ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Jennifer Benson Schuldt

มงกุฎกระดาษ

หลังมื้ออาหารในช่วงเทศกาลที่บ้านของฉัน ทุกคนแกะของที่ระลึกซึ่งเต็มไปด้วยขนม ของเล่น และกระดาษสีโปรยปราย แต่ยังมีของอีกชิ้นหนึ่งในกล่อง คือมงกุฎกระดาษสำหรับแต่ละคน เราหักห้ามใจไม่ได้ที่จะใส่มัน และเรายิ้มให้กันขณะนั่งล้อมวงรอบโต๊ะ ในชั่วขณะหนึ่งเราทุกคนเป็นราชาและราชินี แม้ว่าอาณาจักรของเราจะเป็นเพียงห้องทานอาหารซึ่งเกลื่อนไปด้วยสิ่งที่หลงเหลือจากมื้ออาหารของเรา

เรื่องนี้จุดประกายความทรงจำถึงพระสัญญาในพระคัมภีร์ที่ฉันไม่ค่อยได้คิดถึง ในชีวิตหลังความตายผู้เชื่อทุกคนจะได้ครอบครองร่วมกับพระเยซู เปาโลพูดถึงเรื่องนี้ใน 1 โครินธ์บทที่ 6 ท่านถามว่า “ท่านไม่รู้หรือว่าธรรมิกชนจะพิพากษาโลก” (ข้อ 2) เปาโลอ้างถึงสิทธิพิเศษในอนาคตนี้เพราะท่านต้องการหนุนใจผู้เชื่อให้ยุติข้อพิพาทอย่างสันติในโลกนี้ พวกเขาฟ้องร้องกันและกัน ซึ่งพลอยทำลายความน่าเชื่อถือของผู้เชื่อคนอื่นในชุมชนไปด้วย

เราจะแก้ไขความขัดแย้งได้ดีขึ้นเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานการควบคุมตนเอง ความสุภาพอ่อนโยน และความอดทนแก่เรา เมื่อถึงเวลาที่พระเยซูเสด็จกลับมาและทรงทำงานของพระวิญญาณให้สมบูรณ์ในชีวิตของเรา (1 ยน.3:2-3) เราจะพร้อมสำหรับบทบาทสุดท้ายของเราในฐานะ “ราชอาณาจักรและเป็นปุโรหิตของพระเจ้าของเราและ...ครอบครองแผ่นดินโลก” (วว.5:10) ให้เรายึดมั่นในพระสัญญานี้ที่เปล่งประกายอยู่ในพระวจนะเหมือนเพชรที่ประดับบนมงกุฎทองคำ

หมอกยามเช้า

เช้าวันหนึ่งฉันแวะไปที่สระน้ำใกล้บ้าน ฉันนั่งลงบนเรือที่คว่ำอยู่ คิดและเฝ้ามองกระแสลมอ่อนๆจากทิศตะวันตกพัดไล่หมอกที่ลอยเหนือผิวน้ำ หมอกกลุ่มเล็กม้วนหมุนเป็นวงกลม “ลมหมุน” ขนาดจิ๋วก่อตัวขึ้นแล้วสลายไป ไม่นานแสงแดดก็ส่องผ่านก้อนเมฆลงมาแล้วหมอกก็หายไป

ภาพนี้ทำให้ฉันอบอุ่นหัวใจ ฉันคิดถึงข้อพระคัมภีร์ที่เพิ่งอ่านไปว่า “เราได้ลบล้างการทรยศของเจ้าเสียเหมือนเมฆ และลบล้างบาปของเจ้าเหมือนหมอก” (อสย.44:22) ฉันไปที่นั่นเพื่อหวังจะดึงตัวเองออกจากความคิดผิดบาปหลายอย่างที่ครอบงำฉันมาหลายวัน แม้ฉันจะสารภาพบาปแล้ว ฉันก็ยังสงสัยว่าพระเจ้าจะยกโทษบาปเดิมๆหรือไม่

เช้าวันนั้นฉันได้คำตอบ พระเจ้าทรงสำแดงพระคุณแก่คนอิสราเอลผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ในเวลาที่พวกเขาต่อสู้กับปัญหาเรื่องรูปเคารพ ถึงแม้พระองค์จะบอกให้พวกเขาเลิกติดตามพระเทียมเท็จ แต่พระเจ้าก็ทรงเรียกพวกเขาให้กลับมาหาพระองค์ด้วยเช่นกัน โดยตรัสว่า “เราได้ปั้นเจ้า เจ้าเป็นผู้รับใช้ของเรา...เราจะไม่ลืมเจ้า” (ข้อ 21)

ฉันอาจไม่เข้าใจการอภัยโทษนั้นได้ทั้งหมด แต่ฉันรู้แน่ว่าพระคุณของพระเจ้าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะชำระล้างบาปได้หมดจดและรักษาเราให้หาย ฉันขอบพระคุณที่พระคุณของพระองค์นั้นไม่สิ้นสุดเช่นเดียวกับที่ทรงเป็นพระเจ้านิรันดร์ และพระคุณนั้นมีพร้อมอยู่เสมอในทุกเวลาที่เราต้องการ

ทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นใคร

ประเทศเอลซัลวาดอร์ยกย่องพระเยซูโดยการวางรูปปั้นของพระองค์ไว้ที่ใจกลางเมืองหลวง แม้จะอยู่กลางวงเวียนที่จราจรคับคั่ง แต่ความสูงของรูปปั้นก็ทำให้มองเห็นได้ง่ายและชื่อรูปปั้นที่ว่า พระผู้ช่วยให้รอดของโลก ก็สื่อถึงการเคารพยกย่องต่อสถานะเหนือธรรมชาติของพระองค์

ชื่ออนุสาวรีย์นี้ยืนยันสิ่งที่พระคัมภีร์พูดถึงพระเยซู (1 ยน.4:14) ผู้ทรงประทานความรอดแก่เราทุกคน พระเยซูทรงข้ามเขตแดนทางวัฒนธรรมและเปิดรับผู้ที่ต้องการรู้จักพระองค์อย่างจริงใจ โดยไม่ขึ้นอยู่กับอายุ การศึกษาเชื้อชาติ ความผิดบาปในอดีต หรือสถานะทางสังคม

อัครทูตเปาโลท่องไปในโลกสมัยโบราณเพื่อบอกผู้คนถึงชีวิต ความตาย และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู ท่านแบ่งปันข่าวดีนี้กับผู้มีอำนาจทางการเมือง ผู้นำศาสนา ทหาร ชาวยิว คนต่างชาติ ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก เปาโลอธิบายว่า ใครก็สามารถเริ่มต้นความสัมพันธ์กับพระคริสต์ได้โดยประกาศว่า “พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อว่าพระเจ้าทรงชุบพระองค์ขึ้นจากความตาย (รม.10:9) ท่านกล่าวว่า “ผู้หนึ่งผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย…ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด” (ข้อ 11, 13)

พระเยซูไม่ใช่รูปปั้นที่เราจะยกย่องอยู่ไกลๆ แต่เราต้องมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์โดยทางความเชื่อ ขอให้เราเห็นคุณค่าของความรอดที่พระองค์มอบให้และก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ฝ่ายจิตวิญญาณกับพระองค์ในวันนี้

อยู่กลางไฟ

ไฟป่าในแอนดิลล่าประเทศสเปนเผาทำลายพื้นที่ป่าไม้ไปเกือบ 126,500 ไร่ แต่ในท่ามกลางความเสียหายนี้ ไซเปรสเกือบ 1,000 ต้นยังคงยืนต้นเขียวสด ความสามารถในการกักเก็บน้ำช่วยให้มันทนอยู่อย่างปลอดภัยในกองไฟ

ช่วงที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ครองราชย์อยู่ในกรุงบาบิโลน มีกลุ่มเพื่อนกลุ่มเล็กๆที่รอดชีวิตจากไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวของกษัตริย์ ชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโกปฏิเสธที่จะนมัสการรูปปฏิมากรที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์สร้างขึ้น พวกเขาทูลพระองค์ว่า “ถ้าพระจ้าของพวกข้าพระบาทผู้ซึ่งพวกข้าพระบาทปรนนิบัติ พอพระทัยจะช่วยกู้พวกข้าพระบาทให้พ้นจากเตาที่ไฟลุกอยู่ ข้าแต่พระราชา พระองค์ก็จะทรงช่วยกู้พวกข้าพระบาท” (ดนล.3:17) ด้วยความเกรี้ยวกราดพระราชาสั่งให้เร่งเตาไฟให้ร้อนกว่าเดิมเจ็ดเท่า (ข้อ 19)

ทหารผู้รับคำสั่งของพระราชาและโยนพวกเขาเข้าในเตาไฟก็พลอยถูกเผาไปด้วย แต่กลุ่มผู้ชมกลับเห็นชัดรัค เมชาคและเอเบดเนโกเดินอยู่กลางไฟ “ปล่อยหลุด...และไม่เป็นอันตราย” ใครบางคนอยู่ในเตาไฟด้วย ชายคนที่สี่ดู “คล้ายคลึงกับองค์เทพบุตร” (ข้อ 25) นักวิชาการหลายคนเชื่อว่านี่คือพระลักษณะของพระเยซูก่อนการลงมาบังเกิด

พระเยซูทรงอยู่กับเราเมื่อเราเผชิญการข่มขู่และการทดลอง ในขณะที่เราถูกเร่งเร้าให้ยอมแพ้ต่อแรงกดดัน เราไม่ต้องหวาดกลัว เราอาจไม่รู้ว่าพระเจ้าจะช่วยเราเมื่อไรและอย่างไร แต่เรารู้ว่าพระองค์ทรงอยู่กับเรา พระองค์จะประทานกำลังให้เรายืนหยัดอย่างสัตย์ซื่อต่อพระองค์ในท่ามกลางทุก “กองไฟ” ที่เราต้องสู้ทน

เธอจะได้พบกันอีก

ห้องนั้นเงียบและมีแสงสลัวๆ ขณะที่ฉันขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้เตียงของแจ็คกี้ เพื่อนของฉันเคยเป็นคนที่สดใสร่าเริงก่อนหน้าที่จะต้องต่อสู้กับมะเร็งมาสามปี ฉันยังจำภาพที่เธอหัวเราะ นัยน์ตาเต็มไปด้วยชีวิตชีวา และใบหน้ากระจ่างด้วยรอยยิ้ม แต่ขณะนี้เธอสงบและนิ่งอยู่ และฉันมาเยี่ยมเธอในสถานพยาบาลพิเศษ

ฉันไม่รู้จะพูดอะไรจึงตัดสินใจอ่านพระคัมภีร์ ฉันดึงพระคัมภีร์ออกจากกระเป๋า เปิดไปที่พระธรรม 1 โครินธ์และเริ่มอ่าน

หลังจากเยี่ยมเสร็จและเข้ามานั่งในรถด้วยความรู้สึกอยากจะร้องไห้ มีความคิดหนึ่งเข้ามาในใจก่อนที่น้ำตาจะไหล “เธอจะได้พบแจ็คกี้อีก” ฉันตกอยู่ในความเศร้า จึงลืมไปว่าความตายเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวเท่านั้นสำหรับผู้เชื่อ (1 คร.15:21-22) ฉันรู้ว่าฉันจะได้พบเธออีกครั้งเพราะเราทั้งสองเชื่อวางใจในการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เพื่อยกโทษบาปของเรา (ข้อ 3-4) เมื่อพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์หลังจากถูกตรึง ความตายได้สูญเสียอำนาจที่จะแยกผู้เชื่อออกจากกันและออกจากพระเจ้า หลังความตาย เราจะมีชีวิตอีกครั้งในสวรรค์กับพระเจ้า พร้อมกับพี่น้องฝ่ายวิญญาณของเราตลอดไป

เพราะพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ ผู้ที่เชื่อในพระองค์จึงมีความหวังในเวลาแห่งการสูญเสียและโศกเศร้า ความตายถูกกลืนกินแล้วในชัยชนะแห่งไม้กางเขน (ข้อ 54)

ความเมตตาในหน้าที่

เอลเลนเพื่อนของฉันเป็นคนทำเงินเดือนให้กับบริษัทบัญชีแห่งหนึ่ง อาจฟังดูเหมือนเป็นงานไม่ยาก แต่บางครั้งนายจ้างก็ส่งข้อมูลเข้ามาช้ากว่ากำหนด เอลเลนมักแก้ปัญหาด้วยการทำงานล่วงเวลาเพื่อลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างตรงเวลา เธอทำเช่นนี้เพราะเห็นแก่บรรดาครอบครัวที่ต้องพึ่งเงินค่าจ้างนี้ในการซื้อข้าวของ ซื้อยาหรือจ่ายค่าบ้าน

ความเมตตาในหน้าที่ของเอลเลนชี้ให้ฉันเห็นพระเยซู ขณะอยู่ในโลกนี้บางครั้งพระองค์ทำพันธกิจแม้ในเวลาที่ไม่สะดวกสำหรับพระองค์ เช่น พระองค์ต้องการเวลาส่วนตัวเมื่อทราบข่าวว่ายอห์นผู้ให้บัพติศมาเสียชีวิต พระองค์จึงเสด็จขึ้นเรือเพื่อไปหาที่เปลี่ยว (มธ.14:13) บางทีพระองค์อาจต้องการร่ำไห้เพื่อญาติของพระองค์และอธิษฐานด้วยความเสียพระทัย

แต่มีปัญหาหนึ่งคือ ฝูงชนติดตามพระองค์ไป พวกเขามีความต้องการทางร่างกายหลายอย่าง คงเป็นเรื่องง่ายมากที่จะส่งพวกเขากลับบ้านไป แต่ “ครั้น​พระ​เยซู​เสด็จ​ขึ้น​จาก​เรือ​แล้ว ​ก็​ทรง​เห็น​ประชาชน​หมู่​ใหญ่ ​พระ​องค์​ทรง​สงสาร​เขา จึง​ได้​ทรง​รักษา​คน​ป่วย​ของ​เขา​ให้​หาย” (ข้อ 14)

แม้พันธกิจส่วนหนึ่งของพระเยซูบนโลกคือการสั่งสอนและรักษาโรค แต่ความใส่ใจของพระองค์นั้นสะท้อนให้เห็นในวิธีการทำพันธกิจ ขอพระเจ้าช่วยเราให้รับรู้ถึงพระเมตตาของพระองค์ในชีวิตของเราและประทานกำลังให้เราส่งต่อความเมตตานั้นแก่ผู้อื่น

เล่นคู่กับพระเจ้า

ในระหว่างการแสดงดนตรีของเด็ก ฉันนั่งดูครูและลูกศิษย์ซึ่งนั่งคู่กันอยู่หน้าเปียโน ก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลงร่วมกัน ครูโน้มตัวไปกระซิบคำแนะนำกับลูกศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่การบรรเลงดนตรีเริ่มขึ้น ฉันสังเกตว่าลูกศิษย์เล่นทำนองแบบง่ายๆ ขณะที่ดนตรีประกอบจากครูช่วยเพิ่มความลึกซึ้งและเข้มข้นให้บทเพลง เมื่อถึงท่อนสุดท้าย ครูก็พยักหน้าพึงพอใจ

ชีวิตของเราในพระเยซูนั้นเป็นเหมือนการแสดงคู่มากกว่าการแสดงเดี่ยว แม้บางครั้งฉันจะลืมไปว่าพระองค์ “ทรงนั่งถัดจากฉัน” และฉันสามารถ “เล่น” ได้โดยอาศัยฤทธิ์เดชและการทรงนำของพระองค์เท่านั้น ฉันพยายามเล่นโน้ตให้ถูกต้องด้วยตัวเอง คือพยายามเชื่อฟังพระเจ้าโดยพึ่งกำลังของตนเอง แต่มักจะจบลงด้วยสิ่งที่ดูจอมปลอมและไร้ความหมาย ฉันพยายามจัดการกับปัญหาด้วยความสามารถที่มีจำกัด แต่ผลลัพธ์คือ ฉันมักจะขัดแย้งกับผู้อื่น

การมีพระองค์ผู้เป็นครูอยู่ด้วยทำให้เกิดความแตกต่าง เมื่อฉันพึ่งพาพระเยซูให้ทรงช่วย ฉันพบว่าฉันมีชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้ามากขึ้น ฉันรับใช้ด้วยความชื่นชมยินดี รักได้อย่างเสรี และประหลาดใจเมื่อพระเจ้าทรงอวยพรความสัมพันธ์ของฉัน เช่นเดียวกับที่พระเยซูบอกสาวกพวกแรกของพระองค์ว่า “ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ยน.15:5)

ในแต่ละวัน เราบรรเลงเพลงคู่กับครูผู้ประเสริฐของเรา โดยพระคุณและฤทธิ์เดชของพระองค์ เราจึงสามารถบรรเลงดนตรีแห่งชีวิตฝ่ายวิญญาณได้

กล้วยพูดได้

อย่ายอมแพ้ สร้างรอยยิ้มให้ผู้อื่น เธอสุดยอดมาก มาจากไหนไม่สำคัญ สำคัญที่ว่ากำลังจะไปไหน นี่เป็นข้อความที่เขียนไว้บนกล้วยหอม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาหารกลางวันที่โรงเรียนในเวอร์จิเนียบีช สเตซี่ ทรูแมนผู้จัดการโรงอาหารใช้เวลาเขียนข้อความให้กำลังใจบนผลกล้วย ที่เด็กๆเรียกว่า “กล้วยพูดได้”

การหยิบยื่นความห่วงใยให้กันนี้ทำให้ฉันคิดถึงหัวใจของบารนาบัสที่มีต่อ “ผู้เชื่อใหม่” ที่เมืองอันทิโอก (กจ.11:22-24) บารนาบัสมีชื่อเสียงด้านการหนุนใจ ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นคนดี ประกอบไปด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านเตือนผู้เชื่อใหม่ให้ “ตั้งใจมั่นคงติดสนิทอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 23) ฉันจินตนาการภาพที่ท่านใช้เวลากับคนเหล่านั้น และคอยบอกพวกเขาว่า “หมั่นอธิษฐานต่อไป” “จงวางใจพระเจ้า” “ติดสนิทกับพระเจ้าเมื่อมีปัญหา”

ผู้เชื่อใหม่ก็เหมือนเด็กที่ต้องการคำหนุนใจอยู่เสมอ พวกเขามีศักยภาพและกำลังค้นหาความสามารถของตนเอง พวกเขาอาจไม่รู้ชัดว่าพระเจ้าต้องการทำอะไรในชีวิตและผ่านชีวิตของพวกเขา และศัตรูมักทำงานหนักเพื่อไม่ให้ความเชื่อของพวกเขาเติบโต

พวกเราที่ได้ดำเนินกับพระเยซูมาระยะหนึ่งจะเข้าใจความยากลำบากในการดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์ ให้เราเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับการหนุนใจ โดยมีพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำและเตือนเราถึงความจริงฝ่ายวิญญาณ

คนกลางในการอธิษฐาน

บ่ายวันเสาร์หนึ่ง ฉันและครอบครัวแวะรับประทานกลางวันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ขณะที่บริกรวางมันฝรั่งทอดกรอบและเบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่ลงบนโต๊ะ สามีฉันเหลือบตามองและถามชื่อเขา ก่อนจะพูดต่อว่า “ครอบครัวเราจะอธิษฐานร่วมกันก่อนรับประทานอาหาร คุณมีอะไรอยากให้เราอธิษฐานเผื่อมั้ยครับวันนี้” อัลเลน คือชื่อเขาที่เรารู้แล้ว มองดูเราอย่างประหลาดใจและกังวลเขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกว่า เขาต้องอาศัยนอนบนโซฟาของเพื่อนทุกคืน รถของเขาก็เพิ่งเสีย และเขาไม่มีเงินเลย

ขณะที่สามีฉันทูลขอพระเจ้าอย่างเงียบๆ ให้ทรงจัดเตรียมสำหรับอัลเลนและสำแดงถึงความรักของพระองค์ ฉันคิดว่าการเป็นคนกลางอธิษฐานของเราคล้ายกับเวลาที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรับเรื่องที่เราร้องทูลและนำเราไปเชื่อมต่อกับพระเจ้า เมื่อเราตระหนักว่าไม่อาจจัดการกับชีวิตของเราได้ด้วยตัวเอง หรือเมื่อเราไม่รู้จะพูดอะไรกับพระเจ้า “พระวิญญาณทรงอธิษฐานขอเพื่อธรรมิกชน” (รม.8:27) สิ่งที่พระวิญญาณอธิษฐานนั้นเป็นสิ่งที่ลี้ลับ แต่เรามั่นใจได้ว่าสิ่งนั้นจะสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตเรา

ครั้งต่อไปที่คุณอธิษฐานขอการทรงนำ การจัดเตรียม และการปกป้องของพระเจ้าในชีวิตของผู้อื่น ขอให้การกระทำด้วยใจกรุณานั้นย้ำเตือนให้คุณรู้ว่าความต้องการฝ่ายวิญญาณของคุณเองก็กำลังถูกยกขึ้นต่อพระเจ้า ผู้ทรงรู้จักชื่อและใส่ใจในปัญหาของคุณเช่นกัน