ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Arthur Jackson

เข้าสู่สงครามพร้อมกับพระเจ้า

การกระทำเยี่ยงวีรบุรุษของพลทหารสหรัฐเดสมอนด์ ดอส ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ในปี 2016 เรื่องวีรบุรุษสมรภูมิปาฏิหาริย์ความเชื่อของดอสทำให้เขาไม่อาจคร่าชีวิตมนุษย์ และในฐานะแพทย์ทหารเขาปฏิญาณว่าจะรักษาชีวิตของผู้อื่นแม้จะต้องเสี่ยงชีวิตของตน คำยกย่องในพิธีมอบเหรียญเกียรติยศเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 1945 ได้กล่าวถึงดอสว่า “สิบตรีดอสปฏิเสธที่จะหลบเข้าที่กำบัง และรั้งอยู่ในจุดที่มีการกระหน่ำยิงที่มีผู้บาดเจ็บมากมาย เขาแบกคนเหล่านั้นออกมายังชายขอบที่ลาดชันทีละคน... เขาไม่ลังเลที่จะฝ่าดงกระสุนเพื่อเข้าไปช่วยเหลือนายทหารปืนใหญ่”

ในพระธรรมสดุดีบทที่ 11 ความเชื่อของดาวิดว่าที่ลี้ภัยของท่านอยู่ในพระเจ้า ผลักดันท่านให้ปฏิเสธคำแนะนำให้หนีไปแทนที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู (ข้อ 2-3) คำง่ายๆหกคำที่ประกอบกันเป็นถ้อยคำแห่งความเชื่อของท่าน “ข้าพเจ้าลี้ภัยอยู่ในพระเจ้า” ความเชื่อที่หยั่งรากมั่นคงนั้นชี้นำการกระทำของท่าน

คำกล่าวของดาวิดในข้อ 4-7 ขยายภาพความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แน่นอนว่า บางครั้งชีวิตก็เหมือนกับสนามรบ การกระหน่ำยิงของศัตรูทำให้เราแตกกระเจิงหาที่หลบภัย เมื่อเราถูกโจมตีด้วยปัญหาสุขภาพ การเงิน ความสัมพันธ์และความกดดันในฝ่ายวิญญาณ แล้วเราจะทำเช่นใด ให้เรายอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นราชาแห่งฟ้าสวรรค์ (ข้อ 4) และยินดีในฤทธานุภาพอันอัศจรรย์ของพระองค์ที่จะพิพากษาด้วยความเที่ยงธรรม (ข้อ 5-6) ให้เราพักสงบอยู่ในพระองค์ผู้ทรงยินดี ในความถูกต้อง ยุติธรรมและเที่ยงตรง (ข้อ 7) เราสามารถวิ่งไปหาพระเจ้าเพื่อจะหลบภัยได้!

พระเจ้าทรงกระทำกิจ

“พระเจ้ากำลังร้องไห้” นี่คือคำที่ลูกสาววัยสิบขวบของบิล ฮาเลย์ กระซิบกับเขาขณะยืนกลางสายฝนร่วมกับผู้เชื่อในพระเยซูที่เป็นชนกลุ่มน้อยหลากหลายกลุ่ม พวกเขามาที่หุบเขาเชนแนนโด รัฐเวอร์จิเนียร์เพื่อแสวงหาพระเจ้า และทำความเข้าใจกับความขัดแย้งทางเชื้อชาติที่สืบทอดมานานในอเมริกา ขณะยืนอยู่บนผืนดินที่ใช้ฝังศพพวกทาสในอดีต พวกเขาจับมือกันอธิษฐาน ทันใดนั้นลมเริ่มพัดแรงขึ้นและฝนเริ่มตก ขณะที่ผู้นำอธิษฐานขอการเยียวยาในปัญหาระหว่างเชื้อชาติ ฝนก็เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนที่มาร่วมชุมนุมเชื่อว่าพระเจ้าทรงกำลังกระทำกิจเพื่อนำการคืนดีและการให้อภัย

พระเจ้าได้ทรงกระทำกิจบนไม้กางเขนเช่นกัน หลังจากพระเยซูทรงถูกตรึงและสิ้นพระชนม์ “แผ่นดินก็ไหว ศิลาก็แตกออกจากกัน อุโมงค์ฝังศพก็เปิดออก” (มธ.27:51-52) ถึงแม้ว่าหลายคนไม่ยอมรับพระเยซู แต่นายร้อยและทหารที่เฝ้าพระศพมีข้อสรุปที่ต่างออกไป “ส่วนนายร้อยและทหารที่เฝ้าพระศพอยู่ด้วยกันเมื่อได้เห็นแผ่นดินไหว และการทั้งปวงซึ่งบังเกิดขึ้นนั้นก็พากันครั่นคร้ามยิ่งนัก จึงพูดกันว่า “แท้จริงท่านผู้นี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 54)

ในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู พระเจ้าทรงกระทำกิจเพื่อประทานการอภัยบาปให้แก่ทุกคนที่เชื่อในพระองค์ “พระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์โดยพระคริสต์ มิได้ทรงถือโทษในการผิดของเขา” (2 คร.5:19) ดังนั้นจะมีวิธีใดที่ดีไปกว่าการให้อภัยกันและกันเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราได้รับการยกโทษจากพระเจ้าแล้ว

คุณมีชื่อเสียงในเรื่องใด

ในการแข่งขันกีฬาระดับมัธยม เท็ดเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่ตัวใหญ่และเสียงดังที่สุดบนอัฒจันทร์ เขาสูงเกือบ 2 เมตรและหนัก 130 กิโลกรัมก่อนที่สุขภาพของเขาจะแย่ลง เพลงเชียร์ “สีฟ้า!” (ซึ่งเป็นสีของโรงเรียน) ที่มีพลังและลีลาการโยนขนมหวานในงานโรงเรียนของเท็ดกลายเป็นตำนานที่ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “ยักษ์ใหญ่สีฟ้า”

ชื่อเสียงของเท็ดไม่ได้มีแค่เรื่องการนำเชียร์ หรือเรื่องที่เขาติดเหล้าในสมัยหนุ่มๆ แต่เขาเป็นที่จดจำเพราะความรักที่เขามีต่อพระเจ้าและครอบครัว รวมทั้งความมีน้ำใจและความเมตตาของเขา ในพิธีไว้อาลัยซึ่งใช้เวลา 4 ชั่วโมงแขกที่มางานคนแล้วคนเล่าต่างเป็นพยานถึงชีวิตที่เหมือนพระคริสต์ของชายผู้ซึ่งได้รับการไถ่ออกมาจากความมืดโดยฤทธิ์อำนาจของพระเยซู

ในเอเฟซัส 5:8 เปาโลเตือนผู้เชื่อว่า “เมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง” นั่นคือสิ่งที่ท่านเรียกร้องจากผู้เชื่อทุกคนในพระเยซู ลูกของความสว่างเช่นเท็ดมีเรื่องมากมายที่จะบอกกับผู้คนซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยความมืดของโลกนี้ จงหลีกเลี่ยงจาก “กิจการของความมืดอันไร้ผล” (ดูข้อ 3-4, 11) ผู้คนในชุมชนของเราและทั่วโลกต้องการพยานที่เจิดจ้าและแตกต่าง ผู้ซึ่งความสว่างของพระเยซูได้ส่องลงมาบนเขา (ข้อ 14) แล้วต้องแตกต่างอย่างไรหรือ ก็เช่นเดียวกับที่ความสว่างแตกต่างจากความมืด

ปล้ำสู้ด้วยคำอธิษฐาน

ชีวิตของเดนนิสได้รับการเปลี่ยนแปลงหลังจากมีคนให้พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่กับเขา การอ่านพระคัมภีร์ทำให้เขาหลงใหลและพกติดตัวไปทุกที่ ภายในหกเดือนมีสองเหตุการณ์ที่ได้เปลี่ยนชีวิตเขา คือเขาได้เชื่อวางใจในพระเยซูยกโทษบาปของเขา และเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกในสมองหลังจากปวดหัวอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดที่เกินจะทนนี้ทำให้เขาต้องนอนอยู่แต่บนเตียงและทำงานไม่ได้ คืนวันหนึ่งเขาเจ็บปวดมากจนนอนไม่หลับ เขาร้องทูลต่อพระเจ้าและในที่สุดก็หลับลงได้ตอนตีสี่ครึ่ง

ความเจ็บปวดทางกายอาจเป็นเหตุให้เราร้องเรียกหาพระเจ้า แต่ความทุกข์อื่นในชีวิตก็ทำให้เราเข้าหาพระองค์ได้เช่นกัน เมื่อหลายร้อยปีก่อนค่ำคืนที่เดนนิสต้องปล้ำสู้นั้น ยาโคบผู้สิ้นหวังได้พบกับพระเจ้า (ปฐก.32:24-32) สำหรับยาโคบแล้วนี่เป็นปัญหาที่ค้างคาในครอบครัว ท่านได้ทำผิดต่อเอซาวพี่ชาย (บทที่ 27) และกลัวว่าจะต้องชดใช้ในอีกไม่ช้า ในระหว่างทูลขอการช่วยเหลือจากพระเจ้า ยาโคบได้พบกับพระเจ้าหน้าต่อหน้า (32:30) และจากเหตุการณ์นั้น ท่านเปลี่ยนเป็นคนใหม่

เดนนิสก็เช่นกัน หลังจากอธิษฐานคร่ำครวญต่อพระเจ้า เขาลุกขึ้นยืนได้หลังจากต้องนอนติดเตียง และผลการตรวจจากหมอแสดงว่าไม่มีเนื้องอกอยู่แล้วถึงแม้พระเจ้าไม่ได้เลือกที่จะรักษาเราอย่างอัศจรรย์ทุกครั้งไป เราก็มั่นใจได้ว่าพระองค์ได้ยินคำอธิษฐานของเรา และจะประทานสิ่งจำเป็นให้ในสถานการณ์ที่เราเผชิญ ในความสิ้นหวังนั้นเราเทใจออกต่อพระเจ้าและมอบผลที่จะเกิดขึ้นไว้กับพระองค์!

ชัยชนะของการให้อภัย

แม็กรู้สึกหมดหวังขณะต่อสู้กับการติดยาเสพติดและบาปทางเพศ ความสัมพันธ์ที่เขาให้คุณค่ากำลังระส่ำระสาย และมโนธรรมกำลังเฆี่ยนตีเขาอยู่ ในท่ามกลางความทุกข์ เขาพบตัวเองอยู่ที่โบสถ์เพื่อขอคุยกับศิษยาภิบาลโดยไม่ได้นัดหมาย หลังจากเล่าเรื่องราวอันสลับซับซ้อน เขาได้รับการปลดปล่อยเมื่อได้ยินถึงพระเมตตาและการให้อภัยบาปของพระเจ้า

สดุดีบทที่ 32 นั้นเชื่อกันว่าเขียนโดยกษัตริย์ดาวิดหลังจากได้ทำบาปทางเพศ พระองค์ทรงกระทำความผิดที่แย่ไปอีกโดยวางแผนชั่วร้ายที่ทำให้สามีของหญิงนั้นถึงแก่ความตาย (ดู 2 ซมอ.11-12) แม้การกระทำที่น่าเกลียดนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผลกระทบของมันยังคงอยู่ สดุดี 32:3-4 อธิบายถึงการดิ้นรนสุดกำลังที่พระองค์ทรงประสบก่อนจะยอมรับการกระทำที่น่าเกลียดของพระองค์เอง ผลกระทบที่กัดกินจากบาปที่ไม่ได้สารภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้แล้วสิ่งใดหรือที่นำมาซึ่งการปลดปล่อย การปลดปล่อยเริ่มด้วยการสารภาพบาปต่อพระเจ้าและยอมรับการอภัยโทษบาปที่พระองค์ทรงมอบให้ (ข้อ 5)

ช่างเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยมสำหรับเรา คือที่พระเมตตาของพระเจ้า เมื่อเราพูดหรือทำสิ่งที่ทำให้ตัวเราหรือผู้อื่นเจ็บปวดหรือเป็นอันตราย ความรู้สึกผิดของเราไม่จำเป็นต้องอยู่กับเราอย่างถาวร มีผู้หนึ่งที่ทรงกางแขนออกเพื่อต้อนรับเราเมื่อเรายอมรับผิดและแสวงหาการให้อภัยจากพระองค์ เราร่วมร้องไปกับคนเหล่านั้นได้ว่า “บุคคลผู้ซึ่งได้รับอภัยการละเมิดแล้วก็เป็นสุข คือผู้ทรงกลบเกลื่อนบาปให้นั้น” (ข้อ 1)

เศษไม้ ก้อนอิฐ และพระเจ้า

หลังจากอธิษฐานถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้พวกเขาทำในก้าวต่อไปของชีวิต มาร์คและนีน่าตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าการย้ายไปอยู่ใจกลางเมืองคือสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ พวกเขาซื้อบ้านหลังหนึ่ง และขณะการปรับปรุงบ้านกำลังดำเนินไปพายุก็พัดเข้ามา มาร์คส่งข้อความมาหาผมว่า “เรามีเรื่องประหลาดใจเมื่อเช้านี้ พายุทอร์นาโดพัดผ่านเมืองเจฟเฟอร์สัน และทำลายบ้านที่เรากำลังปรับปรุงจนเหลือแต่เศษไม้กับก้อนอิฐ พระเจ้ากำลังมีแผนการอะไรสักอย่าง”

พายุที่ควบคุมไม่ได้นี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่นำเรื่องประหลาดใจและความสับสนมาสู่ชีวิตของเรา อย่างไรก็ตามการไม่ละสายตาไปจากพระเจ้าในท่ามกลางวิบัติที่เกิดขึ้นเป็นกุญแจดอกหนึ่งของการอยู่รอด

ภัยพิบัติจากสภาพอากาศในชีวิตโยบซึ่งส่งผลให้ท่านสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตของลูกๆ (โยบ 1:19) นั้นเป็นเพียงหนึ่งในเรื่องช็อกที่ท่านกำลังเผชิญ ก่อนหน้านั้นมีผู้ส่งข่าวร้ายอื่นมาให้ท่านแล้ว (ข้อ 13-17)

ในแต่ละวัน เราอาจเริ่มต้นจากความรื่นเริงไปสู่ความเศร้า งานฉลองการมีชีวิตไปสู่ความตาย หรือความท้าทายอื่นๆของชีวิต ชีวิตของเราอาจถูกลดทอนลงอย่างฉับพลันจนเหลือเพียง “เศษไม้และก้อนอิฐ” ทั้งในด้านการเงิน ความสัมพันธ์ สภาพร่างกาย อารมณ์ และจิตวิญญาณ แต่พระเจ้าทรงพลานุภาพกว่าพายุใดๆ การจะรอดจากพายุแห่งชีวิตนั้นเราจำเป็นต้องมีความเชื่อที่จดจ่ออยู่ที่พระองค์ เป็นความเชื่อที่ช่วยเราให้พูดเช่นเดียวกับโยบและอีกหลายๆคนว่า “สาธุการแด่พระนามพระเจ้า” (ข้อ 21)

แข็งแกร่งกว่าความเกลียด

คริสพบว่าตัวเองพึมพำประโยคที่เปี่ยมด้วยพลังและพระคุณว่า “ความรักนั้นแข็งแกร่งกว่าความเกลียดชัง” ในช่วง 24 ชั่วโมงของการเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าของชารอนด้าแม่ของเขา เธอถูกฆ่าพร้อมกับอีก 8 คนในชั้นเรียนพระคัมภีร์คืนวันพุธ ที่เมืองชาลส์ตันรัฐเซาท์แคโรไลน่า ชีวิตของวัยรุ่นคนนี้ได้รับการปลูกฝังอะไรที่ทำให้ถ้อยคำเหล่านี้ออกมาจากปากและใจของเขาได้ คริสเป็นผู้ที่เชื่อในพระเยซู โดยมีคุณแม่ที่ “รักทุกคนอย่างสุดใจ”

ในพระธรรมลูกา 23:26-49 เราได้นั่งแถวหน้าเพื่อดูฉากการประหารชีวิตอาชญากร 2 คน และพระเยซูผู้บริสุทธิ์ (ข้อ 32) ทั้ง 3 คนถูกตรึงบนกางเขน (ข้อ 33) ท่ามกลางความตกตะลึง เสียงถอนหายใจ และเสียงครวญครางของผู้ที่ถูกตรึงบนกางเขน เราได้ยินพระเยซูตรัสว่า “โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร” (ข้อ 34) ความมุ่งมั่นที่เต็มด้วยความเกลียดชังของเหล่าผู้นำทางศาสนาเป็นเหตุให้เกิดการถูกตรึงกางเขนของพระองค์ผู้ทรงเป็นสุดยอดในเรื่องความรัก แม้ในความเจ็บปวดรวดร้าว ความรักของพระเยซูยังคงได้รับชัยชนะ

คุณหรือคนที่คุณรักเป็นเป้าหมายของความเกลียดชัง ความมุ่งร้าย ความขมขื่น หรือความรังเกียจอย่างไร ขอความเจ็บปวดนั้นจะกระตุ้นให้คุณอธิษฐาน และขอแบบอย่างของพระเยซูและคริสหนุนใจคุณด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้เลือกที่จะรักแทนการเกลียดชัง

ผู้รักษาสัญญา

เมื่อตระหนักถึงความจริงจังของคำมั่นสัญญาที่เขากำลังกล่าวต่อลาชอนเน่ โจนาธานเริ่มพูดตะกุกตะกัก เขาคิดว่าผมจะกล่าวคำสัญญานี้ได้อย่างไรถ้าไม่เชื่อว่าจะรักษาสัญญานี้ได้ เขาทำพิธีจนเสร็จลุล่วงแต่ความหนักใจยังอยู่ หลังงานเลี้ยงโจนาธานพาภรรยาของเขาเข้าไปในโบสถ์และอธิษฐานนานกว่าสองชั่วโมง ขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเขารักษาคำมั่นสัญญาที่จะรักและดูแลลาชอนเน่

ความกลัวในวันแต่งงานของโจนาธานเกิดจากการรับรู้ถึงความอ่อนแอในความเป็นมนุษย์ของตนเอง แต่พระเจ้าผู้ทรงสัญญาว่าจะอวยพรประชาชาติผ่านทางพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม (กท.3:16) ทรงไม่มีข้อจำกัดนี้ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูต้องการท้าทายคริสเตียนชาวยิวให้บากบั่นและอดทนในความเชื่อ ท่านจึงทบทวนพระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่ออับราฮัมผู้อดทนรอคอยด้วยความเพียร และการทรงทำให้พระสัญญานั้นเป็นจริง (ฮบ.6:13-15) สถานภาพของอับราฮัมและซาราห์ที่อายุมากแล้วแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการที่พระสัญญาจะสำเร็จเป็นจริงว่า “เผ่าพันธุ์ของเจ้าทวีมากขึ้น” (ข้อ 14)

คุณกำลังถูกท้าทายให้เชื่อวางใจในพระเจ้าแม้จะเป็นมนุษย์ที่อ่อนแอและเปราะบางหรือไม่ คุณกำลังต่อสู้เพื่อจะรักษาคำมั่นสัญญา คำปฏิญาน หรือคำสาบานอยู่หรือเปล่า ใน 2 โครินธ์ 12:9 พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะช่วยเรา “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” พระเจ้าทรงช่วยโจนาธานและลาชอนเน่ในการรักษาคำปฏิญาณของพวกเขาเป็นเวลานานกว่าสามสิบหกปี แล้วทำไมไม่เชื่อวางใจให้พระองค์ทรงช่วยคุณล่ะ

พูดออกมา!

บริททานีร้องบอกเพื่อนร่วมงานที่ร้านอาหารว่า “คนนั้นไง! คนนั้นไง!” เธอหมายถึงเมลวินซึ่งเธอพบครั้งแรกในสถานการณ์ที่ต่างออกไป ขณะที่เขากำลังตัดหญ้าที่โบสถ์ พระวิญญาณเร้าใจเขาให้ไปคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นหญิงขายบริการ เมื่อเขาเชิญเธอไปโบสถ์ เธอถามเขาว่า “คุณรู้ไหมว่าฉันทำงานอะไร ไม่มีใครอยากให้ฉันเข้าไปหรอก” เมื่อเมลวินเล่าเรื่องความรักของพระเยซูและยืนยันว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตเธอได้ น้ำตาก็เริ่มไหลอาบแก้มเธอ หลายสัปดาห์ผ่านไป ตอนนี้บริททานีทำงานในสภาพแวดล้อมใหม่เป็นพยานที่มีชีวิตถึงฤทธิ์อำนาจในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของพระเยซู

ในบริบทอัครทูตเปาโลหนุนใจผู้เชื่อให้มุ่งมั่นอธิษฐานนั้น ท่านได้ขอร้องไว้สองเรื่องว่า “อธิษฐาน​เผื่อ​เรา​ด้วย เพื่อ​พระ​เจ้า​จะ​ได้​ทรง​โปรด​เปิด​ประตู​ไว้​ให้​เรา​สำหรับ​พระ​วาทะ​นั้น ให้​เรา​กล่าว​ความ​ล้ำ​ลึก​ของ​พระ​คริสต์​ (​ที่​ข้าพเจ้า​ถูก​จำ​จอง​อยู่​ก็​เพราะ​เหตุ​นี้​) ​เพื่อ​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​กล่าว​ชี้แจง​ข้อความ​ตาม​สมควร​ที่​ข้าพเจ้า​ควร​จะ​กล่าว​นั้น” (คส.4:3-4)

คุณเคยอธิษฐานขอโอกาสในการพูดอย่างกล้าหาญและตามสมควรเพื่อพระเยซูไหม ช่างเป็นคำอธิษฐานที่เหมาะเจาะ! คำอธิษฐานเช่นนี้อาจนำผู้เชื่ออย่างเมลวินให้พูดเรื่องพระองค์ในสถานที่และกับผู้คนที่คาดไม่ถึง การพูดเรื่องพระเยซูออกมาอาจดูน่าอึดอัดใจ แต่ผลที่ได้คือชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงนั้นคุ้มค่ากับความอึดอัดใจของเรา