ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Arthur Jackson

แก้ปัญหาอย่างทันท่วงที

ความบาดหมางที่ไม่ได้รับการแก้ไขระหว่างไซม่อนและเจฟฟรี่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี และความพยายามของไซม่อนที่จะคืนดีก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด เมื่อทราบข่าวว่าแม่ของเจฟฟรี่เสียชีวิต ไซม่อนจึงเดินทางไปยัง “ชนบท” ของเคนย่าเพื่อเข้าร่วมพิธีศพ ไซม่อนนึกทบทวนถึงการพบกันของพวกเขาว่า “ผมไม่ได้คาดหวังเลยว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นไปอย่างไร [แต่] หลังจากเสร็จพิธีเราได้เปิดใจคุยกัน เราสวมกอดกัน ใช้เวลาด้วยกัน อธิษฐานร่วมกัน และนัดเจอกันอีกครั้ง” หากไซม่อนและเจฟฟรี่คืนดีกันเร็วกว่านี้ พวกเขาคงไม่ต้องเจ็บปวดมากมายถึงเพียงนี้

พระดำรัสของพระเยซูในมัทธิว 5:21-26 ช่วยให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของความสัมพันธ์อันตึงเครียดที่ไม่ได้รับการแก้ไข ความโกรธที่นำไปสู่ความแตกแยกนั้นเป็นเรื่องร้ายแรง (ข้อ 22) ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการกับความสัมพันธ์อย่างเหมาะสมคือการเริ่มต้นที่ถูกต้องในการนมัสการพระเจ้า (ข้อ 23-24) ถ้อยคำแห่งสติปัญญาของพระเยซูในเรื่องการ “ปรองดองกับคู่ความโดยเร็ว” (ข้อ 25) ย้ำเตือนเราว่า ยิ่งเราพยายามคืนดีกับคู่กรณีได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นผลดีกับทุกฝ่าย

ความสัมพันธ์นั่นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงและต้องใช้ความพยายาม ทั้งในครอบครัวของเรา ในที่ทำงาน ในสถานศึกษาและท่ามกลางผู้เชื่อในพระคริสต์ แต่ในฐานะตัวแทนของพระองค์ผู้ทรงเป็น “องค์สันติราช” (อสย.9: 6) ขอให้เราพยายามที่จะเปิดใจและยื่นมือออกไปหาคนที่ยังคงมีความขัดแย้งกับเรา

ความเชื่ออันกล้าหาญ

หลังจากที่เครื่องบินของเพร็ม พราดฮาน (1924-1998) ถูกยิงตกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาบาดเจ็บจากการกระโดดร่มเพื่อรักษาชีวิต ส่งผลให้ต้องเดินกะเผลกไปตลอดชีวิต เขาเคยพูดว่า “ผมมีขากะเผลก ไม่แปลกหรือที่พระเจ้าทรงเรียกให้ [ผม] ไปประกาศข่าวประเสริฐในเทือกเขาหิมาลัย” เขาเทศนาในเนปาลและต้องเจอกับการต่อต้านซึ่งรวมถึงการถูกขังใน “คุกใต้ดินแห่งความตาย” ซึ่งนักโทษต้องเจอกับสภาพอันเลวร้าย ตลอดเวลาสิบห้าปี เพร็มใช้เวลาสิบปีในคุกสิบสี่แห่ง ผลจากการเป็นพยานอย่างกล้าหาญของเขาได้เปลี่ยนแปลงหลายชีวิตเพื่อพระคริสต์ ซึ่งรวมถึงผู้คุมและนักโทษที่นำเอาข่าวประเสริฐของพระเยซูไปถึงคนของพวกเขา

อัครทูตเปโตรเผชิญกับการต่อต้านเพราะความเชื่อในพระเยซูและเพราะพระเจ้าทรงใช้ท่านให้รักษา “คนง่อย” (กจ.4:9 TNCV) แต่ท่านใช้โอกาสนี้พูดถึงพระคริสต์อย่างกล้าหาญ (ข้อ 8-13)

ในวันนี้เราเองก็อาจเจอกับการต่อต้าน เช่นเดียวกับเปโตร (ข้อ 3) แต่เรามีสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนนักเรียน และผู้คนที่เรารู้จักที่จำเป็นต้องได้ยินถึงพระองค์ผู้ประทาน “ความรอด” (ข้อ 12) ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของเรา และฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อพิสูจน์ถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการอภัยของพระองค์ (ข้อ 10) ขอให้พวกเขาได้ยินเมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐแห่งความรอดที่พบในพระเยซูนี้ด้วยใจอธิษฐานและความกล้าหาญ

ป้ายชื่อพระเยซู

“ลูกพ่อไม่มีอะไรมากมายที่จะให้กับลูก แต่พ่อมีชื่อเสียงที่ดี จงอย่าทำลายมัน” เป็นคำพูดที่ชาญฉลาดและหนักแน่นของจอห์นนี่ เบททิส ที่พูดกับเจโรมลูกชายของเขาขณะจากบ้านเพื่อไปเรียนที่วิทยาลัย เจโรมยกคำพูดของพ่อมากล่าวในสุนทรพจน์ในงานต้อนรับเข้าสู่หอเกียรติยศนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล คำพูดชาญฉลาดที่เจโรมจดจำและมีอิทธิพลในตลอดชีวิตของเขา จนทำให้เขากล่าวย้ำด้วยประโยคที่คล้ายคลึงกันกับลูกชายของเขาว่า “ลูก ไม่มีอะไรที่พ่อให้จะสำคัญมากไปกว่าชื่อเสียงที่ดีของพวกเรา”

การมีชื่อเสียงดีเป็นเรื่องสำคัญของผู้เชื่อในพระเยซู คำพูดของเปาโลในพระธรรมโคโลสี 3:12-17 เตือนให้เรารู้ว่าเราเป็นตัวแทนของใคร (ข้อ 17) อุป-นิสัยเป็นเหมือนเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ และพระธรรมตอนนี้บอกว่าเรากำลังแขวน “ป้ายชื่อพระเยซู” บนเสื้อผ้าของเรา “ในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้...จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน...จงยกโทษให้กันและกัน...แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด” (ข้อ 12-14) นี่ไม่ใช่เพียง “เสื้อผ้าสำหรับวันอาทิตย์” เราต้องสวมเสื้อผ้านี้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อพระเจ้าทรงทำงานในเราเพื่อสะท้อนถึงพระองค์ เมื่อชีวิตของเรามีคุณลักษณะนิสัยเหล่านี้ เราแสดงให้เห็นถึงพระนามของพระองค์ที่อยู่ในเรา

ให้เราขะมักเขม้นอธิษฐานและระมัดระวังในการสำแดงให้เห็นถึงพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงประทานสิ่งที่จำเป็นแก่เรา

ศึกษาพระคัมภีร์

ในผลงานชิ้นเอกเรื่อง รู้จักพระเจ้า ของเจ.ไอ.แพคเกอร์ (1926-2020) กล่าวถึงผู้เชื่อในพระคริสต์สี่คนซึ่งเป็นที่รู้จัก เขาเรียกคนเหล่านั้นว่า “ผู้ทำงานหนักเพื่อพระคัมภีร์” ไม่ใช่ทุกคนเป็นผู้รอบรู้ที่ได้รับการอบรม แต่แต่ละคนฝึกฝนอย่างตั้งใจเพื่อจะรู้จักพระเจ้า โดยค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งเหมือนตัวบีเวอร์ที่ขุดและกัดแทะต้นไม้เพื่อเปิดทาง แพคเกอร์ให้ข้อสังเกตอีกว่าการรู้จักพระเจ้าผ่านการศึกษาพระคัมภีร์ไม่ใช่สำหรับนักวิชาการเท่านั้น “คนธรรมดาที่อ่านพระคัมภีร์และฟังคำเทศนาซึ่งเป็นผู้ที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะพัฒนาความสนิทสนมกับพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเขาได้ลึกซึ้งกว่านักวิชาการผู้คร่ำเคร่ง ที่พอใจเพียงความถูกต้องในหลักศาสนศาสตร์เท่านั้น”

น่าเสียดายว่าไม่ใช่ทุกคนที่ศึกษาพระคัมภีร์จะทำเช่นนั้นด้วยความถ่อมใจ โดยมีเป้าหมายที่จะรู้จักพระผู้ช่วยให้รอดให้ดีขึ้นและเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น ในยุคของพระเยซูมีคนมากมายที่อ่านพันธสัญญาเดิม แต่กลับไม่รู้จักบุคคลที่พระคัมภีร์กล่าวถึง “ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยน.5:39-40)

คุณเคยรู้สึกสับสนในขณะที่อ่านพระคัมภีร์บ้างหรือไม่ หรือคุณเคยเลิกศึกษาพระคัมภีร์ไหม “ผู้ทำงานหนัก” เพื่อพระคัมภีร์เป็นมากกว่าผู้อ่านพระคัมภีร์ พวกเขาอธิษฐานอย่างจริงใจและค้นคว้าพระคัมภีร์อย่างตั้งใจ เพื่อเปิดตาและใจของเขาให้เห็นความรักของพระเยซูซึ่งเป็นผู้ที่พระคัมภีร์ได้เปิดเผยให้เรารู้จัก

มามือเปล่า

โรเบิร์ตรู้สึกอายเมื่อเขาไปร่วมรับประทานอาหารเช้าและพบว่าเขาลืมเอากระเป๋าเงินมา เรื่องนี้กวนใจจนถึงจุดที่เขาคิดว่าควรจะรับประทานอาหารหรือไม่ หรือสั่งแค่เครื่องดื่ม หลังจากที่เพื่อนพูดเกลี้ยกล่อม เขาก็คลายกังวล เขาและเพื่อนมีความสุขกับมื้ออาหารและเพื่อนจ่ายเงินให้เขาด้วยความเต็มใจ

คุณอาจเคยอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกหรือสถานการณ์อื่นที่ทำให้คุณอึดอัดเช่นนี้ การอยากรับผิดชอบด้วยตัวเองเป็นเรื่องปกติ แต่ในบางโอกาสเราต้องถ่อมใจยอมรับน้ำใจที่ถูกหยิบยื่นให้

การตอบแทนอาจเป็นสิ่งที่บุตรชายคนน้องคิดในลูกา 15:17-24 เมื่อเขาคิดถึงสิ่งที่จะพูดกับพ่อ “ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของท่านต่อไป ขอท่านให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างของท่านคนหนึ่งเถิด” (ข้อ 19) ลูกจ้างหรือ พ่อของเขาจะไม่ทำอย่างนั้นแน่! ในสายตาของพ่อนั้น เขาคือลูกชายสุดที่รักที่กลับมาบ้าน เขาจึงได้พบกับอ้อมกอดและจุบแห่งความรัก (ข้อ 20) ช่างเป็นภาพของข่าวประเสริฐที่ยิ่งใหญ่! สิ่งนี้ย้ำเตือนเราว่า โดยการทรงสิ้นพระชนม์นั้นพระเยซูได้สำแดงถึงพระบิดาแห่งความรักผู้ทรงอ้าแขนต้อนรับลูกที่มามือเปล่าด้วยความเต็มใจ ผู้ประพันธ์เพลงนมัสการท่านหนึ่งบรรยายไว้ว่า “ข้าไม่มีอะไรติดมา รู้สึกอายเมื่อพึ่งกางเขน”

เมื่อเราไม่เข้าใจ

“ผมไม่เข้าใจแผนการของพระองค์ ผมมอบทั้งชีวิตให้กับพระองค์ แล้วสิ่งนี้กลับเกิดกับผม!” นี่เป็นข้อความที่ลูกชายส่งให้กับแม่ของเขาเมื่อความฝันที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นนักกีฬาอาชีพต้องเปลี่ยนทิศทางชั่วคราว มีใครในพวกเราบ้างที่ไม่เคยประสบกับสิ่งที่ไม่คาดคิด หรือความผิดหวังที่ทำให้ความคิดของเราเตลิดไปกับความตื่นตระหนกและคำถาม ไม่ว่าจะคนในครอบครัวตัดการสื่อสารโดยไม่มีคำอธิบาย สุขภาพที่ดีกลับแย่ลง บริษัทย้ายสถานที่ประกอบการโดยไม่คาดคิด มีอุบัติเหตุที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเกิดขึ้น

พระธรรมโยบ 1-2 ได้บันทึกโศกนาฏกรรมและความสูญเสียของโยบ พูดแบบคนทั่วไป คือหากจะมีใครสักคนที่สมควรจะมีชีวิตที่ปราศจากปัญหาแล้ว คนนั้นก็คือโยบ “ชายคนนั้นเป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย” (โยบ 1:1) แต่ชีวิตไม่เป็นไปตามที่เราต้องการเสมอไป ชีวิตของโยบและของเราก็เช่นกัน เมื่อภรรยาของท่านแนะนำท่านให้ “แช่งพระเจ้าและตายเสียเถอะ” (2:9) สิ่งที่โยบพูดกับภรรยาเต็มไปด้วยสติปัญญา ให้ความรู้และเหมาะกับเราด้วยเมื่อมีเรื่องต่างๆเกิดขึ้นไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ซึ่งเราไม่อยากเผชิญ “‘เราจะรับสิ่งดีจากพระหัตถ์ของพระเจ้า และจะไม่รับของไม่ดีบ้างหรือ’ ในเหตุการณ์นี้ทั้งสิ้น โยบมิได้กระทำผิดด้วยริมฝีปากของตน” (ข้อ 10)

โดยพระกำลังของพระเจ้า ขอให้เรายังคงไว้วางใจและยำเกรงในพระองค์ แม้เราจะไม่เข้าใจว่าพระองค์ทรงกำลังทำงานในท่ามกลางความยากลำบากของชีวิตเราอย่างไร

ไม่ถูกลืม

“ลุงอาเธอร์ ลุงจำวันที่พาผมไปร้านตัดผมกับซูเปอร์มาร์เก็ตได้ไหมครับผมใส่กางเกงสีกากี เสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีฟ้า เสื้อไหมพรมสีน้ำเงิน ถุงเท้ากับรองเท้าร็อกพอร์ตสีน้ำตาล วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม ปี 2016” จาเร็ดหลานชายที่มีภาวะออทิสติกของผมได้รับสิ่งชดเชยเป็นความทรงจำอันมหัศจรรย์ ที่เขาสามารถจดจำรายละเอียดของวันเวลาและเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ได้แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปนานหลายปี

เพราะความผิดปกติของจาเร็ด เขาจึงได้ครอบครองความทรงจำที่เตือนผมถึงพระเจ้าผู้ทรงรอบรู้และเปี่ยมด้วยความรัก ผู้ทรงควบคุมเวลาและนิรันดร์กาลพระองค์ทรงทราบข้อเท็จจริงทุกอย่าง และไม่เคยลืมพระสัญญาหรือประชากรของพระองค์ คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่าพระเจ้าทรงลืมคุณไปหรือยัง เมื่อคนอื่นดูเหมือนจะแข็งแรง มีความสุข และประสบความสำเร็จมากกว่าคุณ

สถานการณ์ที่ไม่เป็นตามคาดของอิสราเอลในยุคโบราณทำให้พวกเขาพูดว่า “พระเจ้าได้ทรงละทิ้งข้าพเจ้าแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทรงลืมข้าพเจ้าเสียแล้ว” (อสย.49:14) แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงเป็นเช่นนั้น พระเมตตาและความห่วงใยของพระองค์มีมากกว่าความรักความผูกพันตามธรรมชาติที่แม่มีต่อลูก (ข้อ 15) ก่อนที่จะพูดว่าพระเจ้าทรง “ละทิ้ง” หรือ “ทรงลืม” ให้เราทบทวนอีกครั้งถึงสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำผ่านพระเยซูพระบุตรของพระองค์ ในพระกิตติคุณที่นำการยกโทษมาให้เรา พระเจ้าตรัสอย่างชัดเจนว่า “เราก็จะไม่ลืมเจ้า” (ข้อ 15)

อคติและการให้อภัย

หลังจากฟังคำเทศนาเรื่องการแก้ไขความอยุติธรรม สมาชิกคริสตจักรคนหนึ่งร้องไห้เข้ามาหาศิษยาภิบาล ขอให้ยกโทษและสารภาพว่าเพราะเขามีอคติจึงไม่ได้ลงคะแนนสนับสนุนให้เชิญผู้รับใช้ผิวสีมาเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักร “ผมต้องการให้คุณยกโทษให้ผมจริงๆ ผมไม่อยากให้อคติไร้สาระและการเหยียดเชื้อชาติส่งต่อไปยังลูกๆของผม ผมไม่ได้ลงคะแนนให้คุณและผมทำผิดไปแล้ว” น้ำตาและคำสารภาพของเขาได้พบกับน้ำตาและการให้อภัยจากผู้รับใช้ สัปดาห์ต่อมา ทั้งคริสตจักรต่างชื่นชมยินดีเมื่อได้ยินคำพยานของชายคนนั้น ถึงวิธีการที่พระเจ้าทรงทำงานในใจของเขา

แม้แต่เปโตรผู้เป็นสาวกของพระเยซูและหัวหน้าผู้นำในคริสตจักรยุคแรก ก็ยังต้องรับการแก้ไขเพราะอคติที่มีต่อคนที่ไม่ใช่ยิว การกินและดื่มร่วมกับคนต่างชาติ (ที่ถูกมองว่ามีมลทิน) เป็นการละเมิดข้อห้ามทางสังคมและศาสนา เปโตรกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายทราบแล้วว่า คนชาติยิวนั้นจะคบให้สนิทกับคนต่างชาติหรือเข้าเยี่ยมก็เป็นที่ห้าม” (กจ.10:28) ต้องใช้การกระทำกิจอันเหนือธรรมชาติของพระเจ้า (ข้อ 9-23) เพื่อทำให้เปโตรตระหนักว่า ท่าน “ไม่ควรเรียกคนหนึ่งคนใดว่าเป็นที่ห้ามหรือมลทิน” (ข้อ 28)

พระเจ้ายังคงทำงานในใจมนุษย์เพื่อแก้ไขอคติที่เรามีต่อผู้อื่น ผ่านทางคำเทศนาพระวจนะ การฟ้องผิดของพระวิญญาณและประสบการณ์ชีวิต พระองค์ทรงช่วยให้เราเห็นว่า “พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด” (ข้อ 34)

ลองจินตนาการดูสิ!

ในระหว่างรายการโทรทัศน์ยอดนิยมเกี่ยวกับการปรับปรุงบ้าน ผู้ชมมักจะได้ยินพิธีกรพูดบ่อยๆว่า “ลองจินตนาการดูสิ!” จากนั้นเธอจะเปิดให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อของเก่าได้รับการบูรณะและกำแพงกับพื้นสีซีดจางที่ทาสีใหม่ ในตอนหนึ่งหลังจากการซ่อมแซม เจ้าของบ้านเต็มไปด้วยความยินดีพร้อมกับพรั่งพรูว่า “มันสวยมาก!” ถึงสามครั้ง

หนึ่งในการ “ลองจินตนาการดูสิ!” อันน่าทึ่งปรากฏในพระธรรมอิสยาห์ 65:17-25 ช่างเป็นภาพการเนรมิตสร้างขึ้นใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ! ภาพการสร้างฟ้าสวรรค์และโลกใหม่ปรากฏให้เห็น (ข้อ 17) และไม่ใช่เพียงพื้นผิวแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงและรักษาชีวิตที่ลึกซึ้งและเป็นจริง “เขาจะสร้างบ้านและเข้าอาศัยอยู่ในนั้น เขาจะปลูกสวนองุ่นและกินผลของมัน” (ข้อ 21) การทำลายจะกลายเป็นอดีต “มันทั้งหลายจะไม่ทำอันตรายหรือทำลายทั่วภูเขาบริสุทธิ์ของเรา” (ข้อ 25)

ขณะที่ภาพการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏในอิสยาห์บทที่ 65 แสดงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่พระเจ้าผู้ทรงควบคุมเหนือการฟื้นฟูสภาพของจักรวาลทรงกำลังทำภารกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิต อัครทูตเปาโลได้ยืนยันกับเราว่า “เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) คุณต้องการได้รับการฟื้นฟูหรือไม่ ชีวิตของคุณแตกสลายเพราะความสงสัย ไม่เชื่อฟังและความเจ็บปวดอยู่ไหม การเปลี่ยนแปลงชีวิตผ่านทางพระเยซูนั้นเป็นจริง งดงาม และพร้อมที่จะให้กับทุกคนที่ทูลขอและเชื่อในพระองค์เสมอ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา