ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Cindy Hess Kasper

มนุษย์มักจะลืม

หญิงคนหนึ่งบ่นกับศิษยาภิบาลว่า เธอสังเกตว่าเขาพูดซ้ำๆเวลาเทศนาอยู่บ่อยครั้ง “ทำไมอาจารย์ถึงทำแบบนั้น” เธอถาม นักเทศน์ตอบว่า “มนุษย์มักจะลืม”

มีหลายสาเหตุที่พวกเราลืม ทั้งกาลเวลา อายุที่มากขึ้น หรือยุ่งเกินไป เราลืมรหัสผ่าน ชื่อคน หรือแม้แต่จอดรถไว้ที่ไหน สามีของฉันพูดว่า “สมองของผมมีพื้นที่จำกัด ผมต้องลบบางอย่างทิ้งไป ก่อนที่จะจำสิ่งใหม่ได้”

นักเทศน์พูดถูก มนุษย์มักลืม ดังนั้นเราจึงต้องการเครื่องเตือนความจำเพื่อช่วยให้เราจดจำสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา ชนชาติอิสราเอลมีปัญหาเช่นเดียวกับเรา แม้ว่าพวกเขาได้เห็นการอัศจรรย์มากมาย แต่พวกเขายังต้องถูกเตือนอยู่เสมอว่าพระเจ้าทรงห่วงใยพวกเขา ในเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 8 พระเจ้าทรงเตือนชนชาติอิสราเอลว่า พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกเขาเผชิญความหิวโหยในถิ่นทุรกันดาร แต่พระองค์เลี้ยงดูพวกเขาด้วยสุดยอดอาหารที่แสนอัศจรรย์ทุกวัน ซึ่งก็คือมานา พระองค์ทำให้เสื้อผ้าของเขาไม่เปื่อยยุ่ย พระองค์ทรงนำพวกเขาผ่านถิ่นทุรกันดารที่เต็มไปด้วยงูและแมลงป่อง และทรงประทานน้ำจากก้อนหิน พวกเขาเรียนรู้ความถ่อมใจเมื่อตระหนักว่าพวกเขาต้องพึ่งในการดูแลและเลี้ยงดูของพระเจ้าเท่านั้น (ข้อ 2-4, 15-18)

ความสัตย์สุจริตของพระเจ้า “ดำรงอยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์” (สดด.100:5) เมื่อใดก็ตามที่เราหลงลืม พวกเราสามารถคิดถึงการที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเรา และนั่นเตือนเราถึงความประเสริฐและพระสัญญาอันสัตย์ซื่อของพระองค์

เข้มแข็งและกล้าหาญ

แต่ละคืนเมื่อคาเลบน้อยหลับตาลง เขารู้สึกว่าความมืดห่อหุ้มตัวเขาไว้ ความเงียบในห้องของเขาถูกรบกวนเสมอจากเสียงลั่นของบ้านไม้ในคอสตาริก้า จากนั้นค้างคาวในห้องใต้หลังคาก็จะเริ่มตื่นตัว แม่ของเขาเปิดไฟหรี่ไว้ให้ในห้องแต่เขาก็ยังคงกลัวความมืด คืนหนึ่งพ่อของคาเลบติดข้อพระคัมภีร์ไว้ที่ปลายเตียงของเขาว่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย...เพราะพระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (ยชว.1:9) คาเลบเริ่มอ่านพระคำนั้นทุกคืน และเขาติดพระสัญญาของพระเจ้าข้อนี้ไว้ปลายเตียงจนเขาย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัย

ในพระธรรมโยชูวาบทที่ 1 เราอ่านเรื่องการสืบทอดตำแหน่งผู้นำของโยชูวาหลังจากโมเสสเสียชีวิต คำสั่ง “จงเข้มแข็งและกล้าหาญ” ถูกย้ำเตือนหลายครั้งเพื่อเน้นถึงความสำคัญต่อโยชูวาและชนชาติอิสราเอล (ข้อ 6-7, 9) แน่นอนว่าพวกเขารู้สึกหวั่นใจที่ต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน แต่พระเจ้าตรัสเพื่อให้เขามั่นใจว่า “เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย” (ข้อ 5)

เป็นเรื่องปกติที่จะกลัว แต่มันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพและจิตวิญญาณหากเราต้องอยู่กับมันเสมอๆ เหมือนกับที่พระเจ้าทรงหนุนใจผู้รับใช้ของพระองค์ในอดีต เราทุกคนสามารถเข้มแข็งและกล้าหาญได้ เพราะพระเจ้าสัญญาว่าจะทรงสถิตกับเราเสมอ

หลงทางไป

นักเขียนเรื่องตลกไมเคิล ยาโคเนลลี่ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ฟาร์มปศุสัตว์ สังเกตเห็นว่าวัวหลงทางได้ง่ายมากเวลาที่มันกินหญ้า มันจะเดินเล็มหญ้าไปเรื่อยๆ เพื่อหา “ทุ่งหญ้าเขียวสด” มันอาจเจอหญ้าเขียวสดใต้ร่มไม้ริมขอบรั้ว มองลอดผ่านรั้วที่ส่วนหนึ่งผุพังออกไป คือกองใบไม้ที่ดูน่าเอร็ดอร่อย จากนั้นเจ้าวัวอาจดันตัวออกนอกรั้วไปจนถึงถนน มันค่อยๆ “เล็ม” หญ้าตามทางไปเรื่อยๆ จนหลงทาง

วัวไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวที่มีปัญหาเรื่องการพลัดหลง แกะก็เป็นเช่นกัน และดูเหมือนว่ามนุษย์เราจะมีปัญหาในเรื่องนี้มากที่สุด

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ในพระคัมภีร์พระเจ้าทรงเปรียบเทียบเรากับแกะ การเดินเตร็ดเตร่และ “เล็มหญ้าไปเรื่อยๆ” เกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อมีการประนีประนอมโดยไม่ไตร่ตรองและการตัดสินใจที่ไม่ฉลาด โดยไม่สังเกตเลยว่าเราได้หลงจากความจริงไปไกลแค่ไหนแล้ว

พระเยซูทรงเล่าเรื่องแกะหลงหายให้พวกฟาริสีฟัง แกะนั้นมีค่าต่อผู้เลี้ยงอย่างมากจนเขายอมละแกะทั้งหมดไว้เพื่อออกไปตามหาแกะตัวที่หลงหายไปนั้น และเมื่อเขาได้พบแกะที่พลัดหลงนั้น เขาถึงกับเฉลิมฉลอง! (ลก.15:1-7)

นี่แหละคือความสุขของพระเจ้าเมื่อมีคนกลับใจมาหาพระองค์ พระเยซูตรัสว่า “จงเปรมปรีดิ์กับข้าพเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้าได้พบแกะของข้าพเจ้าที่หายไปนั้นแล้ว” (ข้อ 6) พระเจ้าได้ส่งพระผู้ไถ่มาช่วยเราให้รอดและพาเรากลับบ้าน

ปล่อยไป

“พ่อของคุณกำลังจะจากไป” พยาบาลที่บ้านพักผู้ป่วยระยะสุดท้ายกล่าว “กำลังจะจากไป” หมายถึงช่วงสุดท้ายของคนที่ใกล้เสียชีวิตและเป็นคำที่ฟังดูแปลกๆสำหรับฉัน เหมือนกับการเดินทางไปบนถนนที่ปราศจากผู้คนโดยไม่มีวันกลับ ในวาระสุดท้ายของพ่อ ฉันกับพี่สาวนั่งอยู่ข้างเตียงโดยไม่รู้ว่าพ่อยังได้ยินเราหรือไม่ เราจูบศีรษะงดงามปราศจากผมของท่านและกระซิบพระสัญญาของพระเจ้า เราร้องเพลง “พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อ” และท่องสดุดีบทที่ 23 เราบอกรักท่านและขอบคุณที่มีท่านเป็นพ่อ เรารู้ว่าใจของท่านปรารถนาที่จะไปอยู่กับพระเยซู เราจึงบอกให้ท่านไป การพูดประโยคนี้ออกมาเป็นขั้นแรกที่เจ็บปวดของการปล่อยมือ อีกไม่กี่นาทีต่อมาพ่อของเราก็ได้รับการต้อนรับเข้าสู่บ้านอันเป็นนิรันดร์ด้วยความยินดี

การยอมปล่อยให้คนที่คุณรักจากไปนั้นเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แม้กระทั่งพระเยซูยังร้องไห้เมื่อลาซารัสสหายรักของพระองค์สิ้นชีวิต (ยน.11:35) แต่เพราะพระสัญญาของพระเจ้า เราจึงมีความหวังที่มากกว่าความตายฝ่ายร่างกาย สดุดี 116:15 กล่าวว่า “ธรรมิกชน” คือคนเหล่านั้นที่เป็นของพระองค์ “สำคัญ” ในสายพระเนตรของพระเจ้า แม้ว่าพวกเขาจะเสียชีวิต แต่พวกเขาจะกลับมีชีวิตอีกครั้ง

พระเยซูทรงสัญญาว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย” (ยน.11:25-26) การได้รู้ว่าเราจะได้อยู่กับพระเจ้าตลอดไปเป็นนิตย์นั้นช่วยปลอบประโลมใจเราได้จริงๆ

คนโปรด

เจอร์ริทส์ น้องชายของสามีฉันอยู่ห่างจากเราไปเกือบ 2,000 กิโลเมตรในเทือกเขาของรัฐโคโลราโด ถึงแม้อยู่ไกล แต่เขาก็เป็นที่รักของครอบครัวเสมอเพราะเขาเป็นคนมีอารมณ์ขันและใจดี เท่าที่จำได้ พี่น้องครอบครัวนี้มีเรื่องตลกเกี่ยวกับการเป็นลูกคนโปรดของเจอร์ริทส์ จนพวกเขาให้เสื้อยืดที่เขียนว่า “ฉันเป็นคนโปรดของแม่” ถึงแม้เราจะสนุกสนานไปกับความขี้เล่นของพี่น้อง แต่การเป็นคนโปรดแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

ในปฐมกาล 37 เราได้อ่านเรื่องที่ยาโคบมอบเสื้อคลุมให้โยเซฟ เพื่อแสดงให้ลูกคนอื่นเห็นว่าโยเซฟเป็นคนพิเศษ (ข้อ 3) เสื้อนี้ประกาศอย่างไม่ปิดบังว่า “โยเซฟเป็นลูกคนโปรดของฉัน”

การแสดงออกว่ารักใครเป็นพิเศษเป็นจุดอ่อนในครอบครัว เรเบคาห์รักยาโคบมากกว่าเอซาวซึ่งเป็นลูกอีกคน จึงทำให้เกิดปัญหาระหว่างพี่น้อง (25:28) ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อยาโคบชอบราเชล (แม่ของโยเซฟ) มากกว่าเลอาห์ จนทำให้เกิดความบาดหมางและปวดใจ (29:30-31) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแบบอย่างผิดๆนี้ทำให้พวกพี่ชายไม่ชอบโยเซฟน้องชายของตน จนถึงกับวางแผนฆ่า (37:18)

การไม่ลำเอียงอาจทำได้ยากเมื่อเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของเรา แต่เป้าหมายคือเราต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมและต้องรักทุกคนที่เข้ามาในชีวิตของเราเหมือนที่พระบิดาทรงรักเรา (ยน.13:34)

ปรับจูนกับพระวิญญาณ

ขณะที่ฟังช่างปรับจูนเสียงแกรนด์เปียโนอันสง่างาม ฉันคิดถึงเวลาที่ได้ฟังเสียงอันน่าทึ่งของเปียโนตัวนี้ในเพลง “วอร์ซอ คอนแชร์โต้” และบทเพลงไพเราะ “พระเจ้ายิ่งใหญ่” แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่เปียโนต้องมีการปรับจูนจริงๆ บางตัวโน้ตระดับเสียงถูกต้อง บางตัวกลับสูงหรือต่ำเกินไปจนเกิดเสียงที่ไม่พึงประสงค์ ช่างจูนเปียโนไม่ได้ต้องทำให้แป้นคีย์มีเสียงเดียวกัน แต่ต้องทำให้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของโน้ตแต่ละตัว เมื่อบรรเลงพร้อมกันแล้วประสานกลมกลืนกันอย่างลงตัว

แม้แต่ในคริสตจักร เราจะสังเกตเห็นความไม่ลงรอยกัน คนที่ทะเยอทะยานหรือมีตะลันต์ไม่เหมือนใคร อาจสร้างความขัดแย้งเมื่อมารวมตัวกัน ในกาลาเทีย 5 เปาโลวิงวอนให้ผู้เชื่อเลิก “การวิวาทกัน การริษยากัน การโกรธกัน การใฝ่สูง” ซึ่งจะทำลายความสัมพันธ์กับพระเจ้าหรือกับผู้อื่น เปาโลยังหนุนใจให้เรามีผลของพระวิญญาณคือ “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพ อ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (ข้อ 20, 22-23)

เมื่อเราดำเนินชีวิตโดยพระวิญญาณ เราจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในเรื่องที่ไม่เป็นสาระได้โดยง่าย เป้าหมายที่เรามีร่วมกันนั้นยิ่งใหญ่กว่าความแตกต่างที่เรามี และโดยการช่วยเหลือของพระเจ้า เราแต่ละคนเติบโตในพระคุณและในความเป็นหนึ่งเดียวกันได้เมื่อเราปรับจูนหัวใจของเรากับพระองค์

คิดถึงความชื่นชมยินดี

แชปิโรรวบรวมบทสัมภาษณ์ที่ชื่อว่าของสะสม แต่ละคนพูดถึงของชิ้นหนึ่งที่ถือว่าเป็นของสำคัญและเป็นความชื่นชมยินดีและจะไม่มีวันละทิ้ง

เรื่องนี้ทำให้ฉันคิดถึงทรัพย์สมบัติที่มีความหมายกับฉันมากที่สุดและนำความยินดีมาให้ ชิ้นหนึ่งเป็นการ์ดสูตรอาหารธรรมดาอายุ 40 ปีที่เป็นลายมือของแม่ อีกชิ้นหนึ่งเป็นถ้วยชาสีชมพูของคุณยาย บางคนอาจให้คุณค่ากับความทรงจำที่มีค่า เช่น คำชมที่เสริมกำลังใจ เสียงหัวเราะของหลานๆ หรือความเข้าใจพิเศษที่ได้รับจากพระคัมภีร์

แต่บ่อยครั้งสิ่งที่เราเก็บซ่อนไว้ในใจ ก็ทำให้เราเป็นทุกข์มาก เช่น ความวิตกกังวลที่ซ่อนอยู่แต่มักนึกถึงอยู่เสมอ ความโกรธที่ปกปิดไว้แต่พร้อมที่จะระเบิดออก ความขุ่นเคืองใจที่กัดกร่อนความคิดของเราอยู่เงียบๆ

อัครทูตเปาโลพูดถึงการ “ใคร่ครวญ” ในเชิงบวก ในจดหมายถึงคริสต-จักรที่ฟีลิปปี ท่านหนุนใจให้คนในคริสตจักรชื่นชมยินดีทุกเวลา อ่อนสุภาพ และทูลทุกสิ่งต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน (ฟป.4:4-9)

ถ้อยคำชูใจของเปาโลที่บอกว่าเราควรใคร่ครวญอะไรช่วยให้เราเห็นว่าเป็นไปได้ที่จะผลักไสความคิดไม่ดีออกไปและยอมให้สันติสุขของพระเจ้าคุ้มครองจิตใจและความคิดของเราไว้ในพระเยซูคริสต์ (ข้อ 7) เมื่อใดที่สิ่งที่เต็มอยู่ในความคิดของเราเป็นสิ่งที่จริง น่านับถือ ยุติธรรม บริสุทธิ์ น่ารัก ทรงคุณ และควรแก่การสรรเสริญ เมื่อนั้นเราก็รักษาสันติสุขของพระองค์ไว้ในใจของเราแล้ว (ข้อ 8) - CHK

นำสิ่งที่มีมา

"ซุปหิน" เป็นเรื่องเล่าเก่าแก่ที่มีเนื้อหาหลายฉบับต่างกันไป พูดถึงชายผู้หิวโหยคนหนึ่งที่เข้าไปในหมู่บ้าน แต่ไม่มีใครปันเศษอาหารให้เขาเลย เขานำเอาหินและน้ำมาใส่ในหม้อแล้วตั้งไฟ ชาวบ้านมาดูด้วยความประหลาดใจขณะที่เขาคน “ซุป” หม้อนั้น จากนั้นค่อยๆมีคนนำเอามันฝรั่งมาใส่รวมลงไป อีกคนใส่แครอท อีกคนนำหัวหอมมา อีกคนนำข้าวบาร์เลย์มา ชาวนามอบนมให้เล็กน้อย ไม่นาน “ซุปหิน” ก็กลายเป็นน้ำแกงแสนอร่อย

เรื่องนี้แสดงถึงคุณค่าของการแบ่งปัน แต่ก็ยังเตือนใจเราเรื่องการนำสิ่งที่เรามีมาให้อีกด้วย แม้สิ่งนั้นอาจดูไม่สำคัญ ในยอห์น 6:1-14 พูดถึงเด็กชายที่ดูจะเป็นคนเดียวในฝูงชนที่คิดได้ว่าควรพกอาหารมาด้วย สาวกของพระเยซูทำอะไรไม่ได้มากนักกับอาหารเล็กน้อยของเด็กชายที่มีขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว แต่เมื่อนำของนั้นถวายให้พระเจ้า พระเยซูทรงเพิ่มจำนวนอาหารนั้นและเลี้ยงคนที่หิวโหยได้ถึงห้าพันคน

ฉันเคยได้ยินคนพูดเอาไว้ว่า “คุณไม่ต้องเลี้ยงคนห้าพันคน คุณแค่นำขนมปังกับปลาของคุณมาก็พอ” พระเยซูทรงรับอาหารของคนคนเดียวมา และทรงเพิ่มพูนจำนวนขึ้นมากมายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดหรือจินตนาการได้ (ข้อ 11) ในทำนองเดียวกัน พระองค์จะทรงรับเอาความพยายาม ของประทาน และการรับใช้ที่เราจะมอบถวายแด่พระองค์ พระองค์เพียงต้องการให้เราเต็มใจนำสิ่งที่เรามีมาให้พระองค์

ความดีโดยเจตนา

ขณะอยู่บนเครื่องบินกับลูกตามลำพัง คุณแม่วัยสาวพยามอย่างที่สุดให้ลูกสาวสามขวบของเธอสงบเพราะเธอเริ่มเตะและร้องไห้ ขณะที่ลูกชายสี่เดือนที่กำลังหิวก็เริ่มโยเยเช่นกัน

ผู้โดยสารที่นั่งข้างเธอรีบเสนอตัวอุ้มทารกน้อยให้ขณะที่เจสสิการัดเข็มขัดให้ลูกสาว ชายคนนั้นคิดย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เขาเพิ่งเป็นพ่อจึงเริ่มระบายสีกับเด็กหญิง ขณะเจสสิกาให้นมลูกชาย และในเที่ยวบินต่อเนื่องถัดไป ชายคนเดิมก็เสนอตัวช่วยเมื่อจำเป็น

เจสสิกาเล่าว่า “ฉันซาบซึ้งในพระหัตถ์ของพระเจ้าในวันนั้น เราอาจนั่งถัดจากใครก็ได้ แต่เราได้นั่งใกล้ผู้ชายที่ใจดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอ”

ใน 2 ซามูเอล 9 เราได้เห็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ฉันเรียกว่า ความดีโดยเจตนา หลังกษัตริย์ซาอูลและโอรสโยนาธานถูกประหาร บางคนคาดว่าดาวิดจะฆ่าทุกคนที่เป็นภัยต่อบัลลังก์ แต่ท่านกลับถามว่า “ไม่มีใครในวงศ์ซาอูลยังเหลืออยู่บ้างหรือ เพื่อเราจะได้แสดงความรักมั่นคงของพระเจ้าต่อเขา” (ข้อ 3) โอรสของโยนาธาน ชื่อ เมฟีโบเชทถูกพามาเข้าเฝ้าดาวิด แล้วดาวิดได้คืนสมบัติให้แก่เขาและต้อนรับเขาที่โต๊ะอาหารจากวันนั้นเป็นต้นมา ราวกับเป็นโอรสของท่านเอง (ข้อ 11)

ในฐานะที่เราได้รับพระเมตตาอันมากมายจากพระเจ้า ให้เราหาโอกาสที่จะแสดงความดีโดยเจตนาต่อผู้อื่น (กท.6:10)