ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Winn Collier

เห็นความรอด

ในวัยห้าสิบสาม สิ่งที่ซอนย่าคิดจะทำเป็นอย่างสุดท้ายคือการทิ้งธุรกิจและประเทศที่เธออยู่เพื่อลี้ภัยไปยังดินแดนใหม่ เมื่อพวกนักเลงฆ่าหลานและบังคับให้ลูกชายของเธอเข้าร่วมกลุ่ม ซอนย่ารู้สึกว่าเธอต้องหนี “ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้า...ฉันจะทำทุกอย่างที่จำเป็น” เธออธิบาย “ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อฉันและลูกจะไม่อดตาย...ฉันยอมเห็นลูกลำบากอยู่ที่นี่ ดีกว่าให้เขาต้องลงเอยในกระสอบหรือในคลอง”

พระคัมภีร์มีอะไรจะบอกกับซอนย่าและลูกชายของเธอ รวมถึงคนอื่นๆที่ทนทุกข์กับความอยุติธรรมและทารุณกรรมหรือไม่ เมื่อยอห์นผู้ให้บัพติศมาประกาศการเสด็จมาของพระเยซู ท่านประกาศข่าวดีแก่ซอนย่า แก่เรา และแก่โลกนี้ “จงเตรียมมรรคาแห่งพระเป็นเจ้า” ท่านป่าวร้อง (ลก.3:4) ท่านยืนยันว่าเมื่อพระเยซูเสด็จมา พระเจ้าจะให้เกิดการช่วยกู้อันทรงอานุภาพเพื่อมนุษย์ทุกคน พระคัมภีร์เรียกการช่วยกู้นี้ว่า ความรอด

ความรอดนี้ครอบคลุมทั้งการรักษาจิตใจที่เต็มไปด้วยบาปของเราให้หาย และวันหนึ่งจะรักษาโลกนี้ให้หายจากความชั่วร้ายทั้งปวงด้วย พระเจ้าทรงช่วยเปลี่ยนแปลงได้ทุกเรื่องราว ทุกสังคม และทุกคน “มนุษย์ทั้งปวงจะได้เห็นความรอดของพระเจ้า” ยอห์นกล่าว (ข้อ 6)

ไม่ว่าเราจะเผชิญกับความชั่วร้ายใด ไม้กางเขนและการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ทำให้เรามั่นใจว่าเราจะได้เห็นความรอดของพระเจ้า วันหนึ่งเราจะได้พบกับการปลดปล่อยครั้งสุดท้ายของพระองค์

ออกจากกรง

ขณะออกไปเดินเล่น มาร์ติน แลดนักเขียนมักจะพบกับชายคนหนึ่งที่มากับสุนัขพันธ์ุเคอร์รี่ บลู เทอร์เรียส์ 4 ตัว มีสามตัวที่วิ่งอย่างคึกคะนองออกไปทุ่งโล่ง แต่มีตัวหนึ่งที่อยู่กับเจ้าของและวิ่งวนเป็นวงเล็กๆในที่สุดแลดก็แวะถามเจ้าของถึงพฤติกรรมที่แปลกประหลาดนี้ ซึ่งเขาอธิบายว่า มันเป็นสุนัขช่วยชีวิตที่ถูกขังไว้ในกรงเกือบตลอดชีวิตของมัน เจ้าเทอร์เรียตัวนี้ยังคงวิ่งวนไปมาราวกับอยู่ในกล่องที่คับแคบ

พระคัมภีร์เปิดเผยว่า เราทุกคนล้วนติดกับดักและสิ้นหวังหากไม่ได้รับการช่วยกู้จากพระเจ้า ผู้เขียนสดุดีพูดถึงการถูกศัตรูทำร้ายและดักโดยใช้ “บ่วงมัจจุราช” และถูก “สายใยของแดนผู้ตายพันตัว” (สดด.18:4-5) ขณะที่ถูกล้อมและถูกล่าม ท่านร้องทูลขอให้พระเจ้าช่วย (ข้อ 6) และด้วยฤทธิ์อำนาจอันมหาศาล พระองค์ทรง “เอื้อมมาจากที่สูง ทรงจับ” ท่านไว้ (ข้อ 16)

พระเจ้าทำแบบเดียวกันนี้กับเราได้ ทรงสามารถหักโซ่ตรวนและปลดปล่อยเราจากกรงที่คับแคบ พระองค์สามารถปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระและพาเรา “ออกมายังที่กว้างใหญ่” (ข้อ 19) เป็นเรื่องน่าเศร้าหากเรายังคงวิ่งวนไปมาราวกับว่ายังคงติดอยู่ในคุกเดิมของตัวเอง แต่โดยกำลังของพระองค์ เราจะไม่ถูกผูกมัดด้วยความกลัว ความอับอาย หรือการกดขี่ข่มเหง พระเจ้าทรงช่วยกู้เราออกจากกรงแห่งความตาย เราจึงวิ่งได้อย่างอิสระเสรี - WC

นำลูกมาหาพระเจ้า

ชายปากกล้าผู้ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าบอกว่าการที่พ่อแม่สอนศาสนาให้ลูกถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรม เขากล่าวว่าการที่พ่อแม่ส่งต่อความเชื่อของตนให้ลูกเป็นการทารุณเด็ก แม้ความคิดนี้จะสุดโต่งแต่ผมก็ได้รับรู้ว่ามีพ่อแม่ที่ลังเลที่จะสนับสนุนลูกๆ เรื่องความเชื่อ แต่พวกเราส่วนใหญ่กลับหวังว่าจะถ่ายทอดเรื่องมุมมองทางการเมือง เรื่องอาหารการกิน หรือกีฬาให้ลูก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง บางคนกลับไม่สอนเรื่องความศรัทธาในพระเจ้า

เปาโลบันทึกถึงการที่ทิโมธีได้รับการสอนว่า “ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์-สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทธ.3:15) ทิโมธีไม่ได้มาเชื่อพระเจ้าด้วยตัวเองเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่แม่ของท่านได้เลี้ยงดูให้จิตใจของท่านฝักใฝ่พระเจ้า แล้วท่านก็ดำเนินตามสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ (ข้อ 14) ถ้าพระเจ้าทรงเป็นชีวิต เป็นแหล่งปัญญาแท้จริง เราก็จำเป็นต้องปลูกฝังความรักพระเจ้าท่ามกลางครอบครัวของเรา

มีรูปแบบความเชื่อมากมายที่ส่งอิทธิพลต่อลูกของเรา รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ดนตรี ครู เพื่อน สื่อต่างๆ ล้วนแฝงแนวคิด (ทั้งที่เห็นได้ชัดเจนและซ่อนอยู่) ที่เกี่ยวกับความเชื่อที่ก่อให้เกิดผลกระทบได้ ขอให้เราเลือกที่จะไม่อยู่เงียบ ความงดงามและพระคุณที่เราได้รับจะผลักดันเราให้ชี้นำลูกๆมาหาพระเจ้า

พระเจ้าทรงรอคอย

ตอนเดนีส เลเวอร์ตอฟอายุ 12 ปี นานมาแล้วก่อนเธอจะเป็นกวีมีชื่อเสียง เธอริเริ่มโดยส่งบทกวีไปให้ ที.เอส. เอเลียต กวีผู้ยิ่งใหญ่ แล้วรอเขาตอบ น่าประหลาดใจที่เอเลียตส่งข้อความให้กำลังใจเขียนด้วยลายมือสองหน้ากระดาษกลับมา ในบทนำของหนังสือ สายธารและไพลิน เธออธิบายว่าบทกวีได้ “ติดตามการเปลี่ยนแปลง (ของเธอ) จากไม่เชื่อพระเจ้าไปสู่ความเชื่อแบบคริสเตียน” อย่างไร

บทกวีบทหนึ่งซึ่งทรงพลังอย่างมากในเวลาต่อมา (“ทูตสวรรค์มาหามารีย์”) บรรยายถึงการที่มารีย์ยอมจำนนต่อพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทำสิ่งใดเพื่อครอบงำมารีย์ พระองค์ประสงค์ให้เธอมีเสรีในการยอมรับพระคริสต์เป็นบุตร วลีที่ว่า “พระเจ้าทรงคอย” โดดเด่นอยู่กลางบทกวี

เรื่องของมารีย์ทำให้เลเวอร์ตอฟนึกถึงตัวเอง พระเจ้ารอคอยและปรารถนาที่จะรักเธอ จะไม่ทรงบังคับ ทรงคอย อิสยาห์บรรยายความจริงเดียวกันว่า พระเจ้าทรงพร้อมและกระตือรือร้นที่จะอวยพรอิสราเอลด้วยความรักอันอ่อนโยน “พระเจ้าทรงคอยที่จะทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย...เพื่อเมตตาเจ้า” (30:18) ทรงพร้อมจะเทพระเมตตามายังประชากรของพระองค์ และทรงคอยให้พวกเขายอมรับสิ่งที่พระองค์ประทานอย่างเต็มใจ (ข้อ 19)

น่าอัศจรรย์ที่องค์ผู้สร้าง พระผู้ช่วยให้รอดของโลก เลือกที่จะรอคอยให้เราต้อนรับพระองค์ พระเจ้าทรงเอาชนะเราได้อย่างง่ายดาย แต่กลับทรงอดทนอย่างถ่อมพระทัย องค์ผู้บริสุทธิ์ทรงรอคอยเรา - WC

พรของพระบิดา

ไม่นานมานี้ หลายคนในคริสตจักรของเรา ที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับพ่อ ได้ขอให้ผมเป็นตัวแทนพ่อที่มีความรักและอธิษฐานอวยพรพวกเขา ผมอธิษฐานทูลขอการอภัยที่พ่ออาจทำร้ายลูกๆด้วยการกระทำต่างๆ เช่น การตั้งความหวังสูงเกินไป หรือห่างเหิน หรือไม่เคยอยู่ด้วยและให้กำลังใจอย่างอ่อนโยน คำอธิษฐานยังกล่าวถึงความสุข การชื่นชมและความรักเต็มล้น ขณะที่ผมอธิษฐาน ผมร่ำไห้ ผมตระหนักว่าผมก็ต้องการถ้อยคำเหล่านี้เช่นกัน และลูกๆของผมก็ต้องการด้วย

พ้นจากการกล่าวโทษ

ขณะคู่สามีภรรยาขับรถพ่วงผ่านแคลิฟอร์เนียเหนือที่แห้งแล้ง ทั้งสองรู้สึกว่ายางแตกและได้ยินเสียงโลหะขูดพื้นถนน ประกายไฟก่อให้เกิดไฟป่าคาร์ไฟร์ปี 2018 ซึ่งเผาพื้นที่กว่า 930 ตารางกิโลเมตร ทำลายบ้านกว่าหนึ่งพันหลังและคนมากมายเสียชีวิต

เมื่อผู้รอดชีวิตได้ยินว่าคู่สามีภรรยาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าพวกเขาตั้งเพจเฟซบุ๊กเพื่อแสดง “การอภัยและส่งต่อความเมตตาเพื่อผู้ที่ละอายใจและสิ้นหวัง” และเขียนถึงคู่สามีภรรยา หญิงคนหนึ่งเขียนว่า “ในฐานะคนที่สูญเสียบ้านจากไฟไหม้ครั้งนี้ ฉันอยากให้คุณรู้ว่าครอบครัวเราและคนอื่นที่สูญเสียบ้านไม่โทษคุณอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ หวังว่าข้อความนี้จะแบ่งเบาความหนักใจของคุณเราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”

การกล่าวโทษกลืนกินจิตวิญญาณของเรา เป็นความกลัวเมื่อเราทำสิ่งที่ไม่สามารถชดเชยได้ ขอบคุณพระเจ้าที่พระคัมภีร์เปิดเผยว่า “ถ้าใจของเรากล่าวโทษตัวเราเมื่อไร เรารู้ว่า...พระเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าใจของเรา” (1 ยน.3:19-20) ไม่ว่าเราละอายใจเรื่องอะไร พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าสิ่งเหล่านั้น พระเยซูทรงเรียกให้เรามาสู่การกลับใจเพื่อการเยียวยา (หากจำเป็น) หรือเปิดเผยความละอายที่เผาผลาญเราอยู่ และรับการช่วยกู้จากพระองค์ เรา “หมดกังวลจำเพาะพระองค์ (ข้อ 19)

ไม่ว่าเราเสียใจเรื่องใด และหวังย้อนกลับไปแก้ไขพระเจ้านำเราให้ใกล้พระองค์ พระเยซูทรงยิ้มให้และตรัสว่า “ใจของเจ้าเป็นอิสระแล้ว”

ความปรารถนาที่แท้จริง

หนูเสียงแหลมชื่อ รีพพิชี้พ น่าจะเป็นตัวละครที่กล้าหาญที่สุดในตำนานแห่งนาเนียร์ เขาบุกไปในสงครามกวัดแกว่งดาบเล็กๆ เขาไม่กลัวเมื่อเข้าไปที่เกาะแห่งความมืดกลางทะเล ความลับของความกล้าหาญของรีพพิชี้พคือเขาปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเข้าสู่ดินแดนของอัสลาน “นี่คือความต้องการของหัวใจของข้า” รีพพิชี้พรู้ว่าเขาต้องการอะไรและสิ่งนี้นำเขาไปสู่กษัตริย์ของเขา

ไม่กลัวอีกต่อไป

ตำรวจเอธิโอเปียพบเด็กหญิงหลังจากถูกลักพาตัวไป 1 สัปดาห์ ขณะนั้นมีสิงโตแผงคอดำ 3 ตัวล้อมปกป้องเธออยู่ ชาย 7 คนได้ลักพาตัวเด็กหญิงวัย 12 ปีคนนี้ พาเข้าไปในป่าและทุบตีทำร้าย แต่น่าอัศจรรย์ที่สิงโตเหล่านี้ได้ยินเสียงร้องไห้ จึงมาไล่คนที่ทำร้ายเธอไป “(สิงโต) มันเฝ้าเด็กอยู่จนกระทั่งเรามาพบ จึงปล่อยเด็กไว้ให้เราเหมือนเป็นของขวัญ แล้วกลับเข้าป่าไป” เจ้าหน้าที่วันดิมูกล่าวกับผู้สื่อข่าว

เมล็ดพันธุ์พระคุณ

นานเกือบสี่ทศวรรษ ที่ชายคนหนึ่งในอินเดียทำงานเพื่อคืนชีวิตให้ผืนดินปนทรายอันรกร้างและแห้งผาก เมื่อเห็นว่าการพังทลายของหน้าดินและระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปได้ทำลายเกาะในแม่น้ำที่เขารัก เขาได้เริ่มปลูกต้นไม้ทีละชนิดเริ่มจากต้นไผ่แล้วตามด้วยต้นฝ้ายทำให้ตอนนี้มีป่าไม้เขียวชอุ่มและสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่เต็มพื้นที่มากกว่า 3,250 ไร่ อย่างไรก็ตาม ชายคนนั้นยืนยันว่าเขาไม่ใช่คนที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นใหม่ เขารับรู้ว่าโลกธรรมชาติได้รับการออกแบบไว้อย่างอัศจรรย์ เขาจึงตื่นตาตื่นใจที่สายลมพัดพาเมล็ดพันธุ์ไปสู่ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ นกและสัตว์ต่างก็มีส่วนร่วมในการหว่านเมล็ด และแม่น้ำก็ช่วยให้พืชและต้นไม้เจริญงอกงาม