ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Amy Boucher Pye

ชีวิตและความตาย

ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่ได้นั่งอยู่ข้างเตียงพี่ชายของเพื่อน ขณะที่เขากำลังจะจากโลกนี้ไป เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปแต่ไม่ใช่สำหรับเราเลย ขณะที่เราสามคนคุยกันเบาๆ ริชาร์ดเริ่มหายใจลำบากขึ้น เรามาล้อมรอบเขา เฝ้าดู รอคอย และอธิษฐาน เมื่อเขาสูดลมหายใจครั้งสุดท้าย ฉันรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่บริสุทธิ์และสงบที่สัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางน้ำตาที่อาลัยคนดีๆ อย่างชายวัยสี่สิบผู้นี้

วีรบุรุษแห่งความเชื่อของเราหลายคน ก็ได้สัมผัสถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าขณะที่กำลังจะเสียชีวิต เช่น ยาโคบประกาศว่าในไม่ช้า “เราจะไปอยู่ร่วมกับคนของเรา” (ปฐก.49:29-33) โยเซฟ บุตรชายของยาโคบก็พูดถึงความตายของตนที่ใกล้เข้ามาว่า “เราจวนจะตายแล้ว” เขาพูดกับพี่น้องขณะที่สอนให้พวกเขายึดมั่นในความเชื่อ เขาดูเปี่ยมด้วยสันติสุข แต่ก็กระตือรือร้นที่พี่น้องของเขาวางใจในพระเจ้า (ปฐก.50:24)

ไม่มีใครรู้ว่าลมหายใจสุดท้ายของเราจะมาถึงเมื่อไหร่ หรืออย่างไรแต่เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าช่วยให้เราวางใจว่า พระองค์จะทรงอยู่กับเรา เราเชื่อในพระสัญญาได้ว่า พระเยซูจะจัดเตรียมที่ไว้สำหรับเราในบ้านของพระบิดา (ยน.14:2-3)

หยาดฝนชื่นใจ

ฉันต้องการหยุดพักจึงออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะใกล้ๆ ขณะที่เดินอยู่ก็สะดุดตากับต้นอ่อนสีเขียวเล็กๆ ที่งอกขึ้นมาจากดินโคลน ซึ่งในอีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะเติบโตเป็นดอกแดฟโฟดีลที่สวยงาม บ่งบอกว่าความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิกำลังมา ฤดูหนาวผ่านพ้นไปอีกปีหนึ่งแล้ว

ขณะที่อ่านพระธรรมโฮเชยา เราอาจรู้สึกเหมือนกับฤดูหนาวยาวนานไม่สิ้นสุด เพราะพระเจ้าทรงมอบหมายหน้าที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงให้โฮเชยา คือการแต่งงานกับหญิงเจ้าชู้ ซึ่งเป็นภาพที่สื่อให้เห็นถึงความรักที่พระผู้สร้างมีต่อคนอิสราเอล (ฮชย.1:2-3) โกเมอร์ภรรยาของโฮเชยาผิดคำมั่นสัญญาของการแต่งงาน แต่โฮเชยาก็ยังต้อนรับนางกลับมา และปรารถนาให้นางรักและทุ่มเทต่อท่านเพียงผู้เดียว (ฮชย.3:1-3)เช่นกัน พระเจ้าก็ปรารถนาให้เรารักพระองค์ด้วยกำลัง และความมุ่งมั่นที่ไม่จางหายไปเหมือนหมอกยามเช้า

แล้วเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างไร เราแสวงหาพระองค์เฉพาะในเวลาที่เจอเรื่องทุกข์ใจหรือ หรือแสวงหาคำตอบในเวลาที่เราโศกเศร้า แต่พอถึงช่วงเวลาแห่งความสุขกลับเมินเฉยต่อพระองค์ เราเหมือนคนอิสราเอลหรือไม่ ที่ใจโลเลไปหารูปเคารพในยุคนี้ ซึ่งรวมไปถึงภารกิจยุ่งเหยิง ความสำเร็จ และการมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น

ขอให้เราถวายตัวอีกครั้งกับพระเจ้า ผู้ทรงรักเราอย่างแน่แท้เหมือนดอกไม้ที่ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ

ของขวัญจากการต้อนรับ

อาหารมื้อค่ำที่เราเลี้ยงต้อนรับครอบครัวซึ่งมาจากห้าเชื้อชาติยังคงเป็นความทรงจำที่พิเศษ เราไม่ได้คุยกันเป็นคู่ๆ แต่เราทุกคนต่างแบ่งปันถึงชีวิตในลอนดอนจากมุมมองของคนที่มาจากหลายๆส่วนของโลกให้กันและกันฟัง เมื่อค่ำคืนนั้นสิ้นสุดลง ฉันและสามีคุยกันว่าเราได้รับมากกว่าที่เราให้ ซึ่งรวมถึงความรู้สึกอบอุ่นที่ได้จากการบ่มเพาะมิตรภาพใหม่ๆ และการเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูสรุปความคิดของท่านด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน และบอกผู้อ่านว่าควรต้อนรับแขกแปลกหน้าอยู่เสมอๆ เพราะโดยการกระทำอย่างนี้ “บางคนก็ได้ต้อนรับทูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว” (13:2) ท่านอาจหมายถึงอับราฮัมกับนางซาราห์ในปฐมกาล 18:1-2 ซึ่งได้ต้อนรับแขกแปลกหน้าสามคนด้วยใจกว้างขวางและเลี้ยงอาหาร ซึ่งเป็นธรรมเนียมในสมัยของพระคัมภีร์ โดยไม่รู้ว่าพวกเขากำลังต้อนรับทูตสวรรค์ผู้นำสารแห่งพระพรมาให้

เราไม่เชิญให้ใครมาที่บ้านเราโดยหวังจะได้รับอะไรจากพวกเขา แต่เรามักได้รับมากกว่าที่เราให้ ขอพระเจ้าทรงโปรดสำแดงความรักของพระองค์ผ่านเราเมื่อเราต้อนรับผู้อื่นในแบบของพระองค

โลกแห่งความเป็นจริง

แม้จะผ่านไปหลายปีหลังจากสูญเสียเมลิสสา ลูกสาววัยสิบเจ็ดปีจากอุบัติเหตุรถยนต์ในปี 2002 ผมยังพบว่าบางครั้งเมื่อโศกเศร้าผมก็หลงเข้าสู่โลก “ถ้าหาก” เป็นเรื่องง่ายมากที่จะจินตนาการเหตุการณ์ในค่ำคืนเดือนมิถุนายนอันน่าเศร้านั้นเสียใหม่ และคิดหาว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ที่หากเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้ลูกผมกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย

แต่ในความเป็นจริง โลก “ถ้าหาก” ไม่ใช่ที่ที่เราควรอยู่ ที่นั่นเป็นโลกแห่งความเสียใจสงสัยและสิ้นหวัง แม้ความทุกข์ใจจะมีอยู่จริงและความเศร้าไม่เคยหายไป แต่จะเป็นผลดีกับเรามากกว่าและพระเจ้าจะทรงได้รับเกียรติเมื่อเราอยู่ในโลก “จริง”

ในโลกจริง เราจะได้พบความหวัง การหนุนใจและการปลอบประโลม เรามีความหวัง (1 ธส.4:13) คือความมั่นใจว่าเพราะเมลิสสารักพระเยซู เธอจึงไปอยู่ในที่ที่ “ประเสริฐกว่ามากนัก” (ฟป.1:23) พระเจ้าแห่งการชูใจทุกอย่างทรงสถิตกับเรา (2 คร.1:3) เรามี “ความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก” จากพระเจ้า (สดด.46:1) และเรามักได้การหนุนใจจากเพื่อนผู้เชื่อ

ไม่มีใครอยากพบโศกนาฏกรรมในชีวิต แต่เมื่อเราเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ความช่วยเหลือที่ดีที่สุดของเรามาจากการวางใจพระเจ้า ผู้ทรงเป็นความหวังอันแน่นอนในโลกแห่งความเป็นจริง

ประภาคาร

ศูนย์พันธกิจในรวันดาชื่อ “ไลท์เฮ้าส์” (ประภาคาร) ตั้งอยู่เป็นสัญลักษณ์แสดงการไถ่ ศูนย์นี้อยู่บนผืนดินที่เคยเป็นบ้านหลังใหญ่โตของประธานาธิบดีในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี 1994 แต่อาคารใหม่นี้ถูกสร้างโดยคริสเตียนเพื่อเป็นดวงประทีปนำความสว่างและความหวัง ที่นั่นมีสถาบันพระคริสตธรรมเพื่อสร้างผู้นำคริสเตียนรุ่นใหม่ และมีโรงแรม ร้านอาหารและบริการอื่นๆ สำหรับชุมชน ชีวิตใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางเถ้าถ่าน ผู้คนที่ช่วยกันสร้างไลท์เฮ้าส์ต่างยึดเอาพระเยซูเป็นแหล่งความหวังและการไถ่

เมื่อพระเยซูเสด็จไปยังธรรมศาลาในนาซาเร็ธในวันสะบาโต พระองค์ทรงอ่านพระธรรมอิสยาห์และประกาศว่าพระองค์เป็นผู้ที่ทรงเจิมตั้งไว้ให้ประกาศความโปรดปรานของพระเจ้า (ดู ลก.4:14-21) พระองค์ทรงเป็นผู้เสด็จมาเพื่อเล้าโลมคนที่ชอกช้ำและประทานการไถ่และการอภัย ในพระเยซูเราได้เห็นความงดงามแทนขี้เถ้า (อสย.61:3)

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาเป็นการต่อสู้ระหว่างชนเผ่า ที่ทำให้สูญเสียชีวิตกว่าครึ่งล้านทั้งยังเหี้ยมโหดเกินจินตนาการและน่าสะพรึงกลัว และเราไม่มีคำพูดใดจะอธิบาย แต่เรารู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงไถ่ให้พ้นความชั่วร้ายได้ ไม่ว่าจะในโลกนี้หรือในสวรรค์ พระองค์ผู้ประทานน้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์ทรงให้ความหวังกับเราท่ามกลางสถานการณ์ที่มืดมิดที่สุด

ฉันเห็นเธอ

"ฉันเห็นเธอ” เพื่อนคนหนึ่งกล่าวไว้ในกลุ่มนักเขียนออนไลน์ที่ซึ่งเราช่วยเหลือและหนุนใจกันและกัน ฉันเครียดและกังวล ฉันจึงรู้สึกได้ถึงสันติและความสุขจากถ้อยคำของเธอ เธอ “เห็น” ฉัน ทั้งความหวัง ความกลัว ปัญหาและความฝันของฉัน และรักฉัน

เมื่อฉันได้ยินถ้อยคำหนุนใจที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังของเพื่อน ฉันคิดถึงฮาการ์ซึ่งเป็นหญิงคนใช้ในบ้านของอับราม หลังจากซารายและอับรามรอคอยทายาทมาหลายปี ซารายก็ทำตามขนบธรรมเนียมประเพณีคือบอกให้สามีมีลูกกับนางฮาการ์ แต่เมื่อนางฮาการ์ตั้งครรภ์ เธอกลับดูหมิ่นซาราย เมื่อซารายเคี่ยวเข็ญนางกลับ ฮาการ์ก็หนีไปยังถิ่นทุรกันดาร

พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นความเจ็บปวดและสับสนของฮาการ์ และพระองค์ทรงอวยพรเธอด้วยพระสัญญาว่าเธอจะเป็นมารดาของพงศ์พันธุ์มากมาย หลังจากครั้งนั้น ฮาการ์เรียกพระนามพระเจ้าว่า “เอล โรอี” ซึ่งหมายถึง “พระเจ้าผู้ทรงเห็นข้าพเจ้า” (ปฐก.16:13) เพราะเธอรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ลำพังหรือถูกทอดทิ้ง

พระเจ้าทรงเห็นและรักเราเช่นเดียวกับฮาการ์ เราอาจรู้สึกเหมือนเพื่อนหรือครอบครัวละเลยหรือทอดทิ้งเรา แต่เรารู้ว่าพระบิดาเห็นไม่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ทรงเห็นทั้งความรู้สึกและความกลัวทุกอย่างที่เราซ่อนไว้ พระองค์ตรัสถ้อยคำที่ให้ชีวิตแก่เรา

วีรบุรุษเบื้องหลัง

เรื่องราวในพระคัมภีร์อาจทำให้เราเอะใจและสงสัย เช่น ตอนที่โมเสสนำคนของพระเจ้าเข้าดินแดนพันธสัญญาและคนอามาเลขมาโจมตี ท่านรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องขึ้นไปบนเขาและยกไม้เท้าของพระเจ้า (อพย.17:8-15) เราไม่รู้ แต่เรารู้ว่าเมื่อโมเสสยกมือของท่าน อิสราเอลก็ได้เปรียบ และเมื่อลดมือลง คนอามาเลขก็เป็นต่อ เมื่อโมเสสเมื่อยล้าอาโรน พี่ชายของท่านและชายอีกคนชื่อเฮอร์ช่วยกันยกแขนของท่านขึ้นเพื่อคนอิสราเอลจะได้ชัยชนะ

เราไม่รู้เรื่องของเฮอร์มากนัก แต่เขามีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อิสราเอลตอนนี้ซึ่งย้ำกับเราว่าวีรบุรุษเบื้องหลังก็มีส่วนสำคัญ คนที่คอยสนับสนุนและหนุนใจผู้นำต่างมีบทบาทที่จำเป็นและมักถูกมองข้าม ผู้นำอาจเป็นคนที่มีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หรือได้รับการชื่นชมในสื่อสังคม แต่พระเจ้าไม่ทรงมองข้ามคนเหล่านั้นที่รับใช้เป็นพยานอย่างเงียบๆ และสัตย์ซื่อในรูปแบบอื่น ทรงเห็นทุกคนที่อธิษฐานเผื่อเพื่อนและครอบครัว ทรงเห็นคนที่เก็บเก้าอี้ในคริสตจักรทุกวันอาทิตย์ ทรงเห็นเพื่อนบ้านที่หยิบยื่นถ้อยคำหนุนใจ

พระเจ้าทรงใช้เรา แม้งานของเราจะดูเหมือนไม่สำคัญ และขอให้เราสังเกตเห็นและขอบคุณวีรบุรุษเบื้องหลังที่ช่วยเหลือเรา

ลมหายใจแห่งชีวิต

เช้าที่หนาวจัดวันหนึ่ง ขณะฉันกับลูกสาวเดินไปโรงเรียน พวกเราสนุกกับการดูลมหายใจกลายเป็นไอน้ำ เราหัวเราะกับกลุ่มก้อนไอน้ำต่างๆ ที่เราผลัดกันทำ สำหรับฉัน ช่วงเวลานั้นคือของขวัญ ที่ฉันได้ชื่นชมกับการอยู่กับลูกและการมีชีวิต

ลมหายใจที่ปกติมองไม่เห็น สามารถมองเห็นได้เมื่ออากาศหนาวจัด ทำให้ฉันคิดถึงพระองค์ผู้ทรงเป็นต้นกำเนิดลมหายใจแห่งชีวิต คือองค์พระผู้สร้าง พระองค์ผู้ทรงปั้นอาดัมจากผงคลีดินและประทานลมหายใจแห่งชีวิตให้กับเขา ได้ประทานชีวิตให้เราและสิ่งมีชีวิตทั้งปวงเช่นกัน (ปฐก.2:7) ทุกสิ่งมาจากพระองค์ แม้กระทั่งลมหายใจของเรา ซึ่งเราสูดหายใจโดยไม่เคยคิดอะไร

การอยู่กับความสะดวกสบายและเทคโนโลยีในปัจจุบันอาจทำให้เราลืมจุดเริ่มต้นของเราและลืมว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานชีวิต แต่เมื่อเราหยุดนิ่งและระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง เราจะสร้างทัศนคติของการขอบพระคุณในชีวิตประจำวันของเราได้ เราสามารถขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และยอมรับของขวัญแห่งชีวิตด้วยใจถ่อมและขอบพระคุณ ขอให้ความสำนึกในพระคุณของเราหลั่งไหลแตะใจผู้อื่น เพื่อว่าพวกเขาจะได้ถวายโมทนาพระเจ้าสำหรับความดีและความสัตย์ซื่อของพระองค์ด้วย

สูญเสียเพื่อจะได้อีก

เมื่อฉันแต่งงานกับคู่หมั้นชาวอังกฤษและย้ายไปอยู่สหราชอาณาจักร ฉันคิดว่าจะเป็นการผจญภัยห้าปีในต่างแดน ฉันไม่เคยนึกฝันว่าจะอยู่ยาวนานมาเกือบยี่สิบปี หรือบางครั้งฉันจะรู้สึกเหมือนสูญเสียชีวิตเดิม เมื่อต้องกล่าวลาครอบครัว เพื่อนฝูง การงาน และทุกสิ่งที่คุ้นเคย แต่ในการสูญเสียวิถีชีวิตแบบเดิม ฉันได้พบวิถีชีวิตที่ดีกว่า

ของขวัญของการได้ค้นพบชีวิตแบบหนึ่งเมื่อเราสูญเสียชีวิตอีกแบบหนึ่ง คือสิ่งที่พระเยซูทรงสัญญาต่ออัครทูตของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงส่งสาวกสิบสองคนออกไปประกาศข่าวประเสริฐ พระองค์ขอให้พวกเขารักพระองค์มากกว่าบิดามารดา บุตรชายหญิงของเขา (มธ.10:37) พระองค์ตรัสเช่นนี้ในวัฒนธรรมที่มีครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของสังคมและให้คุณค่าไว้สูง แต่พระองค์ทรงสัญญาว่า ถ้าพวกเขาสละชีวิตเพื่อพระองค์ เขาจะได้ชีวิตรอด (มธ.10:39)

เราไม่จำเป็นต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศเพื่อค้นหาตัวตนในพระคริสต์ หากเรารับใช้และทุ่มเทเช่นสาวกที่ออกไปแบ่งปันข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า จะพบว่าเราได้รับมากกว่าที่เราให้ เพราะความรักมากล้นที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงแก่เรา แน่นอนว่าพระองค์ทรงรักเราไม่ว่าเราจะรับใช้พระองค์มากน้อยเพียงใด แต่เราจะพบความพึงพอใจ ความหมายและการเติมเต็มเมื่อเราทุ่มเทตัวเราเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อื่น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

> ODB

ชีวิตและความตาย

ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่ได้นั่งอยู่ข้างเตียงพี่ชายของเพื่อน ขณะที่เขากำลังจะจากโลกนี้ไป เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปแต่ไม่ใช่สำหรับเราเลย ขณะที่เราสามคนคุยกันเบาๆ ริชาร์ดเริ่มหายใจลำบากขึ้น เรามาล้อมรอบเขา เฝ้าดู รอคอย และอธิษฐาน เมื่อเขาสูดลมหายใจครั้งสุดท้าย ฉันรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่บริสุทธิ์และสงบที่สัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางน้ำตาที่อาลัยคนดีๆ อย่างชายวัยสี่สิบผู้นี้

วีรบุรุษแห่งความเชื่อของเราหลายคน ก็ได้สัมผัสถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าขณะที่กำลังจะเสียชีวิต เช่น ยาโคบประกาศว่าในไม่ช้า “เราจะไปอยู่ร่วมกับคนของเรา” (ปฐก.49:29-33) โยเซฟ บุตรชายของยาโคบก็พูดถึงความตายของตนที่ใกล้เข้ามาว่า “เราจวนจะตายแล้ว” เขาพูดกับพี่น้องขณะที่สอนให้พวกเขายึดมั่นในความเชื่อ เขาดูเปี่ยมด้วยสันติสุข แต่ก็กระตือรือร้นที่พี่น้องของเขาวางใจในพระเจ้า (ปฐก.50:24)

ไม่มีใครรู้ว่าลมหายใจสุดท้ายของเราจะมาถึงเมื่อไหร่ หรืออย่างไรแต่เราสามารถทูลขอให้พระเจ้าช่วยให้เราวางใจว่า พระองค์จะทรงอยู่กับเรา เราเชื่อในพระสัญญาได้ว่า พระเยซูจะจัดเตรียมที่ไว้สำหรับเราในบ้านของพระบิดา (ยน.14:2-3)

ทดสอบด้วยไฟ

ฉันได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติในรัฐโคโล-ราโดเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว ฉันได้รู้ข้อมูลน่าทึ่งเกี่ยวกับต้นแอสเพนคือ ต้นแอสเพนลำต้นสีขาวทั้งป่าสามารถเกิดจากเมล็ดเพียงเมล็ดเดียว โดยใช้ระบบรากร่วมกัน ระบบรากเหล่านี้คงอยู่ได้เป็นพันปีไม่ว่าจะมีลำต้นงอกออกมาหรือไม่ เมื่อเกิดไฟป่า น้ำท่วม หรือหิมะถล่ม แล้วเกิดพื้นที่โล่ง รากของต้นแอสเพนที่ได้รับแสงอาทิตย์ก็จะมีต้นอ่อนงอกขึ้นมา

สำหรับต้นแอสเพน มันเติบโตขึ้นใหม่ได้เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยากอบเขียนไว้ว่าการเติบโตในความเชื่อของเราก็เกิดขึ้นได้จากความยากลำบาก “เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่าการทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วนไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ยก.1:2-4)

เป็นเรื่องยากที่จะยินดีท่ามกลางการทดลอง แต่เราหวังใจได้จากความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ที่ยากลำบากเพื่อช่วยให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับต้นแอสเพน ความเชื่อจะเติบโตได้ก็ในยามที่มีการทดลอง ความลำบากทำให้เกิดพื้นที่โล่งในใจเราเพื่อให้แสงสว่างของพระเจ้าสัมผัสเราได้

เกิดผลดี

ทิวทัศน์ที่ผมเห็นจากหน้าต่างเครื่องบินช่างน่าตื่นตา ทุ่งข้าวสาลีที่กำลังออกรวงกับสวนผลไม้ทอดยาวระหว่างภูเขาแห้งแล้งสองลูก กลางหุบเขามีแม่น้ำไหลผ่าน ถ้าไม่มีลำน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตสายนี้ ต้นไม้ย่อมไม่เกิดผล

ผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำสะอาดฉันใด คุณภาพของ “ผล” ในชีวิตของผมซึ่งก็คือคำพูด การกระทำ ทัศนคติ ก็ขึ้นอยู่กับสารอาหารฝ่ายวิญญาณของผมฉันนั้น ผู้เขียนสดุดี 1 อธิบายว่าบุคคลที่ “ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า...เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล” (ข้อ 1-3) เปาโลบอกในกาลาเทีย 5 ว่า ผู้ที่อยู่ฝ่ายวิญญาณจะเห็นได้จาก “ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)

บางครั้งผมมีมุมมองอันขมขื่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หรือการกระทำและคำพูดของผมก็ไม่เป็นมิตรเท่าที่ควร ซึ่งไม่ใช่ผลที่ดี และผมตระหนักว่า เพราะผมไม่ได้ใช้เวลาเงียบสงบกับพระวจนะของพระเจ้า แต่เมื่อผมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการหยั่งรากในพระองค์ ผมก็เกิดผลดี มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความอดทน และอ่อนโยน อีกทั้งไม่ยากที่จะเลือกขอบพระคุณแทนการพร่ำบ่น

พระเจ้าผู้เปิดเผยพระองค์ต่อเรา ทรงเป็นแหล่งกำลัง สติปัญญา ความชื่นชมยินดี ความเข้าใจ และสันติสุข (สดด.119:28, 98, 111, 144, 165) เมื่อเราให้จิตวิญญาณของเราอยู่ในพระคำซึ่งชี้ไปที่พระองค์ การงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเด่นชัดในชีวิตของเรา