ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Sheridan Voysey

เพลงสลัม

แคเทียร่าเป็นสลัมเล็กๆที่ประเทศปารากวัยในอเมริกาใต้ ด้วยความยากจนชาวบ้านจึงเอาชีวิตรอดด้วยการนำขยะจากกองขยะกลับมาใช้ซ้ำ แต่จากสภาพที่ย่ำแย่นี้ได้มีบางสิ่งที่งดงามก่อกำเนิดขึ้น นั่นคือวงออร์เคสตร้า

ด้วยราคาไวโอลินที่แพงกว่าบ้านในแคเทียร่า วงออร์เคสตร้าจึงต้องมีความคิดสร้างสรรค์ โดยพวกเขาสร้างเครื่องดนตรีขึ้นมาจากวัสดุในกองขยะ ไวโอลินทำมาจากกระป๋องน้ำมันกับส้อมที่ดัดงอเป็นส่วนหาง แซ็กโซโฟนทำมาจากท่อน้ำทิ้งกับจุกขวดน้ำเป็นแป้นกด เชลโล่ทำจากถังดีบุกและลูกกลิ้งที่ใช้ทำแป้งย็อคคีเป็นหมุดตั้งเสียง การได้ฟังบทเพลงของโมสาร์ทบรรเลงด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่น่าทึ่งนี้ช่างเป็นสิ่งสวยงาม วงออร์เคสตร้าวงนี้ได้ทำการแสดงในหลายประเทศ และได้ยกระดับภาพลักษณ์ของสมาชิกรุ่นเยาว์เหล่านี้

ไวโอลินที่ทำจากกองขยะ ดนตรีจากสลัม นั่นคือเครื่องหมายแสดงถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ ในตอนที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บรรยายภาพการทรงสร้างขึ้นใหม่ของพระเจ้า เป็นภาพที่คล้ายคลึงกันของความงดงามที่เกิดขึ้นจากความขัดสน ถิ่นทุรกันดารกลายเป็นทุ่งดอกไม้ที่เบ่งบาน (อสย.35:1-2) ลำธารพลุ่งขึ้นในทะเลทราย (ข้อ 6-7) เปลี่ยนอาวุธที่ใช้ทำสงครามให้เป็นเครื่องมือทางการเกษตร (2:4) และคนอนาถากลับสู่สภาพดีด้วยเสียงร้องเพลงแห่งความชื่นบาน (35:5-6, 10)

“โลกส่งขยะมาให้พวกเรา” ผู้อำนวยการวงออร์เคสตร้าแคเทียร่ากล่าว“แต่เราส่งเสียงดนตรีกลับไป” และเมื่อพวกเขาทำเช่นนั้น พวกเขาทำให้โลกได้เห็นภาพของอนาคตคือเมื่อพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจนหมดสิ้น และความขัดสนจะไม่มีอีกต่อไป

เผชิญหน้ากับความกลัว

วอร์เรนย้ายไปเป็นศิษยาภิบาลของโบสถ์ในเมืองเล็กๆ หลังพันธกิจเริ่มประสบความสำเร็จ ชาวบ้านคนหนึ่งสร้างปัญหาให้เขา โดยกุเรื่องหาว่าวอร์เรนมีพฤติกรรมน่าหวาดกลัว เขาส่งเรื่องไปยังหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และพิมพ์ใบปลิวคำกล่าวหานั้นส่งให้ทุกคนในหมู่บ้านทางไปรษณีย์ วอร์เรนและภรรยาเริ่มอธิษฐานอย่างหนัก หากผู้คนเชื่อคำโกหกชีวิตของพวกเขาจะต้องพังพินาศ

กษัตริย์ดาวิดเคยมีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน พระองค์ถูกโจมตีด้วยคำใส่ร้ายของศัตรู “เขาประทุษร้ายต่อกิจการของข้าพระองค์วันยังค่ำ” พระองค์ตรัส “ความคิดทั้งสิ้นของเขาล้วนมุ่งร้ายต่อข้าพระองค์” (สดด.56:5) การกล่าวหาอย่างต่อเนื่องทำให้ทรงหวาดกลัวและทุกข์ใจ (ข้อ 8) แต่ในท่ามกลางการต่อสู้ พระองค์กล่าวคำอธิษฐานที่ทรงพลังว่า “เมื่อข้าพระองค์กลัว ข้าพระองค์วางใจในพระองค์...เนื้อหนังจะทำอะไรแก่ข้าพระองค์ได้” (ข้อ 3-4)

คำอธิษฐานของกษัตริย์ดาวิดเป็นแบบอย่างให้กับเราในวันนี้ เมื่อข้าพระองค์กลัว ในเวลาที่เรากลัวหรือถูกใส่ร้าย ให้เราหันไปหาพระเจ้า ข้าพระองค์วางใจในพระองค์ คือการมอบสงครามของเราไว้ในพระหัตถ์อันทรงพลานุภาพของพระเจ้า เนื้อหนังจะทำอะไรแก่ข้าพระองค์ได้ คือให้เผชิญหน้ากับสถานการณ์พร้อมกับพระองค์ เราจะระลึกได้ว่าศัตรูของเรามีข้อจำกัดเพียงใด

หนังสือพิมพ์ไม่ให้ความสนใจในเรื่องของวอร์เรน ด้วยสาเหตุบางอย่างใบปลิวไม่เคยถูกแจกจ่ายออกไป วันนี้คุณหวาดกลัวในสงครามใด จงบอกกับพระเจ้า พระองค์ทรงยินดีที่จะต่อสู้ร่วมกับคุณ

กระหืดกระหอบ

ที่ศูนย์รวมสินค้าแต่งบ้านใกล้บ้านผม ทุกแผนกจะมีปุ่มกดสีเขียวขนาดใหญ่อยู่ หากไม่มีพนักงานอยู่บริเวณนั้น คุณสามารถกดปุ่มเรียกซึ่งจะเป็นการเริ่มจับเวลา ถ้าคุณไม่ได้รับบริการภายในหนึ่งนาที คุณก็จะได้รับส่วนลดในการซื้อสินค้า

พวกเราก็เหมือนลูกค้าในร้านนี้ที่ชอบบริการที่รวดเร็ว แต่ความต้องการที่จะได้บริการอันรวดเร็วนี้มีราคาที่ต้องจ่าย เมื่อเราเองต้องเป็นผู้ให้บริการนี้ ดังนั้นทุกวันนี้พวกเราหลายคนจึงรู้สึกต้องเร่งทำงาน ทำต่อเนื่องหลายชั่วโมง เช็คอีเมลวันละหลายครั้ง และรู้สึกกดดันเมื่อกำหนดส่งงานกระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ กลยุทธ์ในการให้บริการลูกค้าของศูนย์รวมสินค้าแต่งบ้านซึมซับเข้ามาในชีวิตของเราทุกคน ก่อให้เกิดวัฒนธรรมแห่งการเร่งรีบ

เมื่อพระเจ้าบอกให้อิสราเอลรักษาวันสะบาโต ทรงให้เหตุผลสำคัญคือ “จงระลึกว่าเจ้าเคยเป็นทาสอยู่ในแผ่นดินอียิปต์” (ฉธบ.5:15) พวกเขาถูกบังคับให้ทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาของฟาโรห์ที่เกินกว่าเหตุ (อพย.5:6-9) ตอนนี้ที่เป็นอิสระแล้ว พวกเขาควรให้เวลาตัวเองหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์ เพื่อรับรองว่าตัวเขาเองและผู้ที่รับใช้เขาจะได้หยุดพัก (ฉธบ.5:14) ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระเจ้า จะไม่มีใครต้องกระหืดกระหอบจนหน้าแดง

คุณต้องทำงานจนหมดแรง หรือหมดความอดทนกับคนที่ทำให้คุณต้องรอบ่อยเพียงใด จงให้ตัวเราและผู้อื่นได้หยุดพัก วัฒนธรรมแห่งการเร่งรีบเป็นของฟาโรห์ ไม่ใช่ของพระเจ้า

กระแสน้ำที่ไม่คุ้นเคย

ลูกบอลตกลงที่ย่านไทม์สแควร์ในนิวยอร์ก ฝูงชนนับถอยหลังเมื่อหอนาฬิกาบิ๊กเบนเริ่มตี ท่าเรือซิดนีย์ดังสนั่นไปด้วยเสียงพลุ ไม่ว่าเมืองของคุณจะใช้สัญญาณอะไร ก็มีความตื่นเต้นบางอย่างซ่อนอยู่ในการต้อนรับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่ที่มาถึง ในวันปีใหม่เราเคลื่อนเข้าสู่กระแสน้ำใหม่ มีมิตรภาพหรือโอกาสใหม่ๆอะไรบ้างที่เราอาจได้พบ

แม้จะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ปีใหม่ก็อาจทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคง เราไม่รู้อนาคตหรือพายุใดที่อาจพัดมา ประเพณีหลายอย่างในวันปีใหม่สะท้อนถึงสิ่งนี้ ดอกไม้ไฟถูกคิดค้นในประเทศจีนเพื่อใช้ขับไล่วิญญาณร้ายและทำให้ฤดูกาลใหม่เจริญรุ่งเรือง การตั้งปณิธานในวันปีใหม่มีมาตั้งแต่ยุคที่ชาวบาบิโลนให้สัตย์สาบานเพื่อเอาใจเทพเจ้าของพวกเขา การกระทำเหล่านี้คือความพยายามทำให้อนาคตที่ไม่อาจล่วงรู้ได้นั้นมั่นคง

เมื่อชาวบาบิโลนไม่ต้องสาบาน พวกเขาก็สาละวนอยู่กับการพิชิตชนชาติต่างๆ รวมทั้งชนชาติอิสราเอล ในเวลาต่อมาพระเจ้าทรงส่งข่าวมาถึงคนอิสราเอลที่เป็นทาสว่า “อย่ากลัวเลย...เมื่อเจ้าลุยข้ามน้ำ เราจะอยู่กับเจ้า” (อสย.43:1-2) ต่อมาพระเยซูตรัสในทำนองเดียวกันเมื่อทรงอยู่กับเหล่าสาวกในเรือท่ามกลางพายุ “เหตุไฉนจึงขลาดนัก” พระองค์ตรัสกับพวกเขาก่อนที่จะสั่งให้คลื่นลมสงบลง (มธ.8:23-27)

วันนี้เราเคลื่อนออกจากฝั่งสู่กระแสน้ำใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ว่าเราจะเผชิญสิ่งใด พระองค์สถิตอยู่กับเราและพระองค์ทรงมีฤทธานุภาพที่จะสงบคลื่นลม

ความสำเร็จที่แท้จริง

แขกที่มาให้สัมภาษณ์ตอบคำถามของผมอย่างสุภาพ แต่ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้การพูดคุยของเรา คำพูดเปรยๆทำให้ผมเข้าใจ
“คุณเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนเป็นพันๆ” ผมกล่าว
“ไม่ใช่เป็นพันๆ” เขาพึมพำ “แต่เป็นล้านๆ” และราวกับเวทนาในความไม่รู้ของผม เขาสาธยายถึงคุณวุฒิทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งต่างๆที่เขาได้รับ สิ่งที่เขาทำสำเร็จ นิตยสารที่เคยลงปก ช่างเป็นช่วงเวลาที่กระอักกระอ่วนใจ

ตั้งแต่นั้นมา ผมมักประหลาดใจกับวิธีการที่พระเจ้าเปิดเผยพระองค์เองต่อโมเสสบนภูเขาซีนาย (อพย.34:5-7) พระองค์เป็นผู้สร้างจักรวาลและผู้พิพากษามนุษยชาติ แต่พระองค์ไม่ทรงอ้างตำแหน่ง นี่คือองค์ผู้สร้างกาแล็กซี่จำนวนนับแสนล้านกาแล็กซี่ แต่ก็ไม่ทรงอ้างถึงเช่นกัน พระองค์กลับตรัสว่าทรงเป็น “พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง” (ข้อ 6) เมื่อพระองค์เปิดเผยว่าทรงเป็นใครนั้น พระองค์ไม่ได้ตรัสถึงตำแหน่งหรือผลงาน แต่เป็นพระลักษณะของพระองค์

นี่เป็นความล้ำลึกสำหรับเราที่ถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้าและถูกเรียกให้ทำตามพระองค์ (ปฐก.1:27; อฟ.5:1-2) ผลงานเป็นสิ่งดี ตำแหน่งก็มีประโยชน์ แต่สิ่งสำคัญจริงๆคือเรามีใจกรุณา กอปรด้วยพระคุณและมีความรักมากแค่ไหน

เราเองก็อาจวัดความสำคัญของเราที่ผลงานความสำเร็จ ผมก็เคยเป็นเช่นนั้น แต่พระเจ้าทรงเป็นแบบอย่างให้เห็นว่าความสำเร็จที่แท้คืออะไร ไม่ใช่สิ่งที่เขียนบนนามบัตรหรือประวัติการทำงาน แต่คือการที่เราเป็นเหมือนพระองค์มากเพียงใด

คริสต์มาสอัศจรรย์

ผมอยู่ที่ลอนดอนในค่ำคืนหนึ่งเพราะมีประชุม ฝนเทลงมาอย่างหนักและผมมาสาย ผมรีบวิ่งไปตามถนน เลี้ยวโค้งแล้วก็ต้องหยุดชะงัก ทูตสวรรค์นับสิบกางปีกใหญ่ระยิบระยับปกคลุมเหนือการจราจรบนถนนรีเจนท์ ไฟกระพริบนับพันดวงนี้เป็นการประดับไฟคริสต์มาสอันงดงามที่สุดที่ผมเคยเห็น ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ตกตะลึง คนนับร้อยต่างยืนเรียงรายบนถนนแหงนหน้ามองด้วยความอัศจรรย์ใจ

ความอัศจรรย์คือหัวใจของเรื่องราววันคริสต์มาส เมื่อทูตสวรรค์ปรากฏแก่นางมารีย์ แจ้งว่านางจะตั้งครรภ์อย่างปาฏิหาริย์ (ลก.1:26-38) และแก่คนเลี้ยงแกะเพื่อแจ้งข่าวการประสูติของพระเยซู (2:8-20) ปฏิกิริยาของทุกคนคือกลัว สงสัยและอัศจรรย์ใจ เมื่อมองไปรอบๆฝูงชนบนถนนรีเจนท์วันนั้น ผมสงสัยว่าพวกเรากำลังรู้สึกคล้ายกัับความรู้สึกเมื่อทูตสวรรค์ปรากฏครั้งแรกนั้นหรือเปล่า

ครู่ต่อมาผมสังเกตเห็นอีกสิ่งหนึ่ง ทูตสวรรค์บางองค์ยกแขนขึ้น ราวกับว่าพวกเขาเองก็แหงนหน้ามองอะไรบางอย่าง เช่นเดียวกับเหล่าทูตสวรรค์ที่เปล่งเสียงร้องเพลงเมื่อกล่าวถึงพระเยซู (ข้อ 13-14) ดูเหมือนว่าทูตสวรรค์เองก็รู้สึกอัศจรรย์ใจเช่นกันเมื่อเพ่งมองที่พระองค์

“พระ​บุตร​ทรง​เป็น​แสง​สะท้อน​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า และ​ทรง​มี​สภาวะ​เป็น​พิมพ์​เดียว​กัน​กับ​พระ​องค์” (ฮบ.1:3) พระเยซูผู้ทรงฉายแสงและส่องสว่างทรงเป็นจุดรวมสายตาของทูตสวรรค์ทุกองค์ (ข้อ 6) ถ้าการประดับไฟคริสต์มาสรูปทูตสวรรค์สามารถทำให้ชาวลอนดอนที่เร่งรีบหยุดชะงักได้ ลองคิดภาพว่าเราจะรู้สึกเช่นไรเมื่อได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า

เผชิญการต่อสู้

เมื่อไม่นานมานี้ฉันได้พบกับเพื่อนกลุ่มหนึ่ง จากการสนทนาดูเหมือนทุกคนกำลังเผชิญกับการต่อสู้ที่หนักหน่วง มีสองคนที่พ่อแม่ป่วยเป็นมะเร็ง อีกคนมีลูกที่มีความผิดปกติเรื่องการกินอาหาร อีกคนมีอาการปวดเรื้อรัง และอีกคนต้องผ่าตัดใหญ่ ดูจะเป็นเรื่องหนักทีเดียวสำหรับคนกลุ่มนี้ที่อยู่ในวัย 30 และ 40 ปี

1 พงศาวดารบทที่ 16 เล่าถึงช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์อิสราเอลเมื่อหีบพันธสัญญาถูกนำเข้ามาในนครดาวิด (เยรูซาเล็ม) ซามูเอลบอกว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงพักรบ (2 ซมอ.7:1) เมื่อหีบพันธสัญญาซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการทรงสถิตของพระเจ้ามาถึง ดาวิดก็นำประชาชนขับร้องเพลง (1 พศด.16:8-36) ชนทั้งชาติร่วมกันร้องเพลงถึงการอัศจรรย์ การรักษาพระสัญญาและการปกป้องที่ผ่านมาของพระเจ้า (ข้อ 12-22) พวกเขาร้องว่า “จงแสวงพระเจ้าและพระกำลังของพระองค์ แสวงพระพักตร์ของพระองค์เรื่อยไป” (ข้อ 11) พวกเขาต้องทำเช่นนั้นเพราะยังมีสงครามอีกมากที่รอพวกเขาอยู่

จงแสวงพระเจ้าและพระกำลังของพระองค์ แสวงพระพักตร์ของพระองค์ นั่นเป็นคำแนะนำที่เราควรปฏิบัติเมื่อต้องเผชิญกับความเจ็บป่วย ความกังวลเรื่องครอบครัวและการต่อสู้อื่นๆ เพราะเราไม่ได้ถูกทิ้งให้ต่อสู้ด้วยกำลังที่ถดถอย พระเจ้าทรงอยู่กับเราและทรงเข้มแข็ง พระองค์ทรงดูแลเรามาแล้วอย่างไร พระองค์ก็จะทรงทำเช่นนั้นอีก

พระเจ้าของเราจะทรงนำเราให้ผ่านพ้นไปได้

มือของคนขับรถบรรทุก

เป็นข่าวที่น่าตกใจ พ่อของผมเพิ่งรอดชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมาก ตอนนี้ท่านตรวจพบมะเร็งตับอ่อน และที่แย่ไปกว่านั้น คือพ่อเป็นผู้ดูแลเต็มเวลาให้กับคุณแม่ที่ป่วยเรื้อรัง การที่ทั้งสองท่านต้องได้รับการดูแลนั้น เรามองเห็นวันที่ยากลำบากรออยู่ข้างหน้า

หลังจากกลับมาอยู่กับพวกท่านที่บ้าน ผมได้ไปที่คริสตจักรของท่านในวันอาทิตย์ ชายคนหนึ่งชื่อเฮลมุทเสนอตัวที่จะช่วยผม สองวันต่อมาเขามาเยี่ยมที่บ้านพร้อมกับรายการสิ่งที่ต้องทำ “คุณจะต้องการอาหารเมื่อเริ่มทำเคมีบำบัด” เขาพูด “ผมจะจัดเวรคนเตรียมอาหารให้ ส่วนการตัดหญ้าผมทำเองได้ แล้วรถขยะจะมาเก็บขยะที่นี่วันไหน” เฮลมุทเป็นคนขับรถบรรทุกที่เกษียณแล้ว แต่สำหรับพวกเราเขาคือทูตสวรรค์ เราพบว่าเขาคอยช่วยคนอื่นอยู่เสมอ ทั้งแม่เลี้ยงเดี่ยว คนไร้บ้าน และผู้สูงอายุ

ขณะที่ผู้เชื่อในพระเยซูถูกเรียกให้ช่วยเหลือผู้อื่น (ลก.10:25-37) บางคนอาจมีความสามารถเป็นพิเศษที่จะทำ เปาโลเรียกสิ่งนั้นว่าของประทานแห่งความเมตตา (รม.12:8) ผู้ที่มีของประทานนี้จะมองเห็นความจำเป็น คอยให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม และสามารถทำล่วงเวลาได้โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย โดยการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาเป็นมือในพระกายของพระคริสต์ที่ยื่นออกมาแตะต้องบาดแผลของเรา (ข้อ 4-5)

เร็วๆนี้พ่อได้เข้ารับเคมีบำบัดเป็นวันแรกโดยเฮลมุทเป็นคนขับรถพาท่านไปโรงพยาบาล ค่ำวันนั้นตู้เย็นของเราอัดแน่นไปด้วยอาหารพร้อมรับประทาน

พระเมตตาของพระเจ้าส่งผ่านมาทางมือของคนขับรถบรรทุก

ตาที่มองเห็น

ฉันเพิ่งค้นพบความอัศจรรย์ของศิลปะลวงตา ตอนแรกเราจะเห็นแค่สิ่งของบางอย่างที่จัดวางอยู่ และจะรู้ว่าเป็นสิ่งใดเมื่อเรามองจากมุมที่ถูกต้อง ประติมากรรมชิ้นหนึ่งใช้เสายาวๆเรียงตามแนวตั้ง เผยให้เห็นภาพใบหน้าของผู้นำสำคัญคนหนึ่ง งานอีกชิ้นหนึ่งใช้สายไฟจำนวนมากวางให้เป็นโครงร่างของช้าง อีกชิ้นเป็นจุดสีดำนับร้อยๆแขวนอยู่บนลวด เมื่อมองจากมุมที่ถูกต้องจะเห็นเป็นดวงตาของผู้หญิง หัวใจของศิลปะลวงตานี้คือการมองจากมุมต่างๆ จนกระทั่งเห็นความหมายที่แท้จริง

พระคริสตธรรมคัมภีร์ประกอบไปด้วยรายละเอียดมากมายทางประวัติศาสตร์ บทกวี และอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็ยากที่จะเข้าใจ แต่ตัวพระคัมภีร์เองได้บอกเราถึงวิธีที่จะค้นพบความหมายที่แท้จริง โดยการมองแบบศิลปะภาพลวงตา คือมองจากมุมที่แตกต่างและใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง

คำอุปมาของพระเยซูก็เป็นเช่นเดียวกัน ผู้ที่ใส่ใจพิจารณาใคร่ครวญจะมี “ตาที่มองเห็น” ความหมายที่แท้จริง (มธ.13:10-16) เปาโลบอกทิโมธีให้ “ใคร่ครวญ” สิ่งที่เขาพูดเพื่อพระเจ้าจะประทานความเข้าใจ (2 ทธ.2:7) และบทเพลงที่ร้องซ้ำๆในสดุดี 119 คือการใคร่ครวญพระวจนะอันนำมาซึ่งสติปัญญาและความเข้าใจ และเปิดตาของเราให้เห็นความหมายที่แท้จริง (119:18, 97-99)

ลองใคร่ครวญคำอุปมาสักเรื่องหนึ่งในตลอดสัปดาห์ หรืออ่านพระกิตติคุณสักเล่มแบบรวดเดียวจบ ใช้เวลาสำรวจพระธรรมตอนนั้นจากมุมมองต่างๆอย่างลึกซึ้ง ความเข้าใจในพระวจนะเกิดจากการใคร่ครวญไม่ใช่เพียงแค่การอ่าน

พระเจ้าข้า ขอทรงประทานดวงตาที่มองเห็นความหมายให้กับข้าพระองค์