ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Arthur Jackson

พระองค์ทรงทราบสิ่งที่อยู่ในใจของฉัน

หลังจากลูกค้าคนก่อนหน้าผมทำการชำระเงินที่เครื่องรับชำระด้วยตัวเองของร้านค้าเสร็จ ผมจึงเดินเข้าไปเพื่อสแกนสินค้าของผมต่อ จู่ๆก็มีคนที่ดูท่าทางโกรธมากมาดักหน้าผม ซึ่งผมไม่ทันสังเกตจริงๆว่าเธอเป็นคิวถัดไป เมื่อเห็นว่าผมเป็นฝ่ายผิด ผมจึงกล่าวอย่างจริงใจว่า “ขอโทษครับ” เธอตอบกลับว่า (แม้จะไม่ได้มีเพียงคำเหล่านี้เท่านั้น) “ไม่ คุณไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ!”

คุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่รู้ตัวว่าทำผิดและพยายามแก้ไขให้ถูกต้องแต่กลับถูกปฏิเสธหรือไม่ เป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเลยเมื่อถูกเข้าใจผิดหรือถูกตัดสินแบบผิดๆ และยิ่งคนที่เราทำผิดด้วยหรือทำผิดต่อเราเป็นคนใกล้ชิด มันก็ยิ่งเจ็บปวด เพราะเราคาดหวังว่าพวกเขาจะต้องเข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจของเรา!

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์นำเสนอภาพของผู้ปกครองที่พระเจ้าทรงเจิมตั้งไว้ด้วยพระปัญญาเพื่อการพิพากษาอันสมบูรณ์แบบในอิสยาห์ 11:1-5 “ท่านจะไม่พิพากษาตามซึ่งตาท่านเห็น หรือตัดสินตามซึ่งหูท่านได้ยิน แต่ท่านจะพิพากษาคนจนด้วยความชอบธรรม และตัดสินเผื่อผู้มีใจถ่อมแห่งแผ่นดินโลกด้วยความเที่ยงธรรม” (ข้อ 3-4) สิ่งนี้ได้สำเร็จลงในชีวิตและพระราชกิจของพระเยซู แม้ความบาปและความอ่อนแอจะทำให้เราไม่สามารถทำสิ่งที่ถูกต้องได้เสมอไป แต่เราเชื่อมั่นได้ว่าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ผู้ทรงเห็นและทรงรู้ทุกสิ่ง ทรงรู้จักเราอย่างดีและทรงตัดสินเราอย่างชอบธรรม

อธิษฐานลงลึกในช่วงเวลามืดมน

“ฉันเคยมีช่วงเวลาที่มืดมน” คำพูดนี้ถ่ายทอดความทุกข์ทรมานใจของหญิงผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งในช่วงที่มีโรคระบาดใหญ่โควิด 19 การต้องปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตใหม่เป็นหนึ่งในความท้าทายของเธอ และในความสับสนวุ่นวาย เธอยอมรับว่าเธอต่อสู้กับความคิดที่จะฆ่าตัวตาย เธอหลุดพ้นจากการจมดิ่งซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการได้เล่าปัญหาให้เพื่อนที่ห่วงใยเธอฟัง

เราทุกคนต่างหวั่นไหวกับชั่วโมง วัน และฤดูกาลที่สับสนว้าวุ่น หุบเขาและความยากลำบากไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การออกจากสิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเรื่องท้าทาย การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตบางครั้งก็เป็นสิ่งจำเป็น

ในสดุดี 143 เราได้ยินและได้รับการสอนจากคำอธิษฐานของดาวิดในช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของท่าน เราไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คำอธิษฐานของท่านต่อพระเจ้านั้นตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยความหวัง “​ศัตรูไล่กวดข้าพระองค์ มันขยี้ชีวิตข้าพระองค์ลงถึงดิน มันได้กระทำให้ข้าพระองค์นั่งในที่มืดเหมือนคนที่ตายนานแล้ว เพราะฉะนั้นใจของข้าพระองค์อ่อนระอาอยู่ในข้าพระองค์ จิตใจภายในข้าพระองค์ก็กลัวลาน” (ข้อ 3-4) สำหรับผู้เชื่อในพระเยซูการยอมรับกับตนเอง กับเพื่อน หรือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตัวเรานั้นไม่พอ เราต้องเข้ามาหาพระเจ้าอย่างกระตือรือร้น (ทั้งความคิดและทุกอย่าง) ด้วยคำอธิษฐานที่มีการวิงวอนเช่นเดียวกับที่พบในสดุดี 143:7-10 ช่วงเวลาแห่งความมืดมนของเราอาจเป็นช่วงเวลาแห่งการอธิษฐานลงลึกเพื่อแสวงหาแสงสว่างและชีวิตที่มีพระเจ้าเท่านั้นจะประทานให้ได้

ชื่นชมยินดีที่บ้านของไซม่อน

ผมไม่เคยลืมการเดินทางไปบ้านของไซม่อน ภายใต้ท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยดวงดาวในเมืองยาฮูรูรู ประเทศเคนย่า เราเดินทางไปบ้านหลังน้อยของเขาเพื่อทานอาหารเย็น พื้นดินและแสงตะเกียงสะท้อนถึงการใช้ชีวิตอย่างอัตคัดของเขา ผมจำไม่ได้ว่าอาหารมื้อนั้นคืออะไร แต่สิ่งที่ผมไม่อาจลืมคือความชื่นชมยินดีของไซม่อนที่เราไปเป็นแขกของเขา การต้อนรับด้วยน้ำใจไมตรีของเขานั้นเป็นเหมือนกับพระเยซู คือไม่เห็นแก่ตัว สัมผัสชีวิต และนำความปีติยินดีมาให้

ใน 1 โครินธ์ 16:15-18 เปาโลเอ่ยถึงครอบครัวหนึ่ง คือครอบครัวของสเทฟานัส (ข้อ 15) ซึ่งมีชื่อเสียงในการปรนนิบัติ พวกเขา “ได้ถวายตัวไว้ในการปรนนิบัติธรรมิกชนทั้งปวง” (ข้อ 15) แม้การปรนนิบัติโดยรวมของพวกเขาจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้ (ข้อ 17) แต่ผลที่ตามมาเป็นสิ่งที่เปาโลเขียนว่า “เขาทำให้จิตใจของข้าพเจ้า และใจท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี” (ข้อ 18)

เมื่อเรามีโอกาสแบ่งปันกับผู้อื่น เรามักจะสนใจให้ความสำคัญกับเรื่องอาหาร สภาพแวดล้อม และสิ่งต่างๆให้เหมาะกับวาระโอกาสนั้นๆ แต่บางครั้งเราก็ลืมไปว่า แม้ “สิ่งใด” และ “ที่ใด” จะสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด มื้ออาหารที่น่าจดจำนั้นยอดเยี่ยมและบรรยากาศอันรื่นรมย์ก็มีส่วน แต่อาหารมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถบำรุงเลี้ยงและเสริมสร้างกำลังใจได้อย่างเต็มที่ ความชื่นชมยินดีที่แท้จริงมาจากพระเจ้าและเป็นเรื่องของจิตใจ มันสามารถส่งไปถึงใจของผู้อื่น และยังคงหล่อเลี้ยงจิตใจได้ต่อเนื่องยาวนานแม้มื้ออาหารจะสิ้นสุดลงแล้ว

รู้สึกใช้การไม่ได้

เมื่อวอร์เรนพูดระหว่างการประชุมทีมพันธกิจประจำสัปดาห์ว่าเขา “รู้สึกใช้การไม่ได้” ผมสัมผัสได้ว่าเขาหมายถึงความท้าทายทางกายภาพเนื่องจากความชราและปัญหาสุขภาพ สำหรับวอร์เรนและภรรยาซึ่งวัย 60 ปลายๆทั้งคู่ ปี 2020 เป็นปีแห่งการไปหาหมอ เข้ารับการผ่าตัด และจัดบ้านให้เหมาะกับการรักษาตัวที่บ้าน พวกเขาเลยวัยอันรุ่งโรจน์แห่งชีวิตมาแล้วและกำลังสัมผัสถึงความรู้สึกนั้น

คนเราไม่ต้องมีชีวิตยืนยาวก่อนจะสัมผัสได้ถึงความไม่สมบูรณ์พร้อม ไม่ดีพอ และความอ่อนแอของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และในฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าในสถานะของพระเยซูพระบุตรได้ทรงก้าวเข้ามาในโลกอันเสื่อมทรามของเรา และทรงห่วงใยดูแลผู้ที่ประสบกับความทุกข์ยากของการเป็นมนุษย์ (สดด.103:13) ยิ่งไปกว่านั้นดาวิดบันทึกไว้ว่า “​พระ​องค์​ทรง​ทราบ​โครง​ร่าง​ของ​เรา ​พระ​องค์​ทรง​ระลึก​ว่า​เรา​เป็น​แต่​ผง​คลี” (ข้อ 14) คำว่า ผงคลี ทำให้เราย้อนไปดูในปฐมกาล “​พระ​เจ้า​ทรง​ปั้น​มนุษย์​ด้วย​ผง​คลี​ดิน ระบาย​ลมปราณ​เข้า​ทาง​จมูก มนุษย์​จึง​เป็น​ผู้​มี​ชีวิต” (2:7)

คุณรู้สึกใช้การไม่ได้หรือไม่ ขอต้อนรับสู่ความเป็นจริงของชีวิตในโลก อย่างไรก็ตามเราต้องจำไว้ว่า ในยามที่เรารู้สึกเปราะบางที่สุดนั้น เราไม่ได้ถูกทิ้งไว้ตามลำพัง พระเจ้าผู้ทรงเมตตา “ทรงทราบ” และ “ทรงระลึก” ถึง พระองค์สำแดงความรักต่อเราด้วยการส่งพระบุตรมาเพื่อประทานอภัยให้คนเดินดินเช่นคุณและผม ไม่ว่าชีวิตจะนำเราไปพบกับอะไร ขอให้เราเชื่อวางใจในพระองค์

อุ้งพระหัตถ์ที่ปลอดภัย

ชีวิตของดั๊ก เมอร์คีย์เป็นเหมือนกับเกลียวเชือกที่กำลังขาดลงทีละเส้น “แม่ของผมพ่ายแพ้ให้กับโรคมะเร็งที่เธอต่อสู้มายาวนาน ความสัมพันธ์กับคนรักที่คบกันมานานได้พังทลายลง สถานะการเงินที่ย่ำแย่ อาชีพการงานที่ดูไร้อนาคต...ความมืดมิดทางอารมณ์และจิตวิญญาณภายในและรอบตัวผมนั้นฝังลึก ทำให้ผมอ่อนกำลังและดูเหมือนจะก้าวผ่านมันไปไม่ได้” ดั๊กผู้เป็นศิษยาภิบาลและประติมากรได้บันทึกไว้ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้รวมเข้ากับการใช้ชีวิตในห้องใต้หลังคาที่คับแคบ ได้กลายเป็นที่มาของประติมากรรมชื่อที่หลบภัยของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอุ้งพระหัตถ์อันแข็งแรงและมีรอยตะปูของพระคริสต์ที่โอบอุ้มเราไว้เหมือนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย

ดั๊กอธิบายถึงรูปแบบงานศิลปะของเขาว่า “ประติมากรรมชิ้นนี้คือการเชื้อเชิญของพระคริสต์ให้เราเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพระองค์” ดาวิดเขียนสดุดี 32 ในฐานะผู้ที่ได้พบที่ปลอดภัยอันสูงสุด นั่นคือในพระเจ้า พระองค์ประทานการอภัยโทษจากบาปให้กับเรา (ข้อ 1-5) และหนุนใจให้เราอธิษฐานในท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย (ข้อ 6) ในข้อ 7 ผู้เขียนสดุดีประกาศความไว้วางใจในพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเป็นที่ซ่อนของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสงวนข้าพระองค์ไว้จากความยากลำบาก พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์ไว้ด้วยเพลงฉลองการช่วยกู้”

เมื่อมีปัญหาคุณหันไปทางใด เป็นการดีที่ได้รู้ว่าเมื่อเชือกที่เปราะบางแห่งการดำรงอยู่บนโลกนี้ของเรากำลังจะขาดลง เราสามารถวิ่งไปหาพระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมความปลอดภัยนิรันดร์ผ่านราชกิจแห่งการยกโทษของพระเยซูได้

แก้ปัญหาอย่างทันท่วงที

ความบาดหมางที่ไม่ได้รับการแก้ไขระหว่างไซม่อนและเจฟฟรี่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี และความพยายามของไซม่อนที่จะคืนดีก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด เมื่อทราบข่าวว่าแม่ของเจฟฟรี่เสียชีวิต ไซม่อนจึงเดินทางไปยัง “ชนบท” ของเคนย่าเพื่อเข้าร่วมพิธีศพ ไซม่อนนึกทบทวนถึงการพบกันของพวกเขาว่า “ผมไม่ได้คาดหวังเลยว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นไปอย่างไร [แต่] หลังจากเสร็จพิธีเราได้เปิดใจคุยกัน เราสวมกอดกัน ใช้เวลาด้วยกัน อธิษฐานร่วมกัน และนัดเจอกันอีกครั้ง” หากไซม่อนและเจฟฟรี่คืนดีกันเร็วกว่านี้ พวกเขาคงไม่ต้องเจ็บปวดมากมายถึงเพียงนี้

พระดำรัสของพระเยซูในมัทธิว 5:21-26 ช่วยให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของความสัมพันธ์อันตึงเครียดที่ไม่ได้รับการแก้ไข ความโกรธที่นำไปสู่ความแตกแยกนั้นเป็นเรื่องร้ายแรง (ข้อ 22) ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการกับความสัมพันธ์อย่างเหมาะสมคือการเริ่มต้นที่ถูกต้องในการนมัสการพระเจ้า (ข้อ 23-24) ถ้อยคำแห่งสติปัญญาของพระเยซูในเรื่องการ “ปรองดองกับคู่ความโดยเร็ว” (ข้อ 25) ย้ำเตือนเราว่า ยิ่งเราพยายามคืนดีกับคู่กรณีได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นผลดีกับทุกฝ่าย

ความสัมพันธ์นั่นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงและต้องใช้ความพยายาม ทั้งในครอบครัวของเรา ในที่ทำงาน ในสถานศึกษาและท่ามกลางผู้เชื่อในพระคริสต์ แต่ในฐานะตัวแทนของพระองค์ผู้ทรงเป็น “องค์สันติราช” (อสย.9: 6) ขอให้เราพยายามที่จะเปิดใจและยื่นมือออกไปหาคนที่ยังคงมีความขัดแย้งกับเรา

ความเชื่ออันกล้าหาญ

หลังจากที่เครื่องบินของเพร็ม พราดฮาน (1924-1998) ถูกยิงตกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาบาดเจ็บจากการกระโดดร่มเพื่อรักษาชีวิต ส่งผลให้ต้องเดินกะเผลกไปตลอดชีวิต เขาเคยพูดว่า “ผมมีขากะเผลก ไม่แปลกหรือที่พระเจ้าทรงเรียกให้ [ผม] ไปประกาศข่าวประเสริฐในเทือกเขาหิมาลัย” เขาเทศนาในเนปาลและต้องเจอกับการต่อต้านซึ่งรวมถึงการถูกขังใน “คุกใต้ดินแห่งความตาย” ซึ่งนักโทษต้องเจอกับสภาพอันเลวร้าย ตลอดเวลาสิบห้าปี เพร็มใช้เวลาสิบปีในคุกสิบสี่แห่ง ผลจากการเป็นพยานอย่างกล้าหาญของเขาได้เปลี่ยนแปลงหลายชีวิตเพื่อพระคริสต์ ซึ่งรวมถึงผู้คุมและนักโทษที่นำเอาข่าวประเสริฐของพระเยซูไปถึงคนของพวกเขา

อัครทูตเปโตรเผชิญกับการต่อต้านเพราะความเชื่อในพระเยซูและเพราะพระเจ้าทรงใช้ท่านให้รักษา “คนง่อย” (กจ.4:9 TNCV) แต่ท่านใช้โอกาสนี้พูดถึงพระคริสต์อย่างกล้าหาญ (ข้อ 8-13)

ในวันนี้เราเองก็อาจเจอกับการต่อต้าน เช่นเดียวกับเปโตร (ข้อ 3) แต่เรามีสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนนักเรียน และผู้คนที่เรารู้จักที่จำเป็นต้องได้ยินถึงพระองค์ผู้ประทาน “ความรอด” (ข้อ 12) ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของเรา และฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อพิสูจน์ถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการอภัยของพระองค์ (ข้อ 10) ขอให้พวกเขาได้ยินเมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐแห่งความรอดที่พบในพระเยซูนี้ด้วยใจอธิษฐานและความกล้าหาญ

ป้ายชื่อพระเยซู

“ลูกพ่อไม่มีอะไรมากมายที่จะให้กับลูก แต่พ่อมีชื่อเสียงที่ดี จงอย่าทำลายมัน” เป็นคำพูดที่ชาญฉลาดและหนักแน่นของจอห์นนี่ เบททิส ที่พูดกับเจโรมลูกชายของเขาขณะจากบ้านเพื่อไปเรียนที่วิทยาลัย เจโรมยกคำพูดของพ่อมากล่าวในสุนทรพจน์ในงานต้อนรับเข้าสู่หอเกียรติยศนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล คำพูดชาญฉลาดที่เจโรมจดจำและมีอิทธิพลในตลอดชีวิตของเขา จนทำให้เขากล่าวย้ำด้วยประโยคที่คล้ายคลึงกันกับลูกชายของเขาว่า “ลูก ไม่มีอะไรที่พ่อให้จะสำคัญมากไปกว่าชื่อเสียงที่ดีของพวกเรา”

การมีชื่อเสียงดีเป็นเรื่องสำคัญของผู้เชื่อในพระเยซู คำพูดของเปาโลในพระธรรมโคโลสี 3:12-17 เตือนให้เรารู้ว่าเราเป็นตัวแทนของใคร (ข้อ 17) อุป-นิสัยเป็นเหมือนเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ และพระธรรมตอนนี้บอกว่าเรากำลังแขวน “ป้ายชื่อพระเยซู” บนเสื้อผ้าของเรา “ในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้...จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน...จงยกโทษให้กันและกัน...แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด” (ข้อ 12-14) นี่ไม่ใช่เพียง “เสื้อผ้าสำหรับวันอาทิตย์” เราต้องสวมเสื้อผ้านี้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อพระเจ้าทรงทำงานในเราเพื่อสะท้อนถึงพระองค์ เมื่อชีวิตของเรามีคุณลักษณะนิสัยเหล่านี้ เราแสดงให้เห็นถึงพระนามของพระองค์ที่อยู่ในเรา

ให้เราขะมักเขม้นอธิษฐานและระมัดระวังในการสำแดงให้เห็นถึงพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงประทานสิ่งที่จำเป็นแก่เรา

ศึกษาพระคัมภีร์

ในผลงานชิ้นเอกเรื่อง รู้จักพระเจ้า ของเจ.ไอ.แพคเกอร์ (1926-2020) กล่าวถึงผู้เชื่อในพระคริสต์สี่คนซึ่งเป็นที่รู้จัก เขาเรียกคนเหล่านั้นว่า “ผู้ทำงานหนักเพื่อพระคัมภีร์” ไม่ใช่ทุกคนเป็นผู้รอบรู้ที่ได้รับการอบรม แต่แต่ละคนฝึกฝนอย่างตั้งใจเพื่อจะรู้จักพระเจ้า โดยค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งเหมือนตัวบีเวอร์ที่ขุดและกัดแทะต้นไม้เพื่อเปิดทาง แพคเกอร์ให้ข้อสังเกตอีกว่าการรู้จักพระเจ้าผ่านการศึกษาพระคัมภีร์ไม่ใช่สำหรับนักวิชาการเท่านั้น “คนธรรมดาที่อ่านพระคัมภีร์และฟังคำเทศนาซึ่งเป็นผู้ที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะพัฒนาความสนิทสนมกับพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเขาได้ลึกซึ้งกว่านักวิชาการผู้คร่ำเคร่ง ที่พอใจเพียงความถูกต้องในหลักศาสนศาสตร์เท่านั้น”

น่าเสียดายว่าไม่ใช่ทุกคนที่ศึกษาพระคัมภีร์จะทำเช่นนั้นด้วยความถ่อมใจ โดยมีเป้าหมายที่จะรู้จักพระผู้ช่วยให้รอดให้ดีขึ้นและเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น ในยุคของพระเยซูมีคนมากมายที่อ่านพันธสัญญาเดิม แต่กลับไม่รู้จักบุคคลที่พระคัมภีร์กล่าวถึง “ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยน.5:39-40)

คุณเคยรู้สึกสับสนในขณะที่อ่านพระคัมภีร์บ้างหรือไม่ หรือคุณเคยเลิกศึกษาพระคัมภีร์ไหม “ผู้ทำงานหนัก” เพื่อพระคัมภีร์เป็นมากกว่าผู้อ่านพระคัมภีร์ พวกเขาอธิษฐานอย่างจริงใจและค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างตั้งใจ เพื่อเปิดตาและใจของเขาให้เห็นความรักของพระเยซูซึ่งเป็นผู้ที่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยให้เรารู้จัก

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา