พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่ง
ฮาเวียร์ลูกชายวัยสามขวบบีบมือฉันแน่นขณะที่เราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอรี่ เบย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย “มันใหญ่มาก!” เขาพูดขณะที่ชี้ไปยังรูปปั้นวาฬหลังค่อมขนาดเท่าตัวจริงที่ห้อยลงมาจากเพดาน ดวงตาของเขายังคงเบิกกว้างอย่างมีความสุขขณะที่เราเดินสำรวจไปตามส่วนจัดแสดงต่างๆเราหัวเราะขณะที่ตัวนากพ่นน้ำใส่คนที่ป้อนอาหารให้กับมัน เรายืนดูอยู่เงียบๆหน้าตู้ปลาขนาดใหญ่ และตื่นตาตื่นใจไปกับแมงกะพรุนสีน้ำตาลทองที่เต้นระบำอยู่ในน้ำสีฟ้าสดใส ฉันบอกลูกว่า “พระเจ้าทรงสร้างสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในมหาสมุทร เหมือนกับที่พระองค์ทรงสร้างแม่และลูก” ฮาเวียร์กระซิบเบาๆว่า “ว้าว”
ในสดุดีบทที่ 104 ผู้เขียนสดุดีรับรู้ถึงพระราชกิจอันมากมายของพระเจ้าและร้องบทเพลงว่า “พระองค์ทรงสร้างการงานนั้นทั้งสิ้นด้วยพระปัญญา แผ่นดินโลกมีสิ่งที่ทรงสร้างเต็มหมด” (ข้อ 24) พระเจ้าตรัสว่ามี “ทะเลอยู่ข้างโน้น ทั้งใหญ่และกว้าง ซึ่งในนั้นมีสิ่งเคลื่อนไหวนับไม่ถ้วน คือสัตว์ที่มีชีวิตทั้งเล็กและใหญ่” (ข้อ 25) ผู้เขียนประกาศถึงการจัดเตรียมอย่างเหลือเฟือของพระเจ้าที่ทำให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นอิ่มหนำ (ข้อ 27-28) และยังยืนยันด้วยว่า พระเจ้าเป็นผู้กำหนดวันเวลาแห่งการดำรงอยู่ของแต่ละชีวิต (ข้อ 29-30)
เราสามารถร้องประกาศไปพร้อมกับผู้เขียนสดุดีว่า “ข้ามีชีวิตอยู่ตราบใด ข้าจะร้องเพลงถวายพระเจ้า ขณะข้ายังเป็นอยู่ ข้าจะร้องเพลงสดุดีถวายพระเจ้าของข้า” (ข้อ 33) สัตว์ทุกตัวที่ดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สามารถนำเราไปสู่การสรรเสริญได้เพราะพระเจ้าทรงสร้างพวกมันทั้งหมด
แบ่งปันความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์
ครั้งแรกที่เราพบกับเฮนรี่เพื่อนบ้านของเรา เขาหยิบพระคัมภีร์ที่ขาดวิ่นออกมาจากกระเป๋าสะพายของเขา เขาถามเราด้วยแววตาเป็นประกายว่า เราอยากจะพูดคุยกับเขาเรื่องพระคัมภีร์หรือไม่ เราพยักหน้าและเขาพลิกไปดูบางข้อความที่ไฮไลท์ไว้ เขาเอาสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยข้อสังเกตของเขามาให้เราดูและยังบอกอีกว่าเขาได้ทำไฟล์ในคอมพิวเตอร์เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
เฮนรี่เล่าให้เราฟังต่อว่าเขามาจากครอบครัวที่มีปัญหา และในยามที่โดดเดี่ยวและสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดนั้น เขาได้ต้อนรับพระเยซู โดยการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์มาเป็นรากฐานความเชื่อของเขา (กจ.4:12) ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อองค์พระวิญญาณทรงช่วยเหลือเขาในการปฏิบัติตามหลักการของพระคัมภีร์ แม้เฮนรี่จะมอบชีวิตให้กับพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่เขายังคงกระตือรือร้นและเปี่ยมไปด้วยพลัง
ความกระตือรือร้นของเฮนรี่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันผู้ซึ่งดำเนินชีวิตกับพระเยซูมานานหลายปีแล้ว ให้กลับมาทบทวนความกระตือรือร้นในฝ่ายวิญญาณของตัวเองใหม่ อัครทูตเปาโลเขียนว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (รม.12:11) สิ่งนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ทำตามได้ยาก เว้นแต่ฉันจะยอมให้พระวจนะได้เข้ามาบ่มเพาะให้ฉันมีทัศนคติแห่งการมีใจที่ขอบพระคุณในทุกสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อฉัน
ความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์มาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้นและมากขึ้น ไม่เหมือนกับอารมณ์ที่มีขึ้นมีลง ยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์มากเท่าไร พระองค์ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น และความประเสริฐของพระองค์ก็จะยิ่งท่วมท้นจิตวิญญาณของเราและไหลล้นออกไปสู่ผู้คนในโลก
ใช้สิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เรา
ศาลาว่าการเมืองบริสเบนในออสเตรเลียเป็นโครงการอันน่าทึ่งที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1920 บันไดสีขาวปูด้วยหินอ่อนจากเหมืองหินแห่งเดียวกับที่ไมเคิล แองเจโลใช้สร้างรูปปั้นดาวิดของเขา อาคารหลังนี้เป็นภาพสะท้อนของมหาวิหารเซนต์มาร์กในเมืองเวนิส และเพดานโดมทองแดงก็ใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ ผู้สร้างตั้งใจให้มีรูปปั้นทูตแห่งสันติภาพขนาดใหญ่ประดับอยู่บนยอดอาคาร แต่ปัญหาคือเงินหมด ช่างประปาที่ชื่อเฟรด จอห์นสันจึงเข้ามาแก้ปัญหา โดยการนำถังเก็บน้ำในห้องน้ำ เสาไฟเก่า และเศษโลหะมาสร้างเป็นลูกโลกที่ประดับอยู่บนหอนาฬิกาของอาคารหลังนี้มาเป็นเวลาเกือบร้อยปี
เช่นเดียวกับที่เฟรด จอห์นสันใช้สิ่งที่เขามีอยู่ เราก็สามารถร่วมงานกับพระเจ้าได้ด้วยทุกสิ่งที่เรามี ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เมื่อพระองค์ขอให้โมเสสนำอิสราเอลออกจากอียิปต์ โมเสสทักท้วงว่า “แล้วถ้าพวกเขาไม่...ฟังเสียงของข้าพระองค์ (อพย.4:1) พระเจ้าทรงตอบท่านด้วยคำถามง่ายๆว่า “อะไรอยู่ในมือของเจ้า” (ข้อ 2) โมเสสถือไม้เท้าธรรมดาอยู่ พระเจ้าบอกให้ท่านโยนไม้เท้าลงบนพื้น “แล้วมันก็กลายเป็นงู” (ข้อ 3) จากนั้นพระองค์ทรงสั่งให้โมเสสจับงูนั้น แล้วมันก็กลับเป็นไม้เท้า พระเจ้าอธิบายว่าสิ่งเดียวที่โมเสสต้องทำคือ ถือไม้เท้าและวางใจให้พระองค์จัดการส่วนที่เหลือ พระองค์ทรงใช้ไม้เท้าในมือของโมเสสเพื่อช่วยกู้อิสราเอลจากชาวอียิปต์อย่างน่าอัศจรรย์ (7:10-12; 17:5-7)
เราอาจจะรู้สึกเหมือนกับว่าเรามีไม่มาก แต่สำหรับพระเจ้า สิ่งที่เรามีนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็เพียงพอแล้ว พระองค์จะนำทรัพยากรที่แสนธรรมดาของเราไปใช้ในงานของพระองค์
พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัย
ภาพยนตร์เรื่อง สี่ดรุณี ที่โด่งดังในปี 2019 ทำให้ฉันหวนคิดถึงนวนิยายเล่มเก่าที่ฉันมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดปลอบโยนของแม่ที่ฉลาดและแสนจะอ่อนโยน ฉันประทับใจภาพที่นวนิยายเรื่องนี้บรรยายถึงความเชื่ออันมั่นคงที่แสดงออกมาทางคำพูดมากมายที่เธอให้กำลังใจลูกสาว มีคำพูดหนึ่งที่ประทับใจฉันมากคือ “ปัญหาและการล่อลวง...อาจมีมากมาย แต่ลูกสามารถเอาชนะมันและยืนหยัดอยู่ได้หากลูกเรียนรู้ถึงความเข้มแข็งและความอ่อนโยนของพระบิดาในสวรรค์”
คำพูดของผู้เป็นแม่สะท้อนถึงความจริงในพระธรรมสุภาษิตที่บอกว่า “พระนามของพระเจ้าเป็นป้อมเข้มแข็ง คนชอบธรรมวิ่งเข้าไปในนั้นและปลอดภัย” (18:10) ป้อมปราการถูกสร้างขึ้นตามเมืองต่างๆ ในสมัยโบราณเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยในยามที่มีอันตรายที่อาจมาจากการโจมตีของศัตรู ในทำนองเดียวกัน การวิ่งเข้าไปหาพระเจ้าทำให้ผู้เชื่อในพระเยซูมีสันติสุขได้ภายใต้การดูแลของพระองค์ผู้ทรงเป็น “ที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย” (สดด.46:1)
สุภาษิต 18:10 บอกเราว่า การปกป้องมาจาก “พระนาม” ของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น พระคัมภีร์บรรยายถึงพระเจ้าว่า “ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง” (อพย.34:6) การปกป้องของพระเจ้าไม่ได้มาจากกำลังอันเข้มแข็งของพระองค์เท่านั้น แต่ยังมาจากความอ่อนโยนและความรักของพระองค์ที่ทำให้พระองค์ปรารถนาที่จะเป็นที่หลบภัยให้กับผู้ที่เจ็บปวด พระบิดาในสวรรค์ได้ทรงเสนอที่หลบภัยในพระกำลังอันเข้มแข็งและอ่อนโยนให้กับทุกคนที่กำลังต่อสู้ดิ้นรน
ทำดีเพื่อพระเจ้า
แม้ว่าปกติแพทริคจะไม่ค่อยพกเงินติดตัว แต่เขาสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงนำให้เขาหยิบแบงค์ห้าดอลล่าร์ใส่กระเป๋าก่อนออกจากบ้าน ในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียนซึ่งเขาทำงานอยู่ เขาจึงเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเตรียมเขาเพื่อตอบสนองความต้องการที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างไร ท่ามกลางเสียงอื้ออึงภายในโรงอาหาร เขาได้ยินคำพูดที่บอกว่า “สก๊อตตี้ [เด็กยากจนคนหนึ่ง] ต้องการเงินห้าดอลล่าร์เข้าบัญชี เขาจะมีอาหารกลางวันรับประทานตลอดสัปดาห์นี้” ลองนึกหน้าแพทริคขณะที่เขาให้เงินช่วยเหลือสก๊อตตี้ดูสิว่าจะมีความสุขเพียงใด!
ในพระธรรมทิตัส เปาโลเตือนผู้เชื่อพระเยซูว่า พวกเขาไม่ได้รับความรอด “ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของ[พวกเขา]เอง” (3:5) แต่พวกเขาควร “อุตส่าห์กระทำการดี” (ข้อ 8; ดูข้อ 14) ชีวิตอาจเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงวุ่นวาย เราอาจใส่ใจกับความเป็นอยู่ที่ดีของเรามากจนเกินไป แต่ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “พร้อมที่จะกระทำการดี” แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เราไม่มีและทำไม่ได้ ให้เราคิดถึงสิ่งที่เรามีและสามารถทำได้
โดยความช่วยเหลือของพระเจ้า เมื่อเราคิดเช่นนั้น เราจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่พวกเขาต้องการ และพระเจ้าก็ได้รับเกียรติ “จงให้ความสว่างของท่านกระจ่างแจ้งต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะเห็นการดีทีของท่านและสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มธ.5:16)
ฤทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าของพระเจ้า
ในเดือนมีนาคมค.ศ. 1945 “กองทัพผี” ได้ช่วยกองกำลังสหรัฐในการข้ามแม่น้ำไรน์จนสำเร็จ ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ฐานปฏิบัติการที่สำคัญจากแนวรบด้านตะวันตกในสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารเหล่านี้ไม่ใช่ผีแต่เป็นมนุษย์ และทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกองบัญชาการหน่วยรบพิเศษที่ 23 ในปฏิบัติการครั้งนี้ กองทหารจำนวน 1,100 นาย ได้แสร้งทำเหมือนกับมีทหาร 30,000 นาย โดยใช้กลลวงเป็นรถถังเป่าลม ขยายเสียงหน่วยระเบิด และเสียงยานพาหนะโดยเปิดผ่านลำโพง และอื่นๆอีกมากมาย สมาชิกของกองทัพผีซึ่งมีจำนวนไม่มากสามารถทำให้ศัตรูหวาดกลัวได้ด้วยสิ่งที่ดูเหมือนเป็นกองทัพใหญ่
ชาวมีเดียนและพันธมิตรก็ตัวสั่นต่อหน้ากองทัพเล็กๆที่ดูเหมือนเป็นกองทัพใหญ่ซึ่งบุกมาในเวลากลางคืน (วนฉ.7:8-22) พระเจ้าทรงใช้กิเดโอนซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยและผู้นำทางทหารของอิสราเอล เพื่อทำให้กองทัพที่อ่อนแอของท่านเป็นที่หวาดกลัวของศัตรู พวกเขายังใช้เสียงประกอบ (เสียงเป่าแตร เสียงหม้อแตก และเสียงมนุษย์) และวัตถุที่มองเห็นได้ (คบเพลิงที่ลุกโชน) เพื่อทำให้ศัตรูที่มีจำนวนมหาศาลราวกับ “ตั๊กแตนเป็นฝูงๆ” (ข้อ 12) เชื่อว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวใหญ่ อิสราเอลเอาชนะศัตรูได้ในคืนนั้นด้วยกองกำลังทหารที่ถูกลดจำนวนลงจาก 32,000 นาย เหลือเพียง 300 นายตามคำสั่งของพระเจ้า (ข้อ 2-8) เพื่อให้้ชัดเจนว่าใครคือผู้ชนะในสงครามอย่างแท้จริง ดังที่พระเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า “เรามอบเขาไว้ในมือของเจ้าแล้ว” (ข้อ 9)
เมื่อเรารู้สึกอ่อนแอและด้อยค่า ให้เราแสวงหาพระเจ้าและพึ่งพิงในกำลังของพระองค์แต่ผู้เดียว เพราะ “ความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของ[พระเจ้า] ก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” (2 คร.12:9)
พระเยซูประทับอยู่ภายใน
เมื่อพายุหิมะพัดถล่มรัฐที่ฉันอาศัยอยู่ทางภาคตะวันตกของสหรัฐ แม่ของฉันซึ่งเป็นหม้ายตัดสินใจมาอยู่กับครอบครัวของเราเพื่อ “ฝ่าฟัน” พายุ แต่หลังจากพายุหิมะสงบลงเธอก็ไม่กลับไปยังบ้านของเธออีกเลย เธอย้ายมาอยู่กับเราจนวันสุดท้ายของชีวิต การเข้ามาของเธอทำให้ครอบครัวของเราเปลี่ยนไปในทางที่ดี เธอพร้อมเสมอที่จะสอนสติปัญญา ให้คำแนะนำแก่ลูกหลาน และเล่าเรื่องของปู่ย่าตายายให้ฟัง เธอและสามีของฉันกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งคู่มีอารมณ์ขันและชอบกีฬาเหมือนกัน เธอไม่ใช่แขกอีกต่อไปแต่เป็นบุคคลสำคัญที่เข้ามาอาศัยอยู่กับเราอย่างถาวร และได้เปลี่ยนแปลงหัวใจของเราไปตลอดกาลแม้กระทั่งหลังจากที่พระเจ้าทรงรับเธอไปแล้ว
ประสบการณ์นี้ทำให้นึกถึงคำที่ยอห์นบรรยายถึงพระเยซูว่า พระองค์ทรง “อยู่ท่ามกลางเรา” (ยน.1:14) เป็นคำบรรยายที่กินใจเพราะคำว่า อยู่ ในภาษากรีก หมายถึง “การกางเต็นท์” และอีกคำแปลหนึ่งหมายความว่า พระองค์ “ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา”
โดยความเชื่อ เรายังได้ต้อนรับพระเยซูในฐานะผู้ประทับในใจของเราอีกด้วย ดังที่เปาโลเขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าทูลขอให้ประทานความเข้มแข็งภายในจิตใจด้วยฤทธานุภาพที่มาทางพระวิญญาณของพระองค์แก่พวกท่าน ตามพระสิริอันอุดมของพระองค์ ให้พระคริสต์ประทับในใจของท่านโดยทางความเชื่อ ให้ท่านได้หยั่งรากและตั้งมั่นอยู่ในความรัก” (อฟ.3:16-17 THSV 11)
พระเยซูไม่ใช่แขกผู้มาเยือน แต่ทรงเป็นผู้อาศัยถาวรซึ่งประทานกำลังเรี่ยวแรงให้แก่ทุกคนที่ติดตามพระองค์ ขอให้เราเปิดประตูใจให้กว้างและต้อนรับพระองค์เถิด
หัวใจเพื่อพระคริสต์
ตราบใดที่เธอยังคงปิดปากเงียบ ฉันบอกตัวเอง เธอก็จะไม่ทำอะไรผิด ฉันพยายามไม่แสดงความรู้สึกโกรธที่มีต่อเพื่อนร่วมงานออกมาหลังจากที่ตีความสิ่งที่เธอพูดผิดไป เนื่องจากเราต้องเจอกันทุกวัน ฉันจึงตัดสินใจสื่อสารกับเธอเฉพาะเรื่องที่จำเป็น (และตอบโต้เธอด้วยความเงียบ) การที่เราเงียบนั้นผิดตรงไหนล่ะ
พระเยซูตรัสว่าความบาปเริ่มต้นที่ใจ (มธ.15:18-20) การที่ฉันเงียบอาจหลอกให้คนเชื่อว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่ฉันหลอกพระเจ้าไม่ได้ พระองค์รู้ว่าฉันปิดบังความโกรธไว้ในใจ ฉันเป็นเหมือนพวกฟาริสีที่ให้เกียรติพระเจ้าแต่ปาก แต่จิตใจนั้นห่างไกลจากพระองค์ (ข้อ 8) แม้ภายนอกฉันจะไม่ได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่น ฉันไม่เหลือความชื่นชมยินดีและความรู้สึกใกล้ชิดที่เคยมีกับพระบิดาในสวรรค์เมื่อฉันบ่มเพาะและปิดบังความบาปเอาไว้
แต่โดยพระคุณพระเจ้า ฉันสารภาพกับเพื่อนร่วมงานคนนั้นว่าฉันรู้สึกอย่างไรและขอโทษเธอ เธอยกโทษให้ฉัน และในที่สุดเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน พระเยซูตรัสว่า “ความคิดชั่วร้าย...ก็ออกมาจากใจ” (ข้อ 19) สภาพของหัวใจเรานั้นสำคัญเพราะเป็นที่ซึ่งความชั่วร้ายอาศัยอยู่และสามารถไหลบ่าเข้ามาในชีวิตของเราได้ ดังนั้น สถานภาพทั้งภายนอกและภายในของเราจึงสำคัญอย่างมาก
พูดตามที่พระเจ้าทรงช่วยเรา
โดยปกติแล้วไม่มีใครคิดว่าผีเสื้อเป็นสัตว์ที่มีเสียงดัง เสียงกระพือปีกของผีเสื้อจักรพรรดิตัวเดียวนั้นเบาจนเราแทบจะไม่ได้ยิน แต่ในป่าฝนของเม็กซิโกซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดนั้นเสียงกระพือปีกของพวกมันดังจนน่าประหลาดใจ เมื่อผีเสื้อจักรพรรดินับล้านตัวกระพือปีกพร้อมกัน เสียงจะดังราวกับน้ำตกที่ไหลเชี่ยว
ภาพเดียวกันนี้เกิดขึ้นเมื่อสัตว์ปีกที่แตกต่างกันสี่ตัวปรากฏขึ้นในนิมิตของเอเสเคียล แม้พวกมันจะมีจำนวนน้อยกว่าผีเสื้อ แต่ท่านเปรียบเสียงกระพือปีกของพวกมันเหมือน “เสียงของน้ำมากหลาย” (อสค.1:24) เมื่อสัตว์เหล่านั้นหยุดนิ่งและหุบปีกลง เอเสเคียลได้ยินเสียงของพระเจ้าบอกให้ท่าน “กล่าวถ้อยคำ [ของพระเจ้า ] ให้ [ชนอิสราเอล] ฟัง” (2:7)
เช่นเดียวกับผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมคนอื่นๆ เอเสเคียลได้รับหน้าที่ให้พูดความจริงกับประชากรของพระเจ้า ในวันนี้พระเจ้าขอให้เราทุกคนแบ่งปันความจริงถึงพระราชกิจอันดีที่พระองค์ทรงกระทำในชีวิตของเรากับผู้คนที่พระองค์ทรงวางไว้รอบตัวเรา (1 ปต.3:15) บางครั้งจะมีคนตั้งคำถามกับเรา ซึ่งเป็นเหมือนคำเชิญให้แบ่งปันคำพยานด้วยเสียงที่ “ดัง” ราวกับเสียงน้ำตก แต่บางครั้งคำเชื้อเชิญนั้นอาจเป็นแค่เสียงกระซิบเบาๆ เช่น การที่เราเห็นว่ามีคนต้องการความช่วยเหลือโดยที่ไม่ได้พูดออกมา ไม่ว่าคำเชื้อเชิญให้แบ่งปันความรักของพระเจ้าจะดังราวกับเสียงของผีเสื้อนับล้านตัว หรือเบาราวกับผีเสื้อเพียงตัวเดียว เราต้องทำเช่นเดียวกับเอเสเคียล คือเงี่ยหูฟังสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราพูด