ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Cindy Hess Kasper

ไม่ว่าสถานการณ์ใด

วันที่ 28 มกราคม 1986 ชาเลนจ์เจอร์ ยานอวกาศสหรัฐเกิดระเบิดหลังออกตัวไปได้ 73 วินาที ในคำกล่าวให้กำลังใจกับประชาชน ประธานาธิบดีเรแกนได้ยกบทกลอน “ไฮ ไฟลท์” ของจอห์น กิลเลสปี แมกกี นักบินในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เขียนถึง “พื้นที่บริสุทธิ์เบื้องบนที่ไม่มีผู้ล่วงล้ำ” และความรู้สึกของการยื่นมือออกไปสัมผัส “พระพักตร์พระเจ้า”

แม้เราไม่อาจสัมผัสพระพักตร์พระเจ้าได้จริง แต่บางครั้งการมองเห็นความสวยงามในยามพระอาทิตย์ตก หรืออยู่ในที่สงบเงียบของธรรมชาติทำให้เรารู้สึกตื้นตันว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้ บางคนเรียกช่วงเวลานี้ว่า “ที่กั้นบางๆ” คือม่านกั้นระหว่างโลกและสวรรค์บางลงจน รู้สึกอยู่ใกล้พระเจ้ามากขึ้น

ชาวอิสราเอลคงมีประสบการณ์ “ที่กั้นบางๆ” เมื่อรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ในทะเลทราย พระเจ้าประทานเสาเมฆตอนกลางวันและเสาไฟตอนกลางคืนเพื่อนำพวกเขาผ่านทะเลทรายนั้น(อพย. 40: 34-38) ขณะตั้งค่ายอยู่ “พระสิริของพระเจ้าก็อยู่เต็มพลับพลานั้น” (ข้อ 35) ตลอดจนสิ้นของการเดินทาง พวกเขารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วย

ขณะที่เราเพลิดเพลินกับการทรงสร้างอันสวยงามอัศจรรย์ เรายิ่งได้รู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในทุกที่ เมื่อเราคุยกับพระองค์ในคำอธิษฐาน เมื่อเราฟัง และอ่านพระคำ เราจะเพลิดเพลินในสามัคคีธรรมกับพระองค์ไม่ว่าจะเป็นเวลาหรือสถานที่ใด

ตักเตือนด้วยความรัก

เป็นเวลากว่าห้าสิบปีที่พ่อของฉันมุ่งมั่นทำงานเรียบเรียงของท่านให้ดีเยี่ยม ความปรารถนาของท่านคือไม่ใช่แค่มองหาข้อผิดพลาด แต่ต้องการทำให้งานเขียนดีขึ้นในแง่ของความชัดเจน มีเหตุผล ไหลลื่นและใช้ไวยกรณ์อย่างถูกต้อง พ่อใช้ปากกาสีเขียวในการแก้ไขแทนที่จะเป็นปากกาแดง เพราะท่านรู้สึกว่าปากกาสีเขียว “เป็นมิตรกว่า” ขณะที่รอยขีดฆ่าสีแดงอาจทำให้นักเขียนหน้าใหม่หรือผู้ที่ขาดความมั่นใจตกใจ

เมื่อพระเยซูทรงตักเตือนประชาชน พระองค์ทรงทำด้วยความรัก ในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อทรงเผชิญหน้ากับความหน้าซื่อใจคดของพวกฟาริสี (มธ.23) พระองค์ตำหนิพวกเขาอย่างรุนแรง แต่ก็เพื่อประโยชน์ของพวกเขา แต่ในกรณีของมารธาเพื่อนของพระองค์ ทรงตักเตือนด้วยความอ่อนโยน (ลก.10:38-42) ในขณะที่พวกฟาริสีตอบสนองต่อคำตำหนิของพระองค์อย่างเลวร้าย แต่มารธายังคงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของพระองค์ (ยน.11:5)

การตักเตือนแก้ไขอาจทำให้เราอึดอัดและมีน้อยคนที่จะชอบ บางครั้งเพราะความหยิ่งของเราทำให้เป็นเรื่องยากที่เราจะยินดีรับการแก้ไข พระธรรมสุภาษิตพูดถึงสติปัญญาหลายครั้งและชี้ให้เห็นว่า “หูที่ฟังคำตักเตือน” เป็นเครื่องหมายของสติปัญญาและความเข้าใจ (15:31-32)

การตักเตือนด้วยความรักของพระเจ้าช่วยให้เราปรับทิศทางและติดตามพระองค์ได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ผู้ที่ปฏิเสธการแก้ไขจะได้รับคำเตือนที่เข้มงวด (ข้อ 10) แต่ผู้ที่ตอบสนองโดยกำลังที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะได้รับสติปัญญาและความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น (ข้อ 31-32)

ลงทุนในความเชื่อ

ในวันคริสต์มาสปีที่ 12 เด็กชายตั้งตารอเวลาที่จะได้เปิดของขวัญใต้ต้นคริสต์มาส เขาอยากได้รถจักรยานคันใหม่ แต่ความหวังนั้นต้องมลายเมื่อของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เขาได้รับคือ พจนานุกรม ซึ่งมีข้อความเขียนไว้ในหน้าแรกว่า “แด่ชาร์ลส์ จากพ่อและแม่ ปี 1958 ด้วยรักและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกจะมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมที่สุด”

ในช่วงสิบปีหลังจากนั้นเขามีผลการเรียนที่ดี จบมหาวิทยาลัยและจบการฝึกด้านการบินในเวลาต่อมา เขาเป็นนักบินในต่างประเทศซึ่งช่วยเติมเต็มความปรารถนาที่จะให้ความช่วยเหลือและแบ่งปันเรื่องของพระเยซูกับผู้ที่ขัดสน ราว 60 ปีแล้วที่เขาได้รับของขวัญชิ้นนั้น เขาได้แบ่งปันพจนานุกรมเก่าแก่เล่มนี้กับหลานๆ มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนด้วยความรักสำหรับอนาคตของเขาจากพ่อและแม่ เขายังคงให้คุณค่ากับมัน และเขายิ่งขอบคุณพระเจ้าที่พ่อแม่ได้ลงทุนสร้างความเชื่อโดยสอนเรื่องของพระเจ้าและพระคัมภีร์ให้เขาทุกวัน

เฉลยธรรมบัญญัติ 11 พูดถึงความสำคัญในการฉวยทุกโอกาสเพื่อแบ่งปันพระคำกับเด็กๆ “ท่านจงสอนถ้อยคำเหล่านี้ แก่บุตรหลานของท่านทั้งหลาย จงพูดถึงถ้อยคำเหล่านี้เมื่อท่านอยู่ในเรือน และเมื่อท่านเดินอยู่ตามทาง เมื่อท่านนอนลง หรือลุกขึ้น” (ข้อ 19)

สำหรับชาร์ลส์ค่านิยมในเรื่องนิรันดร์กาลที่เขาถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กนั้นได้เบ่งบานเป็นการรับใช้พระผู้ช่วยให้รอดในตลอดชีวิตของเขา โดยพระเจ้า ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เราลงทุนไปเพื่อช่วยใครบางคนให้เติบโตฝ่ายวิญญาณ จะเกิดดอกออกผลมากแค่ไหน

ปลาเล็ก

สามีภรรยาชาวอังกฤษซึ่งอาศัยในแอฟริกาตะวันตก สร้างความสัมพันธ์กับชายคนหนึ่งซึ่งอยู่เมืองเดียวกันมานานหลายปี พวกเขาแบ่งปันความรักและเรื่องราวความรอดของพระเยซูอยู่หลายหน แต่เพื่อนของเขายังลังเลที่จะทิ้งความเชื่อในศาสนาเดิมซึ่งนับถือมาตลอดชีวิต แม้เขาจะรับรู้แล้วว่าความเชื่อในพระคริสต์เป็น “ความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า” เขากังวลในเรื่องการเงินเพราะเขาเป็นผู้นำศาสนาและพึ่งพารายได้จากตรงนี้ เขายังกลัวเสียชื่อจากผู้คนในชุมชนของเขา

เขาอธิบายด้วยความเสียใจว่า “ผมเหมือนคนจับปลาในลำธารด้วยมือเปล่า ผมจับปลาตัวเล็กด้วยมือข้างหนึ่ง แต่ปลาตัวใหญ่กว่ากำลังว่ายผ่านไป หากจะจับปลาตัวใหญ่ ผมต้องปล่อยปลาตัวเล็กไป!”

เศรษฐีหนุ่มที่มัทธิวเขียนถึงในพระธรรมมัทธิวบทที่ 19 ประสบปัญหานี้เช่นกัน เมื่อเขามาหาพระเยซูแล้วถามว่า “ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใด จึงจะได้ชีวิตนิรันดร์” (ข้อ 16) เขาดูมีความจริงใจ แต่เขาไม่ต้องการมอบถวายชีวิตทั้งหมดแก่พระเยซู เขาร่ำรวยไม่เพียงเงินทอง แต่ในความหยิ่งในฐานะผู้ถือรักษาพระบัญญัติด้วย แม้เขาจะปรารถนาชีวิตนิรันดร์ แต่เขารักสิ่งอื่นมากกว่าและปฏิเสธถ้อยคำของพระคริสต์

เมื่อเราถ่อมใจยอมจำนนชีวิตแด่พระเยซู และยอมรับของประทานแห่งความรอดที่ให้เราเปล่าๆ พระองค์ทรงตรัสเชิญเราว่า “จงตามเรามา” (ข้อ 21)

รักทรหด

ไฮดี้และเจฟกลับจากการไปทำงานในประเทศเขตร้อน และมาอาศัยอยู่ใกล้กับครอบครัวเป็นเวลาหลายเดือนในรัฐมิชิแกนจนถึงฤดูหนาว นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกๆหลายคนจากทั้งหมดสิบคนของพวกเขาจะได้เห็นความงามของหิมะ

แต่สภาพอากาศในฤดูหนาวที่มิชิแกนทำให้ต้องสวมเสื้อกันหนาวหลายตัว ทั้งเสื้อนอก ถุงมือ และรองเท้าบูท สำหรับครอบครัวใหญ่แล้ว การเตรียมเสื้อผ้าเพื่อรับมือกับอากาศเย็นยะเยือกนานหลายเดือนนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง แต่พระเจ้าทรงจัดเตรียม เริ่มด้วยเพื่อนบ้านคนหนึ่งนำรองเท้ามาให้ จากนั้นก็มีกางเกงกันหิมะ หมวก และถุงมือ ต่อมาเพื่อนคนหนึ่งชักชวนคนที่โบสถ์ให้รวบรวมเสื้อผ้ากันหนาวทั้งสิบสองขนาดมาให้แต่ละคนในครอบครัวนี้ เมื่อถึงเวลาที่หิมะตก ทั้งครอบครัวก็มีสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างเพียงพอ

หนึ่งในหลายวิธีที่เรารับใช้พระเจ้าคือการรับใช้ผู้ที่ขัดสน 1 ยอห์น 3:16-18 หนุนใจเราให้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยสิ่งที่เรามีอย่างมากมาย การรับใช้ช่วยเราให้เป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นเมื่อเราเริ่มรักและมองคนอื่นอย่างที่พระองค์ทรงทำ

พระเจ้ามักจะใช้ลูกๆของพระองค์ในการตอบสนองความขัดสนและตอบคำอธิษฐาน และเมื่อเรารับใช้ผู้อื่น หัวใจของเราจะได้รับการหนุนใจเช่นเดียวกับที่เราได้หนุนใจคนเหล่านั้น ผลก็คือความเชื่อของเราจะเติบโตในขณะที่พระเจ้าทรงเตรียมเราให้รับใช้ในหนทางใหม่ๆ (ข้อ 18)

มนุษย์มักจะลืม

หญิงคนหนึ่งบ่นกับศิษยาภิบาลว่า เธอสังเกตว่าเขาพูดซ้ำๆเวลาเทศนาอยู่บ่อยครั้ง “ทำไมอาจารย์ถึงทำแบบนั้น” เธอถาม นักเทศน์ตอบว่า “มนุษย์มักจะลืม”

มีหลายสาเหตุที่พวกเราลืม ทั้งกาลเวลา อายุที่มากขึ้น หรือยุ่งเกินไป เราลืมรหัสผ่าน ชื่อคน หรือแม้แต่จอดรถไว้ที่ไหน สามีของฉันพูดว่า “สมองของผมมีพื้นที่จำกัด ผมต้องลบบางอย่างทิ้งไป ก่อนที่จะจำสิ่งใหม่ได้”

นักเทศน์พูดถูก มนุษย์มักลืม ดังนั้นเราจึงต้องการเครื่องเตือนความจำเพื่อช่วยให้เราจดจำสิ่งที่พระเจ้าทรงทำเพื่อเรา ชนชาติอิสราเอลมีปัญหาเช่นเดียวกับเรา แม้ว่าพวกเขาได้เห็นการอัศจรรย์มากมาย แต่พวกเขายังต้องถูกเตือนอยู่เสมอว่าพระเจ้าทรงห่วงใยพวกเขา ในเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 8 พระเจ้าทรงเตือนชนชาติอิสราเอลว่า พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกเขาเผชิญความหิวโหยในถิ่นทุรกันดาร แต่พระองค์เลี้ยงดูพวกเขาด้วยสุดยอดอาหารที่แสนอัศจรรย์ทุกวัน ซึ่งก็คือมานา พระองค์ทำให้เสื้อผ้าของเขาไม่เปื่อยยุ่ย พระองค์ทรงนำพวกเขาผ่านถิ่นทุรกันดารที่เต็มไปด้วยงูและแมลงป่อง และทรงประทานน้ำจากก้อนหิน พวกเขาเรียนรู้ความถ่อมใจเมื่อตระหนักว่าพวกเขาต้องพึ่งในการดูแลและเลี้ยงดูของพระเจ้าเท่านั้น (ข้อ 2-4, 15-18)

ความสัตย์สุจริตของพระเจ้า “ดำรงอยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์” (สดด.100:5) เมื่อใดก็ตามที่เราหลงลืม พวกเราสามารถคิดถึงการที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเรา และนั่นเตือนเราถึงความประเสริฐและพระสัญญาอันสัตย์ซื่อของพระองค์

เข้มแข็งและกล้าหาญ

แต่ละคืนเมื่อคาเลบน้อยหลับตาลง เขารู้สึกว่าความมืดห่อหุ้มตัวเขาไว้ ความเงียบในห้องของเขาถูกรบกวนเสมอจากเสียงลั่นของบ้านไม้ในคอสตาริก้า จากนั้นค้างคาวในห้องใต้หลังคาก็จะเริ่มตื่นตัว แม่ของเขาเปิดไฟหรี่ไว้ให้ในห้องแต่เขาก็ยังคงกลัวความมืด คืนหนึ่งพ่อของคาเลบติดข้อพระคัมภีร์ไว้ที่ปลายเตียงของเขาว่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย...เพราะพระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า” (ยชว.1:9) คาเลบเริ่มอ่านพระคำนั้นทุกคืน และเขาติดพระสัญญาของพระเจ้าข้อนี้ไว้ปลายเตียงจนเขาย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัย

ในพระธรรมโยชูวาบทที่ 1 เราอ่านเรื่องการสืบทอดตำแหน่งผู้นำของโยชูวาหลังจากโมเสสเสียชีวิต คำสั่ง “จงเข้มแข็งและกล้าหาญ” ถูกย้ำเตือนหลายครั้งเพื่อเน้นถึงความสำคัญต่อโยชูวาและชนชาติอิสราเอล (ข้อ 6-7, 9) แน่นอนว่าพวกเขารู้สึกหวั่นใจที่ต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน แต่พระเจ้าตรัสเพื่อให้เขามั่นใจว่า “เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย” (ข้อ 5)

เป็นเรื่องปกติที่จะกลัว แต่มันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพและจิตวิญญาณหากเราต้องอยู่กับมันเสมอๆ เหมือนกับที่พระเจ้าทรงหนุนใจผู้รับใช้ของพระองค์ในอดีต เราทุกคนสามารถเข้มแข็งและกล้าหาญได้ เพราะพระเจ้าสัญญาว่าจะทรงสถิตกับเราเสมอ

หลงทางไป

นักเขียนเรื่องตลกไมเคิล ยาโคเนลลี่ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ฟาร์มปศุสัตว์ สังเกตเห็นว่าวัวหลงทางได้ง่ายมากเวลาที่มันกินหญ้า มันจะเดินเล็มหญ้าไปเรื่อยๆ เพื่อหา “ทุ่งหญ้าเขียวสด” มันอาจเจอหญ้าเขียวสดใต้ร่มไม้ริมขอบรั้ว มองลอดผ่านรั้วที่ส่วนหนึ่งผุพังออกไป คือกองใบไม้ที่ดูน่าเอร็ดอร่อย จากนั้นเจ้าวัวอาจดันตัวออกนอกรั้วไปจนถึงถนน มันค่อยๆ “เล็ม” หญ้าตามทางไปเรื่อยๆ จนหลงทาง

วัวไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวที่มีปัญหาเรื่องการพลัดหลง แกะก็เป็นเช่นกัน และดูเหมือนว่ามนุษย์เราจะมีปัญหาในเรื่องนี้มากที่สุด

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ในพระคัมภีร์พระเจ้าทรงเปรียบเทียบเรากับแกะ การเดินเตร็ดเตร่และ “เล็มหญ้าไปเรื่อยๆ” เกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อมีการประนีประนอมโดยไม่ไตร่ตรองและการตัดสินใจที่ไม่ฉลาด โดยไม่สังเกตเลยว่าเราได้หลงจากความจริงไปไกลแค่ไหนแล้ว

พระเยซูทรงเล่าเรื่องแกะหลงหายให้พวกฟาริสีฟัง แกะนั้นมีค่าต่อผู้เลี้ยงอย่างมากจนเขายอมละแกะทั้งหมดไว้เพื่อออกไปตามหาแกะตัวที่หลงหายไปนั้น และเมื่อเขาได้พบแกะที่พลัดหลงนั้น เขาถึงกับเฉลิมฉลอง! (ลก.15:1-7)

นี่แหละคือความสุขของพระเจ้าเมื่อมีคนกลับใจมาหาพระองค์ พระเยซูตรัสว่า “จงเปรมปรีดิ์กับข้าพเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้าได้พบแกะของข้าพเจ้าที่หายไปนั้นแล้ว” (ข้อ 6) พระเจ้าได้ส่งพระผู้ไถ่มาช่วยเราให้รอดและพาเรากลับบ้าน

ปล่อยไป

“พ่อของคุณกำลังจะจากไป” พยาบาลที่บ้านพักผู้ป่วยระยะสุดท้ายกล่าว “กำลังจะจากไป” หมายถึงช่วงสุดท้ายของคนที่ใกล้เสียชีวิตและเป็นคำที่ฟังดูแปลกๆสำหรับฉัน เหมือนกับการเดินทางไปบนถนนที่ปราศจากผู้คนโดยไม่มีวันกลับ ในวาระสุดท้ายของพ่อ ฉันกับพี่สาวนั่งอยู่ข้างเตียงโดยไม่รู้ว่าพ่อยังได้ยินเราหรือไม่ เราจูบศีรษะงดงามปราศจากผมของท่านและกระซิบพระสัญญาของพระเจ้า เราร้องเพลง “พระองค์ผู้ทรงสัตย์ซื่อ” และท่องสดุดีบทที่ 23 เราบอกรักท่านและขอบคุณที่มีท่านเป็นพ่อ เรารู้ว่าใจของท่านปรารถนาที่จะไปอยู่กับพระเยซู เราจึงบอกให้ท่านไป การพูดประโยคนี้ออกมาเป็นขั้นแรกที่เจ็บปวดของการปล่อยมือ อีกไม่กี่นาทีต่อมาพ่อของเราก็ได้รับการต้อนรับเข้าสู่บ้านอันเป็นนิรันดร์ด้วยความยินดี

การยอมปล่อยให้คนที่คุณรักจากไปนั้นเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แม้กระทั่งพระเยซูยังร้องไห้เมื่อลาซารัสสหายรักของพระองค์สิ้นชีวิต (ยน.11:35) แต่เพราะพระสัญญาของพระเจ้า เราจึงมีความหวังที่มากกว่าความตายฝ่ายร่างกาย สดุดี 116:15 กล่าวว่า “ธรรมิกชน” คือคนเหล่านั้นที่เป็นของพระองค์ “สำคัญ” ในสายพระเนตรของพระเจ้า แม้ว่าพวกเขาจะเสียชีวิต แต่พวกเขาจะกลับมีชีวิตอีกครั้ง

พระเยซูทรงสัญญาว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย” (ยน.11:25-26) การได้รู้ว่าเราจะได้อยู่กับพระเจ้าตลอดไปเป็นนิตย์นั้นช่วยปลอบประโลมใจเราได้จริงๆ