ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Alyson Kieda

ทำลายวงจร

เดวิดถูกพ่อตีครั้งแรกในวันเกิดครบรอบเจ็ดขวบ หลังจากเขาทำกระจกหน้าต่างแตกโดยไม่ตั้งใจ “พ่อเตะและชกผม” เดวิดเล่า “หลังจากนั้น พ่อมาขอโทษผม พ่อติดเหล้าและมันเป็นวงจรที่ผมจะทำให้ดีที่สุดเพื่อจบมันเดี๋ยวนี้”

แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าเดวิดจะไปถึงจุดนั้นได้ ช่วงชีวิตวัยรุ่นและวัยหนุ่มของเขาส่วนใหญ่หมดไปในคุกหรือถูกคุมความประพฤติ และเข้าๆออกๆศูนย์บำบัดยาเสพติด เมื่อความฝันของเขากำลังจะเลือนหาย เขาพบความหวังผ่านการมีความสัมพันธ์กับพระเยซูในศูนย์บำบัดที่ยึดพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง

“ชีวิตของผมเคยเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง” เดวิดพูด “แต่ตอนนี้ผมผลักดันตัวเองไปอีกทิศทางหนึ่ง เมื่อผมตื่นขึ้นในตอนเช้าสิ่งแรกที่ทำคือ ผมบอกพระเจ้าว่าผมยอมมอบความปรารถนาทั้งหมดของผมไว้กับพระองค์”

เมื่อเรามาหาพระเจ้าด้วยชีวิตที่แตกสลาย ไม่ว่าจะถูกคนอื่นทำร้ายหรือเกิดจากตัวเราเอง พระเจ้าทรงรับเอาหัวใจที่แตกสลายของเรา และจะทรงสร้างเราขึ้นใหม่ “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ...สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 คร.5:17) ความรักและชีวิตที่มาจากพระเยซูคริสต์สามารถทำลายวงจรในอดีตและมอบอนาคตใหม่ให้กับเรา (ข้อ 14-15) และยังไม่จบเพียงเท่านี้! เราพบความหวังและกำลังที่พระเจ้าทรงเคยกระทำและจะทรงกระทำต่อไปในชีวิตของเราได้ในตลอดและทุกช่วงเวลาของชีวิตเรา

เอนกายอ่านหนังสือดีๆ

ประเทศเล็กๆอย่างไอซ์แลนด์เป็นประเทศของนักอ่าน มีรายงานว่าในแต่ละปีที่นี่มีการตีพิมพ์และมีอัตราการอ่านหนังสือต่อคนมากกว่าประเทศอื่นๆ ในคืนก่อนวันคริสต์มาสเป็นธรรมเนียมที่ชาวไอซ์แลนด์จะให้หนังสือแก่ครอบครัวและเพื่อนฝูงและอ่านกันจนดึกดื่น ธรรมเนียมนี้มีที่มาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีการจำกัดสินค้านำเข้าและกระดาษมีราคาถูก สำนักพิมพ์ในไอซ์แลนด์เริ่มปล่อยหนังสือใหม่จำนวนมากออกสู่ตลาดในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ปัจจุบันแคตตาล็อกหนังสือออกใหม่ในประเทศจะถูกส่งไปถึงทุกบ้านในไอซ์แลนด์ราวกลางเดือนพฤศจิกายน ธรรมเนียมนี้เรียกกันว่า คริสต์มาสที่ท่วมท้นไปด้วยหนังสือ

เราควรขอบคุณพระเจ้าที่ทรงอวยพรให้หลายคนมีของประทานในการแต่งเรื่องราวดีๆ และให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจหรือแรงกระตุ้นให้ผู้อื่นผ่านถ้อยคำ ไม่มีอะไรเทียบได้กับหนังสือดีๆสักเล่ม! หนังสือที่ขายดีที่สุดคือพระคัมภีร์นั้นเขียนโดยผู้เขียนจำนวนมากในรูปความเรียงและบทกวี บางเรื่องก็ยอดเยี่ยม บางเรื่องก็ไม่ดีนัก แต่ทุกเรื่องล้วนให้แรงดลใจ ตามที่อัครทูตเปาโลย้ำเตือนทิโมธี “​พระ​คัมภีร์ทุก​ตอน​ได้รับ​การ​ดล​ใจ​จาก​พระ​เจ้า และ​เป็น​ประโยชน์​ใน​การ​สอน การ​ตักเตือน​ว่า​กล่าว การ​ปรับปรุง​แก้ไข​คน​ให้​ดี และ​การ​อบรม​ใน​ทาง​ธรรม” และเตรียมคนของพระเจ้าให้พร้อม “ที่จะกระทำการดีทุกอย่าง” (2 ทธ.3:16-17) การอ่านพระคัมภีร์นั้นเปลี่ยนจิตใจ ดลใจและช่วยเราให้มีชีวิตเพื่อพระองค์และนำเราสู่ความจริง (2:15)

เมื่อเราอ่านหนังสือ ขออย่าให้เราลืมหาเวลาเอนกายอ่านหนังสือที่ดีที่สุดในโลก นั่นคือพระคัมภีร์

ลมหายใจและชีวิตแสนสั้น

แม่และน้องสาวรวมทั้งตัวฉันยืนอยู่ข้างเตียงพ่อ ขณะที่ลมหายใจของท่านเริ่มแผ่วลงเรื่อยๆจนกระทั่งท่านสิ้นลม ท่านเดินทางอย่างสงบไปยังอีกโลกหนึ่งซึ่งพระเจ้าทรงรอคอยอยู่ก่อนจะมีอายุครบ 89 ปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การจากไปของพ่อได้ทิ้งช่องว่างไว้ซึ่งเป็นที่ที่ท่านเคยอยู่ในใจเรา และมีเพียงความทรงจำและข้าวของที่เตือนใจเราให้ระลึกถึงท่าน แต่เรามีความหวังว่าวันหนึ่งเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

เรามีความหวังเช่นนั้นเพราะเราเชื่อว่าพ่อไปอยู่กับพระเจ้า ผู้ทรงรู้จักและรักท่าน เมื่อพ่อหายใจครั้งแรก พระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นและทรงระบายลมปราณเข้าไปในปอดของท่าน (อสย.42: 5) ก่อนลมหายใจแรกและในทุกลมหายใจของพ่อ พระเจ้าทรงเข้ามามีส่วนในทุกรายละเอียดของชีวิตพ่อ เช่นเดียวกับที่ทรงทำในชีวิตของคุณและฉัน พระเจ้าทรงออกแบบพ่อมาอย่างอัศจรรย์และทรง “ถักทอ” ท่านตั้งแต่ในครรภ์ (สดด.139:13-14) เมื่อลมหายใจสุดท้ายของพ่อหมดลง พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงอยู่ที่นั่น ทรงสวมกอดท่านด้วยความรักและนำท่านไปอยู่กับพระองค์ (ข้อ 7-10)

นี่เป็นความจริงสำหรับบุตรของพระเจ้าทุกคน พระองค์ทรงรู้จักทุกช่วงของชีวิตอันแสนสั้นของเราบนโลกนี้ (ข้อ 1-4) เรามีค่าสำหรับพระองค์ ในแต่ละวันที่เหลืออยู่และชีวิตในโลกใหม่ที่เรารอคอย ให้เราร่วมกับ “ทุกสิ่งที่หายใจ” ในการสรรเสริญพระเจ้า “จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด”! (150:6)

ทุกคนต้องการพี่เลี้ยง

ขณะเดินเข้าห้องทำงานของหัวหน้างานคนใหม่ ฉันรู้สึกระแวงและปั่นป่วน หัวหน้าเก่าของฉันดูแลแผนกของเราด้วยความเกรี้ยวกราดและดูแคลน ซึ่งบ่อยครั้งทำให้ฉันและคนอื่นต้องร้องไห้ ตอนนี้ฉันสงสัยว่าหัวหน้าคนใหม่จะเป็นแบบไหน ไม่นานหลังก้าวเข้าไปในห้องทำงานของหัวหน้าคนใหม่ ความกลัวของฉันหายไปเพราะเขาต้อนรับฉันอย่างอบอุ่นและขอให้ฉันพูดถึงตัวเองและความคับข้องใจ ฉันรู้ว่าเขาฟังอย่างตั้งใจจากคำพูดและการแสดงออกที่อ่อนโยนที่ทำให้รู้ว่าเขาห่วงใยจริงๆ ผู้เชื่อในพระเยซูคนหนึ่งได้กลายเป็นพี่เลี้ยงในที่ทำงาน เป็นผู้ให้กำลังใจและเป็นเพื่อนของฉัน

อัครทูตเปาโลเป็นพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณของทิตัสผู้เป็น “บุตรแท้ของข้าพเจ้าในความเชื่อเดียวกัน” (ทต.1:4) ในจดหมายถึงทิตัส เปาโลให้คำแนะนำและแนวทางที่เป็นประโยชน์เพื่อการทำหน้าที่ของเขาในคริสตจักร ท่านไม่เพียงสอน แต่ได้เป็นแบบอย่างในการ “สั่งสอนให้สอดคล้องกับคำสอนอันมีหลัก” (2:1) เป็น “แบบอย่างในการดีทุกอย่าง” และจงสุจริตและมีใจสูง และ “ใช้คำพูดอันมีหลัก” (ข้อ 7-8) ซึ่งทำให้ทิตัสกลายเป็นหุ้นส่วน น้องชาย และผู้ร่วมงานของท่าน (2 คร.2:13; 8:23) และเป็นพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณของผู้อื่น

เราหลายคนเคยได้รับประโยชน์จากพี่เลี้ยงฝ่ายวิญญาณ คุณครู ครูฝึก คุณปู่คุณย่า ผู้นำอนุชนหรือศิษยาภิบาลของเรา ผู้นำเราด้วยความรู้ สติปัญญา การหนุนใจและความเชื่อในพระเจ้าของพวกท่าน แล้วใครจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากบทเรียนฝ่ายวิญญาณที่คุณได้เดินร่วมกับพระเยซู

อย่าโดนหลอก

แมลงตะเกียงลายจุดเป็นแมลงสวยงามที่มีปีกชั้นนอกเป็นจุดๆ และมีแต้มสีแดงสดที่ปีกชั้นในซึ่งสามารถจะมองเห็นได้เวลาบิน แต่ความสวยงามนั้นเป็นสิ่งลวงตา แมลงชนิดนี้ถูกพบครั้งแรกในสหรัฐเมื่อปี 2014 นับเป็นแมลงต่างถิ่นที่รุกรานทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งหมายความว่ามันสามารถทำลายสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจได้ มันจะ “กินน้ำเลี้ยงของพืชที่มีเนื้อไม้ทุกชนิด” รวมทั้งต้นเชอร์รี่และไม้ผลอื่นๆ แล้วปล่อยน้ำเหนียวๆที่ทำให้เกิดเชื้อรา และทำให้ต้นไม้นั้นตายหรืออ่อนแอจนไม่สามารถออกผลได้

จากเรื่องราวของอาดัมและเอวา เราเรียนรู้ว่ามีอันตรายอีกแบบหนึ่ง งูหรือซาตานหลอกให้ทั้งสองไม่เชื่อฟังพระเจ้าและกินผลไม้ต้องห้าม เพื่อพวกเขาจะ “เป็นเหมือนพระเจ้า” (ปฐก.3:1-7) แต่ทำไมเขาจึงฟังงูนั้น เพียงแค่คำพูดของมันเท่านั้นหรือที่ล่อใจเอวา หรือมันมีอย่างอื่นที่ดึงดูดใจ พระวจนะบอกว่าซาตานถูกสร้างขึ้นอย่างงดงาม (อสค.28:12) แต่มันล้มลงเพราะการทดลองเดียวกับที่มันใช้ล่อลวงเอวา นั่นคือ “ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด” (อสย.14:14; อสค.28:9)

ความงดงามของซาตานถูกใช้เพื่อล่อลวง (ปฐก.3:1; ยน.8:44; 2 คร.11:14) เมื่อมันล้มลงในบาป มันก็หาทางดึงคนอื่นให้ล้มลง หรือขัดขวางไม่ให้เติบโต แต่เรามีพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ยิ่งกว่าอยู่ข้างเรา! เราสามารถวิ่งไปหาพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดผู้งดงามของเรา

ความงดงามในที่มืดมิด

เมื่อฉันและสามีออกสำรวจพื้นที่เล็กๆที่ขรุขระของรัฐไวโอมิง ฉันเห็นต้นทานตะวันในที่แห้งแล้งซึ่งมีแต่หิน ที่ซึ่งพืชจำพวกไม้พุ่ม ตำแย กระบองเพชรและพวกพืชลำต้นผอมแห้งขึ้นอยู่ ทานตะวันต้นนี้ไม่สูงเท่าต้นทานตะวันทั่วไป แต่สีของมันยังสดใส และทำให้ฉันเบิกบานใจ

ความงดงามที่ไม่คาดคิดในภูมิประเทศทุรกันดาร ทำให้ฉันนึกถึงชีวิตที่อาจดูเหี่ยวเฉาและหดหู่แม้จะเป็นผู้เชื่อในพระเยซู ปัญหาที่ดูยากเกินจะก้าวผ่าน คำอธิษฐานของเราที่บางครั้งก็ดูเหมือนถูกมองข้าม เช่นเดียวกับการคร่ำครวญของดาวิดผู้เขียนสดุดี “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเงี่ยพระกรรณตอบข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ยากจนและขัดสน” (สดด.86:1) เราเองก็ปรารถนาความยินดีเช่นเดียวกับดาวิด (ข้อ 4)

แต่ดาวิดยังคงประกาศว่า เรารับใช้พระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ (ข้อ 11) “กอปรด้วยพระกรุณาและพระเมตตา” (ข้อ 15) ผู้ทรงอุดมด้วยความรักมั่นคงต่อบรรดาผู้ร้องทูลพระองค์ (ข้อ 5) พระองค์ทรงตอบคำร้องทูลของเรา (ข้อ 7)

บางครั้งพระเจ้าทรงส่งดอกทานตะวันมาในเวลาที่มืดมน คือข้อความหรือคำหนุนใจจากเพื่อน ข้อพระคำหนุนใจ หรือดวงอาทิตย์ขึ้นอันงดงาม ซึ่งช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าด้วยย่างก้าวที่สดใสและมีความหวัง แม้ในขณะที่เรารอคอยวันที่จะได้มีประสบการณ์การช่วยกู้จากความยากลำบาก ก็ขอให้เราประกาศร่วมกับผู้เขียนสดุดีว่า “พระองค์ใหญ่ยิ่ง และทรงกระทำการอัศจรรย์ พระองค์แต่องค์เดียวทรงเป็นพระเจ้า” (ข้อ 10)

ในหัวใจของเรา

หลังจากเด็กชายมีปัญหาที่โรงเรียน พ่อของเขาได้สอนเขาท่องคำปฏิญาณนี้ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนว่า “ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาในเช้านี้ ผมจะไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ... และเป็นผู้นำในแบบที่พระเจ้าทรงสร้างให้ผมเป็น” คำปฏิญาณนี้เป็นวิธีการหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อหวังจะช่วยลูกชายในการประพฤติตนและจัดการกับปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่พ่อช่วยลูกชายให้ท่องจำคำปฏิญาณนี้ ในแง่หนึ่งเขากำลังทำเหมือนกับสิ่งที่พระเจ้าบัญชาชนชาติอิสราเอลในถิ่นทุรกันดารว่า “จงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้าบัญชาพวกท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน...จงอุตส่าห์สอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน” (ฉธบ.6:6-7)

หลังจากเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี ชนชาติอิสราเอลในรุ่นถัดมากำลังจะได้เข้าไปยังดินแดนแห่งพระสัญญา พระเจ้าทรงรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะทำได้สำเร็จ เว้นแต่พวกเขาจะจดจ่ออยู่ที่พระองค์ ดังนั้นพระองค์จึงกำชับพวกเขาผ่านทางโมเสสให้จดจำและเชื่อฟังพระองค์ และให้สอนลูกหลานให้รู้จักและรักพระเจ้าโดยการพูดถึงพระคำของพระองค์ “เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทาง และนอนลงหรือลุกขึ้น” (ข้อ 7)

ในทุกวันใหม่ เราเองก็ตั้งใจยอมให้พระวจนะนำจิตใจและความคิดของเรา ได้เช่นกัน ขณะที่เราใช้ชีวิตโดยสำนึกในพระคุณของพระองค์

สร้างมาเพื่อกันและกัน

“ฉันดูแลเขา เมื่อเขามีความสุข ฉันก็มีความสุข” สเตลล่ากล่าว เมิร์ลตอบว่า “ผมมีความสุขเมื่อเธออยู่ใกล้” เมิร์ลกับสเตลล่าแต่งงานกันมา 79 ปี เร็วๆนี้เมื่อเมิร์ลต้องเข้าไปอยู่บ้านพักคนชรา เขาหดหู่ สเตลล่าจึงยินดีพาเขากลับบ้าน เขาอายุ 101 ปีและเธออายุ 95 ปี แม้เธอต้องใช้เครื่องช่วยเดินเวลาไปไหนมาไหน แต่เธอก็ทำสิ่งที่ทำได้เพื่อสามีด้วยความรัก เช่นเตรียมอาหารที่เขาชอบ แต่เธอทำด้วยตัวเองลำพังไม่ได้ สเตลล่ามีหลานๆและเพื่อนบ้านคอยช่วยในสิ่งที่เธอไม่สามารถจัดการได้

ระลึกถึง

ในวันทหารผ่านศึก ฉันนึกถึงอดีตทหารหลายคน โดยเฉพาะพ่อและลุงของฉัน ซึ่งประจำการในกองทัพช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พวกท่านรอดกลับมาบ้าน แต่ครอบครัวนับแสนต้องสูญเสียคนที่รักจากการรับใช้ชาติในสงคราม เมื่อถูกตั้งคำถาม พ่อและทหารส่วนใหญ่ในยุคนั้นบอกว่า พวกเขาเต็มใจสละชีพเพื่อปกป้องคนที่รัก และยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง

เมื่อใครสักคนเสียชีวิตจากการปกป้องประเทศ ยอห์น 15:13 “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่ง ผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” มักถูกกล่าวในพิธีไว้อาลัยเพื่อเป็นเกียรติแก่การเสียสละของพวกเขา แต่อะไรคือเหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหลังพระธรรมข้อนี้

เมื่อพระเยซูตรัสคำเหล่านี้กับสาวกระหว่างอาหารมื้อสุดท้าย ใกล้ถึงเวลาที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ ยูดาสหนึ่งในสาวกของพระองค์ได้ละทิ้งและทรยศพระองค์แล้ว (13:18-30) พระคริสต์ทรงทราบทุกสิ่ง แต่ยังทรงเลือกสละชีวิตเพื่อสหายและศัตรูของพระองค์

พระเยซูทรงเต็มพระทัยและพร้อมจะสิ้นพระชนม์เพื่อผู้ที่วันหนึ่งจะเชื่อในพระองค์ แม้กระทั่งผู้ที่ยังเป็นศัตรูกับพระองค์ (รม.5:10) ทรงขอให้สาวก (ในอดีตและปัจจุบัน) “รักซึ่งกันและกัน” เหมือนที่พระองค์ทรงรักพวกเขา (ยน.15:12) ความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ผลักดันให้เรามอบความรักที่เสียสละแก่ผู้อื่น ไม่ว่าเพื่อนหรือศัตรู