ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Amy Boucher Pye

พระองค์ทรงเปลี่ยนผม

เมื่อจอห์นผู้เป็นเจ้าของซ่องที่ใหญ่ที่สุดในลอนดอนถูกจับเข้าคุก เขาเชื่อผิดๆ ว่า แต่ผมเป็นคนดี ที่นั่นเขาตัดสินใจเข้ากลุ่มศึกษาพระคัมภีร์เพื่อไปกินเค้กกับกาแฟ แต่เขากลับประทับใจที่เห็นผู้ต้องขังคนอื่นๆดูมีความสุข เขาเริ่มร้องไห้ระหว่างเพลงแรก และต่อมาก็ได้รับพระคัมภีร์ ถ้อยคำจากผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลเปลี่ยนแปลงเขา กระทบใจเขา “เหมือนฟ้าผ่า” เขาอ่านว่า “เมื่อคนอธรรมหันกลับจากความอธรรมที่ตนกระทำไป และกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม...เขาจะดำรงชีวิตอยู่แน่นอน เขาไม่ต้องตาย” (18:27-28) พระวจนะของพระเจ้ามีชีวิตขึ้นสำหรับเขาและเขาสำนึกได้ว่า “ผมไม่ใช่คนดี...ผมเป็นคนชั่วและจะต้องเปลี่ยนแปลง” ขณะที่อธิษฐานกับศิษยาภิบาล เขากล่าวว่า “ผมได้พบพระเยซูคริสต์และพระองค์ทรงเปลี่ยนผม”

กำลังสำหรับเดินทางต่อ

ฤดูร้อนวันหนึ่ง ฉันต้องรับมือกับภารกิจที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ เมื่อกำหนดส่งงานเขียนชิ้นสำคัญกำลังใกล้เข้ามาทุกที ฉันพยายามวันแล้ววันเล่าที่จะเค้นตัวหนังสือออกมา ฉันรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้และอยากยอมแพ้ เพื่อนที่ฉลาดคนหนึ่งถามฉันว่า “ครั้งสุดท้ายที่คุณรู้สึกสดชื่นคือเมื่อไหร่ คุณอาจต้องพักและหาอะไรอร่อยๆ ทานบ้าง”

ฉันรู้ทันทีว่าเธอพูดถูก คำแนะนำของเธอทำให้ฉันคิดถึงเอลียาห์และข่าวที่น่ากลัวซึ่งรับจากเยเซเบล (1 พกษ.19:2) แม้งานเขียนของฉันจะเทียบไม่ได้กับประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ของผู้เผยพระวจนะ หลังเอลียาห์เอาชนะผู้เผยพระวจนะเท็จบนภูเขาคารเมล เยเซเบลก็ส่งสารมาว่านางจะไล่ล่าและฆ่าท่าน เอลียาห์สิ้นหวังและรอความตาย จากนั้นท่านหลับสนิทและมีทูตสวรรค์มาเยี่ยมพร้อมนำอาหารมาให้ถึงสองครั้ง หลังจากที่พระเจ้าทรงฟื้นฟูกำลังกายของท่าน ท่านก็มีกำลังเดินทางต่อไปได้

เมื่อ “ทางเดินนั้นจะเกินกำลัง” ของเรา (ข้อ 7) เราอาจต้องหยุดพักและเพลิดเพลินกับอาหารที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อเราหมดแรงหรือหิว เราจะยอมแพ้ต่อความผิดหวังหรือความกลัวได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อพระเจ้าทรงตอบสนองความต้องการทางร่างกายของเราผ่านทางทรัพยากรของพระองค์ในโลกที่หลงหายนี้ เราก็สามารถก้าวต่อไปในการรับใช้พระองค์

ยืนหยัด

เอเดรียนและครอบครัวทนทุกข์จากการข่มเหงเพราะความเชื่อในประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่ แต่พวกเขาก็ยืนหยัดสำแดงความรักของพระคริสต์ เอเดรียนกล่าวขณะยืนที่ลานกว้างของโบสถ์ซึ่งผู้ก่อการร้ายใช้เป็นที่ซ้อมกราดยิง “วันนี้เป็นวันศุกร์ประเสริฐ เรามารำลึกว่าพระเยซูทรงทนทุกข์เพื่อเราทั้งหลายบนกางเขน” เขากล่าวต่อว่า การทนทุกข์เป็นสิ่งที่ผู้เชื่อที่นั่นเข้าใจดี แต่ครอบครัวเขาก็เลือกที่จะยืนหยัด “เราจะยังคงอยู่ที่นี่” ยืนหยัดต่อไป

ผู้เชื่อเหล่านี้ทำตามอย่างพวกผู้หญิงที่เฝ้าดูพระเยซูสิ้นพระชนม์บนกางเขน (มก.15:40) หญิงเหล่านั้นมีมารีย์ชาวมักดาลา มารีย์มารดาของยากอบน้อยและของโยเสส และนางสะโลเม พวกเธอยืนหยัดอย่างกล้าหาญ แม้ว่าการแสดงตัวเป็นเพื่อนและครอบครัวของศัตรูของรัฐ อาจนำมาซึ่งการถูกกล่าวหาและลงโทษ ผู้หญิงเหล่านี้ยังแสดงความรักต่อพระเยซูโดยการปรากฏตัวร่วมกับพระองค์ พวกเธอได้ “ติดตามและปรนนิบัติพระองค์” เมื่อพระองค์ยังอยู่ในแคว้นกาลิลี (ข้อ 41) พวกเธอยืนหยัดร่วมกับพระองค์ในเวลาที่พระองค์ต้องการมากที่สุด

วันนี้เมื่อเราระลึกถึงของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากองค์พระผู้ไถ่คือการสิ้นพระชนม์บนกางเขน ให้เราใช้เวลาไตร่ตรองว่าเราจะยืนหยัดเพื่อพระเยซูในเวลาแห่งการทดลองต่างๆได้อย่างไร (ยก.1:2-4) และคิดถึงการที่ผู้เชื่อทั้งหลายทั่วโลกต้องทนทุกข์เพื่อความเชื่อ ดังเช่นที่เอเดรียนถามว่า “คุณจะยืนหยัดอธิษฐานเผื่อเราได้ไหม”

ชำระแล้ว

คุณเป็นอะไรมา” ซีลนักธุรกิจชาวไนจีเรียถามขณะเขาก้มตัวลงที่เตียงโรงพยาบาลในลากอส “ผมถูกยิง” ชายหนุ่มตอบ ที่ขามีผ้าพันแผล แม้ชายผู้บาดเจ็บหายดีจนกลับบ้านได้แล้ว แต่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลจนกว่าจะจ่ายค่ารักษา ซึ่งเป็นมาตรการของโรงพยาบาลรัฐหลายแห่ง หลังปรึกษากับนักสังคมสงคราะห์ ซีลจ่ายค่ารักษาทั้งหมดให้โดยไม่เปิดเผยตัว ผ่านกองทุนการกุศลที่เขาตั้งขึ้นก่อนหน้า เพื่อสำแดงความเชื่อคริสเตียนของเขา เขาหวังว่าคนเหล่านั้นที่ได้รับของขวัญที่ทำให้กลับบ้านได้จะรู้จักให้ผู้อื่นในวันข้างหน้าด้วยเช่นกัน

เรื่องราวของการให้จากคลังอันอุดมของพระเจ้ามีอยู่ในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม เช่น เมื่อโมเสสสอนให้อิสราเอลอาศัยในดินแดนแห่งพระสัญญา โดยให้รู้จักถวายคืนให้กับพระเจ้าก่อน (ฉธบ.26:1-3) และห่วงใยคนที่ขาดแคลน คือคนต่างด้าว ลูกกำพร้าและหญิงม่าย (ข้อ 12) เพราะพวกเขาอาศัยใน “แผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์” (ข้อ 15) พวกเขาต้องแสดงความรักของพระเจ้าต่อคนที่ขัดสน

เราก็สามารถส่งต่อความรักของพระเจ้าด้วยการให้สิ่งของไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ได้เช่นกัน เราอาจไม่มีโอกาสได้ให้เหมือนที่ซีลทำ แต่เราสามารถขอให้พระเจ้าสำแดงว่าเราควรให้แบบใด และใครที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา

คำสัญญาโบราณ

ในปี 1979 ดร. กาเบรียล บาร์เคย์ และทีมงานพบหนังสือม้วนสองม้วนที่ทำด้วยเงินในสุสานนอกเมืองเก่ากรุงเยรูซาเล็ม ในปี 2004 หลังจากศึกษาวิจัยอย่างถี่ถ้วนถึง 25 ปี นักวิชาการยืนยันว่าหนังสือนี้เป็นเนื้อหาพระคัมภีร์ฉบับเก่าแก่ที่สุดที่เคยมีมา และถูกฝังไว้ในปี 600 ก่อนคริสตศักราช ที่ฉันประทับใจเป็นพิเศษคือเนื้อหาของหนังสือม้วน ซึ่งเป็นคำอวยพรที่พระเจ้าให้ปุโรหิตกล่าวแก่ประชากรของพระองค์ว่า “ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรแก่ท่าน และพิทักษ์รักษาท่าน ขอพระเจ้าทรงให้พระพักตร์ของพระองค์ทอแสงแก่ท่าน” (กดว.6:24-25)

นี่เป็นคำอวยพรที่พระเจ้าสำแดง (ผ่านทางโมเสส) ให้อาโรนและบุตรชายรู้จักการอวยพรประชาชนในพระนามพระองค์ เหล่าผู้นำต้องท่องจำถ้อยคำเหล่านี้ตามแบบที่พระเจ้าประทาน เป็นการกล่าวแก่ประชาชนตรงตามที่พระเจ้าประสงค์ ถ้อยคำเหล่านี้เน้นว่าพระเจ้าคือผู้ที่อวยพร เพราะกล่าวว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” ถึงสามครั้ง และคำว่า “ท่าน” หกครั้ง ซึ่งสะท้อนว่าพระเจ้าต้องการให้ประชากรของพระองค์รับความรักและความโปรดปรานของพระองค์มาก

ต้นฉบับพระคัมภีร์เก่าแก่ที่สุด บอกเราว่าพระเจ้าปรารถนาที่จะอวยพร เป็นการย้ำเตือนถึงความรักอันไม่จำกัดของพระเจ้าและทรงต้องการสร้างความสัมพันธ์กับเรา วันนี้หากคุณรู้สึกห่างไกลพระเจ้า จงยึดพระสัญญาในถ้อยคำโบราณนี้ไว้ให้มั่น ขอพระเจ้าอวยพรคุณ ขอพระเจ้าพิทักษ์รักษาคุณ - ABP

สำแดงความกรุณา

เมื่อเกิดเรื่องเศร้าหรือเจ็บปวด เรามีโอกาสที่จะสำแดงความกรุณาหรือไม่ก็แก้แค้น” ชายที่เพิ่งสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักกล่าวว่า “ผมเลือกแสดงความกรุณา” ภรรยาของศิษยาภิบาลเอริค ฟิตซ์เจอรัลด์เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มีเหตุจากนักดับเพลิงผู้อิดโรยหลับในขณะขับรถกลับบ้าน อัยการถามว่าเขาอยากให้ผู้กระทำผิดรับโทษสูงสุดหรือไม่ ศิษยาภิบาลผู้นี้เลือกที่จะยกโทษให้ตามคำที่เขามักเทศนา ทั้งเขาและนักดับเพลิงต่างก็ประหลาดใจที่ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนกัน

อาจารย์เอริคสำแดงความกรุณาที่ได้รับจากพระเจ้า ผู้ทรงยกโทษความผิดบาปทั้งสิ้นของเขา การกระทำนี้สะท้อนคำของผู้เผยพระวจนะมีคาห์ ท่านสรรเสริญพระเจ้าที่ทรงยกโทษให้เมื่อเราทำผิด (7:18) ท่านใช้ภาษาเปรียบเทียบให้เห็นว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใดเพื่อยกโทษบาปให้เรา คือพระองค์จะทรง “เหยียบความผิดของเราไว้” และจะทรงเหวี่ยงบาปทั้งหลายของเราลงไปในที่ลึกของทะเล (ข้อ 19) นักดับเพลิงคนนั้นได้รับอิสรภาพเป็นของขวัญที่นำเขาเข้ามาใกล้พระเจ้า

ไม่ว่าเราเผชิญความทุกข์ใด เรารู้ว่าพระเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาหาเราด้วยความรัก ต้อนรับเราเข้าสู่อ้อมกอดอันปลอดภัย “ทรงพอพระทัยในความรักมั่นคง” (ข้อ 18) เมื่อเรารับความรักและพระคุณจากพระองค์ พระองค์ทรงให้กำลังเรายกโทษผู้ที่ทำให้เราเจ็บเช่นเดียวกับที่อาจารย์เอริคได้ทำ

แขกวันคริสต์มาส

คืนก่อนวันคริสต์มาสปี 1944 ชายที่ทุกคนเรียกว่า “บริงเกอร์เฒ่า” นอนใกล้ตายอยู่ในโรงพยาบาลของเรือนจำ รอการนมัสการวันคริสต์มาสที่นำโดยเพื่อนผู้ต้องขัง “เมื่อไรจะเริ่มร้องเพลง” เขาถามวิลเลียม แมคดูกอลที่ถูกจองจำด้วยกันที่เรือนจำมันต๊อกในสุมาตรา “อีกไม่นาน” แมคดูกอลตอบ “ดีเลย ฉันจะได้จินตนาการว่าเป็นเพลงของทูตสวรรค์”

ของขวัญจากเบื้องบน

จากเรื่องที่เล่าต่อกันมา ชายที่ชื่อนิโคลัส (เกิดในปีค.ศ. 270) ได้ยินว่าพ่อผู้ยากจน ไม่มีเงินเลี้ยงดูลูกสาวสามคนและยิ่งไม่อาจมีเพียงพอให้ลูกได้แต่งงานในอนาคต นิโคลัสอยากช่วยชายผู้นี้อย่างลับๆ จึงโยนถุงใส่ทองเข้าไปทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ ถุงนั้นตกลงไปในถุงเท้าหรือรองเท้าที่ตากอยู่บนเตาผิง ชายผู้นั้นเป็นที่รู้จักในนามเซนต์นิโคลัส ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้มีซานตาคลอสในเวลาต่อมา

เมื่อฉันฟังเรื่องของขวัญที่มาจากเบื้องบน ฉันคิดถึงพระเจ้าพระบิดาผู้ประทานพระบุตรของพระองค์โดยความรักและกรุณาคุณ เพื่อเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดผ่านการบังเกิดอย่างอัศจรรย์ จากพระธรรมมัทธิวพระเยซูเสด็จมาตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมที่ว่า หญิงพรหมจารีจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามท่านว่า อิมมานูเอล แปลว่า “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (1:23)

ของขวัญจากนิโคลัสนั้นน่าชื่นใจ ของขวัญที่น่าอัศจรรย์มากยิ่งกว่าคือองค์พระเยซู พระองค์เสด็จจากสวรรค์มาเป็นมนุษย์ สิ้นพระชนม์และฟื้นจากความตายและเป็นพระเจ้าผู้อยู่กับเรา พระองค์ปลอบประโลมเมื่อเราเจ็บปวดและเศร้าใจ ทรงหนุนใจเมื่อเราท้อ และเปิดเผยความจริงเมื่อเราถูกล่อลวง

ที่กำบังพายุ

เล่ากันว่า ในปี 1763 ผู้รับใช้หนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินทางบนถนนริมผาในมณฑลซอมเมอร์เซต ประเทศอังกฤษ ได้เข้าไปในถ้ำเพื่อหลบฟ้าผ่าและฝนกระหน่ำ ขณะที่มองไปรอบถ้ำเชดดาร์ จอร์จ เขาได้ใคร่ครวญถึงของประทานที่เขาได้รับเมื่อพบที่ลี้ภัยและสันติสุขในพระเจ้า ขณะที่รออยู่ เขาได้แต่งบทเพลงนมัสการ “พระเยซูเปรียบดังศิลา” ซึ่งขึ้นต้นได้น่าจดจำว่า “พระเยซูเปรียบดังศิลา ซึ่งกำบังข้าให้พ้นภัย”