ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Sheridan Voysey

ทุกอย่างเป็นของขวัญ

ร้านกาแฟคาเฟ่รองเดวูในลอนดอนบรรยากาศดี เก้าอี้นั่งสบายและมีกลิ่นกาแฟหอมหวน สิ่งที่ไม่มีคือราคา ร้านนี้เริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจของคริสตจักร แต่หลังจากเริ่มไปได้หนึ่งปี ร้านนี้ก็ถูกเปลี่ยนแปลง ทีมผู้จัดการรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกให้พวกเขาทำสิ่งที่แปลกประหลาดคือ ทุกอย่างในเมนูแจกฟรี วันนี้คุณจะสั่งกาแฟ เค้กหรือแซนวิชก็ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่มีแม้แต่โถรับบริจาค

ทวีคูณใจที่กว้างขวาง

เชอริลรู้สึกประหลาดใจขณะแวะมาส่งพิซซ่าตามสั่ง เพราะเข้าใจว่าจะเป็นบ้านคน แต่เธอกลับยืนอยู่หน้าโบสถ์แห่งหนึ่ง ขณะที่ถือกล่องพิซซ่าเดินเข้าไปข้างในอย่างงุนงง เธอพบกับศิษยาภิบาลคนหนึ่ง

ความงามที่สุกใสของพระเจ้า

เกาะลอร์ด ฮาว เป็นดินแดนสวรรค์ที่มีหาดทรายขาวและน้ำใสราวกับแก้วนอกเขตชายฝั่งทางตะวันออกของออสเตรเลีย ฉันตกตะลึงในความงามของเกาะเล็กๆ แห่งนี้ตอนที่ไปเที่ยวเมื่อหลายปีก่อน ที่นี่เราสามารถว่ายน้ำเล่นกับเต่าและปลา ฉันเห็นปลาแก้วเขียวพระอินทร์ซึ่งลำตัวส่องสว่างราวกับป้ายโฆษณา ว่ายอยู่ข้างๆ ฉันได้พบกับแนวปะการังที่อุดมไปด้วยปลาการ์ตูนสีส้มสดใสและปลาผีเสื้อแถบเหลืองที่พุ่งเข้ามาจูบมือฉัน ความงดงามจนเกินบรรยายนี้ทำให้ฉันอดนมัสการพระเจ้าไม่ได้

เปาโลบอกเราว่าสรรพสิ่งที่ทรงสร้างสำแดงบางสิ่งเกี่ยวกับพระลักษณะของพระเจ้า (รม.1:20) ความมหัศจรรย์ของเกาะแห่งนี้ทำให้ฉันได้สัมผัสเสี้ยวหนึ่งของฤทธิ์อำนาจและความงามของพระองค์

เมื่อเอเสเคียลเผชิญหน้ากับพระเจ้า ท่านได้เห็นสิ่งที่สุกใสประทับอยู่บนบัลลังก์สีฟ้าล้อมรอบด้วยสีอันรุ่งโรจน์ (อสค.1:25-28) อัครทูตยอห์นก็เห็นภาพเดียวกันนี้ คือพระเจ้าที่ส่องประกายราวกับอัญมณีล้ำค่า ล้อมรอบด้วยรุ้งที่ดูประหนึ่งแก้วมรกต (วว.4:2-3) เราได้พบว่าพระเจ้าไม่เพียงแต่ดีและเต็มไปด้วยฤทธานุภาพ แต่ยังงดงามอีกด้วย สรรพสิ่งที่ทรงสร้างสะท้อนถึงความงามของพระเจ้าเช่นเดียวกับที่งานศิลปะสะท้อนถึงลักษณะของศิลปิน

น่าเศร้าที่มนุษย์มักจะนมัสการธรรมชาติแทนพระเจ้า (รม.1:25) ขอให้น้ำที่ใสราวกับแก้วและสิ่งทรงสร้างที่ส่องแสงเป็นประกาย นำเราไปถึงพระองค์ผู้ทรงอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น ผู้ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจและงดงามยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก

ขอบคุณในทุกสิ่ง

ที่ออสเตรเลีย การขับรถข้ามเมืองใช้เวลาหลายชั่วโมง ซึ่งทำให้เหนื่อยล้าและเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นในช่วงเทศกาล จึงมีจุดแวะพักตามถนนสายหลัก และมีอาสาสมัครบริการกาแฟฟรี ผมกับภรรยาชอบแวะพักเมื่อต้องขับรถทางไกล

มีครั้งหนึ่ง เราจอดรถและเดินเข้าไปสั่งกาแฟ คนที่ให้บริการยื่นกาแฟให้สองถ้วย แล้วบอกว่าราคา 2 ดอลล่าร์ ผมถามว่าทำไมถึงคิดเงิน เธอชี้ไปที่ป้ายเล็กๆ เขียนว่า ที่จุดแวะพักนี้คนขับได้ดื่มกาแฟฟรี แต่ผู้โดยสารต้องจ่าย ผมรู้สึกหงุดหงิดและบอกเธอว่า นี่เป็นการโฆษณาหลอกลวง ผมจ่ายเงินแล้วเดินกลับไปที่รถ ภรรยาบอกว่าตัวผมต่างหากที่ผิด ผมเปลี่ยนของขวัญให้กลายเป็นสิทธิ์ที่ตัวเองสมควรจะได้ และไม่ได้รู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่ได้รับ เธอพูดถูก

เมื่อโมเสสนำอิสราเอลเข้าแผ่นดินพันธสัญญา ท่านเรียกร้องให้คนอิสราเอลมีใจขอบพระคุณ (ฉธบ.8:10) แผ่นดินนั้นบริบูรณ์ด้วยพระพรจากพระเจ้า แต่ผู้คนอาจเผลอคิดไปว่าความมั่งคั่งนี้เป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับ (ข้อ 17-18) ดังนั้น ชาวยิวจึงยังคงสืบทอดการขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกมื้ออาหารอยู่ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน สำหรับเขาทุกอย่างคือของขวัญ

ผมกลับไปหาผู้หญิงคนนั้นและขอโทษ กาแฟฟรีหนึ่งแก้วคือของขวัญที่ผมไม่สมควรได้รับ และเป็นสิ่งที่ควรขอบคุณ

ใส่ใจรายละเอียด

จักรวาลกว้างใหญ่อย่างน่าพิศวง ขณะนี้ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเราที่เกือบ 3,700 กม.ต่อชั่วโมง โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ที่ 106,200 กม. ต่อชั่วโมง ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในสองแสนล้านดวง ท่ามกลางดาวเคราะห์อีกกว่าแสนล้านดวงในแกแล็กซี่ของเรา ซึ่งเป็นหนึ่งในอีกว่าแสนล้านแกแล็กซี่ในอวกาศ

ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ โลกก็ไม่ต่างกับก้อนกรวด และเราก็ไม่ต่างกับเม็ดทราย แต่ตามพระคัมภีร์ พระเจ้าแห่งแกแล็กซี่ทรงสนพระทัยในรายละเอียดของชีวิตเล็กๆ ของเรา ทรงเห็นเราก่อนที่เราจะเกิดมา (สดด.139:13-16) ทรงเฝ้ามองเราใช้ชีวิตในแต่ละวัน และทรงฟังทุกความคิดของเรา (ข้อ 1-6)

บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะเชื่ออย่างนั้น เพราะ “ก้อนกรวด” เล็กจิ๋วอย่างเรามีปัญหาใหญ่โต เช่น สงครามหรือความอดอยาก และปัญหาส่วนตัวอาจทำให้เราสงสัยว่าพระเจ้าดูแลเราหรือไม่ แต่ขณะที่กษัตริย์ดาวิดเขียนสดุดี 139 พระองค์อยู่ในวิกฤติ (ข้อ 19-20) หรือขณะที่พระเยซูตรัสว่าพระเจ้าทรงนับเส้นผมบนศีรษะไว้ทุกเส้น (มธ.10:30) พระองค์ทรงรู้ว่าอีกไม่นานจะต้องถูกตรึงกางเขน ความห่วงใยของพระเจ้าในพระคัมภีร์ไม่ได้เป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ แต่เป็นถ้อยคำในโลกแห่งความจริง

พระผู้สร้างจักรวาลให้หมุนไปทรงรู้จักเราอย่างลึกซึ้ง ความจริงข้อนี้ช่วยให้เราผ่านพ้นเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตไปได้

ถึงเวลาเติบโต

  • เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่แล้ว ฉันตัดสินใจตัดพุ่มกุหลาบตรงประตูหลังบ้านทิ้งตลอดสามปีที่อยู่บ้านหลังนี้ ต้นกุหลาบไม่ค่อยออกดอกมากนัก และขณะนี้กิ่งก้านที่ดูน่าเกลียดของมันกำลังเลื้อยไปทุกทิศทาง

แต่เราไม่ค่อยมีเวลา จึงไม่ได้ตัดมันทิ้ง ไม่กี่สัปดาห์ถัดมา กุหลาบพุ่มนั้นกลับออกดอกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น ดอกสีขาวขนาดใหญ่นับร้อยส่งกลิ่นหอมพาดลงมาเหนือประตูหลังบ้าน กลีบอันงดงามร่วงลงมาปกคลุมสนามหญ้าจนเต็ม

พุ่มกุหลาบนี้ ทำให้คิดถึงคำอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อในลูกา 13:6-9 โดยทั่วไปในอิสราเอลจะให้เวลาต้นมะเดื่อสามปี ถ้าไม่ออกผล เขาจะตัดมันทิ้งและนำผืนดินไปใช้ทำอย่างอื่น ในคำอุปมานี้ คนสวนได้ขอต่อเวลาให้ต้นมะเดื่อต้นหนึ่งเป็นปีที่ 4 ซึ่งในบริบท (ข้อ1-5) หมายความว่า ชนอิสราเอลไม่ได้ดำเนินชีวิตอย่างสมควรและพระเจ้ามีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะพิพากษาพวกเขา แต่ได้ทรงอดกลั้นพระทัยและยืดเวลา เพื่อให้พวกเขากลับมาหาพระองค์ รับการยกโทษและมีชีวิตที่เกิดผล

พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ทุกคนเติบโตและทรงยืดเวลาออกไปเพื่อให้เราเกิดผล ไม่ว่าเราจะกำลังเดินบนเส้นทางไปสู่ความเชื่อ หรือกำลังอธิษฐานเผื่อครอบครัวหรือเพื่อนที่ยังไม่เชื่อ ความอดกลั้นพระทัยของพระองค์ถือเป็นข่าวดีสำหรับเราทุกคน

กลิ่นอันหอมหวาน

ริต้า สโนว์เดนเขียนเรื่องน่าสนุกเกี่ยวกับการไปเที่ยวหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในโดเวอร์ ประเทศอังกฤษ บ่ายวันหนึ่งระหว่างนั่งจิบชานอกร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เธอได้กลิ่นหอมโชยมา ริต้าถามบริกรว่ากลิ่นมาจากไหนเขาตอบว่ามาจากผู้คนที่สัญจรไปมา ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำงานที่โรงงานน้ำหอมใกล้ๆ กลิ่นหอมที่ติดเสื้อผ้าจึงฟุ้งไปทั่วท้องถนนขณะเดินกลับบ้าน

ช่างเป็นภาพเปรียบเทียบชีวิตคริสเตียนที่งดงาม! ตามที่อัครทูตเปาโลกล่าว เราเป็นกลิ่นหอมของพระคริสต์ที่ฟุ้งกระจายไปทั่วทุกแห่ง (2 โครินธ์ 2:15) เปาโลใช้ภาพพระราชาที่กลับมาจากสงคราม ซึ่งติดตามด้วยขบวนทหารและเชลย มีกลิ่นเครื่องหอมแห่งการฉลองชัยฟุ้งไปทั่วเพื่อประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของพระราชา (2 โครินธ์ 2:14)

เปาโลกล่าวว่าเราแพร่กระจายกลิ่นหอมของพระคริสต์ได้สองทาง หนึ่งคือผ่านทางคำพูด โดยการบอกผู้อื่นเรื่องพระองค์ผู้ทรงงดงาม สองคือผ่านทางชีวิต โดยการกระทำที่เสียสละเหมือนอย่างพระคริสต์ (เอเฟซัส 5:1-2) แม้ไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่นชมกลิ่นหอมของพระเจ้าที่เราแบ่งปัน แต่กลิ่นหอมนั้นก็นำชีวิตมาสู่อีกหลายคน

ริต้า สโนว์เดนได้กลิ่นหอมและถามหาที่มา เมื่อเราติดตามพระคริสต์ เราก็อบอวลด้วยกลิ่นหอมของพระองค์ ฟุ้งไปทั่วท้องถนนด้วยคำพูดและการกระทำของเรา

จัดการภาพลักษณ์

รัฐสภาอังกฤษฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 80 ปีของวินสตัน เชอร์ชิลโดยเชิญศิลปิน เกรแฮม ซัตเธอแลนด์มาวาดภาพเหมือนของรัฐบุรุษผู้นี้ เชอร์ชิลถามศิลปินว่า “คุณจะวาดผมออกมายังไง? เป็นทูตสวรรค์ หรือหมาบูลด็อก” เชอร์ชิลชอบภาพที่ผู้คนมักเปรียบเทียบตัวเขาทั้งสองแบบ แต่ซัตเธอแลนด์ตอบว่าเขาจะวาดตามสิ่งที่เขาเห็น

เชอร์ชิลไม่ชอบผลงานชิ้นนี้ ซัตเธอแลนด์วาดภาพเชอร์ชิลในอิริยาบถที่นั่งทรุดตัวอยู่บนเก้าอี้ หน้าตาบึ้งตึงอย่างที่ทุกคนชินตา ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่ยกยอปอปั้น หลังจากเปิดเผยภาพออกสู่สาธารณชน เชอร์ชิลซ่อนภาพนั้นไว้ในห้องใต้ดิน และทำลายรูปนั้นอย่างลับๆ ในภายหลัง

เราเองก็อยากมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาคนอื่นไม่ต่างกับเชอร์ชิล ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความงาม ความเข้มแข็ง หรือการเอาจริงเอาจังกับพระเจ้า เราทุ่มเทเพื่อปกปิดมุมที่ ‘น่าเกลียด’ ของตัวเอง บางทีในใจลึกๆ เรากลัวจะไม่เป็นที่รักถ้าตัวจริงของเราถูกเปิดเผยออกมา

เมื่ออิสราเอลถูกบาบิโลนจับไปเป็นเชลย พวกเขาตกต่ำถึงที่สุด เพราะทำบาป พระเจ้าจึงอนุญาตให้ศัตรูได้ชัยชนะ แต่ทรงบอกคนอิสราเอลว่าอย่ากลัว เพราะทรงรู้จักชื่อของเขาและจะทรงอยู่ด้วยในทุกๆ การทดลอง (อสย.43:1-2) พวกเขาปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์ (อสย.43:13) และ ‘มีค่า’ สำหรับพระองค์ (อสย.43:4) ไม่ว่าจะทำตัวน่าเกลียดแค่ไหน พระเจ้าก็ยังทรงรักเขา

เราจะแสวงหาการยอมรับจากมนุษย์น้อยลง เมื่อเข้าใจความจริงนี้ พระเจ้ารู้จักตัวตนของเราและยังทรงรักเราอย่างลึกซึ้งเกินจะหยั่งได้ (อฟ.3:18)

ผู้ควบคุมคลื่นลม

พระราชาคนุทเป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่สิบเอ็ด เรื่องเล่าโด่งดังในปัจจุบันเรื่องหนึ่งบอกว่า พระองค์บัญชาให้วางเก้าอี้ไว้บนชายหาดในเวลาน้ำขึ้น “เจ้าต้องเชื่อฟังข้า” พระองค์ตรัสกับทะเล “ข้าขอสั่งเจ้า จงอย่าขึ้นมาบนแผ่นดินของข้าทำให้เสื้อผ้าหรือแขนขาเจ้านายของเจ้าเปียก” แต่น้ำยังคงสูงขึ้นท่วมเท้าของพระองค์

เรื่องนี้พูดถึงความเย่อหยิ่งของพระราชาคนุท แท้จริงแล้วนี่เป็นเรื่องราวของความถ่อมใจ “จงให้ทั้งโลกรู้ว่าอำนาจของกษัตริย์ทั้งหลายล้วนว่างเปล่า” คนุทตรัสอีกว่า “จงเก็บคำสรรเสริญไว้ให้บุคคลที่ฟ้าสวรรค์ แผ่นดินและทะเลเชื่อฟัง” เรื่องของพระราชาคนุทสื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้เดียวที่ทรงกอปรด้วยฤทธิ์อำนาจทั้งสิ้น

โยบค้นพบเช่นกันว่า เรานั้นเล็กน้อยเมื่อเปรียบกับพระองค์ผู้ทรงวางรากฐานของแผ่นดินโลก (โยบ 38:4-7) ทรงกำหนดรุ่งอรุณและยามค่ำ (โยบ 38:12-13) ทรงเก็บหิมะไว้ในคลังและชี้ทางดวงดาว (โยบ 38:22, 31-33) มีผู้ซึ่งควบคุมคลื่นลมแต่เพียงผู้เดียว และนั่นไม่ใช่เรา (โยบ 38:11, มธ.8:23-27)

เรื่องราวของคนุทเหมาะที่จะเล่าซ้ำเมื่อเราเริ่มรู้สึกว่าตนเองฉลาดและทะนงเกินไป ให้เราเดินไปที่ชายหาดและบอกกระแสน้ำให้หยุดหรือสั่งดวงอาทิตย์ให้หลีกทาง เราจะได้ระลึกว่าแท้จริงใครคือผู้ทรงอำนาจสูงสุดและขอบคุณพระองค์ที่ทรงครอบครองชีวิตของเรา