Category  |  ODB

พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่!

ลายนิ้วมือถูกใช้เพื่อระบุตัวตนมนุษย์มานานแล้ว แต่ก็มีการคัดลอกเพื่อปลอมขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับรูปแบบม่านตาของคนเราที่ใช้เป็นเครื่องระบุตัวตนที่เชื่อถือได้ จนกระทั่งมีคนใช้คอนแทคเลนส์เพื่อเปลี่ยนรูปแบบของม่านตาทำให้ผลออกมาผิดเพี้ยน การใช้ลักษณะทางกายภาพเพื่อระบุตัวตนอาจถูกปลอมแปลงได้ แล้วอะไรคือคุณสมบัติที่จะใช้ระบุตัวตนที่มีเพียงหนึ่งเดียวได้ มนุษย์ทุกคนมีรูปแบบหลอดเลือดที่เป็นเอกลักษณ์และปลอมแปลงไม่ได้ “แผนผังเส้นเลือด” เฉพาะบุคคลคือสิ่งระบุตัวตนที่ไม่ซ้ำกับใคร ทำให้คุณแตกต่างจากมนุษย์คนอื่นบนโลกนี้

การใคร่ครวญถึงความซับซ้อนดังกล่าวของมนุษย์น่าจะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอัศจรรย์ใจและการยกย่องในองค์พระผู้ทรงสร้างเรา ดาวิดเตือนเราว่าพระเจ้าทรงสร้างเราอย่าง “มหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม” (สดด.139:14 TNCV) และนี่จึงเป็นเหตุที่เราสมควรจะเฉลิมฉลอง ที่จริงแล้วสดุดี 111:2 บอกกับเราว่า “บรรดาพระราชกิจของพระเจ้าใหญ่ยิ่ง เป็นที่ค้นคว้าของทุกคนที่พอใจ”

สิ่งที่มีค่าคู่ควรกับความสนใจของเรายิ่งไปกว่านั้นคือ องค์พระผู้ทรงสร้าง ในขณะที่เราเฉลิมฉลองพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เราต้องเฉลิมฉลองพระองค์ด้วย! พระราชกิจนั้นยิ่งใหญ่ แต่พระองค์ใหญ่ยิ่งกว่า ดังที่ผู้เขียนสดุดีอธิษฐานว่า “เพราะพระองค์ใหญ่ยิ่งและทรงกระทำการอัศจรรย์ พระองค์แต่องค์เดียวทรงเป็นพระเจ้า” (86:10)

วันนี้เมื่อเราใคร่ครวญถึงความยิ่งใหญ่แห่งพระราชกิจของพระเจ้า ให้เรายกย่องชื่นชมในความเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของพระองค์ด้วย

รักเหมือนที่แม่รัก

ฮวนนิต้าเล่าให้หลานชายฟังถึงการเติบโตขึ้นมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอเมริกา ครอบครัวที่ยากจนของเธอมีเพียงแอปเปิลเพื่อประทังชีวิต และสัตว์ป่าที่พ่อเธอจะล่ามาได้ เมื่อไหร่ที่พ่อจับกระรอกมาทำเป็นอาหารมื้อเย็น แม่ของเธอจะพูดว่า “เอาหัวกระรอกมาให้แม่ แม่อยากกินแต่หัวของมัน เนื้อส่วนนี้อร่อยที่สุด” หลายปีต่อมา ฮวนนิต้าจึงรู้ว่าหัวกระรอกนั้นไม่มีเนื้อ แม่ไม่ได้กินหัวกระรอก แม่แค่แสร้งทำว่ามันเป็นของดีหายาก “เพื่อที่พวกเราลูกๆจะได้กินมากขึ้นโดยไม่ต้องเป็นห่วงท่าน”

วันพรุ่งนี้เมื่อเราจะฉลองวันแม่ ขอให้เราเล่าเรื่องราวการอุทิศทุ่มเทของแม่ของเราเช่นกัน เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับแม่ และเพียรพยายามที่จะรักให้ได้เหมือนที่แม่รัก

เปาโลรับใช้คริสตจักรในเมืองเธสะโลนิกา “เหมือนมารดาที่เลี้ยงดูลูกของตน” (1 ธส.2:7) ท่านรักอย่างเอาจริงเอาจัง ต่อสู้กับ “การต่อต้านอย่างรุนแรง” เพื่อจะบอกพวกเขาเกี่ยวกับพระเยซูและแบ่งปันชีวิตของท่านกับพวกเขา (ข้อ 2, 8) “เมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าให้ท่านฟัง เราทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเราจะไม่เป็นภาระแก่ผู้ใดในพวกท่าน” (ข้อ 9) ช่างเหมือนแม่
ไม่มีผิด

มีไม่กี่คนที่สามารถต้านทานความรักของแม่ได้ และเปาโลกล่าวอย่างอ่อนน้อมว่าความอุทิศทุ่มเทของท่าน “ไม่ไร้ประโยชน์เลย” (ข้อ 1) เราไม่สามารถควบคุมได้ว่าคนอื่นจะตอบสนองอย่างไร แต่เราเลือกได้ว่าเราจะตั้งใจรับใช้พวกเขาอย่างเสียสละและสม่ำเสมอ แม่จะภูมิใจและพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ก็เช่นกัน

ทรงรู้

ลีอากำลังจะเริ่มทำงานเป็นพยาบาลในประเทศไต้หวัน เธอจะสามารถส่งเสียครอบครัวได้ดีกว่าการอยู่ในกรุงมะนิลาที่โอกาสด้านการงานมีอยู่อย่างจำกัด ในคืนก่อนออกเดินทาง เธอบอกวิธีการกับพี่สาวซึ่งจะเป็นคนดูแลลูกสาววัยห้าขวบของเธอว่า “เขาจะยอมกินวิตามิน ถ้าเอาเนยถั่วหนึ่งช้อนให้เขากินด้วย” ลีอาอธิบายว่า “อย่าลืมว่าเขาเป็นเด็กขี้อาย อีกหน่อยเขาจะค่อยๆกล้าเล่นกับลูกพี่ลูกน้องเอง และเขากลัวความมืด...”

วันรุ่งขึ้นขณะมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน ลีอาอธิษฐานว่า ข้าแต่พระเจ้า ไม่มีใครู้จักลูกสาวของข้าพระองค์ดีเหมือนข้าพระองค์ ข้าพระองค์อยู่กับลูกไม่ได้ แต่พระองค์ทรงทำได้

เรารู้จักคนที่เรารัก และเราสังเกตรายละเอียดทุกอย่างของพวกเขาเพราะพวกเขามีค่าสำหรับเรา เมื่อเราไม่สามารถอยู่กับพวกเขาได้เพราะสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย เรามักจะวิตกว่าเมื่อไม่มีใครรู้จักเขาดีเท่าเรา พวกเขาอาจตกอยู่ในอันตรายได้ง่ายกว่า

ในพระธรรมสดุดี 139 ดาวิดเตือนเราว่าพระเจ้าทรงรู้จักเราดีกว่าใคร และทรงรู้จักคนที่เรารักเป็นอย่างดีด้วย (ข้อ 1-4) พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้สร้างของพวกเขา (ข้อ 13-15) พระองค์จึงทรงเข้าใจในความต้องการทุกอย่างที่พวกเขามี พระองค์ทรงรู้ว่าในแต่ละวันจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของพวกเขา (ข้อ 16) พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วยและจะไม่มีวันทอดทิ้งพวกเขา (ข้อ 5, 7-10)

เมื่อคุณกังวลถึงใคร จงฝากเขาไว้กับพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงรู้จักคนเหล่านั้นดีที่สุด และรักพวกเขามากที่สุด

พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย

ผมท่องคำอธิษฐานของพระเยซูเกือบทุกเช้า ชีวิตในวันใหม่ของผมไม่มีค่าอะไรมากนักจนกว่าจะได้ตั้งหลักอยู่บนคำอธิษฐานนั้น เมื่อเร็วๆนี้ ขณะที่ผมกำลังเริ่มพูดว่า “ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมสะดุ้งเพราะตอนนั้นเพิ่งเป็นเวลาตีห้ากว่า ลองทายสิว่าใครโทรมา ที่หน้าจอโทรศัพท์ขึ้นคำว่า “พ่อ” เสียงโทรศัพท์ดังแล้วเงียบไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ผมจะทันรับสาย ผมเดาว่าพ่อคงจะกดผิด ใช่แน่ๆ มันเป็นเรื่องบังเอิญอย่างนั้นหรือ ก็อาจใช่ แต่ผมเชื่อว่าเราอาศัยอยู่ในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยพระเมตตาของพระเจ้า วันนั้นเป็นวันที่ผมต้องการความมั่นใจถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระบิดา

ลองคิดดูสิ พระเยซูทรงสามารถสอนสาวกให้เริ่มต้นคำอธิษฐานได้มากมายหลายแบบ แต่ทรงเลือกคำว่า “พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย” (มธ.6:9) เป็นคำเริ่มต้น นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือ ไม่ใช่เลย พระเยซูทรงมีความตั้งใจในสิ่งที่ตรัสเสมอ เราทุกคนมีความสัมพันธ์กับพ่อฝ่ายโลกในแบบที่แตกต่างกัน บ้างดี บ้างไม่ดี แต่การอธิษฐานที่เราควรทำไม่ใช่การร้องเรียก “พ่อของฉัน” หรือ “พ่อของเธอ” แต่เป็น “พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย” ผู้ทรงมองเห็นและได้ยินเรา และทรงรู้ถึงความต้องการของเราแม้ก่อนที่เราจะทูลขอพระองค์ (ข้อ 8)

ช่างเป็นคำยืนยันรับรองที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในวันที่เราอาจรู้สึกเหมือนถูกลืม อยู่เพียงลำพัง ถูกทอดทิ้ง หรือรู้สึกไร้ค่า จงจำไว้ว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน และไม่ว่าเวลาใดในยามกลางวันหรือกลางคืน พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ของเราทรงอยู่ใกล้เราเสมอ

หัวใจแห่งการรับใช้

พันธกิจคริสเตียนในเมืองคาร์ลสแบด รัฐนิวเม็กซิโก บริจาคอาหารเดือนละมากกว่า 10 ตันเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชน ผู้นำพันธกิจกล่าวว่า “ให้พวกเขาพากันมา เราจะต้อนรับและช่วยเหลือพวกเขา เป้าหมายของเราคือ...การตอบสนองความต้องการฝ่ายร่างกาย เพื่อบรรลุถึงความต้องการฝ่ายวิญญาณของพวกเขา” ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ พระเจ้าปรารถนาให้เราใช้สิ่งที่เราได้รับมาเพื่อเป็นพรกับผู้อื่น เพื่อนำชุมชนของเราให้เข้าใกล้พระองค์มากยิ่งขึ้น เราจะมีหัวใจแห่งการรับใช้ที่พระเจ้าจะได้รับเกียรติได้อย่างไร

เราจะพัฒนาหัวใจแห่งการรับใช้ได้โดยการขอพระเจ้าสำแดงให้เราเห็นถึงวิธีการใช้ของประทานจากพระองค์เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น (1 ปต.4:10) โดยวิธีนี้ เราได้ถวาย “การขอบพระคุณพระเจ้าเป็นอันมาก​​” สำหรับพระพรอันบริบูรณ์จากพระองค์ (2 คร.9:12)

การรับใช้ผู้อื่นเป็นส่วนที่สำคัญในพันธกิจของพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงรักษาคนเจ็บป่วยและทรงเลี้ยงผู้หิวโหย มีคนมากมายได้รู้ถึงความประเสริฐและความรักของพระเจ้า การที่เราดูแลชุมชนคือการทำตามแบบอย่างการสร้างสาวกของพระองค์ พระวจนะอันทรงปัญญาของพระเจ้าเตือนเราว่า เมื่อเราสำแดงความรักของพระองค์ด้วยการกระทำของเรา “เขาจึงสรรเสริญพระเจ้า” (ข้อ 13) การรับใช้ไม่ใช่การตอบสนองความพึงพอใจของตนเอง แต่เป็นการสำแดงให้ผู้อื่นเห็นถึงขอบเขตแห่งความรักของพระเจ้า และการที่พระองค์ทรงทำงานอย่างอัศจรรย์ผ่านคนเหล่านั้นที่ถูกเรียกตามพระนามของพระองค์

ปรารถนาอยากมีบ้าน

ในนวนิยายเรื่อง โลกของแอนน์ แอนน์ซึ่งเป็นตัวละครหลักปรารถนาอยากมีครอบครัว เธอเป็นเด็กกำพร้าที่หมดหวังกับการหาที่ซึ่งเธอจะเรียกได้ว่าบ้าน วันหนึ่งเธอได้ยินว่าชายสูงวัยชื่อ แมทธิวและมาริลลาน้องสาวของเขาจะรับเธอไปเลี้ยง ในระหว่างนั่งรถม้ากลับไปบ้าน แอนน์ขอโทษที่พูดมาก แต่แมทธิวที่เป็นคนพูดน้อยบอกว่า “เธออยากพูดมากแค่ไหนก็ได้ ฉันไม่ว่าหรอก” แอนน์ดีใจมากที่ได้ยินเช่นนั้น เธอรู้สึกว่าไม่มีใครอยากให้เธออยู่ใกล้ๆ และยิ่งไม่อยากฟังเธอพูด เมื่อมาถึงบ้าน ความหวังของเธอพังทลายเมื่อได้รู้ว่าพี่น้องคู่นี้คิดว่าจะรับเลี้ยงเด็กผู้ชายเพื่อให้มาช่วยทำงานในฟาร์ม เธอกลัวว่าจะถูกส่งกลับ แต่ความปรารถนาของแอนน์ที่จะมีบ้านแห่งความรักก็เป็นจริงเมื่อพวกเขารับเธอเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

เราทุกคนต่างเคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกไม่เป็นที่ต้องการหรือโดดเดี่ยว แต่เมื่อเรากลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้าผ่านทางความรอดในพระเยซูแล้ว พระองค์จะเป็นบ้านที่ปลอดภัยให้แก่เรา (สดด.62:2) พระองค์ทรงยินดีในเรา และชวนให้เราพูดคุยกับพระองค์ในทุกเรื่อง ทั้งความกังวล ความเศร้า และความหวัง ผู้เขียนสดุดีบอกเราว่าเราสามารถ “สงบคอยท่าพระเจ้า” และ “ระบายความในใจ...ต่อพระองค์” (ข้อ 5, 8)

อย่าลังเล จงพูดกับพระเจ้ามากเท่าที่คุณต้องการ พระองค์ไม่ทรงรังเกียจ พระองค์ทรงยินดีในหัวใจของเรา คุณจะได้พบบ้านที่พักพิงในพระองค์

พ่อของการมุสา

วิคเตอร์ค่อยๆเสพติดสื่อลามกทีละน้อย เพื่อนของเขาหลายคนดูสื่อลามก และเขาตกลงไปในวังวนนี้เช่นกัน แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด เขาทำบาปต่อพระเจ้าและทำให้ภรรยาเสียใจมาก เขาปฏิญาณว่าจะป้องกันชีวิตตัวเองและไม่กลับไปดูมันอีก แต่เขากลัวว่ามันจะสายไป ชีวิตแต่งงานของเขาจะรอดไหม เขาจะเป็นอิสระและได้รับการยกโทษอย่างแท้จริงไหม

ศัตรูของเราคือมารร้ายนำเสนอสิ่งล่อใจให้ดูราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ใครๆเขาก็ทำกัน มันอันตรายตรงไหน แต่ทันทีที่เรารู้เท่าทันแผนร้ายของมัน มันจะเปลี่ยนวิธี สายไปแล้วล่ะ! คุณมาไกลเกินไปแล้ว! คุณหมดหวังแล้ว!

เมื่อเราเข้าสู่สงครามฝ่ายวิญญาณ ศัตรูจะพูดทุกอย่างเพื่อทำลายเรา พระเยซูตรัสว่า “มันเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาลและมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จมันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา” (ยน.8:44)

ถ้ามารเป็นจอมโกหก เราก็ไม่ควรฟังมัน เวลาที่มันบอกว่าบาปของเราไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือเวลาที่มันบอกว่าเราหมดหวัง ขอพระเยซูทรงช่วยเราไม่ให้ใส่ใจในคำพูดของมารร้ายแต่ให้ฟังพระองค์แทน เราไว้วางใจในพระสัญญาของพระองค์ที่ว่า “ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ข้อ 31-32)

จงเกิดความสว่าง

ตอนที่ลูกสาวของฉันยังเล็กมากๆ ฉันจะคอยบอกคำที่ใช้เรียกสิ่งต่างๆที่เธอพบเห็น โดยฉันจะพูดคำนั้น หรือปล่อยให้เธอได้สัมผัสกับสิ่งที่เธอไม่คุ้นเคยแล้วจึงพูดคำนั้นให้เธอฟัง เพื่อให้เธอเข้าใจและรู้คำศัพท์ในโลกกว้างใหญ่ที่เธอกำลังสำรวจ แม้จะเป็นเรื่องปกติที่ฉันกับสามีอาจคาดหมาย (หรือหวัง) ว่าคำแรกที่เธอพูดจะเป็นคำว่าแม่ หรือพ่อ แต่เราต้องประหลาดใจกับคำพูดแรกที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง ปากน้อยๆของเธอพึมพำคำว่าฉว่าง โดยพยายามจะออกเสียงคำว่า สว่าง ที่ฉันเพิ่งจะพูดให้เธอฟัง

ความสว่างเป็นหนึ่งในคำตรัสแรกของพระเจ้าที่บันทึกให้เราเห็นในพระคัมภีร์ ขณะที่พระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือโลกที่มืดมิด ว่างเปล่า และไร้รูปร่าง พระองค์ทรงสร้างแสงสว่างขึ้นโดยตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” (ปฐก. 1:3) พระองค์ตรัสว่าความสว่างนั้นดีและพระวจนะทั้งเล่มก็ยืนยันเช่นนั้น ดังที่ผู้เขียนสดุดีอธิบายว่า พระวจนะของพระเจ้าให้ความสว่างแก่ความเข้าใจของเรา (สดด.119:130) และพระเยซูทรงเรียกพระองค์เองว่า “ความสว่างของโลก” ผู้ประทานแสงสว่างแห่งชีวิต (ยน.8:12)

คำตรัสแรกของพระเจ้าในการทรงเนรมิตสร้างโลกคือการให้เกิดความสว่าง ไม่ใช่เพราะพระองค์จำเป็นต้องมีความสว่างเพื่อจะทำงานได้ แต่ทรงสร้างความสว่างนั้นเพื่อเรา ความสว่างทำให้เรามองเห็นพระองค์และเห็นถึงฝีพระหัตถ์ของพระองค์ในสรรพสิ่งที่ทรงสร้างไว้รอบตัวเรา ให้เราสามารถแยกแยะสิ่งดีออกจากสิ่งไม่ดี และติดตามพระเยซูไปทีละก้าวในโลกที่กว้างใหญ่นี้

ผู้รับใช้ยามค่ำคืน

เวลาตีสามในโรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยอาการหนัก คนไข้ที่วิตกกังวลคนหนึ่งกดปุ่มเรียกเป็นครั้งที่สี่ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง พยาบาลเวรดึกตอบสนองโดยไม่บ่น ไม่นานคนไข้อีกคนกรีดร้องให้เธอไปดูแล พยาบาลไม่แปลกใจ เธอขอทำเวรดึกมาตั้งแต่ห้าปีที่แล้วเพื่อหลีกเลี่ยงความโกลาหลระหว่างวันในโรงพยาบาล จากนั้นเธอได้พบความจริง การทำงานกะดึกหมายถึงเธอต้องรับหน้าที่มากขึ้น เช่นการยกหรือพลิกตัวผู้ป่วยด้วยตัวเอง และยังหมายถึงการต้องคอยดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเพื่อแจ้งแพทย์ได้ทันในกรณีฉุกเฉิน

แม้จะดีที่สนิทกับเพื่อนร่วมงานเวรดึก แต่พยาบาลคนนี้ยังคงมีปัญหาเรื่องการนอนไม่พอ เธอมักจะขอให้คริสตจักรอธิษฐานเผื่อเพราะเห็นว่างานของเธอสำคัญมาก “สรรเสริญพระเจ้า คำอธิษฐานของพวกเขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

คำสรรเสริญของเธอนั้นดีและเหมาะสมกับคนทำงานกลางคืน และกับเราทุกคนด้วย ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “มา​เถิด มา​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​เจ้า บรรดา​ท่าน​ผู้รับ​ใช้​ทั้งสิ้น​ของ​พระ​เจ้า ผู้​ยืน​อยู่​ใน​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​เจ้า​ใน​กลางคืน จง​ยก​มือ​ของ​ท่าน​ขึ้น​ตรง​ต่อ​สถาน​นมัสการและ​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​เจ้า” (สดด.134:1-2)

สดุดีบทนี้เขียนขึ้นเพื่อคนเลวีที่รับใช้เป็นคนอยู่ยามกลางคืนในพระวิหาร เพื่อระลึกถึงงานอันสำคัญของพวกเขา คือการปกป้องพระวิหารทั้งกลางวันและกลางคืน ในโลกที่ดำเนินไม่หยุดของเรา ฉันรู้สึกว่าเป็นการดีที่จะแบ่งปันสดุดีบทนี้โดยเฉพาะกับคนทำงานกลางคืน กระนั้นเราทุกคนก็สรรเสริญพระเจ้าในยามค่ำคืนได้ ตามที่ผู้เขียนสดุดีเสริมว่า “ขอ​พระ​เจ้า​ทรง​อำนวย​พระ​พร​ท่าน​จาก​ศิ​โยน คือ​พระ​องค์​ผู้​ทรง​สร้าง​ฟ้า​สวรรค์​และ​แผ่นดิน​โลก​” (ข้อ 3)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา