ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Amy Boucher Pye

ที่กำบังพายุ

เล่ากันว่า ในปี 1763 ผู้รับใช้หนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินทางบนถนนริมผาในมณฑลซอมเมอร์เซต ประเทศอังกฤษ ได้เข้าไปในถ้ำเพื่อหลบฟ้าผ่าและฝนกระหน่ำ ขณะที่มองไปรอบถ้ำเชดดาร์ จอร์จ เขาได้ใคร่ครวญถึงของประทานที่เขาได้รับเมื่อพบที่ลี้ภัยและสันติสุขในพระเจ้า ขณะที่รออยู่ เขาได้แต่งบทเพลงนมัสการ “พระเยซูเปรียบดังศิลา” ซึ่งขึ้นต้นได้น่าจดจำว่า “พระเยซูเปรียบดังศิลา ซึ่งกำบังข้าให้พ้นภัย”

“แค่ที่ทำงาน”

ฉันมองดูเนินเขาสูงๆ ต่ำๆ สีเขียวในแลงคาเชอร์ทางเหนือของอังกฤษและเห็นรั้วหินที่มีไว้กั้นแกะกระจายอยู่ทั่วเนิน ปุยเมฆเคลื่อนที่บนฟ้าสดใสและฉันสูดหายใจลึกดื่มด่ำกับทัศนียภาพ เมื่อฉันพูดถึงทิวทัศน์งดงามให้คนที่ทำงานที่ศูนย์พักผ่อนที่ฉันไปพักฟัง เธอกล่าวว่า “ฉันไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยจนเมื่อแขกของเราพูดให้ฟัง เราอยู่ที่นี่มานานและเราเป็นชาวสวน ที่นี่ก็เป็นแค่ที่ทำงานของเรา”

ติดอยู่กับเถา

ฤดูใบไม้ผลิหลังจากฤดูหนาวอันโหดร้ายที่เธอช่วยสมาชิกในครอบครัวผ่านความเจ็บป่วยยาวนาน เอ็มม่าได้รับการหนุนใจทุกครั้งที่เดินผ่านต้นเชอรี่ใกล้บ้านในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ กลีบดอกสีขาวเบ่งบานต่อยอดจากกลีบดอกสีชมพู คนสวนผู้ชาญฉลาดได้นำกิ่งของดอกสีขาวมาทาบกิ่งกับต้นไม้ต้นนี้ เมื่อเอ็มม่าเดินผ่านต้นไม้พิเศษนี้ เธอคิดถึงถ้อยคำของพระเยซูที่ว่าพระองค์ทรงเป็นเถาและสาวกเป็นแขนง (ยน.15:1-8)

ชีวิตเปลี่ยนแปลง

สตีเฟนเติบโตขึ้นในแหล่งเสื่อมโทรมทางตะวันออกของลอนดอนและเริ่มก่ออาชญากรรมเมื่ออายุสิบขวบ เขาเล่าว่า “ถ้าทุกคนขาย ยาเสพติด ปล้น และคดโกง คุณย่อมเข้าไปมีส่วนด้วย ชีวิตก็เป็นแบบนี้” แต่เมื่ออายุยี่สิบปี เขาฝันและความฝันนั้นเปลี่ยนชีวิตเขา “ผมได้ยินพระเจ้าตรัสว่า สตีเฟน เจ้าจะต้องถูกจองจำเพราะฆ่าคน” ความฝันชัดเจนนั้นเป็นเหมือนคำเตือน เขาจึงมาหาพระเจ้าและต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา

มุมานะเพื่อพระเจ้า

คนที่โตมาในอังกฤษในหมู่บ้านเดียวกับวิลเลียม แครีย์ (1761-1834) อาจคิดว่าเขาคงไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทุกวันนี้เขาคือบิดาของมิชชั่นสมัยใหม่ พ่อแม่ของเขาเป็นช่างทอ เขาเป็นครูและช่างทำรองเท้าที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เขาก็เรียนภาษากรีก ฮีบรู และละตินด้วยตัวเอง หลายปีผ่านไปเขาตระหนักว่า เขาใฝ่ฝันจะเป็นมิชชันนารีในอินเดีย แต่เขาเผชิญความยากลำบาก ทั้งลูกเสียชีวิต ภรรยามีปัญหาสุขภาพจิตและไม่มีการตอบสนองใดๆ จากคนที่เขาประกาศด้วยนานหลายปี

พบสันติสุข

"คุณคิดว่าสันติสุขคืออะไร” เพื่อนถามฉันขณะกินข้าวกลางวัน “สันติสุขหรือ” ฉันพูดอย่างแปลกใจ “ไม่แน่ใจ แต่ถามทำไมหรือ” เขาตอบว่า “ตอนที่คุณขยับเท้าไปมาตอนนมัสการที่คริสตจักร ผมสงสัยว่าคุณกังวลใจเรื่องอะไร คุณเคยคิดเรื่องสันติสุขที่พระเจ้าประทานให้คนที่รักพระองค์บ้างไหม”

แกะเชือก

องค์กรคริสเตียนแห่งหนึ่งมีพันธกิจส่งเสริมการคืนดีโดยการให้อภัย กิจกรรมอย่างหนึ่งของพวกเขาคือละครสั้น ในละครนั้น ผู้ที่ถูกทำร้ายจะถูกผูกติดโดยหันหลังชนกันกับผู้ที่ทำร้าย ผู้ที่ถูกทำร้ายเท่านั้นที่มีสิทธิ์แกะเชือก ไม่ว่าเธอจะทำอะไร คนคนนี้จะติดไปกับหลังของเธอตลอด หากเธอไม่ให้อภัย ซึ่งก็คือการแกะเชือก เธอจะหนีไปไหนไม่ได้

การให้อภัยผู้ที่มาหาเราด้วยความรู้สึกเสียใจสำหรับสิ่งที่เขาทำลงไป เป็นการเริ่มต้นกระบวนการปลดปล่อยทั้งเราและเขาจากความขมขื่นและความเจ็บปวด ที่ผูกติดอยู่กับตัวเราจากการกระทำผิดของเขา ในปฐมกาล เราพบเรื่องของพี่น้องที่แตกแยกกันนาน 20 ปี หลังจากที่ยาโคบขโมยสิทธิบุตรหัวปีของเอซาวไป พระเจ้าบอกยาโคบให้กลับไปยังบ้านเกิด (ปฐก.31:3) ยาโคบเชื่อฟังแต่ก็กังวล จึงส่งฝูงสัตว์ไปเป็นของกำนัลเอซาว (32:13-15) เมื่อพี่น้องพบกัน ยาโคบเข้าไปกราบเท้าเอซาวด้วยความถ่อมใจถึงเจ็ดครั้ง (33:3) ลองคิดดูว่ายาโคบจะประหลาดใจเพียงใด เมื่อเอซาววิ่งเข้ามาสวมกอดเขา และทั้งสองต่างร้องไห้ที่ได้คืนดีกัน (ข้อ 4) ยาโคบไม่ต้องถูกพันธนาการด้วยบาปที่เขาทำกับพี่ชายอีกต่อไป

คุณรู้สึกเหมือนถูกจองจำอยู่ในคุกของการไม่ให้อภัย หรือผูกติดอยู่กับความโกรธ ความกลัว หรือความละอายหรือไม่ จงรู้เถิดว่าพระเจ้าสามารถปลดปล่อยคุณผ่านทางพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อคุณแสวงหาความช่วยเหลือจากพระองค์ พระองค์จะช่วยคุณให้เริ่มต้นกระบวนการแกะเชือกและทำให้คุณเป็นอิสระ

“พระเจ้าช่วยชีวิตผม”

เมื่อแอรอน (ชื่อสมมติ) อายุ 15 ปี เขาเริ่มอธิษฐานต่อซาตาน “ผมรู้สึกว่าเขากับผมเป็นหุ้นส่วนกัน” แอรอนเริ่มโกหก ขโมย อีกทั้งหลอกครอบครัวและเพื่อน เขาฝันร้าย “ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งและเห็นมารที่ปลายเตียง มันบอกว่าผมจะสอบผ่านแล้วก็จะตาย” แต่เมื่อเขาสอบเสร็จ เขาก็ยังมีชีวิตอยู่แอรอนบอกว่า “ผมรู้ชัดเจนแล้วว่ามันเป็นจอมโกหก”

เมื่อผ่านหุบเขาเงามัจจุราช

แฮ วู (นามสมมุติ) ถูกขังในค่ายแรงงานที่เกาหลีเหนือเพราะเธอข้ามชายแดนเข้าไปในประเทศจีน เธอเล่าถึงความทรมานทั้งกลางวันและกลางคืนจากผู้คุมที่โหดเหี้ยม งานหนักแสนสาหัส และการนอนไม่เต็มอิ่มบนพื้นที่เย็นเหมือนน้ำแข็งซึ่งมีทั้งหนูและหมัด แต่พระเจ้าช่วยเธอทุกวันและบอกให้เธอรู้ว่าจะเป็นเพื่อนและแบ่งปันความเชื่อกับนักโทษคนใดได้บ้าง

วูได้รับการปล่อยตัวและอาศัยอยู่ที่เกาหลีใต้ เมื่อนึกถึงช่วงที่ถูกกักขัง เธอบอกว่าสดุดี 23 ได้สรุปประสบการณ์ครั้งนั้น แม้จะถูกขังอยู่ในหุบเขาที่ดำมืด พระเยซูทรงเป็นผู้เลี้ยงและประทานสันติสุขให้ “แม้จะรู้สึกราวกับอยู่ในหุบเขาเงามัจจุราชจริงๆ แต่ฉันกลับไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระเจ้าปลอบโยนฉันทุกวัน” เธอได้สัมผัสกับความดีและความรักของพระเจ้าเมื่อทรงยืนยันว่าเธอเป็นลูกสาวที่พระองค์รัก “ฉันอยู่ในที่ที่น่ากลัว แต่ฉันรู้ว่า...ฉันจะได้สัมผัสกับความดีและความรักของพระเจ้า” และเธอรู้ว่าจะได้อยู่จำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้าตลอดไป

เรื่องของวูหนุนใจเรา เพราะแม้ในสถานการณ์ที่เลวร้าย เธอยังสัมผัสได้ว่าพระเจ้าทรงรักและทรงนำเธอ ทรงเสริมกำลังและขจัดความกลัว ถ้าเราติดตามพระเยซู พระองค์จะค่อยๆ นำเราผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราไม่จำเป็นต้องกลัวเพราะ “[เรา]จะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์” (23:6)