ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Amy Boucher Pye

รักศัตรู

เมื่อสงครามกลางเมืองในอเมริกาได้ก่อให้เกิดความรู้สึกขมขื่นมากมาย อับราฮัม ลินคอล์นจึงเห็นว่าควรจะพูดถึงสิ่งดีๆเกี่ยวกับฝ่ายใต้ คนที่ยืนฟังอยู่รู้สึกตกใจจึงถามว่าท่านทำเช่นนั้นได้อย่างไร ท่านตอบว่า “คุณผู้หญิง ข้าพเจ้าไม่ได้ทำลายศัตรูของข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าทำให้พวกเขาเป็นมิตรดอกหรือ” เมื่อนึกถึงคำพูดเหล่านั้นในศตวรรษต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์เห็นว่า “นี่คือฤทธิ์อำนาจแห่งการทรงไถ่ด้วยความรัก”

คิงมองไปยังคำสอนของพระเยซูในการทรงเรียกสาวกให้รักศัตรู เขาสังเกตว่าแม้ผู้เชื่ออาจต้องพบความยากลำบากที่จะรักคนที่ข่มเหงเขา แต่ความรักนี้เติบโตขึ้นจาก “การยึดมั่นในการยอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง” คิงกล่าวต่อว่า “เมื่อเรามีความรักในรูปแบบนี้ เราก็จะรู้จักพระเจ้าและสัมผัสถึงความงดงามในความบริสุทธิ์ของพระองค์”

คิงยกคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูที่ตรัสว่า “จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์”(มธ.5:44-45)​พระเยซูสอนในสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับคำสั่งสอนของยุคสมัยนั้นที่ให้รักเพื่อน​บ้าน​และ​เกลียดชัง​ศัตรู แต่พระเจ้า พระบิดาประทานกำลังให้ลูกๆของพระองค์ที่จะรักผู้ที่ข่มเหงพวกเขา

เราอาจรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะรักศัตรูของเรา แต่เมื่อเราขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐานของเรา และจะประทานความกล้าหาญในการทำเรื่องที่สุดโต่งเช่นนี้ ดังที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า “พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง” (19:26)

พระวจนะที่นำสู่การเปลี่ยนแปลง

เมื่อคริสตินต้องการจะซื้อหนังสือพิเศษสักเล่มให้กับเสี่ยวหูผู้เป็นสามีชาวจีน หนังสือภาษาจีนเล่มเดียวที่เธอหาได้คือพระคัมภีร์ แม้ทั้งคู่ไม่ได้เชื่อในพระคริสต์ แต่เธอก็หวังว่าเขาจะชื่นชอบของขวัญชิ้นนี้ ในตอนแรกเขาโกรธเมื่อเห็นคัมภีร์ แต่ในที่สุดเขาก็หยิบขึ้นมา เมื่อได้อ่านเขารู้สึกเชื่อความจริงในพระคัมภีร์นั้น คริสตินไม่พอใจกับพัฒนาการที่คาดไม่ถึงนี้ เธอจึงเริ่มอ่านพระคัมภีร์เพื่อหักล้างเสี่ยวหู แล้วที่น่าประหลาดใจคือ เธอได้กลับใจมาเชื่อในพระเยซูด้วยผ่านสิ่งที่เธออ่าน

อัครทูตเปาโลรู้ถึงธรรมชาติของพระคัมภีร์ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ท่านเขียนจดหมายจากคุกในกรุงโรม หนุนใจทิโมธีผู้ที่ท่านให้คำปรึกษาอยู่ว่า “จงดำเนินต่อไปในสิ่งที่ท่านเรียนรู้แล้ว” เพราะ “ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ (2ทธ.3:14-15) คำว่า “ดำเนินต่อไป” ในภาษาเดิมคือภาษากรีกนั้น มีความหมายไปถึงการ “ใช้เวลาอยู่กับ” สิ่งที่พระคัมภีร์เปิดเผย การที่ท่านรู้ว่าทิโมธีอาจเผชิญกับการต่อต้านและการข่มเหง เปาโลจึงต้องการให้เขาพร้อมรับความท้าทายนั้น ท่านเชื่อว่าลูกศิษย์จะพบกำลังและปัญญาในพระคัมภีร์เมื่อเขาใช้เวลาใคร่ครวญความจริงของพระวจนะนั้น

พระเจ้าโดยพระวิญญาณของพระองค์ทำให้พระคัมภีร์มีชีวิตสำหรับเรา เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับพระคัมภีร์ พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงเราให้เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น เหมือนเช่นที่พระองค์ทรงกระทำกับเสี่ยวหูและคริสติน

คนงานของพระเจ้า

ในค่ายผู้อพยพแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง เมื่อเรซ่าได้รับพระคัมภีร์เขาก็ได้มารู้จักและเชื่อในพระเยซู คำอธิษฐานแรกของเขาในพระนามพระเยซูคริสต์คือ “โปรดใช้ข้าพระองค์ให้เป็นคนงานของพระองค์เถิด” ต่อมาภายหลังที่เขาออกจากค่ายไปแล้ว พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานนั้น เขาได้งานอย่างไม่คาดฝันที่องค์กรบรรเทาทุกข์ ซึ่งเขาได้กลับมาที่ค่ายนั้นเพื่อรับใช้ผู้คนที่เขารู้จักและรัก เขาตั้งกลุ่มชมรมกีฬา ชั้นเรียนภาษา และให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย “อะไรก็ได้ที่ให้ความหวังแก่ผู้คน” เขาเห็นโครงการต่างๆเหล่านี้เป็นหนทางที่จะรับใช้ผู้อื่นและแบ่งปันความรักและพระปัญญาของพระเจ้า

เมื่อเรซ่าอ่านพระคัมภีร์ เขารู้สึกมีความเชื่อมโยงกับเรื่องของโยเซฟในปฐมกาลทันที เขาสังเกตถึงการที่พระเจ้าทรงใช้โยเซฟให้ทำงานของพระองค์ต่อไปขณะที่ท่านอยู่ในคุก เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับโยเซฟ พระองค์สำแดงความเมตตาและประทานความโปรดปรานให้ท่าน พัศดีได้ให้โยเซฟเป็นผู้ดูแลจนท่านเองไม่ต้องทำงานใดๆเลยเพราะพระเจ้าทรงประทาน “ความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาทำ” (ปฐก.39:23 TNCV)

พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราเช่นกัน ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับการถูกคุมขัง (ทั้งถูกขังจริงหรือเป็นการเปรียบเทียบ) ความยากลำบาก การพลัดถิ่นฐาน ความปวดร้าวใจ หรือความโศกเศร้า เราไว้วางใจได้ว่าพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา เช่นเดียวกับที่ทรงช่วยให้เรซ่าได้รับใช้ผู้ที่อยู่ในค่ายนั้นและช่วยโยเซฟจัดการกับงานในคุก พระองค์ก็จะทรงอยู่ใกล้เราเสมอไป

สิ่งเดียวที่ต้องการ

วันหยุดสุดสัปดาห์หนึ่งในเดือนมีนาคม ฉันนำกลุ่มรีทรีตในหัวข้อมารีย์และมารธา สองพี่น้องในเมืองเบธานีผู้ซึ่งพระเยซูทรงรัก กับลาซารัสน้องชายของพวกเธอ (ยน.11:5) เราอยู่ในบริเวณที่ห่างไกลในแถบชายฝั่งของประเทศอังกฤษ เมื่อมีหิมะตกลงมาปกคลุมอย่างไม่คาดคิด ผู้เข้าร่วมกลุ่มหลายคนพูดว่าการได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้นอีกวันคือการที่พวกเขาจะได้ฝึกนั่งที่พระบาทพระคริสต์อย่างที่มารีย์ทำ พวกเขาอยากจะได้ “สิ่งซึ่งต้องการ...สิ่งเดียว” (ลก.10:42) ที่พระเยซูบอกมารธาด้วยความรักให้รับเอาไว้ นั่นคือการเลือกที่จะเข้าใกล้และเรียนรู้จากพระองค์

เมื่อพระเยซูไปเยี่ยมบ้านของมารธา มารีย์ และลาซารัสนั้น มารธาไม่รู้ล่วงหน้าว่าพระองค์จะมา เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมเธอจึงรู้สึกโกรธที่มารีย์ไม่ช่วยเธอเตรียมการปรนนิบัติพระองค์และเพื่อนๆของพระองค์ แต่เธอลืมสิ่งสำคัญจริงๆไป คือการรับจากพระเยซูในขณะที่เธอเรียนรู้จากพระองค์ พระคริสต์ไม่ได้ดุเธอที่อยากจะปรนนิบัติพระองค์แต่ทรงเตือนว่าเธอกำลังลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป

เมื่อมีบางอย่างมาขัดจังหวะทำให้เราฉุนเฉียวหรือรู้สึกวุ่นวายสับสนเพราะต้องทำหลายอย่างให้เสร็จ ให้เราหยุดและเตือนตัวเองถึงสิ่งที่สำคัญจริงๆในชีวิต เมื่อเราใช้ชีวิตให้ช้าลงและจินตนาการว่าเรานั่งอยู่ที่พระบาทของพระเยซู เราก็สามารถทูลขอให้พระองค์เติมเต็มเราด้วยความรักและชีวิตจากพระองค์ เราสามารถเพลิดเพลินไปกับการเป็นสาวกที่พระองค์ทรงรักได้

พระเจ้าแห่งความประหลาดใจ

ห้องประชุมมืดลงและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายพันคนก้มศีรษะขณะที่นักเทศน์นำเราอธิษฐานถวายตัว ขณะเขาเรียกคนเหล่านั้นที่รู้สึกถึงการทรงเรียกให้ไปรับใช้ในการประกาศยังต่างแดน ฉันรู้สึกได้ว่าลินเนตต์เพื่อนของฉันลุกจากที่นั่งและรู้ว่าเธอให้คำมั่นว่าจะใช้ชีวิตและรับใช้ในฟิลิปปินส์ แต่ฉันไม่รู้สึกถึงการเร้าใจให้ลุกขึ้น ฉันเห็นความต้องการในสหรัฐอเมริกา จึงอยากแบ่งปันความรักของพระเจ้าที่ดินแดนบ้านเกิดของฉัน แต่ในอีกสิบปีหลังจากนั้น ฉันอยากจะไปสร้างครอบครัวที่อังกฤษ โดยหาทางรับใช้พระเจ้าในหมู่เพื่อนบ้านที่พระองค์จะประทานให้ ความคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของฉันเปลี่ยนไปเมื่อฉันตระหนักว่า พระเจ้าทรงเชื้อเชิญฉันไปในการผจญภัยที่แตกต่างไปจากที่ฉันคาดไว้

พระเยซูมักจะทำให้ผู้คนที่พบพระองค์ประหลาดใจ รวมทั้งชาวประมงที่ทรงเรียกให้ติดตามพระองค์ เมื่อพระคริสต์ประทานภารกิจใหม่แก่พวกเขาในการจับคน เปโตรและอันดรูว์ละแห “ทันที” และตามพระองค์ไป (มธ.4:20) ส่วนยากอบและยอห์น ก็ละเรือ “ในทันใดนั้น” (ข้อ 22) พวกเขาออกเดินทางผจญภัยครั้งใหม่ไปกับพระเยซู ไว้วางใจในพระองค์แม้ไม่รู้ว่าตนเองกำลังจะไปที่ใด

แน่นอนว่า พระเจ้าทรงเรียกผู้คนจำนวนมากให้รับใช้พระองค์ ณ ที่ซึ่งพวกเขาอยู่! แต่ไม่ว่าจะอยู่กับที่หรือออกเดินทางไป เราทุกคนล้วนมองไปที่พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าจะทรงทำให้เราประหลาดใจ ด้วยประสบการณ์และโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่จะได้มีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ในแบบที่เราอาจไม่เคยคิดฝันว่าจะเป็นไปได้

ปลดปล่อยจากการเป็นทาส

“ท่านเป็นเหมือนโมเสส ผู้นำเราออกจากการเป็นทาส” จามิล่าร้องออกมาเสียงดัง เธอเป็นคนงานเตาเผาอิฐที่ต้องอยู่ทำงานเพื่อใช้หนี้ในประเทศปากีสถาน เธอและครอบครัวทุกข์ทรมานเนื่องจากเป็นหนี้เจ้าของเตาเผาในจำนวนที่มากเกินไป เงินที่ได้มาจากการทำงานส่วนใหญ่ก็แค่พอสำหรับจ่ายค่าดอกเบี้ยเท่านั้น แต่เมื่อพวกเขาได้รับของขวัญจากหน่วยงานที่ไม่แสวงกำไรที่ช่วยปลดหนี้ให้พวกเขา พวกเขารู้สึกว่าได้รับการปลดปล่อยครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการขอบคุณตัวแทนของหน่วยงานสำหรับอิสรภาพนี้ จามิล่าซึ่งเป็นผู้เชื่อในพระเยซู ได้ชี้ไปที่ตัวอย่างที่พระเจ้าปลดปล่อยโมเสสและคนอิสราเอลจากการเป็นทาส

คนอิสราเอลถูกชาวอียิปต์กดขี่ข่มเหงเป็นเวลาหลายร้อยปี ถูกใช้แรงงานในสภาพที่โหดร้าย พวกเขาร้องหาพระเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลือ (อพย.2:23) แต่พวกเขากลับถูกใช้งานหนักกว่าเดิม เพราะฟาโรห์องค์ใหม่ไม่ได้สั่งให้พวกเขาทำอิฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องไปเก็บฟางสำหรับใช้ทำอิฐด้วย (5:6-8) เมื่อคนอิสราเอลไม่หยุดที่จะร้องขอเพื่อให้พ้นจากการถูกกดขี่ข่มเหง พระเจ้าจึงทรงย้ำถึงคำสัญญาที่จะทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขา (6:7) พวกเขาจะไม่เป็นทาสอีกต่อไป เพราะพระองค์จะช่วยกู้พวกเขาด้วย “แขนที่เหยียดออก” (ข้อ 6 TNCV)

ภายใต้ข้อปฏิบัติจากพระเจ้า โมเสสก็ได้นำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ (ดูบทที่ 14) วันนี้ พระเจ้ายังทรงช่วยกู้เราด้วยแขนที่เหยียดออกของพระเยซู พระบุตรของพระองค์ที่บนไม้กางเขน เราเป็นอิสระจากการตกเป็นทาสต่อบาปที่ครั้งหนึ่งเคยควบคุมเราไว้ ขณะนี้เราไม่ใช่ทาสอีกต่อไป แต่เป็นอิสระแล้ว!

เต็มล้นด้วยพระวิญญาณ

นักเขียนชื่อ สก็อต แมคไนท์ ได้เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ “การเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ” สมัยที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ขณะที่อยู่ในค่าย ผู้เทศนาได้ท้าทายให้เขายอมให้พระคริสต์มาครอบครองชีวิตโดยการยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในเวลาต่อมาขณะที่เขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้และอธิษฐานว่า “พระบิดาเจ้าข้า โปรดยกโทษบาปของข้าพระองค์ และขอพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเติมเต็มข้าพระองค์” บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้เกิดขึ้น เขาบอกว่า “นับตั้งแต่วินาทีนั้นเอง ชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่มันแตกต่าง” จู่ๆเขาก็มีความปรารถนาที่จะอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน พบกับผู้เชื่อคนอื่นๆ และปรนนิบัติพระเจ้า

ก่อนที่พระเยซูผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์จะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์กำชับสหายของพระองค์ “มิให้ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่ให้คอยรับตามพระสัญญาของพระบิดา” (กจ.1:4) พวกเขาจะ “ได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช” เพื่อ “เป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (ข้อ 8) พระเจ้าประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้สถิตอยู่กับทุกคนที่เชื่อในพระเยซู สิ่งนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในวันเพ็นเทคอสต์ (ดู กจ.2) แต่ในปัจจุบันสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตามที่มีคนวางใจในพระคริสต์

พระวิญญาณของพระเจ้ายังคงเติมเต็มผู้ที่เชื่อในพระเยซู โดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณ เราเองก็สามารถเกิดผลได้โดยมีอุปนิสัยและความปรารถนาที่เปลี่ยนไป (กท.5:22-23) ให้เราสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้าที่ทรงปลอบโยน โน้มน้าว เป็นหุ้นส่วน และรักเรา

ความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน

เมื่อศิษยาภิบาลบ็อบได้รับบาดเจ็บซึ่งส่งผลต่อเสียงของเขา เขาตกอยู่ในภาวะวิกฤติและซึมเศร้าเป็นเวลาสิบห้าปี เขาสงสัยว่าศิษยาภิบาลที่พูดไม่ได้จะทำอะไรได้ เขาต่อสู้กับคำถามนี้ ระบายความทุกข์ระทมและความสับสนต่อพระเจ้า เขาเล่าว่า “ผมรู้เพียงอย่างเดียวที่ต้องทำ นั่นคือทำตามพระคำของพระเจ้า” เมื่อเขาใช้เวลาอ่านพระคัมภีร์ ความรักที่เขามีต่อพระเจ้าเพิ่มมากขึ้น “ผมทุ่มเทชีวิตกับการซึมซับและใคร่ครวญพระวจนะ เพราะความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน คือได้ยินพระคำของพระเจ้า”
เราพบประโยคที่บอกว่า “ความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน” ในจดหมายของเปาโลถึงชาวกรุงโรม ท่านปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้คนร่วมเชื้อสายยิวกับท่านเชื่อในพระคริสต์และได้รับความรอด (รม.10:9) พวกเขาจะเชื่อได้อย่างไร โดยทางความเชื่อที่ “เกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน...เพราะการประกาศพระคริสต์” (ข้อ 17)

ศิษยาภิบาลบ็อบพยายามทำความเข้าใจและเชื่อในคำสอนของพระคริสต์โดยเฉพาะในขณะที่เขาอ่านพระคัมภีร์ เขาสามารถพูดได้เพียงวันละหนึ่งชั่วโมงและรู้สึกเจ็บตลอดเวลาที่พูด แต่เขาก็ได้พบกับสันติสุขและความพึงพอใจที่มาจากพระเจ้าอย่างต่อเนื่องผ่านทางการใคร่ครวญพระวจนะ เราเองก็สามารถเชื่อวางใจได้ว่าพระเยซูจะทรงสำแดงพระองค์เองแก่เราในความทุกข์ยากของเรา พระองค์จะทรงเพิ่มพูนความเชื่อของเราเมื่อเราได้ยินพระวจนะของพระองค์ไม่ว่าเราจะกำลังเผชิญกับปัญหาใด

เข้มแข็งขึ้นผ่านการทดลอง

ความทรงจำหวนคืนกลับมาเมื่อฉันได้ยินเสียงกรอบแกรบผ่านพวกซองจดหมายและเหลือบไปเห็นสติ๊กเกอร์ที่มีข้อความว่า “ฉันเคยทดสอบสายตา” ในห้วงความคิดฉันเห็นลูกชายวัยสี่ขวบติดสติ๊กเกอร์อย่างภาคภูมิใจหลังอดทนต่อการระคายเคืองจากยาหยอดตา เนื่องจากกล้ามเนื้อตาที่อ่อนแรงทำให้เขาต้องใส่ที่ปิดตาบนตาข้างที่ปกติเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน เพื่อทำให้ตาข้างที่อ่อนแอมีการพัฒนาและยังต้องรับการผ่าตัดด้วย เขาเผชิญความท้าทายเหล่านี้ไปทีละขั้น โดยมองมาที่เราซึ่งเป็นพ่อแม่เพื่อแสวงหาการปลอบโยนและพึ่งพาพระเจ้าด้วยความเชื่อแบบเด็กๆ ความท้าทายเหล่านี้ทำให้เขามีความสามารถในการฟื้นตัวได้เร็ว

คนที่อดทนต่อการทดลองและความทุกข์ยากมักถูกเปลี่ยนแปลงผ่านประสบการณ์เหล่านั้น แต่อัครทูตเปาโลกล่าวถึงสิ่งที่ยิ่งกว่านั้นคือการ “ชื่นชมยินดีในความทุกข์ยาก” เพราะมันทำให้เกิดความอดทน และความอดทนทำให้เราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ และนั่นทำให้เกิดความหวังใจ (รม.5:3-4) เปาโลรู้จักการทดลองเป็นอย่างดี ไม่เพียงแค่เรือแตกแต่ถูกจำคุกเพราะความเชื่อด้วย กระนั้นท่านยังเขียนถึงผู้เชื่อในโรมว่า “ความหวังใจมิได้ทำให้เกิดความเสียใจเพราะผิดหวัง เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์” (ข้อ 5) อัครทูตระลึกว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทำให้เรายังคงมีความหวังใจในพระเยซูเมื่อเราวางใจในพระองค์

ไม่ว่าคุณจะเผชิญกับความยากลำบากใด ขอให้รู้ว่าพระเจ้าจะทรงเทพระคุณและพระเมตตาของพระองค์มาเหนือคุณ พระองค์ทรงรักคุณ

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา