ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Sheridan Voysey

เรื่องยังไม่จบ

ในตอนจบของภาพยนตร์ซีรี่ส์เรื่อง ตำรวจจับตำรวจ (Line of Duty) มีผู้ชมติดตามมากเป็นประวัติการณ์เพื่อดูว่าการต่อสู้กับองค์กรอาชญากรรมจะจบลงอย่างไร แต่ผู้ชมจำนวนมากต้องผิดหวังเมื่อตอนจบบอกเป็นนัยว่าในที่สุดแล้ว ฝ่ายอธรรมจะมีชัยชนะ แฟนซีรี่ย์คนหนึ่งกล่าวว่า “ผมอยากให้พวกคนเลวถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราต้องการตอนจบที่ถูกต้องชอบธรรม”

นักสังคมวิทยาปีเตอร์ เบอร์เกอร์เคยตั้งข้อสังเกตว่าคนเราหิวกระหายความหวังและความยุติธรรม โดยหวังว่าวันหนึ่งความชั่วร้ายจะพ่ายแพ้และผู้ที่ก่อเหตุร้ายจะต้องเผชิญหน้ากับการกระทำของตนเอง โลกที่คนเลวเป็นฝ่ายชนะเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราหวังว่าโลกควรจะเป็น แฟนซีรี่ย์ที่ผิดหวังเหล่านั้นอาจไม่รู้ตัวว่าพวกเขากำลังแสดงออกถึงความปรารถนาจากส่วนลึกของมนุษย์ที่อยากให้โลกกลับมาอยู่บนความถูกต้องอีกครั้ง

ในคำอธิษฐานของพระเยซูพระองค์ทรงรู้ว่ามีความชั่วร้าย และความชั่วนั้นไม่ได้อยู่แค่ในหมู่พวกเรา ซึ่งต้องได้รับการยกโทษ (มธ.6:12) แต่มีอยู่ทั่วไปในวงกว้าง ซึ่งต้องได้รับการช่วยให้หลุดพ้น (ข้อ 13) แต่ในความจริงนี้ยังมีความหวังอยู่ มีที่แห่งหนึ่งที่ไม่มีความชั่วร้าย นั่นคือสวรรค์ และแผ่นดินสวรรค์กำลังจะมาตั้งอยู่ในโลก (ข้อ 10) วันหนึ่งการพิพากษาของพระเจ้าจะสำเร็จ “ตอนจบอย่างถูกต้องชอบธรรม” ของพระองค์จะมาถึง และความชั่วจะถูกกำจัดสิ้นไปตลอดกาล (วว.21:4)

ดังนั้นในชีวิตจริงเมื่อคนเลวชนะและเรารู้สึกผิดหวัง ขอให้จำไว้ว่า ก่อนที่จะ “เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” เรายังมีความหวังเสมอ เพราะเรื่องนี้ยังไม่จบลง

พบที่กำบัง

ผมกับภรรยาเคยพักในโรงแรมเก่าแก่น่ารักริมทะเลที่มีหน้าต่างบานใหญ่และกำแพงหินหนา บ่ายวันหนึ่งพายุพัดผ่านเข้ามา ทำให้ทะเลปั่นป่วนและกระแทกหน้าต่างของเราราวกับถูกทุบด้วยกำปั้นอันโกรธเกรี้ยว แต่กระนั้นเรากลับรู้สึกสุขสงบ กำแพงพวกนั้นแข็งแกร่งและรากฐานของโรงแรมก็มั่นคง! ขณะที่พายุโหมกระหน่ำอยู่ภายนอก ห้องพักของเราคือที่กำบัง

ที่กำบังเป็นหัวข้อสำคัญในพระคัมภีร์ ที่เริ่มต้นโดยพระเจ้าเอง “พระองค์ได้ทรงเป็นที่กำบังเข้มแข็งของคนยากจน” อิสยาห์กล่าวถึงพระเจ้าว่า “ทรงเป็นที่กำบังเข้มแข็งของคนขัดสนเมื่อเขาทุกข์ใจ ทรงเป็นที่กำบังจากพายุ” (อสย.25:4) นอกจากนี้ที่กำบังคือสิ่งซึ่งคนของพระเจ้าเป็นและต้องจัดเตรียม ไม่ว่าจะโดยผ่านทางเมืองโบราณซึ่งเป็นเมืองลี้ภัยของอิสราเอล (กดว.35:6) หรือโดยการต้อนรับ “คนต่างด้าว” ที่ต้องการความช่วยเหลือ (ฉธบ.10:19) เราสามารถนำหลักการเดียวกันนี้มาใช้ในปัจจุบันเมื่อวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมโจมตีโลกของเรา ในเวลาเช่นนั้นให้เราทูลขอพระเจ้าผู้ทรงเป็นที่กำบังที่จะทรงใช้เราซึ่งเป็นคนของพระองค์ ในการช่วยผู้อ่อนแอให้ได้รับความปลอดภัย

พายุที่พัดถล่มโรงแรมของเราจากไปในเช้าวันรุ่งขึ้น ทิ้งเราไว้กับทะเลที่สงบและแสงแดดอันอบอุ่นที่สาดส่องให้นกนางนวลดูเปล่งประกาย เป็นภาพที่ผมยึดไว้เมื่อนึกถึงคนที่เผชิญภัยธรรมชาติหรือหนีจากระบอบของ “ผู้ที่ทารุณ” (อสย.25:4) นั่นคือพระเจ้าผู้ทรงเป็นที่กำบังจะเสริมกำลังเราเพื่อจะช่วยพวกเขาให้พบความปลอดภัยในวันนี้และมีวันพรุ่งนี้ที่สดใส

ภาพเปรียบเทียบของการแต่งงาน

หลังจากใช้ชีวิตร่วมกันยี่สิบสองปี บางครั้งผมก็สงสัยว่าชีวิตแต่งงานของผมกับแมร์รินไปกันได้อย่างไร ผมเป็นนักเขียนแมร์รินเป็นนักสถิติ ผมทำงานกับภาษาแต่เธอทำงานกับตัวเลข ผมอยากได้ความสุนทรีย์แต่เธออยากได้การใช้งาน เราช่างมาจากโลกที่แตกต่างกัน

แมร์รินเป็นคนที่ไปถึงก่อนเวลานัด แต่ผมสายเป็นบางครั้ง ผมลองสั่งอาหารใหม่จากเมนูแต่เธอสั่งเหมือนเดิม หลังผ่านไป 20 นาที ที่งานแสดงศิลปะผมเพิ่งจะเริ่มสนุก แต่แมร์รินลงไปรอที่ร้านกาแฟเรียบร้อยคอยว่าผมจะอยู่อีกนานแค่ไหน เราต่างให้โอกาสกันอย่างมากเพื่อฝึกความอดทน!

เรามีสิ่งที่เหมือนกันด้วย ไม่ว่าจะอารมณ์ขันที่เหมือนกัน รักในการเดินทาง และมีความเชื่อเดียวกันซึ่งช่วยให้เราอธิษฐานในเวลาที่ต้องตัดสินใจและประนีประนอมเมื่อจำเป็น ความเหมือนเหล่านี้ทำให้ความแตกต่างของเรากลายเป็นประโยชน์ แมร์รินคอยช่วยให้ผมรู้จักผ่อนคลาย ในขณะที่ผมช่วยให้เธอมีวินัยมากขึ้น การปรับความแตกต่างของเราเข้าหากันทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น

เปาโลมีเหตุผลที่ดีที่ใช้การแต่งงานเป็นภาพเปรียบเทียบสำหรับคริสตจักร (อฟ.5:21-33) เพราะคริสตจักรนั้นคือการนำคนที่ต่างกันมากๆมาอยู่ร่วมกัน ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องฝึกความถ่อมใจและความอดทน เพื่อจะ “อดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก” (4:2) และเช่นเดียวกับการแต่งงาน ความเชื่อเดียวกันและการรับใช้ซึ่งกันและกันจะช่วยให้คริสตจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (ข้อ 11-13)

ความแตกต่างในความสัมพันธ์อาจทำให้เกิดความไม่พอใจใหญ่โต แต่ถ้าจัดการให้ดีความต่างนั้นจะช่วยให้เราเป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น

เจริญขึ้น

เพรียงหัวหอมเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด อาศัยเกาะกับหินหรือเปลือกหอย ลักษณะเหมือนหลอดพลาสติกอ่อนนุ่มที่ไหวเอนไปมาตามกระแสน้ำ เพรียงหัวหอมรับสารอาหารจากน้ำที่ไหลผ่านตัวมัน มันใช้ชีวิตติดอยู่กับที่ แตกต่างจากตอนเป็นตัวอ่อนที่ว่ายน้ำได้

ชีวิตของเพรียงหัวหอมเริ่มต้นด้วยการเป็นเหมือนลูกอ๊อดที่มีแกนสันหลังและสมองสำหรับช่วยหาอาหารและหลบหลีกอันตราย ตอนเป็นตัวอ่อนมันจะว่ายน้ำสำรวจไปทั่วในมหาสมุทร แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นเมื่อมันเข้าสู่ช่วงโตเต็มวัย มันจะเกาะติดอยู่กับหิน หยุดสำรวจและหยุดโต จุดหักมุมที่น่าสยดสยองคือมันจะย่อยสมองของมันเอง

ไม่มีกระดูกสันหลัง ไม่มีสมอง ขยับไปมาตามกระแสน้ำ อัครทูตเปโตรหนุนใจเราไม่ให้เป็นเหมือนเพรียงหัวหอม เพราะการเติบโตเป็นผู้ใหญ่สำหรับเรานั้นหมายถึงการรับส่วนในสภาพของพระเจ้า (2 ปต.1:4) คุณและผมถูกเรียกให้ เจริญขึ้น คือเติบโตทางจิตใจในความรู้เกี่ยวกับพระคริสต์ (3:18) ทางฝ่ายวิญญาณคือมีคุณลักษณะ เช่น คุณธรรม ความดี ความอุตสาหะ ขันติหรือความเหนี่ยวรั้งตน (1:5-7) และทางการกระทำ โดยแสวงหาหนทางใหม่ที่จะรัก ต้อนรับเลี้ยงดู และรับใช้ผู้อื่นด้วยของประทานของเรา (1 ปต.4:7-11) เปโตรกล่าวว่า การเจริญขึ้นนี้จะทำให้ชีวิตของท่าน “เกิดประโยชน์และเกิดผล” (2 ปต.1:8)

การเรียกร้องให้เจริญขึ้นนี้มีความสำคัญต่อคนในวัย 70 เท่าๆกับคนในวัยรุ่น พระลักษณะของพระเจ้านั้นกว้างใหญ่ดั่งมหาสมุทร เรายังว่ายไปได้แค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น จงสำรวจพระลักษณะนิรันดร์ของพระเจ้า จงออกไปผจญภัยใหม่ในฝ่ายวิญญาณ ศึกษา ลองเสี่ยง และ เจริญขึ้น

ความอ่อนโยนของพระเจ้า

ครั้งหนึ่งผมได้ฟังนักธุรกิจคนหนึ่งเล่าว่าช่วงเรียนวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่เขามักรู้สึก “หมดหนทางและสิ้นหวัง” จากการสู้กับโรคซึมเศร้า น่าเศร้าที่เขาไม่เคยพูดคุยกับหมอเรื่องความรู้สึกเหล่านี้ แต่กลับเริ่มวางแผนที่รุนแรงมาก โดยการสั่งหนังสือเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายจากห้องสมุดในพื้นที่และกำหนดวันที่จะปลิดชีวิตตนเอง

พระเจ้าทรงห่วงใยผู้ที่หมดหนทางและสิ้นหวัง เราพบเรื่องนี้จากการปฏิบัติต่อคนในพระคัมภีร์ในยามที่พวกเขามืดมน เมื่อโยนาห์อยากตาย พระเจ้าสนทนากับท่านอย่างอ่อนโยน (ยนา.4:3-10) เมื่อเอลียาห์ทูลขอให้ท่านตายเสียที (1 พกษ.19:4) พระเจ้าทรงจัดเตรียมขนมปังและน้ำเพื่อให้ท่านสดชื่น (ข้อ 5-9) ตรัสกับท่านอย่างอ่อนโยน (ข้อ 11-13) และช่วยให้เห็นว่าท่านไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่คิด (ข้อ 18) พระเจ้าทรงเข้าถึงผู้ที่ท้อแท้ด้วยการกระทำและความช่วยเหลือที่อ่อนโยน

ห้องสมุดแจ้งมายังนักศึกษาเมื่อหนังสือเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายพร้อมให้มารับได้ แต่เกิดเหตุสับสน ใบแจ้งนั้นส่งไปยังที่อยู่ของพ่อแม่เขา เมื่อแม่โทรถึงเขาด้วยความว้าวุ่นใจ เขาจึงตระหนักว่าการฆ่าตัวตายจะนำหายนะมา หากที่อยู่ไม่สับสน เขาเล่าว่าเขาคงจะไม่มาอยู่ที่นี่ในวันนี้

ผมไม่เชื่อว่านักศึกษาคนนั้นรอดชีวิตเพราะโชคหรือบังเอิญ ไม่ว่าจะเป็นขนมปังและน้ำในยามที่เราต้องการ หรือที่อยู่ผิดในเวลาที่เหมาะเจาะ เมื่อการแทรกแซงน่าพิศวงช่วยชีวิตเราไว้ เราก็ได้พบกับความอ่อนโยนของพระเจ้า

ความเอื้อเฟื้อและความยินดี

นักวิจัยบอกว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างความเอื้อเฟื้อกับความยินดี ผู้ที่ให้เงินและเวลากับผู้อื่นจะมีความสุขมากกว่าผู้ที่ไม่ให้ ซึ่งทำให้นักจิตวิทยาคนหนึ่งสรุปว่า “ให้เราเลิกคิดว่าการให้เป็นหน้าที่ทางศีลธรรม แล้วเริ่มคิดว่ามันเป็นบ่อเกิดของความสุข”

ในขณะที่การให้ทำให้เรามีความสุข ผมมีคำถามว่าความสุขควรเป็นเป้าหมายในการให้ของเราไหม ถ้าเราเอื้อเฟื้อแค่กับคนหรือเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกดี แล้วความต้องการในฝ่ายโลกหรือที่ยากกว่านั้นที่ต้องให้เราช่วยเหลือล่ะ

พระคัมภีร์เชื่อมโยงความเอื้อเฟื้อกับความยินดีไว้เช่นกัน แต่บนพื้นฐานที่ต่างออกไป เมื่อกษัตริย์ดาวิดมอบทรัพย์สินของพระองค์เพื่อสร้างพระนิเวศแล้ว ก็ได้เชิญชวนคนอิสราเอลให้ถวายด้วย (1 พศด.29:1-5) ผู้คนตอบรับด้วยใจเอื้อเฟื้อโดยให้ทองคำ เงินและเพชรพลอยด้วยความยินดี (ข้อ 6-8) แต่ให้สังเกตเรื่องที่ทำให้พวกเขายินดี “แล้วประชาชนก็เปรมปรีดิ์ เพราะเขาถวายสิ่งเหล่านี้ตามความสมัครใจของเขา เพราะเขาถวายด้วยความจริงใจแด่พระเจ้า” (ข้อ 9) พระคัมภีร์ไม่เคยบอกให้เราให้เพื่อเราจะมีความสุข แต่ที่เราจะให้ด้วยความสมัครใจและด้วยสุดใจเพื่อตอบสนองตามความต้องการที่มี แล้วความยินดีจึงมักจะตามมา

บรรดามิชชันนารีรู้ดีว่าการหาทุนเพื่อการประกาศนั้นทำได้ง่ายกว่าเพื่องานบริหารจัดการ เพราะผู้เชื่อในพระเยซูชอบความรู้สึกของการให้ทุนกับงานภาคสนาม ให้เราเอื้อเฟื้อต่อความต้องการในด้านอื่นๆด้วย เพราะในที่สุดแล้วพระเยซูทรงสละพระองค์อย่างเต็มใจเพื่อตอบสนองความต้องการของเรา (2 คร.8:9)

ในวาระสุดท้าย

ผมมักจะได้รับเกียรติในการนำค่ายฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณ การได้ไปนอกสถานที่สองสามวันเพื่ออธิษฐานและใคร่ครวญช่วยฟื้นฟูได้อย่างลึกซึ้ง บางครั้งในระหว่างรายการ ผมจะขอให้ผู้ร่วมค่ายทำแบบฝึกหัด “ลองจินตนาการว่าชีวิตของคุณสิ้นสุดลงและข่าวมรณกรรมของคุณจะอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ คุณอยากให้มันเขียนว่าอะไร” ผลปรากฏว่าผู้ร่วมค่ายบางคนเปลี่ยนการจัดลำดับความสำคัญในชีวิต และตั้งเป้าว่าจะทำให้ชีวิตของตนจบลงอย่างงดงาม

2 ทิโมธี 4 มีข้อเขียนสุดท้ายของอัครทูตเปาโล แม้คาดว่าท่านจะอยู่ในช่วงวัยประมาณหกสิบเท่านั้น และแม้จะเคยเผชิญกับความตายมาก่อน ท่านรู้สึกว่าชีวิตของตนใกล้จะสิ้นสุดแล้ว (2 ทธ.4:6) จะไม่มีการเดินทางไปประกาศข่าวประเสริฐหรือเขียนจดหมายถึงคริสตจักรของท่านอีก ท่านมองย้อนกลับไปในชีวิตและกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว” (ข้อ 7) ในขณะที่ตัวท่านยังไม่สมบูรณ์แบบ (1 ทธ.1:15-16) เปาโลประเมินชีวิตของตนว่าดำเนินกับพระเจ้าและพระกิตติคุณอย่างเต็มที่แค่ไหน ว่ากันว่าท่านได้พลีชีพเพื่อความเชื่อหลังจากนั้นไม่นาน

การคิดถึงวันสุดท้ายของชีวิตจะช่วยให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่าสิ่งสำคัญในตอนนี้คืออะไร ถ้อยคำของเปาโลสามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้เราทำตาม ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง แข่งขันจนถึงที่สุด และรักษาความเชื่อ เพราะในท้ายที่สุดสิ่งสำคัญคือ เราได้ยึดมั่นในพระเจ้าและทางของพระองค์อย่างแท้จริง ขณะที่ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นเพื่อเราจะใช้ ต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณ และจบชีวิตลงอย่างงดงาม

ร้องเพลงอีกครั้ง

นกรีเจนท์ฮันนี่อีตเตอร์ในออสเตรเลียกำลังประสบปัญหา พวกมันเริ่มสูญเสียเพลงของตัวเอง แม้ครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธุ์ที่พบได้ทั่วไป ตอนนี้เหลือเพียงประมาณ 300 ตัว และเมื่อมีพวกพ้องเหลือไม่มากพอให้เรียนรู้ นกตัวผู้จึงเริ่มลืมเพลงเฉพาะของสายพันธุ์ตัวเองและทำให้หาคู่ไม่ได้

ยังดีที่นักอนุรักษ์มีแผนการช่วยกู้นกฮันนี่อีตเตอร์ โดยการร้องเพลงให้พวกมันฟัง หรือพูดอย่างเจาะจงคือ เปิดเทปเสียงนกฮันนี่อีตเตอร์ร้องเพลงเพื่อให้พวกมันเรียนรู้บทเพลงแห่งจิตใจอีกครั้ง เมื่อตัวผู้เริ่มร้องเพลงได้และดึงดูดตัวเมียได้มากขึ้น เราก็มีความหวังว่านกสายพันธุ์นี้จะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกรอบ

ผู้เผยพระวจนะเศฟันยาห์กล่าวกับชนชาติหนึ่งที่กำลังประสบปัญหา เพราะความเสื่อมทรามมากมายในหมู่ประชาชน ท่านประกาศว่าการพิพากษาของพระเจ้ากำลังจะมาถึง (ศฟย.3:1-8) ต่อมาเมื่อถ้อยคำนี้เป็นจริงผ่านการถูกจับเป็นเชลย ประชาชนก็สูญเสียบทเพลงของตัวเองเช่นกัน (สดด.137:4) แต่เศฟันยาห์มองล่วงหน้าเลยการพิพากษาไปเห็นยุคสมัยที่พระเจ้าจะเสด็จมายังชนชาติที่ถูกทำลาย ให้อภัยความบาปและร้องเพลงแก่พวกเขาว่า “​พระ​องค์​ทรง​เปรม​ปรีดิ์​เพราะ​เจ้า​ด้วย​ความ​ยินดี ​พระ​องค์​จะ​ทรง​รื้อ​ฟื้น​เจ้า​ใหม่​ด้วย​ความ​รัก​ของ​พระ​องค์ ​พระ​องค์​จะ​ทรง​เริง​โลด​เพราะ​เจ้า​ด้วย​ร้อง​เพลง​เสียง​ดัง” (ศฟย.3:17) ด้วยเหตุนี้ บทเพลงแห่งจิตใจของพวกเขาจะกลับมาอีกครั้ง (ข้อ 14)

ไม่ว่าจะเพราะความไม่เชื่อฟังหรือการทดลองในชีวิต เราเองก็อาจสูญเสียบทเพลงแห่งความชื่นชมยินดีได้ แต่พระสุรเสียงหนึ่งกำลังร้องเพลงแห่งการให้อภัยและความรักอยู่เหนือเรา ขอให้เราฟังท่วงทำนองของพระองค์และร้องตาม

ลุกขึ้นเต้นรำ

ในวิดีโอที่ถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวาง หญิงชราที่ดูภูมิฐานคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น เธอคนนั้นคือมาร์ทา กอนซาเลซ ซัลดาญ่า อดีตนักเต้นบัลเลต์ชื่อดังที่บัดนี้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ แต่เมื่อเสียงเพลงสวอนเลค ของไชคอฟสกี้ดังขึ้นก็ได้เกิดบางสิ่งที่มหัศจรรย์ขณะที่ดนตรีบรรเลง มือบอบบางของเธอค่อยๆ ยกขึ้น และในทันทีที่เสียงทรัมเป็ตดัง เธอก็เริ่มแสดงจากบนรถเข็นนั้น แม้สมองและร่างกายจะเสื่อมสลายลง แต่พรสวรรค์ของเธอยังคงอยู่

สิ่งที่เห็นในวิดีโอนั้นทำให้ผมคิดถึงคำสอนของเปาโลเรื่องการเป็นขึ้นจากตายใน 1 โครินธ์ 15 ที่เปรียบเทียบร่างกายของเราว่าเป็นเมล็ดพืชที่ถูกหว่านก่อนที่จะงอกขึ้นเป็นต้น ท่านกล่าวว่าแม้ร่างกายของเราจะเสื่อมสลายลงตามอายุหรือความเจ็บไข้ การไร้เกียรติ หรือถูกทำลายจากความอ่อนแอ ร่างกายของผู้เชื่อที่เป็นขึ้นมาใหม่จะไม่ รู้จักเน่าเปื่อย มีศักดิ์ศรีและทรงอานุภาพ (ข้อ 42-44) ระหว่างเมล็ดพืชและต้นนั้นมีความเชื่อมโยงกันทางอินทรียสารฉันใด เราก็ยังเป็น “เรา” หลังจากการเป็นขึ้นมาจากความตาย บุคลิกภาพและพรสวรรค์ของเราจะคงอยู่ แต่เราจะจำเริญขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่อท่วงทำนองเพลงสวอนเลคที่อยู่ในความทรงจำเริ่มบรรเลงขึ้น มาร์ทาที่ในตอนแรกดูเศร้าสร้อย ซึ่งอาจเพราะคิดถึงสิ่งที่เธอเคยเป็นที่ไม่อาจทำได้อีกแล้ว แต่แล้วก็มีชายคนหนึ่งเอื้อมไปจับมือเธอไว้ และจะเป็นเช่นนั้นสำหรับเราด้วย เมื่อเสียงแตรดังขึ้น (ข้อ 52) มือหนึ่งจะเอื้อมมา และเราจะลุกขึ้นเต้นรำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา