ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Winn Collier

ถ่อมใจและยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

เมื่อสงครามการปฏิวัติในอเมริกาจบลงด้วยการยอมแพ้อย่างไม่น่าเชื่อของอังกฤษ นักการเมืองและผู้นำทหารหลายคนต้องการตั้งให้นายพลจอร์จ วอชิงตันเป็นราชวงศ์ใหม่ ทั้งโลกจับตาดูว่าวอชิงตันจะยึดอุดมคติเรื่องอิสรภาพและเสรีภาพหรือไม่เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จอยู่แค่เอื้อม แต่พระเจ้าจอร์จที่ 3 เห็นความจริงอีกด้าน พระองค์เชื่อว่าถ้าวอชิงตันต้านทานแรงดึงดูดนี้ได้และกลับไปฟาร์มที่เวอร์จิเนีย เขาจะเป็น “ชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” กษัตริย์ทรงทราบว่าความยิ่งใหญ่ที่เห็นได้จากการต้านทานแรงดึงดูดของอำนาจนั้นเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความสูงส่งและสำคัญที่แท้จริง

การอภัยที่เป็นไปไม่ได้

ผู้ปลดปล่อยพบคำอธิษฐานนี้ถูกขยำจนยับยู่ยี่อยู่ในซากศพของผู้เสียชีวิตในค่ายกักกันราเวนส์บรูก ซึ่งพวกนาซีได้ฆ่าผู้หญิงเกือบ 50,000 คน: ข้าแต่พระเจ้า โปรดอย่าทรงจดจำเฉพาะชายหญิงที่มีจิตใจดี แต่ระลึกถึงผู้ที่คิดร้ายด้วย โปรดอย่าจดจำความทุกข์ที่พวกเขาทำกับเรา แต่ขอระลึกถึงผลที่เกิดเป็นคำขอบพระคุณจากความทุกข์เหล่านั้น คือมิตรภาพ ความภักดี ความถ่อมใจ ความกล้าหาญ ความเอื้ออาทร และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ และเมื่อพวกเขา เข้าสู่การพิพากษา ขอโปรดให้ผลที่ออกมาทั้งหมดเป็นการให้อภัยกับพวกเขา

ฉันไม่อาจจินตนาการถึงความกลัวและเจ็บปวดที่หญิงผู้ถูกทารุณนี้ได้รับ ฉันนึกไม่ออกว่าเธอต้องมีใจเมตตาเพียงใดถึงเขียนคำอธิษฐานนี้ได้ เธอทำในสิ่งที่เราคิดไม่ถึง คือแสวงหาการอภัยจากพระเจ้าให้กับผู้ที่ข่มเหงเธอ

คำอธิษฐานนี้สะท้อนถึงคำอธิษฐานของพระคริสต์ หลังทรงถูกใส่ร้าย ล้อเลียน ทุบตี และทำให้อับอายต่อหน้าฝูงชน พระเยซูทรงถูก “ตรึง...พร้อมกับผู้ร้ายสองคน” (ลก.23:33) การถูกตรึงในสภาพที่อ่อนแรงหายใจรวยริน ทำให้ฉันคาดหวังว่าพระองค์จะประกาศคำพิพากษาเหนือผู้ที่ทรมานพระองค์ และทูลขอการแก้แค้นและความยุติธรรมจากพระเจ้า แต่พระเยซูกลับอธิษฐานเผื่อคนเหล่านั้นซึ่งขัดแย้งกับแรงผลักดันที่อยู่ภายในมนุษย์ทุกคน “โอพระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่าเขาไม่รู้ว่า เขาทำอะไร” (ข้อ 34)

สิ่งที่พระเยซูทำนั้นดูเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ได้ทรงยกโทษให้กับเรา การอภัยที่เป็นไปไม่ได้นั้นไหลล้นออกมาอย่างเสรีโดยพระคุณของพระเจ้า

ลุยข้ามน้ำ

ภาพยนตร์เรื่อง จอมคนล้างแผ่นดิน เล่าถึงสงครามกลางเมืองของสหรัฐที่นิวตัน ไนท์กับพวกทหารหนีทัพและพวกทาสที่ให้การช่วยเหลือกองกำลังของสหภาพ และพวกเขาต่อต้านพวกนายทาสหลังสงครามสงบ หลายคนประกาศว่าไนท์เป็นวีรบุรุษ แต่มีทาสสองคนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ตอนที่หนีจากกองทัพ ทั้งสองพาไนท์เข้าไปในป่าและรักษาขาที่บาดเจ็บจากการที่เขาหนีจากกองกำลัง ถ้าทั้งสองปล่อยเขาทิ้งไว้ เขาคงตายแน่

ประชาชนชาวยูดาห์ได้รับบาดเจ็บและสิ้นหวังขณะเผชิญหน้ากับศัตรู อิสราเอลถูกยึดครองโดยอัสซีเรีย และอิสยาห์พยากรณ์ว่าวันหนึ่งพวกเขา (ยูดาห์) จะถูกศัตรูคือชาวบาบิโลนยึดครองเช่นกัน ยูดาห์ต้องการพระเจ้าผู้ที่จะช่วยเหลือ ช่วยกู้ และไม่ทอดทิ้งพวกเขา ลองจินตนาการถึงผู้คนที่เริ่มมีความหวังเมื่อได้ยินคำสัญญาของพระเจ้าที่ว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า” (อสย.43:5) ไม่ว่าพวกเขาจะพบกับเรื่องเลวร้ายสักแค่ไหน หรือปัญหาใดที่จะต้องฟันฝ่า พระเจ้าจะอยู่กับเขา พระองค์จะทรง “ลุยข้ามน้ำ” กับพวกเขา และนำพวกเขาไปถึงความปลอดภัย (ข้อ 2) พระองค์จะ “ลุยไฟ” กับพวกเขา และช่วยพวกเขาเดินผ่านเปลวเพลิง (ข้อ 2)

ตลอดทั้งพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับคนของพระองค์ดูแลเรา นำเรา และไม่มีวันทอดทิ้งเราไม่ว่าเราจะเป็นหรือตาย แม้เมื่อยามที่คุณตกอยู่ในสถานที่ที่ยากลำบาก พระเจ้าจะอยู่กับคุณ พระองค์จะช่วยคุณลุยข้ามน้ำ

ความปรารถนาที่ลึกที่สุด

ตอนยังหนุ่ม ดันแคนเคยกลัวว่าจะมีเงินไม่พอ ในช่วงอายุ 20 ต้นๆ เขาจึงมุ่งมั่นในการสร้างอนาคต ดันแคนมีสมบัติมากมายจากการไต่เต้าในบริษัทที่มีชื่อเสียงในซิลิคอนวัลเลย์ เขามีเงินมหาศาลในบัญชี รถสปอร์ตสุดหรู และบ้านมูลค่าหนึ่งล้านดอลลาร์ในแคลิฟอร์เนีย เขามีทุกอย่างที่ปรารถนา แต่ก็ยังไม่มีความสุข “ผมรู้สึกกังวลและไม่พึงใจ” ดันแคนกล่าว “อันที่จริง สมบัติทำให้ชีวิตแย่ลง” เงินมากมายไม่ได้สร้างมิตรภาพ ชุมชน หรือความชื่นชมยินดี และบ่อยครั้งทำให้เขาปวดใจมากกว่า

บางคนทุ่มเทพลังกายในการสั่งสมทรัพย์สมบัติเพื่อทำให้ชีวิตมั่นคง นั่นคือความโง่เขลา “คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน” พระคัมภีร์ยืนยันในเรื่องนี้ (ปญจ. 5:10) บางคนทำงานหนักมาก ดิ้นรนผลักดันตัวเอง เปรียบเทียบสมบัติของตนกับผู้อื่นและทุ่มเทเพื่อบรรลุสถานะทางเศรษฐกิจ แต่แม้จะมีอิสรภาพด้านการเงินตามที่คาดไว้ พวกเขาก็ยังรู้สึกไม่พึงใจ ไม่เพียงพอ เหมือนกับที่ผู้เขียนปัญญาจารย์ได้กล่าวไว้ “นี่ก็อนิจจังด้วย” (ข้อ 10)

ความจริงคือ การมุ่งสู่ความสำเร็จโดยไม่มีพระเจ้าก็ไม่มีประโยชน์อันใด แม้พระคัมภีร์จะเรียกเราให้ทำงานหนักและใช้ของประทานเพื่อประโยชน์ของโลกนี้ แต่เราไม่มีวันสะสมได้มากพอที่จะเติมเต็มความปรารถนาที่ลึกที่สุดของเราได้ พระเยซูเท่านั้นที่ประทานชีวิตที่แท้จริงและครบบริบูรณ์ (ยน.10:10) คือชีวิตบนพื้นฐานความรักของพระองค์นั้นก็เพียงพออย่างแท้จริง

เห็นความรอด

ในวัยห้าสิบสาม สิ่งที่ซอนย่าคิดจะทำเป็นอย่างสุดท้ายคือการทิ้งธุรกิจและประเทศที่เธออยู่เพื่อลี้ภัยไปยังดินแดนใหม่ เมื่อพวกนักเลงฆ่าหลานและบังคับให้ลูกชายของเธอเข้าร่วมกลุ่ม ซอนย่ารู้สึกว่าเธอต้องหนี “ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้า...ฉันจะทำทุกอย่างที่จำเป็น” เธออธิบาย “ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อฉันและลูกจะไม่อดตาย...ฉันยอมเห็นลูกลำบากอยู่ที่นี่ ดีกว่าให้เขาต้องลงเอยในกระสอบหรือในคลอง”

พระคัมภีร์มีอะไรจะบอกกับซอนย่าและลูกชายของเธอ รวมถึงคนอื่นๆที่ทนทุกข์กับความอยุติธรรมและทารุณกรรมหรือไม่ เมื่อยอห์นผู้ให้บัพติศมาประกาศการเสด็จมาของพระเยซู ท่านประกาศข่าวดีแก่ซอนย่า แก่เรา และแก่โลกนี้ “จงเตรียมมรรคาแห่งพระเป็นเจ้า” ท่านป่าวร้อง (ลก.3:4) ท่านยืนยันว่าเมื่อพระเยซูเสด็จมา พระเจ้าจะให้เกิดการช่วยกู้อันทรงอานุภาพเพื่อมนุษย์ทุกคน พระคัมภีร์เรียกการช่วยกู้นี้ว่า ความรอด

ความรอดนี้ครอบคลุมทั้งการรักษาจิตใจที่เต็มไปด้วยบาปของเราให้หาย และวันหนึ่งจะรักษาโลกนี้ให้หายจากความชั่วร้ายทั้งปวงด้วย พระเจ้าทรงช่วยเปลี่ยนแปลงได้ทุกเรื่องราว ทุกสังคม และทุกคน “มนุษย์ทั้งปวงจะได้เห็นความรอดของพระเจ้า” ยอห์นกล่าว (ข้อ 6)

ไม่ว่าเราจะเผชิญกับความชั่วร้ายใด ไม้กางเขนและการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ทำให้เรามั่นใจว่าเราจะได้เห็นความรอดของพระเจ้า วันหนึ่งเราจะได้พบกับการปลดปล่อยครั้งสุดท้ายของพระองค์

ออกจากกรง

ขณะออกไปเดินเล่น มาร์ติน แลดนักเขียนมักจะพบกับชายคนหนึ่งที่มากับสุนัขพันธ์ุเคอร์รี่ บลู เทอร์เรียส์ 4 ตัว มีสามตัวที่วิ่งอย่างคึกคะนองออกไปทุ่งโล่ง แต่มีตัวหนึ่งที่อยู่กับเจ้าของและวิ่งวนเป็นวงเล็กๆในที่สุดแลดก็แวะถามเจ้าของถึงพฤติกรรมที่แปลกประหลาดนี้ ซึ่งเขาอธิบายว่า มันเป็นสุนัขช่วยชีวิตที่ถูกขังไว้ในกรงเกือบตลอดชีวิตของมัน เจ้าเทอร์เรียตัวนี้ยังคงวิ่งวนไปมาราวกับอยู่ในกล่องที่คับแคบ

พระคัมภีร์เปิดเผยว่า เราทุกคนล้วนติดกับดักและสิ้นหวังหากไม่ได้รับการช่วยกู้จากพระเจ้า ผู้เขียนสดุดีพูดถึงการถูกศัตรูทำร้ายและดักโดยใช้ “บ่วงมัจจุราช” และถูก “สายใยของแดนผู้ตายพันตัว” (สดด.18:4-5) ขณะที่ถูกล้อมและถูกล่าม ท่านร้องทูลขอให้พระเจ้าช่วย (ข้อ 6) และด้วยฤทธิ์อำนาจอันมหาศาล พระองค์ทรง “เอื้อมมาจากที่สูง ทรงจับ” ท่านไว้ (ข้อ 16)

พระเจ้าทำแบบเดียวกันนี้กับเราได้ ทรงสามารถหักโซ่ตรวนและปลดปล่อยเราจากกรงที่คับแคบ พระองค์สามารถปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระและพาเรา “ออกมายังที่กว้างใหญ่” (ข้อ 19) เป็นเรื่องน่าเศร้าหากเรายังคงวิ่งวนไปมาราวกับว่ายังคงติดอยู่ในคุกเดิมของตัวเอง แต่โดยกำลังของพระองค์ เราจะไม่ถูกผูกมัดด้วยความกลัว ความอับอาย หรือการกดขี่ข่มเหง พระเจ้าทรงช่วยกู้เราออกจากกรงแห่งความตาย เราจึงวิ่งได้อย่างอิสระเสรี - WC

นำลูกมาหาพระเจ้า

ชายปากกล้าผู้ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าบอกว่าการที่พ่อแม่สอนศาสนาให้ลูกถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรม เขากล่าวว่าการที่พ่อแม่ส่งต่อความเชื่อของตนให้ลูกเป็นการทารุณเด็ก แม้ความคิดนี้จะสุดโต่งแต่ผมก็ได้รับรู้ว่ามีพ่อแม่ที่ลังเลที่จะสนับสนุนลูกๆ เรื่องความเชื่อ แต่พวกเราส่วนใหญ่กลับหวังว่าจะถ่ายทอดเรื่องมุมมองทางการเมือง เรื่องอาหารการกิน หรือกีฬาให้ลูก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง บางคนกลับไม่สอนเรื่องความศรัทธาในพระเจ้า

เปาโลบันทึกถึงการที่ทิโมธีได้รับการสอนว่า “ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์-สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทธ.3:15) ทิโมธีไม่ได้มาเชื่อพระเจ้าด้วยตัวเองเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่แม่ของท่านได้เลี้ยงดูให้จิตใจของท่านฝักใฝ่พระเจ้า แล้วท่านก็ดำเนินตามสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ (ข้อ 14) ถ้าพระเจ้าทรงเป็นชีวิต เป็นแหล่งปัญญาแท้จริง เราก็จำเป็นต้องปลูกฝังความรักพระเจ้าท่ามกลางครอบครัวของเรา

มีรูปแบบความเชื่อมากมายที่ส่งอิทธิพลต่อลูกของเรา รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ดนตรี ครู เพื่อน สื่อต่างๆ ล้วนแฝงแนวคิด (ทั้งที่เห็นได้ชัดเจนและซ่อนอยู่) ที่เกี่ยวกับความเชื่อที่ก่อให้เกิดผลกระทบได้ ขอให้เราเลือกที่จะไม่อยู่เงียบ ความงดงามและพระคุณที่เราได้รับจะผลักดันเราให้ชี้นำลูกๆมาหาพระเจ้า

พระเจ้าทรงรอคอย

ตอนเดนีส เลเวอร์ตอฟอายุ 12 ปี นานมาแล้วก่อนเธอจะเป็นกวีมีชื่อเสียง เธอริเริ่มโดยส่งบทกวีไปให้ ที.เอส. เอเลียต กวีผู้ยิ่งใหญ่ แล้วรอเขาตอบ น่าประหลาดใจที่เอเลียตส่งข้อความให้กำลังใจเขียนด้วยลายมือสองหน้ากระดาษกลับมา ในบทนำของหนังสือ สายธารและไพลิน เธออธิบายว่าบทกวีได้ “ติดตามการเปลี่ยนแปลง (ของเธอ) จากไม่เชื่อพระเจ้าไปสู่ความเชื่อแบบคริสเตียน” อย่างไร

บทกวีบทหนึ่งซึ่งทรงพลังอย่างมากในเวลาต่อมา (“ทูตสวรรค์มาหามารีย์”) บรรยายถึงการที่มารีย์ยอมจำนนต่อพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ทำสิ่งใดเพื่อครอบงำมารีย์ พระองค์ประสงค์ให้เธอมีเสรีในการยอมรับพระคริสต์เป็นบุตร วลีที่ว่า “พระเจ้าทรงคอย” โดดเด่นอยู่กลางบทกวี

เรื่องของมารีย์ทำให้เลเวอร์ตอฟนึกถึงตัวเอง พระเจ้ารอคอยและปรารถนาที่จะรักเธอ จะไม่ทรงบังคับ ทรงคอย อิสยาห์บรรยายความจริงเดียวกันว่า พระเจ้าทรงพร้อมและกระตือรือร้นที่จะอวยพรอิสราเอลด้วยความรักอันอ่อนโยน “พระเจ้าทรงคอยที่จะทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย...เพื่อเมตตาเจ้า” (30:18) ทรงพร้อมจะเทพระเมตตามายังประชากรของพระองค์ และทรงคอยให้พวกเขายอมรับสิ่งที่พระองค์ประทานอย่างเต็มใจ (ข้อ 19)

น่าอัศจรรย์ที่องค์ผู้สร้าง พระผู้ช่วยให้รอดของโลก เลือกที่จะรอคอยให้เราต้อนรับพระองค์ พระเจ้าทรงเอาชนะเราได้อย่างง่ายดาย แต่กลับทรงอดทนอย่างถ่อมพระทัย องค์ผู้บริสุทธิ์ทรงรอคอยเรา - WC

พรของพระบิดา

ไม่นานมานี้ หลายคนในคริสตจักรของเรา ที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับพ่อ ได้ขอให้ผมเป็นตัวแทนพ่อที่มีความรักและอธิษฐานอวยพรพวกเขา ผมอธิษฐานทูลขอการอภัยที่พ่ออาจทำร้ายลูกๆด้วยการกระทำต่างๆ เช่น การตั้งความหวังสูงเกินไป หรือห่างเหิน หรือไม่เคยอยู่ด้วยและให้กำลังใจอย่างอ่อนโยน คำอธิษฐานยังกล่าวถึงความสุข การชื่นชมและความรักเต็มล้น ขณะที่ผมอธิษฐาน ผมร่ำไห้ ผมตระหนักว่าผมก็ต้องการถ้อยคำเหล่านี้เช่นกัน และลูกๆของผมก็ต้องการด้วย