็นคริสตจักรของพระองค์ในละแวกบ้านของเรา และเล่าให้ผู้อื่นฟังถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา พระองค์ได้ทรงสละพระชนม์ชีพของพระองค์และทรงเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อที่เราจะได้รับการอภัยโทษบาปและมีชีวิตนิรันดร์ และพระองค์จะทรงช่วยให้เราเรียนรู้วิธีการรับใช้ผู้อื่นในคริสตจักรของพระองค์ในปัจจุบัน
พระเจ้าได้ยินคำอธิษฐานของเรา
คริสทีนเพื่อนของฉันและสามีของเธอรับประทานอาหารเย็นที่บ้านลุงและป้าของพวกเขา ป้าของเธอเพิ่งตรวจพบมะเร็งที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มรับประทาน ลุงของเธอถามขึ้นว่า “มีใครอยากพูดอะไรไหม” คริสทีนยิ้มเพราะรู้ว่าลุงหมายถึง “มีใครอยากอธิษฐานไหม” ลุงไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเยซูแต่เขารู้ว่าคริสทีนเชื่อ นี่จึงเป็นวิธีที่ลุงเชิญชวนให้มีการอธิษฐาน คริสทีนอธิษฐานจากใจโดยขอบคุณพระเจ้าสำหรับการดูแลของพระองค์ และทูลขอให้พระองค์ทำการอัศจรรย์ให้กับป้าของเธอ
กษัตริย์เฮเซคียาห์ล้มป่วยและทรงมีเรื่องในใจที่อยากทูลต่อพระเจ้าหลังจากที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บอกว่าพระองค์กำลังจะสิ้นพระชนม์ (อสย.38:1) พระองค์ทรง “กันแสงมากยิ่ง” และร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงระลึกถึงว่า ข้าพระองค์ได้ดำเนินอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ด้วยความซื่อสัตย์และสิ้นสุดใจ” (ข้อ 3) นี่เป็นคำร้องขอการช่วยกู้ด้วยความสิ้นหวังและจริงใจ แม้ว่าการรักษาจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ความดี” ของเรา และพระเจ้าไม่ได้ทรงรักษาทุกครั้งไป แต่พระองค์ก็เลือกที่จะต่อชีวิตกษัตริย์ออกไปอีกสิบห้าปี (ข้อ 5) หลังจากหายป่วยแล้ว เฮเซคียาห์ขอบพระคุณและสรรเสริญพระเจ้า (ข้อ 16)
พระเจ้าทรงเชิญชวนให้เราอธิษฐาน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการเร่งด่วนหรือการขอบพระคุณพระองค์สำหรับสิ่งเล็กน้อยและสิ่งยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงได้ยินคำอธิษฐานและมองเห็นน้ำตาของเรา และจะทรงตอบตามแผนการของพระองค์ หน้าที่ของเราคือ “ดำเนินด้วยความถ่อมใจตลอดชีวิต” กับพระองค์ (ข้อ 15 TNCV)
ทางของพระเจ้าคือความรัก
เพราะมีเวลาว่างเหลือเฟือ แผนในเดือนถัดไปของฉันจึงเน้นที่การรับใช้ผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในขณะที่ช่วยเพื่อนใหม่ ฉันสะดุดล้มจนแขนหักสามส่วน ทันใดนั้นฉันก็กลายเป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือแทน คนของพระเจ้าดูแลฉันด้วยการเยี่ยมเยียน การ์ดของขวัญ ดอกไม้ โทรศัพท์ ข้อความ คำอธิษฐาน อาหาร (รวมทั้งช็อคโกแลตหนึ่งกล่อง) และไปทำธุระแทน ไม่น่าเชื่อว่าครอบครัว เพื่อน และสมาชิกคริสตจักรจะใจดีขนาดนี้! ราวกับพระเจ้ากำลังตรัสว่า “นั่งลงเถิด เจ้าต้องการความช่วยเหลือ เจ้าจะเห็นว่าการดูแลเอาใจใส่เป็นเช่นไร” เพราะพวกเขาฉันจึงรู้จักการรับใช้ด้วยหัวใจ และรู้สึกขอบคุณพระเจ้าสำหรับผู้อื่นมากขึ้น
เพื่อนผู้เชื่อช่วยเหลือฉันอย่างเต็มใจตามอย่างที่เปาโลสอนสมาชิกคริสตจักรในกรุงโรมให้ปฏิบัติตาม (รม.12) เปาโลหนุนใจพวกเขาหลายอย่าง ทั้งการรักด้วยใจจริง อุทิศตนต่อกันด้วยความรัก ให้เกียรติกันและกัน และแบ่งปันแก่ผู้ที่ขัดสน (ข้อ 9-13) เปาโลสอนหลักความเชื่อแก่พวกเขาในจดหมายทั้งฉบับ ท่านยังแบ่งปันด้วยว่าชีวิตในพระคริสต์ไม่ใช่ศาสนศาสตร์ที่จับต้องไม่ได้ แต่ปรากฏให้เห็นในชีวิตประจำวันของเรา (บทที่ 12-16) ทางของพระเจ้าคือความรัก การรับและส่งต่อความรักของพระองค์แก่ผู้อื่นเป็นหนึ่งในหลายวิธีที่สำแดงถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเรา
ขณะที่เรามองหาและค้นพบวิธีการรับใช้ผู้คนในคริสตจักรหรือชุมชนในแต่ละวันนั้น พวกเขาจะได้รับการหนุนน้ำใจ เราจะได้รับพร และพระเจ้าจะได้รับการสรรเสริญ