ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Jennifer Benson Schuldt

คำโกหกกับความจริง

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เชื่อว่าการโกหกครั้งใหญ่มีพลังมากกว่าการโกหกเล็กๆ และน่าเศร้าที่เขาพิสูจน์ทฤษฎีของเขาได้สำเร็จ ในช่วงต้นของอาชีพทางการเมือง เขาอ้างว่าตนพอใจที่จะสนับสนุนความปรารถนาของผู้อื่น เมื่อเข้ามามีอำนาจ เขาบอกว่าพรรคของเขาไม่ได้มีเจตนาจะกดขี่ข่มเหงใคร ต่อมาเขาใช้สื่อสร้างภาพว่าตนเป็นตัวแทนของความเป็นพ่อและเป็นผู้นำด้านศีลธรรม

ซาตานใช้คำโกหกเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในชีวิตของเรา เมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้มันจะกระตุ้นให้เกิดความกลัว ความโกรธและความสิ้นหวัง เพราะ “มันเป็นผู้มุสาและเป็นพ่อของการมุสา” (ยน.8:44) ซาตานพูดความจริงไม่ได้ ดังที่พระเยซูตรัส มันไม่มีความจริงใดๆอยู่ในตัวเลย

และนี่คือคำโกหกบางอย่างของศัตรู ข้อแรก คำอธิษฐานของเราไม่สำคัญซึ่งไม่จริงเลย พระคัมภีร์กล่าวว่า “คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังทำให้เกิดผล” (ยก.5:16) ข้อสอง เมื่อมีปัญหา เราไม่มีทางออก ผิดอีกแล้ว “พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง” (มก.10:27) และ “พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย” (1 คร.10:13) ข้อสาม พระเจ้าไม่รักเรา นี่เป็นคำโกหก ไม่มีสิ่งใดกระทำให้ “เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า” ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ (รม.8:38-39)

ความจริงของพระเจ้ามีอำนาจมากกว่าคำโกหก ถ้าเราเชื่อฟังคำสอนของพระเยซูด้วยกำลังที่มาจากพระองค์ เราจะ “รู้จักสัจจะ” จะปฏิเสธสิ่งที่เป็นคำโกหก และ “สัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท” (ยน.8:31-32)

รับใช้ด้วยกันในพระเยซู

เจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วมมือกันช่วยเหลือชายสามคนที่ติดอยู่บนเกาะในไมโครนีเซีย การทำงานเป็นทีมมีความจำเป็นเพราะวิกฤตการณ์ด้านสุขภาพที่ขยายวงกว้างทำให้พวกเขาต้องจำกัดการติดต่อสัมผัสกัน นักบินซึ่งเห็นคนที่เรืออับปางเป็นคนแรกได้วิทยุไปยังเรือของกองทัพเรือออสเตรเลียที่อยู่ใกล้เคียง เรือลำดังกล่าวได้ส่งเฮลิคอปเตอร์สองลำเพื่อนำอาหาร น้ำ และการรักษาพยาบาลไปให้ ต่อมาหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯก็มาถึงเพื่อตรวจดูชายทั้งสามและนำอุปกรณ์วิทยุมาให้ ในที่สุดเรือตรวจการณ์ของไมโครนีเซียก็พาพวกเขาไปถึงที่หมาย

เราสามารถทำภารกิจให้สำเร็จได้มากมายเมื่อทำงานร่วมกัน ผู้เชื่อชาวฟีลิปปีระดมกำลังเพื่อสนับสนุนอัครทูตเปาโล นางลิเดียและครอบครัวได้เชิญท่านมาพักที่บ้านของพวกเขา (กจ.16:13-15) เคลเมนท์ และแม้แต่นางยูโอเดียและนางสินทิเค (ซึ่งไม่ถูกกัน) ต่างได้ทำงานเคียงข้างเปาโลในการประกาศข่าวประเสริฐ (ฟป.4:2-3) ต่อมาเมื่อเปาโลถูกคุมขังในกรุงโรม คริสตจักรได้รวบรวมเครื่องใช้ที่จำเป็นและส่งไปให้ผ่านทางเอปาโฟรดิทัส (ข้อ 14-18) บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็นการที่ชาวเมืองฟีลิปปีได้อธิษฐานเผื่อท่านตลอดการทำพันธกิจของท่าน (1:19)

ตัวอย่างของผู้เชื่อที่รับใช้ร่วมกันในคริสตจักรเก่าแก่แห่งนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ในวันนี้ การร่วมมือกับเพื่อนผู้เชื่อเพื่ออธิษฐานและรับใช้ผู้อื่นด้วยการทรงนำและการเสริมกำลังจากพระเจ้า จะทำให้เราประสบความสำเร็จมากเกินกว่าที่เราจะสามารถทำได้ด้วยตัวเอง มีคำกล่าวไว้ว่า “หนึ่งคนก็แค่หนึ่งหยดน้ำ รวมกันเราคือมหาสมุทร”

แบ่งปันความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์

ครั้งแรกที่เราพบกับเฮนรี่เพื่อนบ้านของเรา เขาหยิบพระคัมภีร์ที่ขาดวิ่นออกมาจากกระเป๋าสะพายของเขา เขาถามเราด้วยแววตาเป็นประกายว่า เราอยากจะพูดคุยกับเขาเรื่องพระคัมภีร์หรือไม่ เราพยักหน้าและเขาพลิกไปดูบางข้อความที่ไฮไลท์ไว้ เขาเอาสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยข้อสังเกตของเขามาให้เราดูและยังบอกอีกว่าเขาได้ทำไฟล์ในคอมพิวเตอร์เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

เฮนรี่เล่าให้เราฟังต่อว่าเขามาจากครอบครัวที่มีปัญหา และในยามที่โดดเดี่ยวและสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดนั้น เขาได้ต้อนรับพระเยซู โดยการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์มาเป็นรากฐานความเชื่อของเขา (กจ.4:12) ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อองค์พระวิญญาณทรงช่วยเหลือเขาในการปฏิบัติตามหลักการของพระคัมภีร์ แม้เฮนรี่จะมอบชีวิตให้กับพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่เขายังคงกระตือรือร้นและเปี่ยมไปด้วยพลัง

ความกระตือรือร้นของเฮนรี่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันผู้ซึ่งดำเนินชีวิตกับพระเยซูมานานหลายปีแล้ว ให้กลับมาทบทวนความกระตือรือร้นในฝ่ายวิญญาณของตัวเองใหม่ อัครทูตเปาโลเขียนว่า “อย่าอ่อนระอา จงมีจิตใจกระตือรือร้นด้วยพระวิญญาณ จงปรนนิบัติองค์พระผู้เป็นเจ้า” (รม.12:11) สิ่งนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ทำตามได้ยาก เว้นแต่ฉันจะยอมให้พระวจนะได้เข้ามาบ่มเพาะให้ฉันมีทัศนคติแห่งการมีใจที่ขอบพระคุณในทุกสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อฉัน

ความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์มาจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้นและมากขึ้น ไม่เหมือนกับอารมณ์ที่มีขึ้นมีลง ยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์มากเท่าไร พระองค์ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น และความประเสริฐของพระองค์ก็จะยิ่งท่วมท้นจิตวิญญาณของเราและไหลล้นออกไปสู่ผู้คนในโลก

ความถ่อมใจอย่างที่สุด

หลังจบการแข่งขัน นักกีฬาบาสเก็ตบอลของวิทยาลัยคนหนึ่งอยู่ต่อเพื่อช่วยคนงานทิ้งถ้วยเปล่าและถุงอาหาร เมื่อมีแฟนกีฬาโพสต์วิดีโอของสิ่งที่เขาทำนั้นมีคนดูมากกว่า 8 หมื่นคน คนหนึ่งแสดงความเห็นว่า “[ชายหนุ่มคนนั้น] เป็นหนึ่งในคนที่ถ่อมตัวที่สุดที่คุณจะพบได้ในชีวิต” คงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่นักกีฬาจะออกไปพร้อมเพื่อนร่วมทีมและเฉลิมฉลองในชัยชนะของทีมที่เขาได้มีส่วนร่วม แต่เขากลับอาสาทำงานที่ไม่มีคำขอบคุณ

วิญญาณแห่งความถ่อมใจอย่างสูงสุดนั้นพบได้ในพระเยซู ผู้ทรงสละตำแหน่งอันสูงในสวรรค์เพื่อมารับบทบาทผู้รับใช้ในโลก (ฟป.2:7) พระเยซูไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่กลับทรงเต็มใจถ่อมพระองค์ลง พันธกิจของพระองค์ในโลกนี้มีทั้งการสอน การรักษาโรคและการรักทุกคน โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด

แม้แบบอย่างของพระคริสต์จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เรากวาดพื้น จับค้อนหรือจัดอาหาร แต่สิ่งที่ทรงพลังที่สุดคือเมื่อแบบอย่างนั้นส่งผลต่อท่าทีที่เราปฏิบัติกับผู้อื่น ความถ่อมใจที่แท้จริงนั้นเป็นคุณสมบัติภายในที่ไม่เพียงเปลี่ยนการกระทำของเรา แต่ยังเปลี่ยนสิ่งที่เราให้ความสำคัญด้วย โดยจูงใจให้เรา “ถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว” (ข้อ 3)

แอนดรูว์ เมอร์เรย์ นักเขียนและนักเทศน์กล่าวไว้ว่า “ความถ่อมใจคือความเบ่งบานและความงดงามของความบริสุทธิ์” โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณของพระองค์ ขอให้ชีวิตของเราสะท้อนถึงความงดงามนี้ในเวลาที่เราสะท้อนหัวใจของพระคริสต์ (ข้อ 2-5)

แค่เสียงกระซิบ

กำแพงกระซิบในสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัลของนครนิวยอร์กเป็นโอเอซิสแห่งเสียงในท่ามกลางความอึกทึกของบริเวณนั้น ในสถานที่พิเศษนี้ผู้คนสามารถกระซิบเบาๆถึงกันได้จากระยะสามสิบฟุต เมื่อคนหนึ่งยืนที่ฐานหินแกรนิตของซุ้มทางเดินหลังคาโค้งและพูดเบาๆใส่กำแพง คลื่นเสียงจะเคลื่อนที่ขึ้นและผ่านหินโค้งด้านบนไปยังผู้ฟังที่อยู่อีกด้านหนึ่ง

โยบได้ยินเสียงกระซิบข้อความถึงท่านในขณะที่ชีวิตท่านเต็มไปด้วยเสียงรบกวนและโศกนาฏกรรมจากการสูญเสียเกือบทุกอย่าง (โยบ 1:13-19; 2:7) เพื่อนๆ ของท่านแสดงความคิดเห็น ความคิดของท่านเองก็วุ่นวายสับสน และปัญหาเกิดขึ้นกับชีวิตรอบด้าน แต่กระนั้นความยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติได้พูดกับท่านอย่างแผ่วเบาถึงฤทธานุภาพของพระเจ้า

ความงดงามของท้องฟ้า ความลึกลับแห่งแผ่นดินโลกที่ลอยอยู่ในอวกาศ และความมั่นคงของเส้นขอบฟ้าทำให้โยบระลึกได้ว่าโลกนี้อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้า (26:7-11) แม้แต่ทะเลที่ปั่นป่วนและท้องฟ้าที่ส่งเสียงครืนก็นำท่านให้กล่าวว่า “เหล่านี้เป็นเพียงพระราชกิจผิวเผินของพระองค์ เราทราบถึงพระองค์ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบ” (ข้อ 14)

หากสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายของโลกสำแดงถึงขีดความสามารถของพระเจ้าได้แค่เพียงเศษเสี้ยวเดียวแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ก็ย่อมยิ่งใหญ่เกินความเข้าใจของเรา ในเวลาของการสูญเสีย สิ่งนี้ทำให้เรามีความหวัง พระเจ้าทรงทำได้ทุกสิ่งรวมถึงสิ่งที่ทรงทำเพื่อโยบดังที่ทรงค้ำจุนท่านไว้ในท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก

การออกแบบอันงดงาม

ทีมนักวิจัยนานาชาติได้สร้างโดรนปีกกระพือที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของนกชนิดหนึ่ง นั่นคือนกแอ่น ซึ่งเป็นนกที่สามารถบินได้เร็วถึง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถบินโฉบเฉี่ยว พุ่งตัวลง หักเลี้ยว และหยุดอย่างกะทันหันได้ แต่โดรนติดปีกออร์นิทอปเตอร์นี้ยังทำได้ไม่เท่ากับนก นักวิจัยท่านหนึ่งกล่าวว่า นก “มีกล้ามเนื้อหลายชุดที่ทำให้พวกมันบินได้เร็วอย่างเหลือเชื่อ ทั้งการพับปีก การบิดปีก การเปิดช่องปีกและการลดพลังงาน เขายอมรับว่าความพยายามของทีมยังคงเลียนแบบได้เพียงแค่ “10 เปอร์เซ็นต์ของการบินแบบธรรมชาติ”

พระเจ้าทรงประทานความสามารถอันน่าทึ่งให้สัตว์ทั้งหลายในโลกของเรา การสังเกตและใคร่ครวญความเชี่ยวชาญในสัตว์เหล่านั้นอาจเป็นที่มาของสติปัญญาให้กับเราได้ พวกมดสอนเราเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมอาหาร ตัวกระจงผาทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของที่กำบังที่มั่นคง และตั๊กแตนสอนเราถึงพลังของการรวมตัวกัน (สภษ.30:25-27)

พระคัมภีร์บอกเราว่า “[พระเจ้า]ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยสติปัญญาของพระองค์” (ยรม.10:12) และตอนท้ายของทุกขั้นตอนในกระบวนการทรงสร้างนั้น พระองค์ทรงรับรองว่าสิ่งที่ทรงทำเสร็จแล้วนั้น “ดี” (ปฐก.1:4, 10, 12, 18, 21, 25, 31) พระเจ้าองค์เดียวกันนี้ผู้ทรงสร้างนกที่ “บินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน” (ข้อ 20) เป็นผู้ประทานความสามารถให้เรานำสติปัญญาของพระองค์มาประกอบกับการใช้เหตุผลของเราเอง วันนี้ให้คุณใคร่ครวญว่าคุณจะได้เรียนรู้อะไรบ้าง จากการออกแบบอันงดงามของพระองค์ในโลกแห่งธรรมชาตินี้

ยอมรับการ(ทรง)นำ

กลิ่นของหนังฟอกและเมล็ดพืชอบอวลในอากาศขณะเรายืนอยู่ในโรงนาที่มิเชลล์เพื่อนของฉันกำลังสอนลูกสาวฉันขี่ม้า ลูกม้าสีขาวของมิเชลล์อ้าปากขณะเธอสาธิตวิธีวางบังเหียนไว้ด้านหลังฟันของมัน เมื่อเธอดึงสายบังเหียนมาคล้องเหนือหูมันนั้น มิเชลล์อธิบายว่าบังเหียนนี้สำคัญ เพราะจะช่วยให้ผู้ขี่สามารถชะลอม้าและบังคับทิศทางไปทางซ้ายหรือขวาได้

บังเหียนของม้าก็เหมือนกับลิ้นของมนุษย์ ขนาดเล็กแต่มีความสำคัญ ทั้งสองมีอิทธิพลมากต่อสิ่งใหญ่โตและมีกำลัง เพราะบังเหียนก็คือม้า ส่วนลิ้นนั้นก็คือคำพูดของเรา (ยก.3:3, 5)

คำพูดของเราอาจลื่นไหลไปคนละทิศทางได้ “เราทั้งหลายสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็แช่งด่ามนุษย์” (ข้อ 9) น่าเศร้าที่พระคัมภีร์เตือนว่าการควบคุมคำพูดของเราเป็นเรื่องยากมาก เพราะคำพูดออกมาจากใจ (ลก.6:45) แต่ขอบคุณพระเจ้าที่พระวิญญาณของพระองค์ซึ่งสถิตอยู่ในผู้เชื่อทุกคน ทรงช่วยให้เราเติบโตในความอดกลั้นใจ ความดี และการรู้จักบังคับตน (กท.5:22-23) เมื่อเราร่วมมือกับพระวิญญาณ จิตใจของเราจะเปลี่ยนแปลง และคำพูดของเราก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน คำแช่งด่ากลายเป็นคำสรรเสริญ คำโกหกหลีกทางให้ความจริง คำวิจารณ์แปรเปลี่ยนเป็นคำหนุนใจ

การควบคุมลิ้นไม่ใช่แค่การฝึกตนเองให้พูดในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น แต่คือการยอมรับในการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อว่าคำพูดของเราจะก่อให้เกิดความเมตตากรุณาและการหนุนใจที่โลกของเราต้องการ

พระเจ้าในทุกๆวันของเรา

หลังจากการผ่าตัดที่ไม่ประสบผลสำเร็จ คุณหมอบอกโจแอนว่าอีก 5 สัปดาห์เธอจะต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง ขณะที่เวลาผ่านไปความกังวลก็ก่อตัวขึ้น โจแอนและสามีเป็นผู้สูงอายุและครอบครัวก็อยู่ไกล พวกเขาต้องขับรถมายังเมืองที่ไม่คุ้นเคยและต้องผ่านระบบที่ซับซ้อนของโรงพยาบาล อีกทั้งยังต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมอผู้เชี่ยวชาญคนใหม่

แม้สถานการณ์จะดูหนักหนาสาหัส แต่พระเจ้าทรงดูแลพวกเขา ระหว่างการเดินทางระบบนำทางในรถของพวกเขาเกิดขัดข้อง แต่พวกเขาก็ยังมาถึงทันเวลาเพราะมีแผนที่กระดาษอยู่ พระเจ้าทรงประทานสติปัญญาให้แก่พวกเขา ที่โรงพยาบาลมีศิษยาภิบาลคนหนึ่งอธิษฐานกับพวกเขาและเสนอที่จะช่วยเหลือพวกเขาในวันนั้น พระเจ้าทรงประทานการช่วยเหลือให้แก่พวกเขา หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ว โจแอนได้รับข่าวดีคือการผ่าตัดประสบผลสำเร็จ

แม้เราอาจไม่ได้รับการเยียวยาหรือช่วยกู้ทุกๆครั้ง แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและอยู่ใกล้ผู้ที่อ่อนแอเสมอ ไม่ว่าคนหนุ่มสาว คนชรา หรือผู้ด้อยโอกาส หลายร้อยปีที่แล้วเมื่อการถูกจับไปเป็นเชลยในบาบิโลนทำให้คนอิสราเอลอ่อนแอลง อิสยาห์ได้เตือนพวกเขาว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่อุ้มชูพวกเขามาตั้งแต่เกิดและจะทรงดูแลพวกเขาต่อไป พระเจ้าทรงตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะว่า “จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือ พระองค์นั้น เราจะอุ้มเจ้าจนเจ้าถึงผมหงอก” (อสย.46:4)

พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเราในเวลาที่เราต้องการพระองค์มากที่สุด พระองค์สามารถจัดหาสิ่งที่เราต้องการและทรงเตือนเราว่า พระองค์ทรงอยู่กับเราในทุกๆช่วงของชีวิต พระองค์คือพระเจ้าในทุกๆวันของเรา

ทำด้วยคำอธิษฐาน

เมื่อลูกชายของฉันต้องผ่าตัดกระดูก ฉันนึกขอบคุณหมอที่ทำการผ่าตัด คุณหมอผู้ใกล้เกษียณให้ความมั่นใจกับเราว่าเขาช่วยคนมาแล้วกว่าพันคนกับปัญหาเดียวกันนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก่อนลงมือผ่า เขาอธิษฐานและทูลขอให้พระเจ้าประทานผลลัพธ์ที่ดี ฉันรู้สึกขอบคุณที่เขาทำเช่นนั้น

กษัตริย์เยโฮชาฟัทซึ่งเป็นผู้นำประเทศที่มีประสบการณ์ก็อธิษฐานในเวลาวิกฤตเช่นกัน ทั้งสามชนชาติรวมพลังกันต่อต้านพระองค์ และพวกเขากำลังจะมาโจมตีคนของพระองค์ แม้จะมีประสบการณ์มากว่ายี่สิบปี พระองค์ตัดสินใจถามพระเจ้าว่าควรทำอย่างไร โดยอธิษฐานว่า “[พวกเรา]จะร้องทูลต่อพระองค์ในความทุกข์ใจของข้าพระองค์ทั้งหลาย และพระองค์จะทรงฟังและช่วยให้รอด” (2 พศด.20:9) และพระองค์ยังทูลขอการทรงนำ โดยกล่าวว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด แต่ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่พระองค์” (ข้อ 12)

การที่เยโฮชาฟัทจัดการกับความท้าทายด้วยใจถ่อมนั้นได้เปิดหัวใจของพระองค์สู่การมีส่วนร่วมของพระเจ้า ที่มาในรูปแบบของการหนุนใจและการแทรกแซงจากพระองค์ (ข้อ 15-17,22) ไม่ว่าเราจะมีประสบการณ์ในเรื่องหนึ่งเรื่องใดมากแค่ไหน การอธิษฐานทูลขอความช่วยเหลือยังคงช่วยเพิ่มความวางใจอันบริสุทธิ์ต่อพระเจ้า เป็นการย้ำเตือนเราว่าพระองค์ทรงรู้มากกว่าที่เรารู้ และพระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมสูงสุด สิ่งนี้นำเราสู่สถานที่แห่งความถ่อมใจ อันเป็นที่แห่งความโปรดปรานซึ่งพระองค์จะตอบสนองและช่วยเหลือเรา ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา