พระคุณที่ตรงสุดทาง
รูปปั้นชิ้นเอกของศิลปินดั๊ก เมอร์คีย์ชื่อความเชื่อวางใจอันแรงกล้าเป็นรูปปั้นชายผู้สิ้นหวังทำด้วยโลหะประสมทองแดงกำลังกอดไม้กางเขนมีข้อความว่า “เป็นการแสดงออกที่เรียบง่ายถึงท่าทีชีวิตที่แน่วแน่และเหมาะสม คือการมีเสรีภาพและพึ่งพาพระคริสต์และข่าวประเสริฐโดยสิ้นเชิง”
แสงนำทาง
ฉันยืนดูโคมไฟเก่าที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ป้ายเขียนว่ามาจากอิสราเอล เป็นงานแกะสลัก โคมไฟทรงรีนี้มีช่องไว้ใส่น้ำมันและไส้ตะเกียงข้างละช่อง โดยทั่วไปชาวอิสราเอลจะวางตะเกียงนี้ไว้ในช่องผนัง ขนาดของมันจึงเล็กจนวางอยู่บนฝ่ามือคนได้
ใจขอบพระคุณ
ในรัฐที่ผมอยู่ที่อเมริกาบางครั้งฤดูหนาวก็โหดร้าย อุณหภูมิติดลบและหิมะตกไม่หยุด วันหนึ่งที่หนาวเหน็บ ผมกำลังกวาดหิมะที่ผมรู้สึกเหมือนว่าเป็นรอบที่หนึ่งพัน บุรุษไปรษณีย์แวะถามทุกข์สุข ผมบอกเขาว่าผมไม่ชอบฤดูหนาวและเบื่อหิมะที่ตกหนัก แล้วผมก็แสดงความคิดเห็นว่าเขาคงทำงานลำบากในสภาพอากาศที่หนักหนาแบบนี้ เขาตอบว่า “ใช่ครับ แต่อย่างน้อยผมก็ยังมีงานทำ มีคนอีกมากที่ตกงาน ผมรู้สึกสำนึกในบุญคุณที่ได้ทำงาน”
อย่าลืมพระผู้ประทานให้
ตอนนั้นเป็นช่วงก่อนคริสต์มาส ลูกๆของเธอกำลังมีปัญหาเรื่องการรู้จักขอบคุณ เธอรู้ว่าความคิดแบบนี้เกิดขึ้นได้ง่าย แต่เธออยากมอบสิ่งที่ดีกว่าให้กับจิตใจของลูกๆ เธอจึงติดโบว์สีแดงไว้ทั่วบ้าน คือที่สวิตซ์ไฟ ตู้กับข้าว ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า และก๊อกน้ำ มีข้อความผูกอยู่ที่โบว์เขียนว่า “เรามักมองข้ามของขวัญบางอย่างที่พระเจ้าให้ แม่เลยติดโบว์ที่สิ่งเหล่านั้น พระองค์ทรงแสนดีต่อครอบครัวเรา อย่าลืมว่าของขวัญเหล่านี้มาจากไหน”
ในเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 6 เราเห็นว่าอนาคตของชนชาติอิสราเอลขึ้นอยู่กับการยึดแผ่นดินที่มีอยู่แล้ว เพื่อพวกเขาจะได้ย้ายเข้าสู่เมืองใหญ่โตและดีซึ่งเขาไม่ได้สร้าง (ข้อ 10) และเรือนที่มีของดีเต็ม ซึ่งพวกเขามิได้สะสม และบ่อขังน้ำที่มิได้ขุดและสวนองุ่นกับสวนมะกอกเทศซึ่งเขามิได้ปลูกไว้ (ข้อ 11) พระพรทั้งหมดนี้ล้วนมาจากแหล่งเดียว คือ “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่าน” (ข้อ 10) และขณะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้และอีกมากมายให้ด้วยความรัก โมเสสไม่ต้องการให้ประชาชนลืม (ข้อ 12)
ในบางช่วงของชีวิต เราหลงลืมได้ง่าย แต่อย่าละสายตาจากความดีของพระเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งพระพรของเรา
ของขวัญจากเบื้องบน
จากเรื่องที่เล่าต่อกันมา ชายที่ชื่อนิโคลัส (เกิดในปีค.ศ. 270) ได้ยินว่าพ่อผู้ยากจน ไม่มีเงินเลี้ยงดูลูกสาวสามคนและยิ่งไม่อาจมีเพียงพอให้ลูกได้แต่งงานในอนาคต นิโคลัสอยากช่วยชายผู้นี้อย่างลับๆ จึงโยนถุงใส่ทองเข้าไปทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ ถุงนั้นตกลงไปในถุงเท้าหรือรองเท้าที่ตากอยู่บนเตาผิง ชายผู้นั้นเป็นที่รู้จักในนามเซนต์นิโคลัส ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้มีซานตาคลอสในเวลาต่อมา
เมื่อฉันฟังเรื่องของขวัญที่มาจากเบื้องบน ฉันคิดถึงพระเจ้าพระบิดาผู้ประทานพระบุตรของพระองค์โดยความรักและกรุณาคุณ เพื่อเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดผ่านการบังเกิดอย่างอัศจรรย์ จากพระธรรมมัทธิวพระเยซูเสด็จมาตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมที่ว่า หญิงพรหมจารีจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามท่านว่า อิมมานูเอล แปลว่า “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (1:23)
ของขวัญจากนิโคลัสนั้นน่าชื่นใจ ของขวัญที่น่าอัศจรรย์มากยิ่งกว่าคือองค์พระเยซู พระองค์เสด็จจากสวรรค์มาเป็นมนุษย์ สิ้นพระชนม์และฟื้นจากความตายและเป็นพระเจ้าผู้อยู่กับเรา พระองค์ปลอบประโลมเมื่อเราเจ็บปวดและเศร้าใจ ทรงหนุนใจเมื่อเราท้อ และเปิดเผยความจริงเมื่อเราถูกล่อลวง
ความดีโดยเจตนา
ขณะอยู่บนเครื่องบินกับลูกตามลำพัง คุณแม่วัยสาวพยามอย่างที่สุดให้ลูกสาวสามขวบของเธอสงบเพราะเธอเริ่มเตะและร้องไห้ ขณะที่ลูกชายสี่เดือนที่กำลังหิวก็เริ่มโยเยเช่นกัน
ผู้โดยสารที่นั่งข้างเธอรีบเสนอตัวอุ้มทารกน้อยให้ขณะที่เจสสิการัดเข็มขัดให้ลูกสาว ชายคนนั้นคิดย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เขาเพิ่งเป็นพ่อจึงเริ่มระบายสีกับเด็กหญิง ขณะเจสสิกาให้นมลูกชาย และในเที่ยวบินต่อเนื่องถัดไป ชายคนเดิมก็เสนอตัวช่วยเมื่อจำเป็น
เจสสิกาเล่าว่า “ฉันซาบซึ้งในพระหัตถ์ของพระเจ้าในวันนั้น เราอาจนั่งถัดจากใครก็ได้ แต่เราได้นั่งใกล้ผู้ชายที่ใจดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอ”
ใน 2 ซามูเอล 9 เราได้เห็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ฉันเรียกว่า ความดีโดยเจตนา หลังกษัตริย์ซาอูลและโอรสโยนาธานถูกประหาร บางคนคาดว่าดาวิดจะฆ่าทุกคนที่เป็นภัยต่อบัลลังก์ แต่ท่านกลับถามว่า “ไม่มีใครในวงศ์ซาอูลยังเหลืออยู่บ้างหรือ เพื่อเราจะได้แสดงความรักมั่นคงของพระเจ้าต่อเขา” (ข้อ 3) โอรสของโยนาธาน ชื่อ เมฟีโบเชทถูกพามาเข้าเฝ้าดาวิด แล้วดาวิดได้คืนสมบัติให้แก่เขาและต้อนรับเขาที่โต๊ะอาหารจากวันนั้นเป็นต้นมา ราวกับเป็นโอรสของท่านเอง (ข้อ 11)
ในฐานะที่เราได้รับพระเมตตาอันมากมายจากพระเจ้า ให้เราหาโอกาสที่จะแสดงความดีโดยเจตนาต่อผู้อื่น (กท.6:10)
พ้นจากการกล่าวโทษ
ขณะคู่สามีภรรยาขับรถพ่วงผ่านแคลิฟอร์เนียเหนือที่แห้งแล้ง ทั้งสองรู้สึกว่ายางแตกและได้ยินเสียงโลหะขูดพื้นถนน ประกายไฟก่อให้เกิดไฟป่าคาร์ไฟร์ปี 2018 ซึ่งเผาพื้นที่กว่า 930 ตารางกิโลเมตร ทำลายบ้านกว่าหนึ่งพันหลังและคนมากมายเสียชีวิต
เมื่อผู้รอดชีวิตได้ยินว่าคู่สามีภรรยาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าพวกเขาตั้งเพจเฟซบุ๊กเพื่อแสดง “การอภัยและส่งต่อความเมตตาเพื่อผู้ที่ละอายใจและสิ้นหวัง” และเขียนถึงคู่สามีภรรยา หญิงคนหนึ่งเขียนว่า “ในฐานะคนที่สูญเสียบ้านจากไฟไหม้ครั้งนี้ ฉันอยากให้คุณรู้ว่าครอบครัวเราและคนอื่นที่สูญเสียบ้านไม่โทษคุณอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ หวังว่าข้อความนี้จะแบ่งเบาความหนักใจของคุณเราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”
การกล่าวโทษกลืนกินจิตวิญญาณของเรา เป็นความกลัวเมื่อเราทำสิ่งที่ไม่สามารถชดเชยได้ ขอบคุณพระเจ้าที่พระคัมภีร์เปิดเผยว่า “ถ้าใจของเรากล่าวโทษตัวเราเมื่อไร เรารู้ว่า...พระเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าใจของเรา” (1 ยน.3:19-20) ไม่ว่าเราละอายใจเรื่องอะไร พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าสิ่งเหล่านั้น พระเยซูทรงเรียกให้เรามาสู่การกลับใจเพื่อการเยียวยา (หากจำเป็น) หรือเปิดเผยความละอายที่เผาผลาญเราอยู่ และรับการช่วยกู้จากพระองค์ เรา “หมดกังวลจำเพาะพระองค์ (ข้อ 19)
ไม่ว่าเราเสียใจเรื่องใด และหวังย้อนกลับไปแก้ไขพระเจ้านำเราให้ใกล้พระองค์ พระเยซูทรงยิ้มให้และตรัสว่า “ใจของเจ้าเป็นอิสระแล้ว”
ซองจดหมายหายไป
ผมเจอของสิ่งนี้ ขณะที่เราเดินทางกลับจากการไปเยี่ยมครอบครัวที่รัฐอื่น ผมกำลังเติมน้ำมันแล้วสังเกตเห็นซองจดหมายสกปรกและหนาอยู่ที่พื้น ผมหยิบขึ้นมาทั้งที่สกปรกและเปิดดู และแปลกใจที่พบว่ามีเงินหนึ่งร้อยดอลล่าร์อยู่ในนั้น
มีคนทำเงินหนึ่งร้อยดอลล่าร์หายและอาจกำลังหาอย่างตื่นตระหนก ผมให้เบอร์โทรศัพท์ไว้กับพนักงานที่ปั๊มเผื่อใครจะติดต่อรับคืน แต่ไม่มีใครติดต่อมาเลย
มีคนเป็นเจ้าของเงินนั้นและทำหาย ทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกมักเป็นเช่นนั้น บางทีหายไป บางทีถูกขโมย หรือถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง อาจหายไปกับการลงทุนที่ขาดทุนหรือตลาดหุ้นซึ่งเราควบคุมไม่ได้ แต่ทรัพย์สมบัติในสวรรค์ที่เรามีในพระเยซูไม่เป็นเช่นนั้น คือความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่ได้รับการฟื้นฟูแล้วและพระสัญญาว่าเราจะได้ชีวิตนิรันดร์ เราไม่มีวันทำทรัพย์สมบัตินี้หล่นหายที่ปั๊มน้ำมันหรือที่ไหนก็ตาม
ด้วยเหตุนี้พระคริสต์จึงสอนให้เราส่ำสม “ทรัพย์สมบัติในสวรรค์” (มธ.6:20) เราทำได้โดยการ “กระทำดีมากๆ” (1 ทธ.6:18) หรือ “มั่งมีในความเชื่อ” (ยก.2:5) โดยช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความรักและบอกเขาเรื่องพระเยซู เมื่อพระเจ้านำและเสริมกำลังเรา ให้เราส่ำสมทรัพย์สมบัตินิรันดร์ในขณะที่รอคอยอนาคตนิรันดร์ที่จะได้อยู่กับพระองค์
อีกด้านของความรัก
โรงแรมแบบชาวโรมันสมัยพระเยซูคริสต์มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนัก ครูสอนศาสนายิวจึงไม่อนุญาตให้ฝากแม้กระทั่งวัวไว้ที่โรงแรม เมื่อสถานการณ์ไม่ดีอย่างนั้น คริสเตียนที่เดินทางในสมัยนั้นจึงมักจะไปพักที่บ้านผู้เชื่อแทน
ในบรรดาผู้คนที่เดินทางในยุคนั้นมีผู้สอนผิดซึ่งปฏิเสธว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์อยู่ด้วย ด้วยเหตุนี้จดหมายของยอห์นฉบับที่ 2 จึงบอกผู้อ่านว่ามีบางเวลาที่ต้องไม่ให้การต้อนรับ ยอห์นกล่าวในจดหมายฉบับก่อนว่าผู้สอนผิดเหล่านั้นคือ “ผู้ปฏิเสธพระคริสต์ คือ ปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร” (1 ยน.2:22) ท่านขยายความใน 2 ยอห์นว่า ผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ “มีทั้งพระบิดาและพระบุตร” (ข้อ 9)
ท่านยังเตือนว่า “ถ้าผู้ใดมาหาท่านและไม่นำพระโอวาทนี้มาด้วย อย่ารับเขาไว้ในเรือนและอย่าสวัสดีกับเขา” (ข้อ 10) การต้อนรับผู้ที่สอนผิดคือการมีส่วนนำคนออกห่างพระเจ้า
จดหมายฉบับที่สองของยอห์น ทำให้เราเห็น “อีกด้านหนึ่ง” ของความรักของพระเจ้า เรารับใช้พระเจ้าผู้ทรงต้อนรับทุกคน แต่ความรักแท้จะไม่สนับสนุนคนหลอกลวงที่เป็นภัยต่อตัวเองและผู้อื่น พระเจ้าทรงโอบกอด
คนที่เข้าหาพระองค์ด้วยใจสำนึกผิด แต่พระองค์ไม่ต้อนรับความหลอกลวง