ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Jennifer Benson Schuldt

แผนการที่ไม่สมบูรณ์แบบ

ขณะที่ฉันเดินดูห้องสมุดที่ชั้นล่างของศูนย์ชุมชนแห่งใหม่ เกิดแรงกระแทกที่ทำให้ห้องสะเทือนในทันที สักพักก็เกิดขึ้นอีก จนในที่สุด บรรณารักษ์ที่ร้อนใจอยู่อธิบายว่าพื้นที่ยกน้ำหนักอยู่ด้านบน และเกิดเสียงดังทุกครั้งที่มีคนทำน้ำหนักหล่น สถาปนิกและนักออกแบบได้วางแผนส่วนของอาคารที่ทันสมัยแห่งนี้เป็นอย่างดี แต่ยังมีคนลืมให้ห้องสมุดอยู่ห่างจากกิจกรรมทั้งหลาย

แผนการในชีวิตก็เช่นกันที่มักผิดพลาด เรามองข้ามข้อคำนึงที่สำคัญ แผนที่เรามีอาจไม่ครอบคลุมถึงเรื่องที่ไม่คาดคิด แม้การวางแผนจะช่วยป้องกันปัญหางบประมาณที่ไม่เพียงพอ เวลาที่จำกัด และปัญหาสุขภาพ แม้แต่กลวิธีที่รอบคอบที่สุดก็ไม่สามารถขจัดปัญหาทุกอย่างออกจากชีวิตได้ เราอยู่ในโลกยุคหลังสวนเอเดน

ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า เราจะพบสมดุลระหว่างการคิดถึงอนาคตอย่างรอบคอบ (สภษ.6:6-8) และการตอบสนองต่ออุปสรรค พระเจ้าทรงมีพระประสงค์สำหรับปัญหาที่ทรงอนุญาตในชีวิตของเรา พระองค์อาจใช้สิ่งนั้นพัฒนาความอดทน เพิ่มพูนความเชื่อ หรือแค่นำเราเข้าใกล้พระองค์ พระคัมภีร์เตือนว่า “ในใจของมนุษย์มีแผนงานเป็นอันมาก แต่พระประสงค์ของพระเจ้านั่นแหละ จะดำรงอยู่ได้” (สภษ.19:21) เมื่อเรามอบเป้าหมายและความหวังในอนาคตให้พระเยซู พระองค์จะสำแดงว่าพระองค์ต้องการให้อะไรสำเร็จในเราและผ่านเรา

บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า

อาสาสมัครมากกว่าสองร้อยคนมาช่วยร้านหนังสืออ็อกโทเบอร์บุ๊กส์ในเซาท์แฮมตัน ประเทศอังกฤษ ย้ายหนังสือในคลังไปยังที่อยู่ใหม่บนถนนเส้นเดิม เหล่าอาสาสมัครยืนเรียงรายบนทางเท้าและส่งหนังสือต่อๆกันเหมือน “สายพานลำเลียงที่เป็นมนุษย์” พนักงานของร้านที่ได้เห็นเหล่าอาสาสมัครทำภารกิจกล่าวว่า “นี่เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจจริงๆที่ได้เห็นผู้คนช่วยเหลือกัน...พวกเขาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า”

เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเช่นกัน พระเจ้าทรงใช้เราให้ออกไปในโลกพร้อมกับข่าวสารเรื่องความรักของพระองค์ เพราะมีบางคนเคยแบ่งปันข่าวนี้กับเรา เราจึงสามารถส่งต่อข่าวนี้ไปยังผู้อื่นได้เปาโลเปรียบเทียบการสร้างแผ่นดินของพระเจ้ากับการปลูกต้นไม้ในสวน พวกเราบางคนหว่านเมล็ดพืชขณะที่บางคนรดน้ำ เปาโลกล่าวว่าเราทุกคน “ร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า” (1 คร.3:9)

งานแต่ละงานมีความสำคัญ แต่ทั้งหมดสำเร็จได้โดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณ โดยพระวิญญาณของพระองค์ พระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้เติบโตฝ่ายวิญญาณ เมื่อพวกเขาได้ยินว่าพระองค์ทรงรักพวกเขาและทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาตายแทนพวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้เป็นไทจากความบาป (ยน.3:16)

พระเจ้าทรงทำงานส่วนใหญ่ของพระองค์บนโลกผ่าน “อาสาสมัคร” เช่นคุณและฉัน แม้ว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนซึ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะทำทุกอย่างได้ แต่เราช่วยให้มันเติบโตได้โดยทำงานร่วมกัน เพื่อแบ่งปันความรักของพระเจ้าให้กับโลก

สิ่งใหม่

การทำเกษตรเป็นเรื่องยากในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำจืด เพื่อแก้ปัญหานี้ บริษัทซีวอเตอร์ กรีนเฮาส์จึงได้พัฒนาสิ่งใหม่ที่เรียกว่า “บ้านหล่อเย็น” ขึ้นในโซมาลิแลนด์ ทวีปแอฟริกา และในประเทศอื่นๆที่มีสภาพอากาศคล้ายกัน บ้านหล่อเย็นนี้ใช้ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อฉีดน้ำทะเลลงบนฝาผนังที่ทำจากกระดาษแข็งลูกฟูก เมื่อน้ำไหลลงมาตามผนังเกลือจะไปเกาะอยู่ด้านหลัง ขณะที่น้ำจืดส่วนใหญ่จะระเหยอยู่ภายในโครงสร้าง ทำให้เกิดความชื้นซึ่งพืชผลสามารถงอกงามได้

พระเจ้าทรงสัญญาผ่านอิสยาห์ว่าจะทำ “สิ่งใหม่” เมื่อพระองค์ทรงจัดเตรียม “แม่น้ำในที่แห้งแล้ง” สำหรับคนอิสราเอลในสมัยโบราณ (อสย.43:19) สิ่งใหม่นี้ตรงข้ามกับสิ่งเก่าที่พระองค์เคยทำเพื่อช่วยกู้ประชากรของพระองค์จากกองทัพของอียิปต์ ยังจำเรื่องทะเลแดงได้ไหม พระเจ้าต้องการให้ประชากรของพระองค์ระลึกถึงอดีต แต่อย่าให้อดีตมาบดบังการที่พระองค์จะเข้ามามีส่วนในชีวิตปัจจุบันของพวกเขา (ข้อ 18) พระองค์ตรัสว่า “ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ เราจะทำทางในถิ่นทุรกันดาร” (ข้อ 19)

การมองย้อนกลับไปในอดีตอาจช่วยเสริมความเชื่อเราถึงการจัดเตรียมของพระเจ้า แต่การมีชีวิตที่จมอยู่กับอดีตอาจทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งใหม่ๆที่พระวิญญาณกำลังทำในวันนี้ เราทูลขอพระเจ้าให้สำแดงกับเราได้ว่าในปัจจุบันทรงเคลื่อนไหวเช่นไร ทั้งในการช่วยเหลือ การสร้างใหม่ และการค้ำจุนประชากรของพระองค์ ขอให้การตระหนักรู้นี้กระตุ้นให้เราร่วมมือกับพระองค์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้อื่นทั้งไกลและใกล้

มงกุฎกระดาษ

หลังมื้ออาหารในช่วงเทศกาลที่บ้านของฉัน ทุกคนแกะของที่ระลึกซึ่งเต็มไปด้วยขนม ของเล่น และกระดาษสีโปรยปราย แต่ยังมีของอีกชิ้นหนึ่งในกล่อง คือมงกุฎกระดาษสำหรับแต่ละคน เราหักห้ามใจไม่ได้ที่จะใส่มัน และเรายิ้มให้กันขณะนั่งล้อมวงรอบโต๊ะ ในชั่วขณะหนึ่งเราทุกคนเป็นราชาและราชินี แม้ว่าอาณาจักรของเราจะเป็นเพียงห้องทานอาหารซึ่งเกลื่อนไปด้วยสิ่งที่หลงเหลือจากมื้ออาหารของเรา

เรื่องนี้จุดประกายความทรงจำถึงพระสัญญาในพระคัมภีร์ที่ฉันไม่ค่อยได้คิดถึง ในชีวิตหลังความตายผู้เชื่อทุกคนจะได้ครอบครองร่วมกับพระเยซู เปาโลพูดถึงเรื่องนี้ใน 1 โครินธ์บทที่ 6 ท่านถามว่า “ท่านไม่รู้หรือว่าธรรมิกชนจะพิพากษาโลก” (ข้อ 2) เปาโลอ้างถึงสิทธิพิเศษในอนาคตนี้เพราะท่านต้องการหนุนใจผู้เชื่อให้ยุติข้อพิพาทอย่างสันติในโลกนี้ พวกเขาฟ้องร้องกันและกัน ซึ่งพลอยทำลายความน่าเชื่อถือของผู้เชื่อคนอื่นในชุมชนไปด้วย

เราจะแก้ไขความขัดแย้งได้ดีขึ้นเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานการควบคุมตนเอง ความสุภาพอ่อนโยน และความอดทนแก่เรา เมื่อถึงเวลาที่พระเยซูเสด็จกลับมาและทรงทำงานของพระวิญญาณให้สมบูรณ์ในชีวิตของเรา (1 ยน.3:2-3) เราจะพร้อมสำหรับบทบาทสุดท้ายของเราในฐานะ “ราชอาณาจักรและเป็นปุโรหิตของพระเจ้าของเราและ...ครอบครองแผ่นดินโลก” (วว.5:10) ให้เรายึดมั่นในพระสัญญานี้ที่เปล่งประกายอยู่ในพระวจนะเหมือนเพชรที่ประดับบนมงกุฎทองคำ

หมอกยามเช้า

เช้าวันหนึ่งฉันแวะไปที่สระน้ำใกล้บ้าน ฉันนั่งลงบนเรือที่คว่ำอยู่ คิดและเฝ้ามองกระแสลมอ่อนๆจากทิศตะวันตกพัดไล่หมอกที่ลอยเหนือผิวน้ำ หมอกกลุ่มเล็กม้วนหมุนเป็นวงกลม “ลมหมุน” ขนาดจิ๋วก่อตัวขึ้นแล้วสลายไป ไม่นานแสงแดดก็ส่องผ่านก้อนเมฆลงมาแล้วหมอกก็หายไป

ภาพนี้ทำให้ฉันอบอุ่นหัวใจ ฉันคิดถึงข้อพระคัมภีร์ที่เพิ่งอ่านไปว่า “เราได้ลบล้างการทรยศของเจ้าเสียเหมือนเมฆ และลบล้างบาปของเจ้าเหมือนหมอก” (อสย.44:22) ฉันไปที่นั่นเพื่อหวังจะดึงตัวเองออกจากความคิดผิดบาปหลายอย่างที่ครอบงำฉันมาหลายวัน แม้ฉันจะสารภาพบาปแล้ว ฉันก็ยังสงสัยว่าพระเจ้าจะยกโทษบาปเดิมๆหรือไม่

เช้าวันนั้นฉันได้คำตอบ พระเจ้าทรงสำแดงพระคุณแก่คนอิสราเอลผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ในเวลาที่พวกเขาต่อสู้กับปัญหาเรื่องรูปเคารพ ถึงแม้พระองค์จะบอกให้พวกเขาเลิกติดตามพระเทียมเท็จ แต่พระเจ้าก็ทรงเรียกพวกเขาให้กลับมาหาพระองค์ด้วยเช่นกัน โดยตรัสว่า “เราได้ปั้นเจ้า เจ้าเป็นผู้รับใช้ของเรา...เราจะไม่ลืมเจ้า” (ข้อ 21)

ฉันอาจไม่เข้าใจการอภัยโทษนั้นได้ทั้งหมด แต่ฉันรู้แน่ว่าพระคุณของพระเจ้าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะชำระล้างบาปได้หมดจดและรักษาเราให้หาย ฉันขอบพระคุณที่พระคุณของพระองค์นั้นไม่สิ้นสุดเช่นเดียวกับที่ทรงเป็นพระเจ้านิรันดร์ และพระคุณนั้นมีพร้อมอยู่เสมอในทุกเวลาที่เราต้องการ

ทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร

ประเทศเอลซัลวาดอร์ยกย่องพระเยซูโดยการวางรูปปั้นของพระองค์ไว้ที่ใจกลางเมืองหลวง แม้จะอยู่กลางวงเวียนที่จราจรคับคั่ง แต่ความสูงของรูปปั้นก็ทำให้มองเห็นได้ง่ายและชื่อรูปปั้นที่ว่า พระผู้ช่วยให้รอดของโลก ก็สื่อถึงการเคารพยกย่องต่อสถานะเหนือธรรมชาติของพระองค์

ชื่ออนุสาวรีย์นี้ยืนยันสิ่งที่พระคัมภีร์พูดถึงพระเยซู (1 ยน.4:14) ผู้ทรงประทานความรอดแก่เราทุกคน พระเยซูทรงข้ามเขตแดนทางวัฒนธรรมและเปิดรับผู้ที่ต้องการรู้จักพระองค์อย่างจริงใจ โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุ การศึกษาเชื้อชาติ ความผิดบาปในอดีต หรือสถานะทางสังคม

อัครทูตเปาโลท่องไปในโลกสมัยโบราณเพื่อบอกผู้คนถึงชีวิต ความตาย และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู ท่านแบ่งปันข่าวดีนี้กับผู้มีอำนาจทางการเมือง ผู้นำศาสนา ทหาร ชาวยิว คนต่างชาติ ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก เปาโลอธิบายว่า ใครก็สามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์กับพระคริสต์ได้โดยประกาศว่า “พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อว่าพระเจ้าทรงชุบพระองค์ขึ้นจากความตาย (รม.10:9) ท่านกล่าวว่า “ผู้หนึ่งผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย…ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด” (ข้อ 11, 13)

พระเยซูไม่ใช่รูปปั้นที่เราจะยกย่องอยู่ไกลๆ แต่เราต้องมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์โดยทางความเชื่อ ขอให้เราเห็นคุณค่าของความรอดที่พระองค์มอบให้และก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ฝ่ายจิตวิญญาณกับพระองค์ในวันนี้

อยู่กลางไฟ

ไฟป่าในแอนดิลล่าประเทศสเปนเผาทำลายพื้นที่ป่าไม้ไปเกือบ 126,500 ไร่ แต่ในท่ามกลางความเสียหายนี้ ไซเปรสเกือบ 1,000 ต้นยังคงยืนต้นเขียวสด ความสามารถในการกักเก็บน้ำช่วยให้มันทนอยู่อย่างปลอดภัยในกองไฟ

ช่วงที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ครองราชย์อยู่ในกรุงบาบิโลน มีกลุ่มเพื่อนกลุ่มเล็กๆที่รอดชีวิตจากไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวของกษัตริย์ ชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโกปฏิเสธที่จะนมัสการรูปปฏิมากรที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์สร้างขึ้น พวกเขาทูลพระองค์ว่า “ถ้าพระจ้าของพวกข้าพระบาทผู้ซึ่งพวกข้าพระบาทปรนนิบัติ พอพระทัยจะช่วยกู้พวกข้าพระบาทให้พ้นจากเตาที่ไฟลุกอยู่ ข้าแต่พระราชา พระองค์ก็จะทรงช่วยกู้พวกข้าพระบาท” (ดนล.3:17) ด้วยความเกรี้ยวกราดพระราชาสั่งให้เร่งเตาไฟให้ร้อนกว่าเดิมเจ็ดเท่า (ข้อ 19)

ทหารผู้รับคำสั่งของพระราชาและโยนพวกเขาเข้าในเตาไฟก็พลอยถูกเผาไปด้วย แต่กลุ่มผู้ชมกลับเห็นชัดรัค เมชาคและเอเบดเนโกเดินอยู่กลางไฟ “ปล่อยหลุด...และไม่เป็นอันตราย” ใครบางคนอยู่ในเตาไฟด้วย ชายคนที่สี่ดู “คล้ายคลึงกับองค์เทพบุตร” (ข้อ 25) นักวิชาการหลายคนเชื่อว่านี่คือพระลักษณะของพระเยซูก่อนการลงมาบังเกิด

พระเยซูทรงอยู่กับเราเมื่อเราเผชิญการข่มขู่และการทดลอง ในขณะที่เราถูกเร่งเร้าให้ยอมแพ้ต่อแรงกดดัน เราไม่ต้องหวาดกลัว เราอาจไม่รู้ว่าพระเจ้าจะช่วยเราเมื่อไรและอย่างไร แต่เรารู้ว่าพระองค์ทรงอยู่กับเรา พระองค์จะประทานกำลังให้เรายืนหยัดอย่างสัตย์ซื่อต่อพระองค์ในท่ามกลางทุก “กองไฟ” ที่เราต้องสู้ทน

เธอจะได้พบกันอีก

ห้องนั้นเงียบและมีแสงสลัวๆ ขณะที่ฉันขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้เตียงของแจ็คกี้ เพื่อนของฉันเคยเป็นคนที่สดใสร่าเริงก่อนหน้าที่จะต้องต่อสู้กับมะเร็งมาสามปี ฉันยังจำภาพที่เธอหัวเราะ นัยน์ตาเต็มไปด้วยชีวิตชีวา และใบหน้ากระจ่างด้วยรอยยิ้ม แต่ขณะนี้เธอสงบและนิ่งอยู่ และฉันมาเยี่ยมเธอในสถานพยาบาลพิเศษ

ฉันไม่รู้จะพูดอะไรจึงตัดสินใจอ่านพระคัมภีร์ ฉันดึงพระคัมภีร์ออกจากกระเป๋า เปิดไปที่พระธรรม 1 โครินธ์และเริ่มอ่าน

หลังจากเยี่ยมเสร็จและเข้ามานั่งในรถด้วยความรู้สึกอยากจะร้องไห้ มีความคิดหนึ่งเข้ามาในใจก่อนที่น้ำตาจะไหล “เธอจะได้พบแจ็คกี้อีก” ฉันตกอยู่ในความเศร้า จึงลืมไปว่าความตายเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวเท่านั้นสำหรับผู้เชื่อ (1 คร.15:21-22) ฉันรู้ว่าฉันจะได้พบเธออีกครั้งเพราะเราทั้งสองเชื่อวางใจในการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เพื่อยกโทษบาปของเรา (ข้อ 3-4) เมื่อพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์หลังจากถูกตรึง ความตายได้สูญเสียอำนาจที่จะแยกผู้เชื่อออกจากกันและออกจากพระเจ้า หลังความตาย เราจะมีชีวิตอีกครั้งในสวรรค์กับพระเจ้า พร้อมกับพี่น้องฝ่ายวิญญาณของเราตลอดไป

เพราะพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ ผู้ที่เชื่อในพระองค์จึงมีความหวังในเวลาแห่งการสูญเสียและโศกเศร้า ความตายถูกกลืนกินแล้วในชัยชนะแห่งไม้กางเขน (ข้อ 54)

ความเมตตาในหน้าที่

เอลเลนเพื่อนของฉันเป็นคนทำเงินเดือนให้กับบริษัทบัญชีแห่งหนึ่ง อาจฟังดูเหมือนเป็นงานไม่ยาก แต่บางครั้งนายจ้างก็ส่งข้อมูลเข้ามาช้ากว่ากำหนด เอลเลนมักแก้ปัญหาด้วยการทำงานล่วงเวลาเพื่อลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างตรงเวลา เธอทำเช่นนี้เพราะเห็นแก่บรรดาครอบครัวที่ต้องพึ่งเงินค่าจ้างนี้ในการซื้อข้าวของ ซื้อยาหรือจ่ายค่าบ้าน

ความเมตตาในหน้าที่ของเอลเลนชี้ให้ฉันเห็นพระเยซู ขณะอยู่ในโลกนี้บางครั้งพระองค์ทำพันธกิจแม้ในเวลาที่ไม่สะดวกสำหรับพระองค์ เช่น พระองค์ต้องการเวลาส่วนตัวเมื่อทราบข่าวว่ายอห์นผู้ให้บัพติศมาเสียชีวิต พระองค์จึงเสด็จขึ้นเรือเพื่อไปหาที่เปลี่ยว (มธ.14:13) บางทีพระองค์อาจต้องการร่ำไห้เพื่อญาติของพระองค์และอธิษฐานด้วยความเสียพระทัย

แต่มีปัญหาหนึ่งคือ ฝูงชนติดตามพระองค์ไป พวกเขามีความต้องการทางร่างกายหลายอย่าง คงเป็นเรื่องง่ายมากที่จะส่งพวกเขากลับบ้านไป แต่ “ครั้น​พระ​เยซู​เสด็จ​ขึ้น​จาก​เรือ​แล้ว ​ก็​ทรง​เห็น​ประชาชน​หมู่​ใหญ่ ​พระ​องค์​ทรง​สงสาร​เขา จึง​ได้​ทรง​รักษา​คน​ป่วย​ของ​เขา​ให้​หาย” (ข้อ 14)

แม้พันธกิจส่วนหนึ่งของพระเยซูบนโลกคือการสั่งสอนและรักษาโรค แต่ความใส่ใจของพระองค์นั้นสะท้อนให้เห็นในวิธีการทำพันธกิจ ขอพระเจ้าช่วยเราให้รับรู้ถึงพระเมตตาของพระองค์ในชีวิตของเราและประทานกำลังให้เราส่งต่อความเมตตานั้นแก่ผู้อื่น