ผู้เขียน

ดูทั้งหมด
Lisa M. Samra

Lisa Samra

Lisa desires to see Christ glorified in her life and in the ministries where she serves. Born and raised in Texas, Lisa is always on the lookout for sweet tea and brisket. She graduated with a Bachelor of Journalism from the University of Texas and earned a Master of Biblical Studies degree from Dallas Theological Seminary. Lisa now lives in Grand Rapids, Michigan, with her husband, Jim, and their four children. In addition to writing, she is passionate about facilitating mentoring relationships for women, and developing groups focused on spiritual formation and leadership development. Lisa has been blessed to travel extensively and often finds inspiration from experiencing the beauty of diverse cultures, places, and people. Lisa enjoys good coffee, running, and reading—just not all at the same time.

บทความ โดย Lisa Samra

ยึดแน่นในความจริง

ครอบครัวของฉันอาศัยในบ้านอายุเกือบร้อยปีที่มีลักษณะพิเศษหลายอย่าง รวมถึงผนังฉาบพื้นผิวสวยงาม ช่างได้เตือนว่าผนังแบบนี้ ถ้าจะแขวนรูปภาพต้องเจาะตะปูเข้าไปยึดในเนื้อไม้หรือใช้พุกยึดผนัง ไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงที่รูปจะตกกระแทกพื้น ทิ้งให้ผนังเป็นรูโบ๋ไม่น่าดู

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ใช้ภาพเปรียบเทียบของหมุดที่ตอกแน่นบนผนังเพื่ออธิบายบุคคลที่ไม่มีบทบาทเด่นนักในพระคัมภีร์ชื่อว่าเอลียาคิม เขาไม่เหมือนเชบนาที่เป็นพนักงานฉ้อฉล (อสย.22:15-19) และชาวอิสราเอลเองที่หาความเข้มแข็งจากตัวเอง (ข้อ 8-11) เอลียาคิมวางใจพระเจ้า อิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงการเลื่อนตำแหน่งของเอลียาคิมที่จะได้เป็นผู้จัดการในวังให้กับกษัตริย์เฮเซคียาห์ ท่านเขียนว่าพระเจ้าจะตอกเอลียาคิมไว้เหมือน “ตอกหมุดในที่มั่นคง” (ข้อ 23) การยึดแน่นในความจริงและพระคุณของพระเจ้ายังทำให้เอลียาคิมกลายเป็นที่ยึดให้กับครอบครัวและคนของเขา (ข้อ 22-24)

แต่อิสยาห์ก็สรุปการพยากรณ์ของท่านด้วยคำเตือนที่จริงจังว่าไม่มีใครจะเป็นความปลอดภัยได้ดีที่สุดให้เพื่อนหรือครอบครัวได้ เราทุกคนจะหลุดออกมา (ข้อ 25) หมุดยึดที่วางใจได้ที่สุดเพียงผู้เดียวในชีวิตเราคือพระเยซู (สดด.62: 5-6; มธ.7:24) เมื่อเราดูแลและแบ่งเบาภาระผู้อื่น เราควรชี้ให้เขาเห็นถึงพระองค์ ผู้เป็นที่หมุดยึดที่มั่นคง

นี่คือพระเยซู!

ในตอนหนึ่งของอเมริกาก็อททาเลนต์ รายการแข่งขันความสามารถพิเศษ
ยอดนิยมทางโทรทัศน์ของสหรัฐ เด็กหญิงวัยห้าขวบร้องเพลงด้วยพลังและความสดใส ทำให้กรรมการเปรียบเธอกับนักร้องและนักเต้นเด็กที่มีชื่อเสียงในยุค 1930 เขาบอกว่า “ผมคิดว่าเชอรี่ เทมเปิ้ลแอบอยู่สักแห่งในตัวเธอแน่ๆ” คำตอบโต้ที่ไม่คาดคิดของเธอคือ “ไม่ใช่เชอรี่ เทมเปิ้ล แต่เป็นพระเยซู!”

ฉันประหลาดใจที่เด็กหญิงตระหนักรู้ว่า ความชื่นชมยินดีของเธอมาจากพระเยซูผู้ทรงสถิตอยู่ภายใน พระคัมภีร์ทำให้เรามั่นใจถึงความจริงอันน่าอัศจรรย์ว่า ทุกคนที่วางใจในพระองค์ไม่เพียงได้รับพระสัญญาแห่งชีวิตนิรันดร์ในพระเจ้า แต่พระเยซูจะทรงสถิตอยู่กับพวกเขาโดยทางพระวิญญาณของพระองค์ด้วยนั่นคือใจของเราได้กลายเป็นบ้านของพระเยซู (คส.1:27; อฟ.3:17)

การทรงสถิตของพระเยซูในใจเราทำให้เรามีเหตุผลนับไม่ถ้วนที่จะขอบพระคุณ (คส.2:6-7) พระองค์ทรงทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีวัตถุประสงค์และมีพลัง (1:28-29) พระองค์ทรงหว่านความชื่นชมยินดีในหัวใจเราในทุกๆสถานการณ์ ทั้งเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและการทนทุกข์ (ฟป.4:12-13) พระวิญญาณของพระคริสต์ทรงประทานความหวังแก่หัวใจของเราว่า พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งเพื่อให้เกิดผลดีแม้เราจะไม่สามารถมองเห็นได้ (รม.8:28) และพระวิญญาณทรงประทานสันติสุขซึ่งคงอยู่แม้จะมีความสับสนวุ่นวายวนเวียนอยู่รอบๆเรา (คส.3:15)

ด้วยความมั่นใจที่มีเมื่อพระเยซูทรงสถิตในใจ เราสามารถให้การทรงสถิตของพระองค์ส่องประกายผ่านตัวเรา เพื่อให้ผู้อื่นได้สังเกตเห็น

ไม่เคยโดดเดี่ยว

นี่คือความทุกข์ที่ทรมานกว่าการเป็นคนไร้บ้าน ความหิวโหยหรือเจ็บป่วย” แม็กกี้ เฟอร์กัสสัน เขียนไว้ในนิตยสารดิอิโคโนมิส 1843 ในหัวเรื่องความโดดเดี่ยวว่า “เฟอร์กัสสันบันทึกอัตราที่เพิ่มขึ้นของความโดดเดี่ยว” โดยไม่คำนึงถึงสถานภาพทางสังคมหรือเศรษฐกิจ ด้วยการใช้ตัวอย่างที่บีบคั้นหัวใจเพื่อแสดงให้รู้ว่าผู้ที่โดดเดี่ยวรู้สึกอย่างไร

ความเจ็บปวดจากการรู้สึกโดดเดี่ยวไม่ใช่สิ่งใหม่ แท้จริงแล้วความเจ็บปวดจากความโดดเดี่ยวสะท้อนถึงสิ่งที่บันทึกในหนังสือโบราณที่ชื่อปัญญาจารย์ เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือนี้เขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอน ใจความโดยรวมพูดถึงความเศร้าโศกของผู้ที่บกพร่องในการมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้อื่น (4:7-8) ผู้เขียนคร่ำครวญว่าเป็นไปได้ที่จะมีความมั่งคั่งในทรัพย์สมบัติ แต่ยังรู้สึกไร้ค่าเพราะไม่มีใครให้ร่วมแบ่งปัน

แต่ผู้เขียนยังรับรู้ได้ถึงความงดงามของมิตรภาพ โดยเขียนว่าเพื่อนช่วยคุณให้บรรลุผลสำเร็จได้มากกว่าที่คุณจะทำได้โดยลำพังตัวเอง (ข้อ 9) มิตรภาพช่วยเราในเวลาที่จำเป็น (ข้อ 10) สองคนทำให้อุ่นใจ (ข้อ 11) และเพื่อนสามารถให้การคุ้มครองในสถานการณ์ที่ยากลำบาก (ข้อ 12)

ความโดดเดี่ยวเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบาก พระเจ้าทรงสร้างเราเพื่อที่จะให้และรับประโยชน์จากมิตรภาพและการอยู่ร่วมกัน หากคุณรู้สึกโดดเดี่ยว จงอธิษฐานที่พระเจ้าจะช่วยคุณผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้อื่น ในขณะเดียวกัน ขอให้คุณมีกำลังใจจากความจริงที่ว่าผู้เชื่อจะไม่มีวันโดดเดี่ยว เพราะพระวิญญาณของพระเยซูทรงอยู่กับเราเสมอ (มธ.28:20)

จงเป่าแตร

“แทพส์” คือการเป่าแตรของกองทัพสหรัฐในตอนสิ้นสุดวันและในพิธีฝังศพ ฉันประหลาดใจเมื่อได้อ่านเนื้อเพลงอย่างไม่เป็นทางการหลายท่อนและพบว่าทุกท่อนจบด้วยวลี “พระเจ้าทรงอยู่ใกล้” ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ความมืดกำลังเคลื่อนเข้ามา หรือในยามเศร้าโศกที่ต้องสูญเสียคนที่รัก เนื้อเพลงได้ให้คำมั่นอันงดงามแก่เหล่าทหารว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้

ในพันธสัญญาเดิม เสียงแตรเป็นสิ่งที่ใช้เตือนชนชาติอิสราเอลด้วยเช่นกันว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้ ในระหว่างการเฉลิมฉลองและงานเทศกาลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับชนชาติอิสราเอล คนยิวจะต้อง “เป่าแตร” (กดว.10:10) การเป่าแตรเตือนให้รู้ว่าพระเจ้าไม่เพียงทรงสถิตอยู่ด้วยเท่านั้น แต่ยังทรงพร้อมเสมอในยามที่พวกเขาต้องการพระองค์มากที่สุด และพระองค์ทรงปรารถนาที่จะช่วยพวกเขา

วันนี้เรายังคงต้องการสิ่งเตือนใจให้รู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้ และเราสามารถร้องเรียกพระเจ้าในคำอธิษฐานและบทเพลงตามรูปแบบการนมัสการของเรา บางทีคำอธิษฐานของเราอาจเปรียบได้กับเสียงแตรที่ร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และคำหนุนใจอันงดงามคือพระเจ้าทรงสดับฟังผู้ที่ร้องหาพระองค์เสมอ (1 ปต.3:12) พระเจ้าทรงตอบทุกๆคำอ้อนวอนโดยทรงให้ความมั่นใจถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ ซึ่งเสริมกำลังและปลอบประโลมเราในยามยากลำบากและในยามทุกข์โศกของชีวิต

ความสุขเปรมปรีดิ์มีแก่ชาวโลก

คริสต์มาสทุกปีเราจะตกแต่งบ้านด้วยฉากวันประสูติจากทั่วโลก เรามีพีระมิดวันประสูติจากเยอรมัน ฉากในรางหญ้าที่ทำด้วยไม้มะกอกจากเบธเลเฮม และฉากชนบทในเม็กซิโกที่สีสันสดใส ชิ้นโปรดของครอบครัวเราเป็นฉากทางเข้าแปลกๆจากแอฟริกา แทนที่จะมีแกะและอูฐตามแบบฉบับเดิม กลับมีฮิปโปที่จ้องมองพระกุมารเยซูอย่างสุขใจ

มุมมองทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกันซึ่งสะท้อนในฉากวันประสูติเหล่านี้ ทำให้ฉันอบอุ่นหัวใจเมื่อได้พินิจพิจารณาเครื่องเตือนใจอันงดงามแต่ละชิ้น ว่าการประสูติของพระเยซูไม่ใช่เพื่อชนชาติใดชนชาติหนึ่ง แต่เป็นข่าวดีสำหรับคนทั้งโลก เป็นเหตุผลให้ทุกคนจากทุกประเทศและทุกชาติพันธุ์ชื่นชมยินดี

ทารกน้อยที่ปรากฏในแต่ละฉากวันประสูติแสดงให้เห็นพระทัยของพระเจ้าที่ทรงมีต่อทั้งโลกนี้ ดังที่ยอห์นบันทึกไว้ในบทสนทนาของพระคริสต์กับฟาริสีช่างถามชื่อนิโคเดมัสว่า “เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​รัก​โลก จน​ได้​ทรง​ประทาน​พระ​บุตร​องค์​เดียว​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​ทุก​คน​ที่​วางใจ​ใน​พระ​บุตร​นั้น​จะ​ไม่​พินาศ แต่​มี​ชีวิต​นิรันดร์​” (ยน.3:16)

พระเยซูเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเรียกที่ใดในโลกนี้ว่าบ้าน การประสูติของพระเยซูคือความรักและสันติสุขที่พระเจ้าทรงหยิบยื่นให้คุณ และทุกคนที่พบชีวิตใหม่ในพระคริสต์ “จากทุก​เผ่า ทุก​ภาษา ทุก​ชาติ​และ​ทุก​ประเทศ​” ในวันหนึ่งจะได้สรรเสริญพระสิริของพระเจ้าไปตลอดนิรันดร์ (วว.5:9)

สิทธิพิเศษแห่งคำอธิษฐาน

บทเพลงจากชีวิตของนักร้องคริส สเตเปิลตัน ชื่อ “พ่อไม่อธิษฐานอีกแล้ว” ได้รับแรงบันดาลใจจากคำอธิษฐานของพ่อที่อธิษฐานเผื่อเขา เนื้อเพลงพูดถึงสาเหตุที่คำอธิษฐานของพ่อต้องสิ้นสุดลง ไม่ใช่เพราะท้อแท้หรืออ่อนระอา แต่เพราะท่านเสียชีวิต สเตเปิลตันจินตนาการว่า ณ เวลานี้แทนที่พ่อของเขาจะพูดกับพระเยซูผ่านคำอธิษฐาน แต่ท่านคงกำลังเดินคุยกับพระองค์หน้าต่อหน้า

ความทรงจำของสเตเปิลตันเรื่องคำอธิษฐานของพ่อทำให้คิดถึงพ่อคนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่อธิษฐานเผื่อลูกของตน เมื่อกษัตริย์ดาวิดเริ่มชราแล้ว พระองค์ได้ทรงตระเตรียมเพื่อโอรสคือซาโลมอนจะมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล

หลังจากเรียกประชาชนมาชุมนุมกันเพื่อเจิมตั้งซาโลมอน ดาวิดนำประชาชนให้อธิษฐานเช่นที่ได้เคยทำมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง ขณะที่ดาวิดบรรยายถึงความสัตย์ซื่อที่พระเจ้ามีต่ออิสราเอล พระองค์ทูลขอให้ประชาชนยังคงจงรักภักดีต่อพระเจ้า จากนั้นทรงทูลขอในเรื่องส่วนตัวเจาะจงถึงโอรสของพระองค์ ขอให้พระเจ้า “ทรง​โปรด​ซาโลมอน​บุตร​ของ​ข้า​พระ​องค์​ให้​มี​จิตใจ​จริงที่​จะ​รักษา​บรรดา​พระ​บัญญัติ​ของ​พระ​องค์ ​พระ​โอวาท​ของ​พระ​องค์ และ​กฎเกณฑ์​ของ​พระ​องค์” (1 พศด.29:19)

พวกเราก็มีสิทธิพิเศษที่จะทูลขอเพื่อคนที่พระเจ้าวางไว้ในชีวิตของเราเช่นกัน แบบอย่างความสัตย์ซื่อของเราสามารถสร้างผลกระทบที่จะคงอยู่แม้หลังเราจากไป เช่นเดียวกับที่พระเจ้ายังทรงตอบคำอธิษฐานเพื่อซาโลมอนและอิสราเอลแม้หลังจากที่ดาวิดเสียชีวิตแล้ว ผลแห่งคำอธิษฐานของเราก็จะคงอยู่ยาวนานกว่าชีวิตของเราเช่นกัน

ผลิตผลที่แสนหวาน

ตอนที่เราซื้อบ้านนั้นเราก็ได้ครอบครองสวนองุ่นที่ปลูกไว้อย่างดี ในฐานะชาวสวนมือใหม่ ครอบครัวของเราทุ่มเวลาในการเรียนรู้ที่จะตัดแต่งกิ่ง รดน้ำ และดูแลสวน เมื่อการเก็บเกี่ยวครั้งแรกมาถึง ฉันเด็ดองุ่นจากพวงใส่ปากเพียงเพื่อจะพบความผิดหวังจากรสเปรี้ยวบาดใจ

ความหงุดหงิดใจที่ฉันรู้สึกจากการดูแลสวนองุ่นด้วยความอุตสาหะเพียงเพื่อจะได้ผลผลิตแย่ๆสะท้อนความรู้สึกในอิสยาห์บทที่ 5 ซึ่งเราได้อ่านเรื่องเปรียบเทียบถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับชนชาติอิสราเอล พระเจ้าในภาพของชาวสวนผู้ซึ่งปรับพื้นที่เนินเขาเก็บกวาดเศษขยะ ปลูกองุ่นพันธุ์ดี สร้างหอคอยเพื่อเฝ้าระวัง และสกัดบ่อย่ำองุ่นเพื่อชื่นชมกับผลผลิตของพระองค์ (อสย.5:1-2) เป็นความเศร้าใจของชาวสวนที่สวนองุ่นคือชนชาติอิสราเอลนั้น ให้ผลผลิตรสเปรี้ยวของความเห็นแก่ตัว ความอยุติธรรม และการกดขี่ (ข้อ 7) ในที่สุดพระเจ้าทรงฝืนพระทัยทำลายสวนนั้นแต่ทรงเก็บเถาองุ่นบางส่วนไว้ด้วย หวังว่าสักวันหนึ่งมันจะให้ผลผลิตที่ดี

พระเยซูใช้ภาพสวนองุ่นอีกครั้งหนึ่งในพระธรรมยอห์น ทรงตรัสว่า “เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นจะเกิดผลมาก” (ยน.15:5) ในภาพเปรียบเทียบนี้ พระเยซูวาดภาพผู้เชื่อเป็นแขนงที่ติดอยู่กับพระองค์ซึ่งเป็นเถาองุ่น ในเวลานี้ขณะที่เรายังคงติดสนิทกับพระเยซูได้ผ่านการขะมักเขม้นอธิษฐานต่อพระวิญญาณของพระองค์เราจึงได้รับการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เรามีผลผลิตที่หอมหวานที่สุด นั่นคือความรัก

เลือกที่จะมีความหวัง

ฉันเป็นหนึ่งในหลายล้านคนทั่วโลกที่ต้องทนทุกข์กับภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เป็นภาวะที่เกิดกับผู้ที่อยู่ในที่ซึ่งมีแสงอาทิตย์จำกัดในฤดูหนาวที่มีช่วงกลางวันสั้น เมื่อฉันเริ่มกลัวว่าความหนาวเหน็บของฤดูหนาวจะไม่มีวันสิ้นสุด ฉันเริ่มอยากเห็นสัญญาณว่ากลางวันที่ยาวนานและอบอุ่นขึ้นกำลังจะมาถึง

สัญญาณแรกของฤดูใบไม้ผลิคือดอกไม้เริ่มแทรกตัวผ่านหิมะออกมาอย่างกล้าหาญ นี่เป็นเครื่องเตือนใจที่ทรงพลังว่า ความหวังในพระเจ้าจะฝ่าทะลุฤดูกาลที่มืดมิดที่สุดของเราได้เช่นกัน มีคาห์ยอมรับขณะยืนหยัดในความปวดร้าวใจของ “ฤดูหนาว” ที่ชนชาติอิสราเอลหันออกจากทางของพระเจ้า ขณะประเมินสถานการณ์ที่มืดมนท่านคร่ำครวญว่า “จะหาคนซื่อตรงสักคนก็ไม่มี” (มคา.7:2)

แม้สถานการณ์จะดูเลวร้าย แต่มีคาห์ไม่ยอมหมดหวัง ท่านเชื่อมั่นว่าพระเจ้ากำลังทำงาน (ข้อ 7) แม้อยู่ในท่ามกลางการทำลายล้าง และท่านก็ยังไม่เห็นสัญญาณใดๆจากพระเจ้า

เราต้องเผชิญความยากลำบากเช่นเดียวกับมีคาห์ เมื่อเราอยู่ในความมืดมิดที่ดูเหมือนไม่สิ้นสุดของ “ฤดูหนาว” และฤดูใบไม้ผลิดูเหมือนจะมาไม่ถึง เราจะยอมสิ้นหวังหรือไม่ หรือเราจะ “มองดูพระเจ้า” (ข้อ 7)

ความหวังในพระเจ้าของเราไม่มีวันสูญเปล่า (รม.5:5) พระองค์จะนำช่วงเวลาที่ไร้ซึ่ง “ฤดูหนาว” คือเวลาที่ไม่มีการร้องไห้และความเจ็บปวดมาให้เรา (วว.21:4) จนกว่าจะถึงวันนั้น ให้เราพักสงบอยู่ในพระองค์และยอมรับว่า “ความหวังของข้าพระองค์อยู่ในพระองค์” (สดด.39:7)

กุญแจแห่งรัก

ฉันยืนทึ่งกับแม่กุญแจหลายแสนตัวที่สลักชื่อย่อของคู่รักเอาไว้และแขวนอยู่ในพื้นที่ทุกตารางนิ้วบนสะพานปงเดซาร์ในปารีส สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำแซนแห่งนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์แห่งความรัก และการประกาศคำมั่นสัญญา “ชั่วนิรันดร์” ของคู่รัก ในปี 2014 กุญแจแห่งรักเหล่านี้มีน้ำหนักราวห้าสิบตัน และเป็นเหตุให้สะพานบางส่วนพังลงมาจึงต้องถอดกุญแจออก

ปรากฏการณ์ของกุญแจแห่งรักจำนวนมากนี้ชี้ให้เห็นถึงความปรารถนาลึกๆของมนุษย์ที่ต้องการเครื่องรับประกันว่าความรักจะมั่นคง ในหนังสือเพลงซาโลมอนจากพันธสัญญาเดิมได้บรรยายภาพของคู่รัก ฝ่ายหญิงบอกถึงความปรารถนาในรักที่มั่นคง โดยการขอให้คนรักของเธอ “แนบดิฉันไว้ให้เป็นเนื้อเดียวดุจดวงตราแขวนอยู่ที่ใจของเธอ ประดุจดวงตราบนแขนของเธอ” (พซม.8:6) ความปรารถนาของเธอคือการอยู่อย่างปลอดภัยและมั่นคงในความรักของเขาเหมือนกับตราที่ประทับบนหัวใจของเขา หรือแหวนบนนิ้วของเขา

ความปรารถนาแห่งรักอันยั่งยืนของหนุ่มสาวที่บรรยายไว้ในเพลงซาโลมอนชี้ให้เราเห็นความจริงจากพระธรรมเอเฟซัสในพันธสัญญาใหม่ ที่บอกว่าเราได้รับการผนึก “ตรา” ไว้ด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า (1:13) ในขณะที่ความรักของมนุษย์อาจแปรเปลี่ยน และกุญแจอาจถูกถอดออกจากสะพาน แต่พระวิญญาณของพระคริสต์ผู้สถิตอยู่ภายในเรา ทรงเป็นตราประทับนิรันดร์ที่แสดงถึงความรักอันมั่นคงและไม่สิ้นสุดที่พระเจ้ามีต่อลูกของพระองค์ทุกคน