ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Winn Collier

ความสับสนที่อันตรายถึงตาย

เสียงดังตุ้บมาจากหน้าต่างในห้องเรียนที่ผมกำลังสอนอยู่ ซึ่งทำให้เด็กนักเรียนตกใจ จากนั้นก็มีเสียงตุ้บอีกครั้ง! นกตัวหนึ่งบินชนกระจกอย่างแรงแล้วกระเด็นออกไป ก่อนจะบินมาชนอีกครั้ง ต่อมาผมอ่านพบว่าในแต่ละปี แค่ในสหรัฐ-อเมริกาประเทศเดียว มีนกมากกว่าหนึ่งพันล้านตัวที่ตายจากการบินชนหน้าต่างการชนเกิดขึ้นเมื่อพวกมันเห็นเงาสะท้อนของพืชพรรณที่หน้าต่างและบินตามไป โดยคิดว่าเห็นอาหารหรือวัสดุทำรัง บางครั้งพวกมันก็เห็นเงาสะท้อนของตัวเองและคิดว่าเป็นนกตัวอื่นที่ต้องไล่ออกไป พวกมันมั่นใจว่าเห็นชัดเจน แต่จริงๆแล้วพวกมันสับสน

เป็นอันตรายที่จะคิดไปว่าเราจะมองเห็นความจริงเสมอ ว่าเรามีความเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับชีวิตของเรา อย่างไรก็ตาม เราประสบกับความสับสนที่อันตรายถึงชีวิต ซึ่งแสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าแม้แต่สติปัญญาที่ล้ำเลิศที่สุดของเราก็จะนำมาซึ่งความทุกข์ในที่สุด “มีทางหนึ่งซึ่งคนเราคิดว่าถูก” สุภาษิตกล่าว “แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา” (16:25) เราคิดว่าเรามองเห็นความเป็นจริงที่ถูกต้อง แต่บ่อยครั้งที่เราสับสน แม้แต่ความเข้าใจที่เฉียบแหลมที่สุดของเราก็ยังเต็มไปด้วยความเข้าใจผิด แม้แต่ทัศนวิสัยที่ชัดเจนที่สุดของเราก็ยังคงพร่ามัว ไม่สมบูรณ์ และบ่อยครั้งก็ก่อให้เกิดความพินาศ

นั่นคือเหตุผลที่เราต้องการสติปัญญาจากพระเจ้า (ข้อ 20-21) เราต้องการให้พระองค์ทรงส่องสว่างความจริงและทรงนำพาเราไปสู่ความเป็นจริง เราจำเป็นต้องให้พระองค์ทรงนำเราออกจากความสับสนที่อันตราย และเข้าสู่ความครบบริบูรณ์และชีวิต

ดำเนินในความสัตย์ซื่อ

เอสบอน คาเมาคนขับรถอูเบอร์รับผู้โดยสารวัยสิบหกปีซึ่งเป็นนักขับขี่ที่กำลังจะไปซื้อมอเตอร์ไซค์ที่เขาได้เป็นของขวัญจากพ่อ หลังจากผู้โดยสารลงจากรถไป คาเมาสังเกตเห็นว่าเขาลืมกระเป๋าไว้ที่เบาะหลัง มีเงิน 8,000 ดอลลาร์อยู่ข้างใน ซึ่งเป็นเงินสดที่ต้องใช้ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ คาเมารีบติดต่อบริษัท อูเบอร์เพื่อตามหาผู้โดยสาร ไม่นานคาเมาก็นำเงินไปคืนให้กับชายหนุ่มที่รู้สึกซาบซึ้งและโล่งใจ “จงทำสิ่งที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม” คาเมากล่าว “และอย่าปล่อยให้ความเห็นแก่ได้ครอบงำ [คุณ]”

คาเมาแสดงให้เห็นถึงความสัตย์​ซื่อ เขายับยั้งใจต่อการหาเงินด้วยวิธีง่ายๆ หรือการฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของผู้อื่น แต่เลือกที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง สุภาษิตกล่าวไว้ว่า “ผู้ใด​ที่​ดำเนิน​ใน​ความ​สัตย์​ซื่อ​ก็​ดำเนิน​อย่าง​มั่นคง​ดี” (10:9) เมื่อเราสัตย์ซื่อ เราไม่ต้องกังวลว่าจะต้องจำสิ่งที่เราเคยพูดกับใครไว้ว่าอย่างไร เพราะเราจะพูดแต่ความจริงเท่านั้น เมื่อเราประพฤติตนอย่างสัตย์ซื่อ เราไม่ต้องกลัวว่าชื่อเสียงของเราจะเสียหาย หรือแผนการของเราจะย้อนมาทำร้ายตัวเอง เราไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นคนที่ “​ทาง…ชั่ว​ก็​จะ​ปรากฏ​แจ้ง​แก่​คน​อื่น” (ข้อ 9) เราเพียงดำเนินชีวิตตามความจริง คือแสดงออกถึงปัญญา (ข้อ 13) ที่มาจากพระเจ้า เราปลอดภัยและมีเสรีภาพในพระองค์

ในชีวิตเราเผชิญกับการล่อลวงมากมายที่ให้เราโกหกหรือบิดเบือน แต่พระเจ้าทรงเรียกให้เราเดินไปกับพระองค์ และเมื่อเราทำเช่นนั้น เราก็สามารถดำเนินชีวิตที่สัตย์ซื่อ “เที่ยงธรรม” (ข้อ 29) ได้

จงขอบพระคุณเสมอ

วาฬหลังค่อมเพศเมียหนักห้าสิบตันว่ายเข้าไปในอวนดักปูบริเวณนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย และติดอยู่ในตาข่ายอันยุ่งเหยิง เชือกยาวหลายร้อยฟุตและอวนหนักหลายร้อยกิโลกรัมพันรอบตัวขณะที่มันพยายามดิ้นรนเพื่อจะลอยตัวอยู่ได้ นักดำน้ำสี่คนเข้าช่วยเหลือโดยว่ายน้ำลงไปใต้ท้องของมัน พวกเขาใช้เวลาตัดเชือกหนึ่งชั่วโมง นี่เป็นงานที่อันตรายเพราะถ้ามันสะบัดหางพวกเขาอาจตายได้ หลังจากที่ปลดปล่อยมันให้เป็นอิสระแล้ว แทนที่จะว่ายหนีทันที มันกลับว่ายเข้าไปสัมผัสนักดำน้ำแต่ละคนเบาๆ “ผมรู้สึกเหมือนมันกำลังขอบคุณพวกเรา” นักกู้ภัยคนหนึ่งกล่าว

ไม่ว่าวาฬจะสามารถแสดงความขอบคุณได้หรือไม่ แต่การแสดงความขอบคุณเป็นส่วนสำคัญอย่างแท้จริงของการเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตของเราที่อยู่ในพระเจ้า พวกเราหลายคนขอบคุณพระองค์สำหรับพระพรที่ยิ่งใหญ่กว่า (อย่างการคลอดบุตรหรือการรักษาโรค) อย่างไรก็ตาม เปาโลบอกเราให้แสดงความขอบคุณสำหรับของขวัญทุกชิ้นที่ได้รับ และสำหรับสิ่งดีทุกอย่างที่พบเจอ ท่านเขียนว่าเราควร “ขอบพระคุณพระเจ้า...เสมอ” (อฟ.5:20) ไม่ใช่แค่บางครั้ง ไม่ใช่เฉพาะช่วงเวลาพิเศษ แต่ “เสมอ” และเพื่อเน้นย้ำให้แน่ใจเปาโลจึงเสริมอีกเล็กน้อยว่า “จงฉวยโอกาส” และขอบพระคุณ “สำหรับสิ่งสารพัดเสมอ” (ข้อ 16, 20)

การมีสำนึกแห่งความขอบพระคุณที่แท้จริงเป็นมากกว่าคำพูดที่เราเอ่ยเพียงครั้งคราว แต่คือท่าทีในชีวิตของเรา การขอบพระคุณจะนำให้เราหันกลับมาหาพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อจะถวายการขอบพระคุณด้วยความชื่นชมยินดี

พลังแห่งดนตรี

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 ความหวังของเซอร์เออร์เนสต์ แชค-เคิลตันและลูกเรืออีกยี่สิบเจ็ดคนได้จมหายไปพร้อมกับเรือเอนดูแรนซ์ สู่ความมืดมิดใต้ผืนน้ำแข็งของแอนตาร์กติกา พวกเขาติดอยู่ในที่ห่างไกลจากบ้านหลายพันกิโลเมตร ต่อมาลูกเรือได้เล่าถึงหลายสิ่งที่ช่วยให้พวกเขารอดชีวิต ซึ่งรวมถึงเครื่องดนตรีแบนโจ ขณะออกเดินทางในสภาพอากาศที่รุนแรง ลีโอนาร์ด ฮัสซีย์ (นักอุตุนิยมวิทยาของคณะสำรวจ) เป็นบุคคลเดียวที่ได้รับอนุญาตให้นำสัมภาระส่วนตัวไปได้มากกว่าหนึ่งกิโลกรัม เขาได้รับอนุญาตให้นำแบนโจยี่ห้อวินด์เซอร์น้ำหนักหกกิโลกรัมของเขามาด้วย “มันเป็นยาทางใจที่จำเป็นสำหรับชีวิต” แชคเคิลตันกล่าวกับฮัสซีย์ “และเราจำเป็นที่จะต้องใช้มัน” บันทึกของลูกเรืออธิบายถึงพลังแห่งดนตรีของฮัสซีย์ “แบนโจ...เป็นอาหารที่บำรุงสมอง” ลูกเรือคนหนึ่งเขียนไว้ ส่วนอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “แบนโจที่ขาดไม่ได้ของฮัสซีย์”

พระคัมภีร์กล่าวว่าดนตรีเป็นหนึ่งในของขวัญอันล้ำค่าของพระเจ้า เป็นหนทางหนึ่งที่การเยียวยาและการปลอบประโลมของพระองค์เข้ามาสู่จิตใจมนุษย์ ในเรื่องราวอันน่าเศร้าของกษัตริย์ซาอูล เราได้ยินมาว่า (เนื่องจากการไม่เชื่อฟัง) พระองค์ถูก“วิญญาณชั่ว” ทรมาน (1 ซมอ.16:14) และพวกมหาดเล็กของซาอูลเชื่อว่ากษัตริย์จำเป็นต้องได้รับการบรรเทาทุกข์ด้วยดนตรี ดังนั้นพวกเขาจึงไปพบดาวิดกับพิณคู่ใจ “ดาวิดก็หยิบพิณใช้มือดีดถวาย ซาอูลก็ทรงชุ่มชื่นขึ้นและหายดี และวิญญาณชั่วก็พรากจากพระองค์ไป” (ข้อ 23)

ดนตรีให้เรามากกว่าแค่ความบันเทิง แต่สามารถนำมาซึ่งความยินดี ฟื้นฟูความหวังขึ้นใหม่ และปลอบประโลมจิตวิญญาณที่เหนื่อยล้า ดนตรีเป็นหนึ่งในของประทานที่ทรงพลังจากพระเจ้าอย่างแท้จริง

เสรีภาพในพระคริสต์

ในปี ค.ศ. 1849 เฮนรี่ “บ็อกซ์” บราวน์ (ทาสชาวอเมริกันจากรัฐเวอร์จิเนีย) ได้ขดตัวลงในลังไม้ที่มีป้ายติดว่า “ของแห้ง” และเพื่อนสองคนได้ส่งเขาจากริชมอนด์ไปยังเมืองฟิลาเดลเฟีย บราวน์อยู่ในลังไม้ (3 x 2.5 x 2 ฟุต) ตลอดการเดินทาง 26 ชั่วโมง โดยมีรูเล็กๆสามรูที่เจาะไว้เพื่อระบายอากาศ ขณะที่กลุ่มต่อต้านการค้าทาสดึงบราวน์ออกจากลัง เขาได้ขับร้องบทเพลงที่ถอดความมาจากสดุดีบทที่ 40 ซึ่งแสดงถึงความหวังในพระเจ้าผู้ทรงสัญญาถึงอิสรภาพ “หากคุณไม่เคยถูกพรากอิสรภาพไปเหมือนอย่างผม” บราวน์เขียนในภายหลัง “คุณจะไม่ตระหนักถึงพลังแห่งความหวังที่จะมีอิสรภาพ ซึ่งสำหรับผมแล้ว นี่เป็นเหมือนสมอแห่งจิตวิญญาณที่ทั้งมั่นคงและแน่นอนอย่างแท้จริง”

อิสรภาพเป็นศูนย์กลางของวิธีการที่พระเจ้าทรงทำงานในจิตใจของเราและในโลกใบนี้ พระปัญญาของพระองค์นำไปสู่เสรีภาพฝ่ายวิญญาณ แต่ปัญญาเทียมเท็จนำไปสู่การกดขี่ข่มเหง เปาโลกล่าวว่า “พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพ” จากความบาป ความตาย และการกล่าวโทษ “ก็มีอยู่ที่นั่น”(2คร.3:17) เมื่อเราฟังพระเจ้าและดำเนินตามทางของพระองค์ เราจะมีเสรีภาพ แต่น่าเสียดายที่สิ่งตรงกันข้ามก็เป็นจริงเช่นกัน เมื่อเราเพิกเฉยต่อพระองค์และปฏิเสธคำเชิญของพระองค์ เราจะติดกับดักและถูกจำกัดเสรีภาพ พระเจ้าทรงปลดปล่อยและเปลี่ยนแปลงเราโดยพระวิญญาณของพระองค์ (ข้อ 18) แต่บาปและการกบฏกลับดักจับเราไว้

บางครั้งเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงจำกัดและขัดขวางโอกาสและความสุขของเรา แต่แท้จริงแล้ว พระองค์เป็นผู้เดียวที่สามารถนำเราไปสู่อนาคตอันยาวไกล พระองค์เป็นผู้เดียวที่สามารถนำเราไปสู่อิสรภาพที่แท้จริงได้

ร่วมกับพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือ

เมื่อกลุ่มตาลีบันเข้ายึดครองรัฐบาลอัฟกานิสถานได้อย่างรวดเร็วในปี 2021 และผู้คนหลายหมื่นคนติดอยู่โดยไม่มีทางหนี หลายคนรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวัง ประชาชนทั่วไปเริ่มปฏิบัติการบางอย่างทันที รวมถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่เปิดตัวแคมเปญบนอินสตาแกรมเพื่อระดมทุน 7 ล้านดอลลาร์ในการจ่ายค่าเครื่องบินเช่าเหมาลำสำหรับการอพยพ “ในสถานการณ์นี้ เราได้ขจัดความขัดแย้งทางการเมืองออกไป” เขากล่าวกับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง “และได้มารวมตัวกันจากทุกสาขาอาชีพเพื่อรวมพลังและช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้” พวกเขาเลือกที่จะเข้าร่วมการต่อสู้

ไม่ใช่แค่ในอัฟกานิสถานเท่านั้น ตั้งแต่ตึกระฟ้าไปจนถึงหมู่บ้านต่างๆทั่วโลก ผู้คนมากมายอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องน่าประทับใจที่ได้เห็นว่าพระเจ้าทรงมุ่งความสนพระทัยไปยังสถานที่ที่มีความทุกข์ยากและความสิ้นหวังเหล่านี้ ในท้ายที่สุดพระองค์จะทรง “ช่วย​กู้​คน​ขัด​สน​เมื่อ​เรา​ร้อง​ทูล คน​ยากจน และ​คน​ที่​ไร้​ผู้​อุปถัมภ์” (72:12) ในเวลาและโดยวิธีของพระองค์ และที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือหนึ่งในวิธีที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือนั้นคือผ่านทางเรา สดุดีบทที่ 72 กล่าวถึงทั้งพระราชกิจของกษัตริย์ซาโลมอนและพระราชกิจของพระเจ้า และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแยกทั้งสองสิ่งออกจากกัน พระเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแต่พระองค์ทรงเรียกให้เราเคลื่อนไปพร้อมกับพระองค์

เมื่อเราเผชิญกับความอยุติธรรมหรือความทุกข์ทรมาน เราสามารถร่วมมือกับพระองค์เพื่อก้าวเข้าไปท่ามกลางความพังพินาศนั้น เราสามารถติดตามพระเจ้าและไปยังสถานที่ซึ่งไม่มีใครคอยให้ความช่วยเหลือได้

รื้อฟื้นการให้ด้วยใจกว้างขวาง

ในหอประชุมของมหาวิทยาลัยแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นั้นเต็มไปด้วยนักศึกษาที่กำลังตั้งใจฟัง รูธ ก็อตเทสแมนหญิงชราวัย 90 ปีพูด ในตอนจบรูธประกาศท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของเหล่านักศึกษาว่าเธอจะบริจาคเงินหนึ่งพันล้านเหรียญเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนของพวกเขา นับเป็นเงินบริจาคก้อนใหญ่ที่สุดที่เคยมอบให้กับโรงเรียนแพทย์ แต่ในการให้สัมภาษณ์หลังจากนั้น คุณอาจคิดว่ารูธ ก็อตเทสแมนคือผู้ที่ได้รับของขวัญ เพราะเธอแสดงออกถึงความชื่นชมยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติที่มีโอกาสได้มอบเงินของเธอให้แก่ผู้อื่น

พระธรรมสุภาษิตบอกเราถึงการให้ด้วยใจกว้างขวางว่า ผู้ที่ “ยิ่งแจกจ่าย” นั้น นอกจากจะอยู่ห่างไกลจากความขัดสนแล้ว ยังจะพบกับพระพรที่ไม่คาดคิดอีกด้วย (สภษ.11:24 THSV 11) เมื่อเรายื่นมือออกไปช่วยเหลือผู้อื่น เราจะได้รับกลับมามากกว่าเดิม ไม่ใช่น้อยลง “บุคคลที่รดน้ำ” พระคัมภีร์กล่าวว่า “เขาเองจะได้รับการรดน้ำ” (ข้อ 25) บ่อยครั้งเรามักจะถูกล่อลวงให้ยึดสิ่งที่เรามีไว้อย่างเหนียวแน่น โดยกลัวว่าเราอาจถูกเอาเปรียบหรือไม่มีอะไรเหลือ แต่ระบบเศรษฐศาสตร์ของพระเจ้านั้นต่างออกไป พระเยซูทรงล้ำหน้ากว่านั้น พระองค์ตรัสว่า “การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ” (กจ.20:35)

เราสามารถให้ด้วยใจกว้างขวางด้วยทรัพย์และสิ่งของที่เรามีในชีวิต โดยมอบสิ่งที่เรามีแก่ผู้ที่ขาดแคลน แล้วในท้ายที่สุดเราจะพบว่าเราเองก็ได้รับเช่นกัน ในแผ่นดินของพระเจ้านั้นมีทุกสิ่งล้นเหลือสำหรับทุกๆคน

ผู้หยิ่งยโสถูกทำลาย

จอห์น เทย์เลอร์เป็นจักษุศัลยแพทย์ชาวอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 1700 เขามีความทะนงตนเป็นแรงผลักดันที่ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น เขาติดตามคนดังและได้เป็นจักษุแพทย์ส่วนพระองค์ของพระเจ้าจอร์จที่ 2 เทย์เลอร์เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อแสดงโชว์ทางการแพทย์ที่อ้างว่าสามารถรักษาโรคได้อย่างอัศจรรย์ โดยเขามักจะหลบหนีออกจากเมืองในยามวิกาลพร้อมกับกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเงินของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม มีการบันทึกไว้ว่าเทย์เลอร์เป็นนักต้มตุ๋นและน่าจะทำให้คนไข้หลายร้อยคนตาบอด ประวัติศาสตร์ไม่ได้จดจำเขาในฐานะแพทย์ผู้มีชื่อเสียง แต่จดจำเขาในฐานะผู้ที่ทำให้นักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสองคนแห่งศตวรรษนั้นตาบอด นั่นคือ บาคและฮันเดล

เทย์เลอร์ปรารถนาชื่อเสียงและการยกย่อง แต่ผลงานที่เขาทิ้งไว้กลับเปิดเผยถึงคำโกหกของเขา รวมทั้งความอับอายและความเจ็บปวดที่เขาก่อขึ้น สุภาษิตอธิบายว่าความเห็นแก่ตัวที่ติดเป็นนิสัยจะนำไปสู่หายนะ พระวจนะกล่าวว่า “ใจ​ของ​คน​ก็​จองหอง​ก่อน​ถึง​การ​ถูก​ทำลาย” (18:12) ความอัปยศของเทย์เลอร์เตือนเราว่าความหยิ่งยโสจะทำลายชีวิตของเราได้อย่างไร แต่ความโง่เขลาของคนก็มักจะทำร้ายผู้อื่นด้วย (ข้อ 6-7) “การถูกทำลาย” นั้นหนักหนา
ยิ่งนัก

ในขณะที่ใจหยิ่งยโสทำลายเราและผู้อื่น แต่ใจที่ถ่อมตนนำไปสู่ชีวิตที่มีความหมายและชื่นชมยินดี สุภาษิตกล่าวว่า “ความ​ถ่อม​ใจ​เดิน​อยู่​หน้า​เกียรติ” (ข้อ 12) หากเราเอาแต่มุ่งทำตามใจตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว (ข้อ 1) เราจะไม่มีวันได้พบสิ่งที่ปรารถนา แต่หากเรามอบถวายใจของเราแด่พระเจ้าและรับใช้ผู้อื่น เราก็ได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์และสะท้อนถึงความดีของพระองค์

คนเล็กน้อยที่ทรงพลัง

ในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1987 กระรอกตัวหนึ่งกัดสายส่งไฟฟ้าในรัฐคอนเนคติคัทขาด และระบบขนาดมหึมาของตลาดหุ้นแนสแด็ก เกิดไฟกระพริบ ส่งเสียงผิดปกติและดับลง บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่งต้องหยุดชะงัก เป็นเวลาเกือบชั่วโมงครึ่งที่เศรษฐกิจทั่วโลกจับตาเฝ้าดูอย่างวิตกกังวล ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสัตว์ฟันแทะขนฟูที่มุ่งมั่นตัวหนึ่ง

พระคัมภีร์เล่าถึงเรื่องราวมากมายของสิ่งเล็กน้อยหรือคนเล็กน้อยบางคนที่สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนสิ่งเล็กน้อยให้กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ยอห์นเล่าเรื่องพระเยซูทรงเลี้ยงฝูงชนที่กำลังหิว (ผู้ชายห้าพันคนถ้ารวมผู้หญิงและเด็กอาจถึงหนึ่งหมื่นห้าพันคน) เมื่อ “มีเด็กคนหนึ่งมีขนมปังบารลีห้าก้อนกับปลาสองตัว” ได้หยิบยื่นอาหารกลางวันเล็กๆของเขาให้ (ยน.6:9) ในพันธสัญญาเดิม เราจำได้ว่าเด็กเลี้ยงแกะชื่อดาวิดได้วางใจในพระเจ้าและสังหารคนรูปร่างใหญ่โตเหมือนยักษ์ (1 ซมอ.17) และพระคริสต์ทรงกล่าวย้ำว่าอาณาจักรของพระเจ้าเปรียบเหมือนเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง ซึ่ง “เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง” (มธ.13:32)

เมื่อเราพิจารณาถึงวิกฤตการณ์ระดับโลกที่ซับซ้อนมากมาย รวมไปถึงความห่วงกังวลต่างๆในชุมชนและครอบครัวของเราเอง สิ่งต่างๆเหล่านี้ลวงให้เราเชื่อว่าความพยายามที่ดูเหมือนเล็กน้อยของเรานั้นไม่มีพลังพอ แต่พระคัมภีร์บอกเราให้ทำด้วยการเชื่อฟังและไว้วางใจในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเรา ด้วยความมั่นใจว่าโดยพระองค์นั้นสิ่งเล็กน้อยจะกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ (ยน.6:10-12)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา