ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Kimya Loder

พระเจ้าทรงรู้จักคุณ

ดูเหมือนว่าแม่ของฉันจะล่วงรู้ปัญหาได้แต่ไกล ครั้งหนึ่งหลังจากวันอันหนักหน่วงที่โรงเรียน ฉันพยายามปิดบังความหงุดหงิดโดยหวังว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็น “เกิดอะไรขึ้น” แม่ถาม แล้วยังเสริมว่า “ก่อนจะบอกแม่ว่าไม่มีอะไร จำไว้ว่าแม่เป็นแม่ของลูก แม่คลอดลูกมา และแม่รู้จักลูกดีกว่าที่ลูกรู้จักตัวเอง” แม่ย้ำเตือนฉันเสมอว่าการที่ท่านรู้จักตัวตนของฉันอย่างลึกซึ้งนั้นช่วยให้ท่านอยู่เคียงข้างฉันในเวลาที่ฉันต้องการท่านมากที่สุด

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราได้รับการดูแลจากพระเจ้าผู้ทรงรู้จักเราอย่างลึกซึ้ง ดาวิดผู้เขียนพระธรรมสดุดีสรรเสริญพระองค์ที่ทรงเอาพระทัยใส่ในชีวิตของบรรดาบุตรของพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงตรวจสอบข้าพระองค์ และทรงรู้จักข้าพระองค์ เมื่อข้าพระองค์นั่งลงและลุกขึ้น พระองค์ทรงทราบ พระองค์ทรงประจักษ์ในความคิดของข้าพระองค์ได้แต่ไกล” (สดด.139:1-2) เพราะพระเจ้าทรงรู้จักเรา ทรงทราบทุกความคิด ความปรารถนา และการกระทำของเรา จึงไม่มีที่ใดที่เราจะไปให้พ้นจากขอบเขตความรักมั่นคงและการดูแลของพระองค์ (ข้อ 7-12) เช่นที่ดาวิดเขียนไว้ว่า “ถ้าข้าพระองค์... อาศัยอยู่ที่ส่วนของทะเลไกลโพ้น แม้ถึงที่นั่น พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์” (ข้อ 9-10) เราพบการปลอบประโลมใจที่รู้ว่าไม่ว่าเราจะอยู่จุดใดของชีวิต เมื่อเราร้องทูลพระเจ้าในคำอธิษฐาน พระองค์จะประทานความรัก สติปัญญา และการทรงนำที่เราต้องการแก่เรา

หวังในพระเจ้า

เมื่อใกล้ถึงเทศกาลวันหยุด การจัดส่งพัสดุล่าช้าเนื่องจากคำสั่งซื้อออนไลน์หลั่งไหลเข้ามามากมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ฉันจำได้ถึงช่วงเวลาที่ครอบครัวชอบที่จะไปที่ร้านและซื้อสินค้ามากกว่า เพราะรู้ว่าเราแทบจะควบคุมความรวดเร็วในการจัดส่งพัสดุไม่ได้ แต่เมื่อแม่ของฉันลงทะเบียนแบบจัดส่งด่วน ความคาดหวังนี้ก็เปลี่ยนไป ด้วยการรับประกันการจัดส่งภายใน 2 วันเราจึงคุ้นชินกับการรับพัสดุที่รวดเร็ว และเรากลายเป็นคนรู้สึกหงุดหงิดกับความล่าช้า

เราอาศัยอยู่ในโลกที่คุ้นชินกับสิ่งที่ให้ความพอใจในทันที และการรอคอยอาจเป็นเรื่องยาก แต่ในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ ความอดทนยังคงได้รับรางวัล ในช่วงเวลาที่เขียนพระธรรมเพลงคร่ำครวญ ชนอิสราเอลกำลังคร่ำครวญถึงความพินาศของกรุงเยรูซาเล็มโดยกองทัพบาบิโลน และพวกเขาเผชิญความทุกข์ยากหลายวาระด้วยกัน แต่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ผู้เขียนยืนยัน
อย่างกล้าหาญเพราะท่านเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะทรงตอบสนองความต้องการของท่าน ท่านจะรอคอยพระองค์ (พคค.3:24) พระเจ้าทรงรู้ว่าเรามีแนวโน้มที่จะเป็นทุกข์เมื่อการตอบคำอธิษฐานของเราล่าช้า พระคัมภีร์หนุนใจโดยเตือนเราให้รอคอยพระเจ้า เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกสูญสิ้นหรือเป็นทุกข์เพราะ “พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด” (ข้อ 22) แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า เราสามารถ “สงบ... และเพียรรอคอยพระองค์อยู่” (สดด.37:7) ขอให้เรารอคอยพระเจ้า วางใจในความรักและความสัตย์ซื่อของพระองค์ แม้ในขณะที่เราปล้ำสู้กับความปรารถนาและคำอธิษฐานที่ไม่ได้รับคำตอบ

ความรอดอัศจรรย์

ชีวิตของบล็อกเกอร์ที่ชื่อเควิน ลินน์เหมือนกำลังจะพังทลายลง เขาเล่าให้ฟังในบทความล่าสุดว่า “ผมเอาปืนจ่อหัวตัวเอง... พระเจ้าเท่านั้นที่จะต้องทรงเข้ามาในห้องของผมและในชีวิตของผมอย่างอัศจรรย์ ในชั่วขณะนั้นผมได้พบกับผู้ที่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเป็นพระเจ้า” พระเจ้าทรงแทรกแซงและป้องกันลินน์จากการปลิดชีวิตตัวเอง พระองค์ทรงใส่การสำนึกผิดและให้เขาจดจำได้อย่างท่วมท้นถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยความรักของพระองค์ แทนที่ลินน์จะปิดบังเรื่องการเผชิญหน้าอันทรงพลังนี้ เขากลับแบ่งปันประสบการณ์ให้คนทั้งโลก ด้วยการทำพันธกิจทางยูทูปที่เขาจะเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของตัวเขาเองและเรื่องราวของผู้อื่น

เมื่อลาซารัสซึ่งเป็นผู้ติดตามและเป็นเพื่อนของพระเยซูเสียชีวิตลง หลายคนสรุปว่าพระเยซูมาสายเกินไป (ยน.11:32) ลาซารัสอยู่ในอุโมงค์ฝังศพเป็นเวลาสี่วันก่อนที่พระคริสต์จะเสด็จมาถึง แต่พระองค์ทรงเปลี่ยนช่วงเวลาแห่งความปวดร้าวให้กลายเป็นการอัศจรรย์ เมื่อทรงชุบเขาให้เป็นขึ้นจากความตาย (ข้อ 38) “เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” (ข้อ 40)

ดังเช่นที่พระเยซูทรงทำให้ลาซารัสฟื้นจากตาย พระองค์ก็ได้ประทานชีวิตใหม่ให้เราผ่านทางพระองค์ โดยการสละพระชนม์บนไม้กางเขน พระคริสต์ได้ทรงชดใช้โทษบาปของเรา และทรงมอบการอภัยโทษให้เราเมื่อเรายอมรับของประทานแห่งพระคุณของพระองค์ เราเป็นอิสระจากพันธนาการแห่งบาป ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยความรักนิรันดร์ของพระองค์ และได้รับโอกาสที่จะเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของชีวิตเรา

ยืนหยัดอย่างกล้าหาญ

ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในรัฐอิลลินอยส์ ความรุนแรงในครอบครัวคิดเป็นร้อยละ 40 ของอาชญากรรมทั้งหมดในชุมชน ศิษยาภิบาลคนหนึ่งในพื้นที่กล่าวว่าปัญหานี้มักซ่อนอยู่ในชุมชนผู้เชื่อเพราะเป็นสิ่งที่คนไม่อยากพูดถึง ดังนั้น แทนที่จะหลีกเลี่ยงจากปัญหา ผู้รับใช้ในพื้นที่จึงเลือกที่จะดำเนินตามความเชื่อและกล้ารับมือกับปัญหาด้วยการเข้ารับการอบรมเพื่อที่จะมองให้ออกถึงสัญญาณของความรุนแรง และสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรให้ช่วยจัดการกับปัญหานี้ ผู้รับใช้ท่านหนึ่งยอมรับถึงพลังแห่งความเชื่อและการลงมือปฏิบัติว่า “คำอธิษฐานและความเห็นอกเห็นใจของเรา ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม จะสร้างความแตกต่างที่เกิดผลได้”

เมื่อเอสเธอร์ราชินีแห่งเปอร์เซียลังเลที่จะพูดทักท้วงกฎหมายที่ให้สิทธิ์ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนของเธอ ลุงของเธอจึงเตือนว่าถ้าเธอนิ่งเงียบ เธอและครอบครัวก็จะไม่รอดพ้นแต่จะพินาศ (อสธ.4:13-14) เมื่อรู้ว่าถึงเวลาที่จะต้องกล้าหาญและยืนหยัดแล้ว โมรเดคัยจึงถามขึ้นว่า “ที่จริงเธอมารับตำแหน่งราชินีก็เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้ก็เป็นได้นะ ใครจะรู้” (ข้อ 14) ไม่ว่าเราจะถูกเรียกให้กล้าพูดเพื่อต่อต้านความอยุติธรรม หรือให้อภัยคนที่ทำให้เราทุกข์ยาก พระคัมภีร์รับรองกับเราว่าในสถานการณ์ที่ท้าทายเหล่านี้ พระเจ้าจะไม่มีวันละทิ้งหรือทอดทิ้งเราเลย (ฮบ.13:5-6) เมื่อเราขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าในเวลาที่เรารู้สึกกลัว พระองค์จะประทาน “จิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา” เพื่อจะกระทำการที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ (2 ทธ.1:7)

มั่นใจในพระเจ้า

ผลการวิจัยผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักรในปี 2018 พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว “พวกเขาดูมือถือทุกสิบสองนาทีขณะที่ตื่นอยู่” แต่พูดตามตรงแล้ว สถิตินี้ค่อนข้างจะเป็นจำนวนที่ต่ำเมื่อพิจารณาจากความถี่ที่ฉันค้นหาคำตอบในกูเกิ้ลหรือตอบกลับการแจ้งเตือนอย่างไม่รู้จบในโทรศัพท์ของฉันตลอดทั้งวัน พวกเราส่วนใหญ่ดูมือถือของเราไม่ว่างเว้น โดยมั่นใจว่ามันจะให้สิ่งที่เราต้องการเพื่อจัดระเบียบ รับทราบข้อมูล และเชื่อมต่อถึงกัน

ในฐานะผู้เชื่อพระเยซู เรามีทรัพยากรที่ดีกว่ามือถือแบบไม่มีขีดจำกัด พระเจ้าทรงรักและห่วงใยเราอย่างลึกซึ้งและปรารถนาให้เรามาหาพระองค์พร้อมความต้องการนั้น พระคัมภีร์กล่าวว่าเมื่อเราอธิษฐาน เรามั่นใจได้ว่า “ถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา” (1 ยน.5:14) โดยการอ่านพระคัมภีร์และสะสมพระวจนะของพระเจ้าในใจ เราจะอธิษฐานได้อย่างมั่นใจในสิ่งที่เรารู้ว่าพระองค์ทรงปรารถนาที่จะให้เราอยู่แล้ว รวมถึงสันติสุข สติปัญญาและความเชื่อว่าพระองค์จะทรงประทานสิ่งที่เราต้องการ (ข้อ 15)

บางครั้งอาจดูเหมือนพระเจ้าไม่ทรงได้ยินเมื่อสถานการณ์ของเราไม่เปลี่ยน แต่เราสร้างความมั่นใจในพระเจ้าได้โดยหันไปหาพระองค์อย่างสม่ำเสมอเพื่อขอความช่วยเหลือในทุกกรณี (สดด.116:2) นี่จะทำให้เราเติบโตในความเชื่อ โดยไว้วางใจว่าถึงแม้เราอาจไม่ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา แต่พระองค์สัญญาที่จะประทานสิ่งที่เราต้องการในเวลาอันดีเลิศของพระองค์

หัวใจแห่งการรับใช้

พันธกิจคริสเตียนในเมืองคาร์ลสแบด รัฐนิวเม็กซิโก บริจาคอาหารเดือนละมากกว่า 10 ตันเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชน ผู้นำพันธกิจกล่าวว่า “ให้พวกเขาพากันมา เราจะต้อนรับและช่วยเหลือพวกเขา เป้าหมายของเราคือ...การตอบสนองความต้องการฝ่ายร่างกาย เพื่อบรรลุถึงความต้องการฝ่ายวิญญาณของพวกเขา” ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ พระเจ้าปรารถนาให้เราใช้สิ่งที่เราได้รับมาเพื่อเป็นพรกับผู้อื่น เพื่อนำชุมชนของเราให้เข้าใกล้พระองค์มากยิ่งขึ้น เราจะมีหัวใจแห่งการรับใช้ที่พระเจ้าจะได้รับเกียรติได้อย่างไร

เราจะพัฒนาหัวใจแห่งการรับใช้ได้โดยการขอพระเจ้าสำแดงให้เราเห็นถึงวิธีการใช้ของประทานจากพระองค์เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น (1 ปต.4:10) โดยวิธีนี้ เราได้ถวาย “การขอบพระคุณพระเจ้าเป็นอันมาก​​” สำหรับพระพรอันบริบูรณ์จากพระองค์ (2 คร.9:12)

การรับใช้ผู้อื่นเป็นส่วนที่สำคัญในพันธกิจของพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงรักษาคนเจ็บป่วยและทรงเลี้ยงผู้หิวโหย มีคนมากมายได้รู้ถึงความประเสริฐและความรักของพระเจ้า การที่เราดูแลชุมชนคือการทำตามแบบอย่างการสร้างสาวกของพระองค์ พระวจนะอันทรงปัญญาของพระเจ้าเตือนเราว่า เมื่อเราสำแดงความรักของพระองค์ด้วยการกระทำของเรา “เขาจึงสรรเสริญพระเจ้า” (ข้อ 13) การรับใช้ไม่ใช่การตอบสนองความพึงพอใจของตนเอง แต่เป็นการสำแดงให้ผู้อื่นเห็นถึงขอบเขตแห่งความรักของพระเจ้า และการที่พระองค์ทรงทำงานอย่างอัศจรรย์ผ่านคนเหล่านั้นที่ถูกเรียกตามพระนามของพระองค์

เติบโตในความเชื่อ

ตอนเริ่มต้นของเส้นทางในการทำสวนนั้น ฉันจะตื่นแต่เช้าวิ่งออกไปที่สวนผักเพื่อดูว่ามีอะไรงอกออกมาบ้าง แต่ไม่มีเลย หลังจากค้นหาเรื่อง “สวนผักโตไว” ในอินเตอร์เน็ต ฉันจึงได้เรียนรู้ว่าระยะเพาะเมล็ดเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดในวงจรชีวิตพืช เมื่อรู้แล้วว่ากระบวนการนี้เร่งไม่ได้ ฉันจึงเปลี่ยนมาชื่นชมความแข็งแกร่งของต้นกล้าที่ต่อสู้จนงอกขึ้นมาเหนือดิน สู่แสงอาทิตย์และทนทานต่ออากาศที่แปรปรวน หลังจากรอคอยอย่างอดทนหลายอาทิตย์ ในที่สุดฉันก็ได้ต้อนรับบรรดาต้นอ่อนสีเขียวที่โผล่พ้นดินขึ้นมา

บางครั้งก็ง่ายที่จะเยินยอชัยชนะต่างๆ ในชีวิตโดยไม่ได้ระลึกว่าการที่คุณลักษณะชีวิตของเราจะเติบโตมักต้องใช้เวลาและความพยายาม ยากอบสอนให้เรา “​ถือ​ว่า​เป็น​เรื่อง​น่ายินดี” เมื่อ “ประสบ​ความ​ทุกข์​ยาก​ลำบาก​ต่างๆ” (ยก.1:2) แต่ความทุกข์ยากลำบากมีตรงไหนน่ายินดีหรือ

บางครั้งพระเจ้าอนุญาตให้เราผ่านปัญหาและอุปสรรคเพื่อจะปั้นแต่งเราให้เป็นอย่างที่พระองค์ทรงเรียกให้เราเป็น พระองค์ทรงรอคอยอย่างอดทนให้เราหลุดพ้นออกมาจากความทุกข์ยากลำบากในชีวิต “เป็น​คน​ที่​ดี​พร้อม มี​คุณสมบัติ​ครบถ้วน ไม่​มี​สิ่ง​ใด​บกพร่อง​เลย” (ข้อ 4) เมื่อรากฐานของเราอยู่ในพระเยซู เราจะยืนหยัดผ่านทุกปัญหา เติบโตแข็งแกร่งขึ้นจนผลของพระวิญญาณเบ่งบานในชีวิต (กท.5:22-23) พระปัญญาของพระองค์ประทานอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตขึ้นในทุกวัน (ยน.15:5)

การจัดการกับความลังเล

เราอาศัยอยู่ในโลกที่มีตัวเลือกมากมาย ตั้งแต่กระดาษเช็ดมือไปจนถึงประกันชีวิต ในปี 2004 นักจิตวิทยา แบร์รี่ ชวาร์ตซ์เขียนหนังสือชื่อความขัดแย้งของการมีตัวเลือก ซึ่งเขาโต้แย้งว่าแม้เสรีภาพในการเลือกจะมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของเรา แต่การมีตัวเลือกมากเกินไปอาจกลายเป็นภาระและทำให้เกิดความลังเล การเลือกซื้อกระดาษเช็ดมือนั้นอาจส่งผลกระทบต่อเราน้อย แต่ความลังเลอาจทำให้เราอ่อนล้าได้เมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่ส่งผลอย่างมากต่อวิถีชีวิตของเรา แล้วเราจะเอาชนะความลังเลใจและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจในการดำเนินชีวิตเพื่อพระเยซูได้อย่างไร

ในฐานะผู้เชื่อในพระคริสต์ การแสวงหาสติปัญญาจากพระเจ้าจะช่วยเราเมื่อต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยาก เมื่อเรากำลังตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องใดในชีวิต ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ พระคัมภีร์สอนเราว่า “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง” (สภษ.3:5) เมื่อเราพึ่งพาวิจารณญาณของตัวเอง เราอาจสับสนและกังวลว่าจะพลาดรายละเอียดสำคัญไปหรือตัดสินใจผิดพลาด แต่เมื่อเราแสวงหาคำตอบจากพระเจ้า พระองค์จะ “ทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น” (ข้อ 6) พระองค์จะประทานความกระจ่างและสันติสุขแก่เราขณะที่เราตัดสินใจเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวัน

พระเจ้าไม่ต้องการให้เราล้มเลิกหรือหนักใจเมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เราสามารถพบสันติสุขได้ในสติปัญญาและทิศทางที่พระเจ้าทรงประทานให้ เมื่อเราทูลสิ่งที่เรากังวลต่อพระองค์ในการอธิษฐาน

จดจ่อที่พระเจ้า

ท่าเต้นหมุนตัวบนปลายเท้าอย่างสง่างาม ซึ่งนักบัลเล่ต์และนักเต้นร่วมสมัยต้องฝึกให้สำเร็จ ในวัยเด็กฉันรักที่จะเต้นท่านี้ในชั้นเรียนการเต้นสมัยใหม่ ฉันหมุนจนเวียนหัวและล้มลงกับพื้น เมื่อโตขึ้นฉันเรียนรู้เคล็ดลับที่จะช่วยให้ฉันรักษาและควบคุมการทรงตัว นั่นก็คือการ “กำหนดจุด” เป็นการกำหนดจุดๆหนึ่งเพื่อให้สายตาของฉันวนกลับมาหาในแต่ละรอบที่ฉันหมุน การกำหนดจุดจดจ่อเพียงจุดเดียว เป็นสิ่งจำเป็นที่ฉันต้องทำ เพื่อควบคุมท่วงท่าการหมุนตัวของฉันให้จบลงอย่างสง่างาม

เราทุกคนเผชิญความผกผันมากมายในชีวิต อย่างไรก็ตามเมื่อเราจดจ่ออยู่กับปัญหา สิ่งที่เราเผชิญจะดูเหมือนจัดการไม่ได้ ทิ้งให้เรามึนงง และมุ่งหน้าสู่ความล้มเหลว พระคัมภีร์เตือนว่าหากเรารักษาจิตใจของเราให้แน่วแน่หรือจดจ่ออยู่ที่พระเจ้า พระองค์จะทรงรักษาเราไว้ใน “ศานติภาพอันสมบูรณ์” (อสย.26:3) ศานติภาพอันสมบูรณ์หมายถึง ไม่ว่าชีวิตของเราจะพบกับความผกผันมากเพียงใดก็ตาม เราสามารถสงบนิ่งและมั่นใจว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับเราท่ามกลางปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้น พระองค์ทรงเป็น “ศิลานิรันดร์” (ข้อ 4) คือเป็น “จุด” ที่ดีที่สุดที่เราควรจดจ่อ เพราะพระสัญญาของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ขอให้เราจดจ่อที่พระองค์ในการก้าวเดินในแต่ละวัน เข้าหาพระองค์ด้วยการอธิษฐานและศึกษาพระสัญญาของพระองค์ในพระคัมภีร์ ขอให้เราพึ่งพาพระเจ้าผู้ทรงเป็นศิลานิรันดร์ของเรา ให้ทรงช่วยเราก้าวผ่านทุกปัญหาในชีวิตอย่างสง่างาม

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา