ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Winn Collier

การลงทุนที่น่าขบขัน

ในปีค.ศ. 1929 เมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาล่มสลาย ประชาชนนับล้านสูญเสียทุกสิ่ง แต่ไม่ใช่ฟลอยด์ ออดลัม ขณะที่ทุกคนตื่นตระหนกและเทขายหุ้นในราคาต่ำ ออดลัมกระโจนเข้าซื้อหุ้นเหล่านั้นอย่างโง่เขลาเช่นเดียวกับอนาคตของประเทศที่กำลังพังทลาย แต่มุมมองที่ “โง่เขลา” ของออดลัมให้ผลตอบแทนเป็นการลงทุนที่มั่นคงซึ่งอยู่รอดมาเป็นเวลาหลายสิบปี

พระเจ้าทรงบอกให้เยเรมีย์ทำสิ่งที่ดูเหมือนการลงทุนที่น่าขบขัน “จงซื้อนา...ซึ่งอยู่ที่อานาโธทในแผ่นดินเบนยามิน” (ยรม.32:8) แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะซื้อนา เพราะว่าประเทศใกล้จะถูกปล้น “กองทัพของกษัตริย์แห่งบาบิโลนกำลังล้อมกรุงเยรูซาเล็มอยู่” (ข้อ 2) และนาที่เยเรมีย์ซื้อจะตกเป็นของบาบิโลนเร็วๆนี้ ใครจะโง่ลงทุนเมื่อรู้ว่าจะต้องสูญเสียทุกสิ่งในไม่ช้า

แต่ผู้ที่ฟังเสียงของพระเจ้าผู้ทรงมีแผนการสำหรับอนาคตที่ไม่มีใครสามารถจินตนาการได้ “เพราะพระเจ้าจอมโยธาพระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า บ้านเรือนและไร่นาและสวนองุ่นจะมีการซื้อขายกันอีกในแผ่นดินนี้” (ข้อ 15) พระเจ้าทรงเห็นไกลกว่าการล่มสลาย พระองค์ทรงสัญญาว่าจะนำการทรงไถ่ การรักษา และการฟื้นฟูมา การลงทุนที่น่าขบขันในความสัมพันธ์หรืองานรับใช้ สำหรับพระเจ้าแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องโง่เขลา แต่เป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุดเมื่อพระเจ้าทรงนำเราให้ทำเช่นนั้น (และที่สำคัญคือเราจะต้องอธิษฐานแสวงหาพระเจ้าให้รู้ว่าทรงอยู่เบื้องหลังขั้นตอนเหล่านั้น) การลงทุนที่ “โง่เขลา” ในผู้อื่นตามที่พระเจ้าทรงนำนั้นเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลมากที่สุดในโลก

การช่วยกู้จากศัตรูที่เข้มแข็ง

เมื่อปี 2010 จอร์จ วูจโนวิชในวัย 94 ปีได้รับเหรียญบรอนซ์สตาร์สำหรับสิ่งที่นิวยอร์กไทมส์เรียกว่า “หนึ่งในการช่วยกู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2” วูจโนวิชเป็นลูกชายของผู้ลี้ภัยชาวเซอร์เบียในอเมริกาที่ได้เข้าร่วมกองทัพสหรัฐ เมื่อข่าวมาถึงว่าทหารอากาศอเมริกันที่เครื่องบินตกได้รับการช่วยเหลือโดยกบฏในยูโกสลาเวีย วูจโนวิชจึงกลับไปบ้านเกิดของเขา กระโดดร่มลงไปในป่าเพื่อค้นหานักบิน เขาแบ่งทหารเป็นกลุ่มเล็กๆ สอนพวกเขาให้ทำตัวกลมกลืนกับชาวเซิร์บ (ใส่เสื้อผ้าและทานอาหารของคนเซอร์เบีย) จากนั้นในช่วงระยะหลายเดือน เขาพาทหารทีละกลุ่มไปยังเครื่องบินขนย้าย C-47 ที่จอดรออยู่ตรงลานบินที่พวกเขาได้แผ้วถางไว้ วูจโนวิชช่วยชีวิตทหารที่เต็มไปด้วยความปีติยินดี 512 นาย

ดาวิดบรรยายถึงความปีติยินดีที่ได้รับการช่วยกู้โดยพระเจ้า จากศัตรูที่ล้อมไม่ให้ท่านหนีไปได้ พระเจ้าทรง “เอื้อมมาจากที่สูง ทรงจับข้าพเจ้า” ดาวิดกล่าว “พระองค์ทรงดึงข้าพเจ้าออกมาจากน้ำมากหลาย” (2 ซมอ.22:17) กษัตริย์ซาอูลผู้คับแค้นใจด้วยความอิจฉาตามล่าดาวิด โดยต้องการฆ่าท่านอย่างไม่ปรานีแต่พระเจ้าทรงมีแผนการอื่น “พระองค์ทรงช่วยกู้ข้าพเจ้าจากศัตรูที่เข้มแข็งของข้าพเจ้า” ดาวิดบรรยาย “จากบรรดาผู้ที่เกลียดชังข้าพเจ้า เพราะเขามีอานุภาพเกินกว่าข้าพเจ้า” (ข้อ 18)

พระเจ้าทรงช่วยกู้ดาวิดจากซาอูล ทรงช่วยกู้อิสราเอลจากอียิปต์ และโดยพระเยซู พระเจ้าเสด็จมาช่วยกู้เราทุกคน พระเยซูทรงช่วยกู้เราจากความบาป ความชั่วร้ายและความตาย พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าศัตรูที่เข้มแข็งทั้งหลาย

ความสว่างยิ่งใหญ่

ปี 2018 เด็กชายชาวไทยสิบสองคนกับครูฝึกฟุตบอลเข้าไปในถ้ำที่เหมือนเขาวงกตเพื่อสนุกกับการผจญภัยยามบ่าย แต่ด้วยกระแสน้ำที่สูงขึ้นกะทันหันบีบให้พวกเขาต้องเข้าไปในถ้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลาสองสัปดาห์ครึ่งกว่าที่หน่วยกู้ภัยจะช่วยพวกเขาออกมาได้ น้ำที่ขึ้นสูงขัดขวางทีมนักดำน้ำที่พยายามช่วยเหลือเด็กๆซึ่งนั่งอยู่บนชั้นหินเล็กๆ และมีไฟฉายริบหรี่แค่หกอัน พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในความมืด เฝ้าหวังว่าความสว่างและความช่วยเหลือจะมาถึง

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์บรรยายถึงโลกที่ปกคลุมด้วยความมืดซึ่งถูกครอบงำด้วยความรุนแรงและความโลภ ถูกทำลายด้วยการกบฏและความกลัดกลุ้ม (อสย.8:22) ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากความพินาศ เทียนแห่งความหวังริบหรี่ลงเรื่อยๆ ก่อนจะยอมแพ้แก่ความว่างเปล่าอันมืดมิด กระนั้น อิสยาห์ยืนยันว่าความสิ้นหวังอันริบหรี่นี้ไม่ใช่จุดจบ ด้วยพระเมตตาของพระเจ้า ในไม่ช้า “เมืองนั้นซึ่งอยู่ในความแสนระทมจะไม่กลัดกลุ้ม” (9:1) พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งประชากรของพระองค์ในเงาของความพินาศ ผู้เผยพระวจนะประกาศความหวังแก่ผู้คนและบอกถึงเวลาที่พระเยซูจะเสด็จมาขจัดสิ่งที่เกิดจากความบาปอันมืดมิด

พระเยซูเสด็จมาแล้ว และตอนนี้เราได้ยินถ้อยคำของอิสยาห์ในความหมายใหม่ “ชนชาติที่ดำเนินในความมืดจะได้ เห็นความสว่างยิ่งใหญ่” อิสยาห์กล่าว “บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินแห่งเงามัจจุราช สว่างจะได้ส่องมาบนเขา” (ข้อ 2)

ไม่ว่าค่ำคืนจะมืดมิดแค่ไหน ไม่ว่าสถานการณ์จะสิ้นหวังเพียงใด เราจะไม่มีวันถูกทอดทิ้งในความมืด พระเยซูทรงอยู่ที่นี่ ความสว่างยิ่งใหญ่ส่องแสงอยู่

ทรงพลังและเปี่ยมด้วยความรัก

ในปี 2020 ภูเขาไฟซานเกย์ในเอกวาดอร์ได้ปะทุขึ้น สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า “เถ้าถ่านสีดำพุ่งขึ้นสูงกว่า 12,000 เมตร การปลดปล่อยพลังนี้ทำให้เกิดขี้เถ้าสีเทาและเขม่าปกคลุมพื้นที่สี่จังหวัด (ราว 801 ตร.กม.) ท้องฟ้ามืดครึ้มและน่ากลัว อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นทำให้หายใจลำบาก เกษตรกรเฟลิซิอาโน อิงกา อธิบายภาพที่น่าตกใจนี้กับหนังสือพิมพ์เอล คอมเมอร์ซิโอ ว่า “พวกเราไม่รู้ว่าฝุ่นเหล่านี้มาจากไหน...เราเห็นท้องฟ้ามืดครึ้มลงและเริ่มหวาดกลัว”

ชนชาติอิสราเอลประสบกับความกลัวที่คล้ายกันที่เชิงเขาซีนาย ขณะพวกเขา “ยืนอยู่ที่เชิงภูเขาและภูเขานั้นมีเพลิงลุกขึ้นถึงท้องฟ้า มีความมืด เมฆ และความมืดคลุ้มคลุมอยู่” (ฉธบ.4:11) เสียงของพระเจ้าดังสนั่นและประชาชนตัวสั่นเทา เป็นเหตุการณ์ที่น่าตกใจกลัว เป็นประสบการณ์ที่น่ายำเกรงจนต้องคุกเข่าลงเมื่อได้เข้าเฝ้าพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์

“แล้วพระเจ้าตรัส” และพวกเขา “ได้ยินสำเนียงพระวจนะแต่ไม่เห็นรูปสัณฐาน” (ข้อ 12) เสียงซึ่งทำให้กระดูกพวกเขาสั่นสะท้านนั้นได้มอบชีวิตและความหวัง พระเจ้าทรงประทานบัญญัติสิบประการแก่อิสราเอลและรื้อฟื้นพันธ-สัญญากับพวกเขาอีกครั้ง เสียงจากความมืดซึ่งทำให้พวกเขาสั่นสะท้านนั้นก็ได้ปลอบประโลมและสำแดงความรักต่อพวกเขาอย่างหนักแน่นมั่นคงเช่นกัน (อพย.34:6-7)

พระเจ้าทรงฤทธานุภาพเกินที่เราจะคาดคิดอย่างน่าประหลาดใจ แต่กระนั้นพระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความรักและทรงยื่นพระหัตถ์มาช่วยเราเสมอ พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์และเปี่ยมด้วยรัก คือพระเจ้าที่เราต้องการเป็นอย่างยิ่ง

การทดสอบ

ครั้งแรกที่ผมพาพวกลูกชายของผมไปปีนเขาโคโรลาโดฟอร์ทีนเนอร์ ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สูงไม่น้อยกว่า 14,000 ฟุต พวกเขารู้สึกกังวล พวกเขาจะทำสำเร็จไหม พวกเขาพร้อมสำหรับความท้าทายนี้หรือยัง ลูกคนสุดท้องหยุดพักบ่อยๆตลอดทาง “พ่อ ผมไปต่อไม่ไหวแล้ว” เขาพูดซ้ำๆ แต่ผมเชื่อว่าการทดสอบนี้ดีสำหรับพวกเขา และผมอยากให้เขาวางใจผม ราว 1.6 กิโลเมตรก่อนถึงยอดเขา ลูกคนที่ยืนกรานว่าไปต่อไม่ไหวรวบรวมพลังอีกครั้งและแซงหน้าพวกเราไปถึงจุดสูงสุด เขาดีใจมากที่วางใจผมแม้จะมีความกลัว

ผมประหลาดใจในความวางใจของอิสอัคที่มีต่อบิดาขณะที่พวกเขาเดินขึ้นเขา ยิ่งกว่านั้นผมพ่ายแพ้ให้กับความวางใจในพระเจ้าของอับราฮัมขณะที่ท่านยกมีดขึ้นเพื่อฆ่าบุตรชาย (ปฐก.22:10) แม้จิตใจจะสับสนและว้าวุ่นแต่อับราฮัมเชื่อฟังพระเจ้า โดยพระเมตตาทูตสวรรค์ได้หยุดยั้งท่านไว้ “อย่าแตะต้องเด็กนั้นหรือกระทำอะไรเขาเลย” ทูตของพระเจ้าพูด (ข้อ 12) พระเจ้าไม่เคยมีพระประสงค์ให้อิสอัคตาย

เมื่อเปรียบเทียบเรื่องราวที่พิเศษนี้กับชีวิตของเราด้วยการไตร่ตรองอย่างระมัดระวัง สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตประโยคแรกให้ดี “พระเจ้าทรงลองใจอับราฮัม” (ข้อ 1) จากการทดสอบอับราฮัมได้เรียนรู้ว่าท่านไว้วางใจพระเจ้ามากเพียงไร ท่านค้นพบหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักของพระเจ้า และการจัดเตรียมที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์

ในท่ามกลางความสับสน ความมืดมิดและการทดสอบของเรา เราได้เรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเราและพระเจ้าของเรา และเราอาจพบว่าการทดสอบนำเราไปสู่ความวางใจในพระเจ้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ความจริง คำโกหก และการตัดสินผู้อื่น

ในฤดูกาลแข่งขันเบสบอลปี 2018 โค้ชทีมชิคาโก คับส์อยากจะให้ลูกเบสบอลแก่เด็กชายคนหนึ่งที่นั่งติดกับที่นั่งนักกีฬา แต่เมื่อโค้ชโยนลูกบอลไปทางเด็กคนนั้น ชายคนหนึ่งคว้าลูกบอลนั้นไปแทน คลิปเหตุการณ์นี้ถูกส่งต่ออย่างกว้างขวาง สำนักข่าวและสื่อโซเชียลรุมโจมตีชายคนนั้น แต่คนที่เห็นคลิปไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมด ก่อนหน้านั้นชายคนนี้ได้ช่วยเด็กชายเก็บลูกบอลที่ตีเสียและพวกเขาตกลงกันว่าจะแบ่งลูกบอลกัน น่าเศร้าที่กว่าเรื่องจริงจะปรากฏในอีก24 ชั่วโมงต่อมา ฝูงชนก็ได้สร้างความเสียหายโดยปรักปรำชายผู้บริสุทธิ์ให้กลายเป็นคนชั่วไปเสียแล้ว

บ่อยครั้งที่เราคิดว่าเรารู้ความจริงทั้งหมดทั้งที่เรารู้แค่เพียงบางส่วน ในวัฒนธรรมยุคใหม่ที่ชอบจับผิด คลิปภาพสั้นๆกับข้อความยั่วยุในทวิตเตอร์ทำให้คนเราประณามกันได้ง่ายๆโดยไม่ต้องฟังความให้ครบถ้วน แต่พระวจนะเตือนเราว่า “อย่านำเรื่องเท็จไปเล่าต่อๆกัน” (อพย.23:1) เราต้องทำทุกทางเพื่อยืนยันความจริงก่อนจะกล่าวหาอะไร เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่มีส่วนในการโกหก เราควรระมัดระวังเวลาที่วิญญาณแห่งการตัดสินผู้อื่นเข้าครอบงำ หรือเมื่อใดก็ตามที่โทสะปะทุขึ้นและคลื่นแห่งการตัดสินผู้อื่นถาโถม เราต้องป้องกันตนเองจากการ “ทำชั่วตามอย่างคนจำนวนมาก” (ข้อ 2)

ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู ขอพระเจ้าทรงช่วยเราไม่ให้เผยแพร่ความเท็จ ขอพระองค์ประทานสิ่งจำเป็นเพื่อเราจะแสดงออกถึงสติปัญญาและทำให้แน่ใจว่าคำพูดของเราเป็นความจริง

ปัญหาที่ดี

เมื่อจอห์น ลูอิสสมาชิกรัฐสภาอเมริกันและผู้นำด้านสิทธิพลเมืองเสียชีวิตใน ปี 2020 ผู้คนจากหลากหลายความเชื่อทางการเมืองต่างโศกเศร้า ในปี 1965 ลูอิสเดินขบวนร่วมกับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์เพื่อเรียกร้องสิทธิ์การออกเสียงเลือกตั้งให้กับประชาชนผิวดำ เหตุการณ์ขณะเดินขบวนทำให้ลูอิสกะโหลกร้าวซึ่งทิ้งรอยแผลเป็นไว้กับเขาตลอดชีวิต “เมื่อคุณเห็นบางสิ่งไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรม ไม่เสมอภาค” ลูอิสกล่าว “คุณมีหน้าที่อันชอบธรรมที่จะพูดและทำบางสิ่ง” เขากล่าวเสริมว่า “จงอย่ากลัวที่จะส่งเสียงและยอมมีปัญหาในเรื่องที่ดีและจำเป็น”

ลูอิสเรียนรู้ก่อนหน้านั้นว่าการทำสิ่งที่ถูกต้อง และการสัตย์ซื่อต่อความจริงนั้น จำเป็นจะต้องยอมสร้างปัญหาที่ “ดี” เขาจำเป็นต้องพูดสิ่งที่ไม่เป็นที่นิยม ผู้เผยพระวจนะอาโมสรู้ถึงสิ่งนี้เช่นกัน เมื่อเห็นความบาปและความอยุติธรรมในอิสราเอล ท่านไม่สามารถทนเงียบอยู่ได้ อาโมสประณามเหล่าผู้มีอำนาจว่ากดขี่ “คนชอบธรรม...รับสินบนและขับไล่คนขัดสนออกไปเสียจากประตูเมือง” ขณะที่พวกเขาสร้าง “ตึก” และ “สวนองุ่นที่ร่มรื่น” (อมส.5:11-12) แทนที่จะอยู่อย่างปลอดภัย สะดวกสบายและหลีกเลี่ยงอันตราย อาโมสกลับออกมาประณามความชั่วร้าย ผู้เผยพระวจนะได้ยอมสร้างปัญหาที่ดีและจำเป็น

แต่ปัญหานี้มีเป้าหมายเพื่อบางสิ่งที่ดี คือความยุติธรรมสำหรับทุกคน “แต่จงให้ความยุติธรรมหลั่งไหลอย่างน้ำ” อาโมสประกาศ (ข้อ 24) เมื่อเรายอมเข้าไปในปัญหาที่ดี (ที่ชอบธรรม และไร้ความรุนแรง) เป้าหมายนั้นคือเพื่อความดีงามและการเยียวยาเสมอ

ปฏิเสธอย่างหนักแน่น

เมื่อพรรคนาซีเกณฑ์ ฟรานซ์ เยเกอร์สแตทเตอร์ ให้ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาสำเร็จการฝึกทหารชั้นต้นแล้วแต่ปฏิเสธที่จะปฏิญาณตนแสดงความภักดีต่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เจ้าหน้าที่อนุญาตให้ฟรานซ์กลับไปที่ฟาร์ม แต่ต่อมากลับเรียกเขาเข้าประจำการ เมื่อเห็นอุดมการณ์ของนาซีอย่างใกล้ชิดและรู้ถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวยิว เขาเลือกที่จะสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าซึ่งแปลว่าเขาไม่สามารถต่อสู้เพื่อนาซี เขาถูกจับกุมและประหารชีวิต ทิ้งภรรยาและลูกสาวสามคนไว้เบื้องหลัง

หลายต่อหลายปีที่ผู้เชื่อในพระเยซูมากมายต้องเสี่ยงชีวิตเพราะพวกเขาปฏิเสธอย่างหนักแน่นเมื่อถูกสั่งห้ามไม่ให้เชื่อฟังพระเจ้า เรื่องของดาเนียลคือหนึ่งในนั้น เมื่อมีราชโองการข่มขู่ว่าใครก็ตามที่ “ทูลขอต่อพระหรือมนุษย์นอกเหนือ [พระราชา]” (ดนล.6:12) ผู้นั้นจะถูกโยนลงในถ้ำสิงห์ ดาเนียลไม่ห่วงความปลอดภัยของตนและยังคงสัตย์ซื่อ “ท่านก็คุกเข่าลงวันละสามครั้งอธิษฐาน และโมทนาพระคุณต่อพระเจ้าของท่าน ดังที่ท่านได้เคยกระทำมาแต่ก่อน” (ข้อ 10) ผู้เผยพระวจนะคุกเข่าต่อพระเจ้า และเพียงพระเจ้าเท่านั้น ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไรก็ตาม

บางครั้งทางเลือกของเราก็ชัดเจน แม้ทุกคนรอบตัวจะขอร้องให้เราเห็นด้วยกับความคิดส่วนใหญ่ แม้จะกระทบต่อชื่อเสียงและความเป็นอยู่ของเราขอให้เราอย่าหันไปจากการเชื่อฟังพระเจ้า แม้บางครั้งต้องสูญเสียมหาศาล แต่ทั้งหมดที่เราทำได้คือการปฏิเสธอย่างหนักแน่น

การช่วยกู้จากพระเจ้า

หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดี เจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถไปตามทางรถไฟพร้อมส่องไฟฉายแรงสูงไปในความมืดจนมองเห็นรถคันหนึ่งจอดคร่อมรางรถไฟอยู่ กล้องติดรถยนต์จับภาพเหตุการณ์ระทึกใจที่รถไฟกำลังแล่นมาทางรถยนต์คันนั้น นายตำรวจนั้นพูดว่า “รถไฟเคลื่อนมาด้วยความเร็วราวแปดสิบถึงร้อยสามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง” เขาไม่ลังเลที่จะรีบดึงชายหมดสติออกจากรถเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่รถไฟจะพุ่งเข้าชน

พระคัมภีร์เปิดเผยว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยกู้ที่ทันเวลา เมื่ออิสราเอลติดอยู่ในอียิปต์และถูกกดขี่อย่างหนัก พวกเขามองไม่เห็นทางรอด แต่ในพระธรรมอพยพ เราพบว่าพระเจ้าได้ตรัสถ้อยคำที่ดังกึกก้องไปด้วยความหวังว่า “เราเห็นความทุกข์ของประชากรของเราที่อยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว เราได้ยินเสียงร้องของเขา...เรารู้ถึงความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา” (3:7) พระองค์ไม่เพียง เห็น แต่ทรงกระทำกิจด้วย “เราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอด” (ข้อ 8) พระเจ้าทรงนำชนอิสราเอลออกจากพันธนาการ นี่คือการช่วยกู้จากพระเจ้า

การทรงช่วยกู้อิสราเอลทำให้เราเห็นพระทัยของพระเจ้า และฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ที่ทรงช่วยเราทุกคนที่มีปัญหา พระองค์ทรงช่วยเหลือพวกเราที่ถูกกำหนดไว้ให้พินาศเว้นแต่พระเจ้าจะมาช่วยเรา แม้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราอาจเลวร้ายหรือไร้ทางออก เราสามารถเงยหน้าและยกใจของเราขึ้นและรอคอยพระเจ้าผู้ทรงรักที่จะช่วยกู้เรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา