ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Anne Cetas

คุณเป็นที่รัก

สาวน้อยแอลลี่มีวิธีระบายความเศร้าด้วยการเขียนข้อความลงบนแผ่นไม้แล้วนำไปวางไว้ในสวนสาธารณะ โดยมีใจความว่า “บอกตามตรงนะ ฉันรู้สึกเศร้า ไม่มีใครสักคนอยากใช้เวลากับฉัน และฉันได้สูญเสียคนที่รับฟังฉันเพียงคนเดียวไป ฉันร้องไห้ทุกวัน”

เมื่อมีคนพบข้อความนั้น เธอได้นำชอล์กเขียนพื้นมาที่สวนสาธารณะ และขอให้ผู้คนเขียนข้อความถึงแอลลี่ นักเรียนจากโรงเรียนใกล้ๆทิ้งข้อความให้กำลังใจไว้มากมาย เช่น “พวกเรารักคุณ” “พระเจ้ารักคุณ” “คุณเป็นที่รัก” ครูใหญ่กล่าวว่า “นี่เป็นหนึ่งในวิธีเล็กน้อยที่เราจะสามารถเข้าถึงและอาจช่วยเติมเต็ม ช่องว่างในใจของเธอ แอลลี่เป็นตัวแทนของพวกเราทุกคน เพราะในช่วงหนึ่งของชีิวิตเราต่างเคยเผชิญหรือจะต้องเผชิญกับความเศร้าและความทุกข์ทรมาน”

วลีที่ว่า “คุณเป็นที่รัก” ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ถึงคำอวยพรแสนงดงามที่โมเสสกล่าวกับคนอิสราเอลเผ่าเบนยามินก่อนที่ท่านจะสิ้นใจว่า “คน​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​รักจะ​อาศัย​อยู่​กับ​พระ​องค์​อย่าง​ปลอดภัย” (ฉธบ.33:12) โมเสสเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของพระเจ้า ท่านเอาชนะชนชาติที่เป็นศัตรู ได้รับพระบัญญัติสิบประการ และท้าทายพวกเขาให้ติดตามพระเจ้า ท่านจากไปโดยบอกพวกเขาว่าพระเจ้าทรงมองพวกเขาอย่างไร คำว่า คนที่พระเจ้าทรงรัก สามารถนำมาใช้กับเราได้เช่นกัน เพราะพระเยซูตรัสว่า “​พระ​เจ้า​ทรง​รัก​โลก จน​ได้​ทรง​ประทาน​พระ​บุตร​องค์​เดียว​ของ​พระ​องค์” (ยน.3:16)

เพราะพระเจ้าทรงช่วยให้เราอาศัย​อยู่​อย่าง​ปลอดภัยในความจริงที่ว่า ผู้เชื่อในพระเยซูทุกคนเป็น “ที่รัก” ของพระองค์ เราจึงสามารถรักผู้อื่นได้เหมือนเช่นที่เพื่อนใหม่ของแอลลี่ทำ

เมื่อถึงเวลา

เมื่อเพื่อนของฉัน อัลและแคธี ชิฟส์เฟอร์ขับเครื่องบินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปยังงานแสดงทางอากาศ ปฏิกิริยาของบรรดาทหารผ่านศึกอาวุโสมีความหมายมากที่สุดสำหรับพวกเขา คนเหล่านั้นจะมาที่นี่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการร่วมในสงครามและเครื่องบินที่พวกเขาเคยบิน เรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขาส่วนใหญ่ถูกเล่าด้วยน้ำตาคลอเบ้า หลายคนเล่าว่าข่าวที่ดีที่สุดที่พวกเขาได้รับขณะรับใช้ชาติคือคำว่า “สงครามสิ้นสุดแล้ว หนุ่มๆได้เวลากลับบ้าน”

คำพูดเหล่านี้จากคนรุ่นก่อนเชื่อมโยงกับสงครามที่ผู้เชื่อในพระเยซูมีส่วนร่วม คือการต่อสู้กับมารซึ่งเป็นศัตรูฝ่ายวิญญาณของเราด้วยความเชื่ออย่างเต็มกำลัง อัครทูต​เปโตร​เตือน​เรา​ว่า “ศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” มันล่อลวงเราด้วยวิธีต่างๆ และใช้ความท้อแท้จากความยากลำบากและการข่มเหงเพื่อพยายามดึงเราออกจากความเชื่อในพระเยซู เปโตรเรียกร้องให้ผู้อ่านในยุคแรกและพวกเราในปัจจุบัน “จงสงบใจจงระวังระไวให้ดี” (1 ปต.5:8) เราพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อเราจะไม่ยอมให้ศัตรูทำให้เรายอมจำนนในการต่อสู้และทำให้เราพ่ายแพ้

เรารู้ว่าวันหนึ่งพระเยซูจะเสด็จกลับมา เมื่อพระองค์เสด็จมา พระดำรัสของพระองค์จะมีผลคล้ายกับความรู้สึกของเหล่าทหารในช่วงสงคราม ที่ทำให้เราน้ำตาไหลและเปี่ยมด้วยความสุขใจ “สงครามสิ้นสุดลงแล้ว ลูกทั้งหลายเอ๋ยได้เวลากลับบ้าน”

เปลี่ยนสถานที่

โจแอนเพื่อนของฉันเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตอนที่ไวรัสโคโรน่าเริ่มแพร่ระบาดในปี 2020 ในตอนแรกครอบครัวเธอประกาศว่าพิธีไว้อาลัยจะจัดขึ้นที่คริสตจักร แต่หลังจากนั้นก็ตัดสินใจว่าควรจัดพิธีศพที่บ้านเพื่อจะควบคุมขนาดของกลุ่มผู้ที่เข้าร่วมพิธี คำประกาศใหม่ที่แจ้งทางออนไลน์เขียนว่า โจแอน วอร์เนอร์ส - เปลี่ยนสถานที่

ใช่แล้ว เธอได้เปลี่ยนสถานที่! เธอจากสถานที่ในโลกนี้ไปสู่สถานที่ในสวรรค์ พระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตของเธอเมื่อหลายปีก่อน และเธอรับใช้พระองค์ด้วยความรักเป็นเวลาเกือบห้าสิบปี แม้เมื่อเธอใกล้จะเสียชีวิตในโรงพยาบาล เธอยังถามถึงผู้คนที่เธอรักที่กำลังมีปัญหา เวลานี้เธออยู่กับพระองค์แล้ว เธอได้เปลี่ยนสถานที่แล้ว

อัครทูตเปาโลมีความปรารถนาที่จะอยู่กับพระคริสต์ในสถานที่อื่น (2 คร.5:8) แต่ก็รู้ว่าหากท่านยังคงอยู่ในโลกนี้จะเป็นการดีกว่าสำหรับคนที่ท่านปรนนิบัติรับใช้ ท่านเขียนถึงชาวฟีลิปปีว่า “แต่การที่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็จำเป็นมากสำหรับพวกท่าน” (ฟป.1:24) เมื่อเราโศกเศร้าเพราะใครบางคนเหมือนอย่างโจแอน เราอาจร้องทูลต่อพระเจ้าในทำนองเดียวกันว่า ข้าพระองค์และคนอื่นๆต่างต้องการให้พวกเขายังคงอยู่ที่นี่ แต่พระเจ้าทรงรู้วันเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเปลี่ยนสถานที่ของพวกเขาและของเราเอง

ด้วยกำลังของพระวิญญาณ ในเวลานี้เราจึง “ตั้งเป้าของเราว่า...เราก็จะทำตัวให้เป็นที่พอพระทัยของ[พระเจ้า]” (2 คร.5:9) จนกว่าเราจะได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ดียอดเยี่ยมยิ่งกว่า

ทูตสวรรค์ร่วมทาง

เมื่อต้องทำการตรวจทางการแพทย์ครั้งแล้วครั้งเล่าตามตารางที่วางไว้ เบฟ รู้สึกหนักใจและเหนื่อยล้า เธอรู้สึกกลัวตอนที่แพทย์บอกว่าพวกเขากำลังหามะเร็งในที่ใดที่หนึ่งในร่างกายของเธอ ในแต่ละวันพระเจ้าทรงหนุนใจเธออย่างสัตย์ซื่อด้วยพระสัญญาแห่งการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ และสันติสุขที่จะคงอยู่เมื่อเธอหันมาหาพระองค์หรืออ่านพระคัมภีร์ เธอต่อสู้กับความไม่แน่นอนและได้เรียนรู้บ่อยครั้งที่จะมอบ “สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” ไว้บนบ่าของพระเจ้า เช้าวันหนึ่งเบฟบังเอิญพบข้อความในอพยพ 23 ที่สะดุดใจของเธอก่อนต้องเข้ารับการผ่าตัดครั้งสำคัญ “เราใช้ทูตของเราเดินนำหน้าพวกเจ้า เพื่อคอยระวังรักษาพวกเจ้าตามทาง” (ข้อ 20)

พระเจ้าตรัสถ้อยคำเหล่านั้นผ่านทางโมเสสมาถึงประชากรของพระองค์คือชนอิสราเอล พระองค์ได้ประทานกฎบัญญัติให้ประชากรของพระองค์ปฏิบัติตามและทรงนำพวกเขาไปสู่ดินแดนใหม่ (ข้อ 14-26) แต่ในท่ามกลางข้อกำหนดเหล่านั้น พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่าพระองค์จะส่งทูตสวรรค์มาเดินนำหน้าพวกเขา “เพื่อคอยระวังรักษา [พวกเขา] ตามทาง” (ข้อ 20) แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเบฟ แต่เธอก็จำได้ว่าในพระวจนะตอนอื่นมีการกล่าวถึงการดูแลของทูตสวรรค์ไว้ด้วย สดุดี 91:11 กล่าวว่า “พระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน” และฮีบรู 1:14 บอกเราว่าพระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์มาเป็น “วิญญาณผู้ปรนนิบัติ” เพื่อรับใช้ผู้ที่เชื่อในพระเยซู

ถ้าเรารู้จักพระคริสต์ พระองค์ก็ได้ทรงส่งทูตสวรรค์มาอยู่ใกล้เราเพื่อจะปรนนิบัติเราด้วยเช่นกัน

ชุมชนในพระคริสต์

ทางตอนใต้ของหมู่เกาะบาฮามาสมีผืนดินเล็กๆที่เรียกว่าเกาะเรกเก็ตในศตวรรษที่ 19 เกาะแห่งนี้มีอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่คึกคัก แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวตกต่ำลง ผู้คนจำนวนมากจึงอพยพไปยังเกาะใกล้เคียง ในปี 2016 ขณะที่มีประชากรไม่ถึงแปดสิบคนอาศัยอยู่แต่เกาะก็มีลักษณะเด่นของผู้เชื่อจาก 3 คณะนิกาย กระนั้นผู้คนก็มารวมตัวกันในที่แห่งเดียวเพื่อนมัสการและสามัคคีธรรมกันในแต่ละสัปดาห์ เนื่องจากมีผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่คน ความรู้สึกของความเป็นชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพวกเขา

ผู้คนในคริสตจักรยุคแรกรู้สึกถึงความจำเป็นและความต้องการอย่างยิ่งยวดในการมีชุมชนเช่นกัน พวกเขาตื่นเต้นกับความเชื่อใหม่ที่ก่อร่างขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู แต่ก็รู้ด้วยว่าในทางกายภาพพระองค์ไม่ได้อยู่กับพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาจึงรู้ว่าจำเป็นจะต้องมีกันและกัน พวกเขาอุทิศตัวฟังคำสอนของอัครทูต ร่วมสามัคคีธรรมและรับมหาสนิท (กจ. 2:42) พวกเขารวมตัวกันในบ้านเพื่อนมัสการและร่วมรับประทานอาหารตลอดจนดูแลความต้องการของผู้อื่น มีการบรรยายภาพของคริสตจักรเอาไว้ว่า “คนทั้งปวงที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (4:32) พวกเขาประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงสรรเสริญพระเจ้าอย่างขะมักเขม้น และนำความต้องการของคริสตจักรทูลต่อพระองค์ด้วยการอธิษฐาน

ชุมชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและให้ความช่วยเหลือแก่เรา อย่าพยายามดำเนินชีวิตเพียงลำพัง พระเจ้าจะพัฒนาความรู้สึกมีส่วนร่วมในชุมชนขณะที่คุณแบ่งปันความทุกข์และความสุขของคุณกับผู้อื่น และเข้าใกล้พระองค์ร่วมกัน

การผจญภัย

“ศาสนาคริสต์ไม่เหมาะกับฉัน มันน่าเบื่อ หนึ่งในสิ่งมีค่าที่ฉันยึดถือคือการผจญภัย มันคือชีวิตสำหรับฉัน” เด็กสาวคนหนึ่งบอกกับฉัน ฉันเศร้าใจที่เธอยังไม่ได้รู้จักความสุขและความตื่นเต้นอันเหลือเชื่อที่มาพร้อมกับการติดตามพระเยซู ซึ่งเป็นการผจญภัยที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ฉันเล่าให้เธอฟังด้วยความตื่นเต้นเกี่ยวกับพระเยซูและการค้นพบชีวิตที่แท้จริงในพระองค์

คำพูดเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะอธิบายถึงการผจญภัยไปในการได้รู้จักและเดินกับพระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า แต่ในเอเฟซัสบทที่ 1 อัครทูตเปาโลได้ทำให้เราเห็นภาพเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งแต่ทรงพลังของการมีชีวิตกับพระเยซู พระเจ้าประทานพระพรฝ่ายวิญญาณจากสวรรคสถานแก่เรา (ข้อ 3) ให้บริสุทธิ์และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระเจ้า (ข้อ 4) ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักให้เป็นบุตรในราชวงศ์ของพระเจ้า (ข้อ 5) พระเจ้าทรงอวยพระพรเราด้วยของประทานอย่างเหลือล้นแห่งพระกรุณาและการอภัยโทษบาป (ข้อ 7-8) ให้มีความรู้ถึงความล้ำลึกในพระทัยของพระองค์ (ข้อ 9) และมีเป้าหมายใหม่ในการดำเนินชีวิตคือ “เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์” (ข้อ 12) พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาอยู่ในเราเพื่อประทานฤทธิ์อำนาจและทรงนำเรา (ข้อ 13) และเป็นมัดจำของการมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าตลอดไป (ข้อ 14)

เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในชีวิตของเรา เราค้นพบว่าการได้เรียนรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้นและการติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดคือการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จงแสวงหาพระองค์ในวันนี้และทุกๆวันเพื่อจะมีชีวิตที่แท้จริง

จะมีอะไรที่ดีไปกว่านี้

เอริคได้ยินเรื่องความรักของพระเยซูที่มีต่อเขาเมื่อตอนอายุยี่สิบต้นๆ เขาเริ่มไปคริสตจักรซึ่งที่นั่นเขาได้พบคนที่ช่วยให้เขารู้จักพระคริสต์ดียิ่งขึ้น ไม่นานหลังจากนั้นพี่เลี้ยงของเอริคจึงมอบหมายให้เขาสอนเด็กชายกลุ่มเล็กๆที่คริสตจักร ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาพระเจ้าทรงนำให้เอริคมีใจที่จะช่วยคนหนุ่มสาวที่มีความเสี่ยงในเมืองของเขา ไปเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ และมีน้ำใจไมตรีต่อเพื่อนบ้าน โดยทุกอย่างนี้เพื่อพระเกียรติแด่พระเจ้า ตอนนี้เอริคในวัยห้าสิบปลายๆ ได้เล่าว่าเขารู้สึกขอบพระคุณที่ได้เรียนรู้ถึงการรับใช้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ “ใจของผมท่วมท้นไปด้วยความต้องการที่จะแบ่งปันความหวังที่ผมพบในพระเยซู จะมีอะไรดีไปกว่าการได้รับใช้พระองค์เล่า”

ทิโมธียังเป็นเด็กตอนที่แม่และยายมีอิทธิพลต่อความเชื่อของเขา (2 ทธ.1:5) และเขาน่าจะเพิ่งเริ่มเป็นหนุ่มตอนที่พบกับอัครทูตเปาโล ผู้เห็นศักยภาพในการรับใช้พระเจ้าของทิโมธีและได้เชิญให้เขามาร่วมการเดินทางเพื่อทำพันธกิจ (กจ.16:1-3) เปาโลกลายเป็นพี่เลี้ยงของเขาในงานรับใช้และในการดำเนินชีวิต ท่านหนุนใจทิโมธีให้ศึกษา ให้มีความกล้าเมื่อเผชิญกับคำสอนเท็จ และให้ใช้ความสามารถของเขาเพื่อรับใช้พระเจ้า (1ทธ.4:6-16)

เพราะอะไรเปาโลจึงต้องการให้ทิโมธีสัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้า ท่านเขียนไว้ว่า “เพราะว่าเรามีความหวังใจในพระเจ้าผู้ดำรงพระชนม์ พระผู้ช่วยให้รอดของคนทั้งปวง” (ข้อ 10) พระเยซูทรงเป็นความหวังของเราและเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกนี้ แล้วจะมีอะไรดีไปกว่าการรับใช้พระองค์

อิสรภาพบนเส้นทาง

ในการเล่นเบสบอลแบบมีเสียง ผู้เล่นที่พิการทางสายตาจะฟังเสียงดังติ๊ดๆ จากลูกบอลเพื่อจะรู้ว่าเขาต้องทำอะไรและไปทางไหน ผู้ตีที่มีผ้าปิดตา (เพื่อความเท่าเทียมในระดับของความพิการที่แตกต่างกัน) และพิชเชอร์ที่มองเห็นอยู่ทีมเดียวกัน เมื่อผู้ตีหวดถูกลูกบอลที่มีเสียง เขาจะวิ่งไปทางเบสที่มีเสียงสั่นถี่ๆ ผู้ตีจะต้องออกจากการแข่งขันหากผู้เล่นฝ่ายรับ “เก็บ” บอลไว้ได้ก่อนที่ผู้ตีจะวิ่งไปถึงเบส มิเช่นนั้นคะแนนจะเป็นของผู้ตี ผู้เล่นคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่าส่วนที่ดีที่สุดคือการที่เขารู้สึกถึง “อิสรภาพในการวิ่ง” เพราะเขารู้ว่าทางที่เขาจะวิ่งไปนั้นโล่งและมีทิศทางที่แน่นอน

หนังสืออิสยาห์บอกเราว่าพระเจ้า “ผู้เที่ยงธรรมทรงกระทำให้วิถีของคนชอบธรรมราบรื่น” (26:7) ณ เวลาที่พระธรรมตอนนี้ถูกเขียนขึ้น การเดินทางของชนชาติอิสราเอลไม่ใกล้เคียงกับคำว่าราบรื่นเอาเสียเลย พวกเขาต้องรับการพิพากษาจากพระเจ้าเพราะการไม่เชื่อฟังของเขา อิสยาห์กระตุ้นเตือนพวกเขาให้ดำเนินในความเชื่อและการเชื่อฟัง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยากแต่ราบรื่น การรอคอย “พระนามอันเป็นที่ระลึกของพระองค์” (ข้อ 8) ควรเป็นความปรารถนาของพวกเขา

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราได้รู้จักพระเจ้ามากขึ้นและพัฒนาความไว้วางใจของเราในพระลักษณะอันสัตย์ซื่อของพระองค์เมื่อเราเดินตามวิถีของพระองค์ด้วยการเชื่อฟัง เส้นทางชีวิตของเราอาจไม่ได้ดูหรือรู้สึกราบรื่นเสมอไป แต่เราสามารถเชื่อมั่นเมื่อเราไว้วางใจว่า พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเราและทรงจัดเตรียมหนทางเพื่อเรา เราเองก็สามารถสัมผัสถึงอิสรภาพได้ เมื่อเราวิ่งด้วยการเชื่อฟังไปบนเส้นทางที่ดีที่สุดที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้เพื่อเรา

ใครสมควรได้รับคำยกย่อง

ตั้งแต่บันไดเวียนไปจนถึงห้องนอนที่กว้างขวาง จากพื้นไม้เนื้อแข็งไปจนถึงพรมหนานุ่ม จากห้องซักผ้าขนาดใหญ่ไปจนถึงห้องทำงานที่มีการจัดระเบียบอย่างดี นายหน้าได้เผยให้เห็นบ้านที่เหมาะกับสามีภรรยาวัยหนุ่มสาว พวกเขาชื่นชมความงามในทุกซอกมุมที่เดินไป “คุณเลือกที่ที่ดีที่สุดให้กับเรา บ้านหลังนี้น่าทึ่งมาก!” แล้วนายหน้าจึงตอบในสิ่งที่ฟังดูค่อนข้างแปลกในความคิดของพวกเขาแต่ก็เป็นความจริง “ฉันจะส่งต่อคำชมของคุณไปให้กับผู้สร้างบ้านหลังนี้ ผู้ที่สร้างสมควรได้รับคำยกย่อง ไม่ใช่ตัวบ้านหรือคนที่พามาดู”

คำพูดของนายหน้าสะท้อนคำกล่าวของผู้เขียนฮีบรูที่ว่า “ต้นตระกูลย่อมมีเกียรติมากกว่าครอบครัว” (3:3) ผู้เขียนกำลังเปรียบเทียบความสัตย์ซื่อของพระเยซูพระบุตรของพระเจ้ากับผู้เผยพระวจนะโมเสส (ข้อ 1-6) แม้ว่าโมเสสจะได้รับสิทธิพิเศษให้พูดกับพระเจ้าหน้าต่อหน้าและเห็นสัณฐานของพระองค์ (กดว.12:8) แต่ท่านก็ยังเป็นเพียง “ผู้รับใช้” ในพระนิเวศของพระเจ้า (ฮบ.3:5) พระคริสต์ในฐานะพระผู้สร้าง (1:2,10) สมควรได้รับเกียรติในฐานะ “ผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง” ของพระเจ้า และในฐานะพระบุตร “ที่ทรงอำนาจเหนือชุมชนอันเป็นครอบครัวของพระเจ้า” (3:4,6) ครอบครัวของพระเจ้าก็คือประชากรของพระองค์

เมื่อเรารับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ ขอให้เราตระหนักว่าพระเยซูองค์พระผู้สร้างของพระเจ้าคือผู้ที่ทรงสมควรได้รับเกียรติ คำยกย่องใดๆที่เราซึ่งเป็นครอบครัวของพระเจ้าได้รับนั้นล้วนเป็นของพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา