ยึดพระวจนะของพระเจ้า
ห่วงเหล็กหล่อหยาบๆซึ่งแขวนติดกับขอบประตูบ้านไร่เก่าๆของคุณตาผม ยังคงยึดแน่นต้านทานฤดูหนาวอันโหดร้ายของมินนิโซตา ห่างออกไปกว่า 30 เมตร มีห่วงอีกอันยึดติดกับประตูโรงรีดนม เมื่อเกิดพายุหิมะ คุณตาจะผูกเชือกระหว่างห่วงทั้งสองเพื่อจะหาทางจากบ้านไปโรงรีดนมได้ การจับเชือกให้แน่นช่วยให้ท่านไม่หลงทางในหิมะอันหนาทึบ
การใช้เชือกนิรภัยในพายุหิมะของคุณตาทำให้ผมนึกถึงวิธีที่ดาวิดใช้บทกวีฮีบรูเพื่อตามรอยว่า พระปัญญาของพระเจ้านำทางชีวิตเราให้ผ่านพ้นและปกป้องเราจากความบาปและความผิดพลาดได้อย่างไร “กฎหมายของพระเจ้าก็สัตย์จริงและชอบธรรมทั้งสิ้น น่าปรารถนามากกว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองนพคุณมากนัก หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งที่หยดลงจากรวง อนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นที่ตักเตือนผู้รับใช้ของพระองค์ การที่จะรักษาข้อความเหล่านั้นก็ได้บำเหน็จอันใหญ่ยิ่ง” (สดด.19:9-11)
การยึดมั่นความจริงจากพระวจนะที่องค์พระวิญญาณผู้ซึ่งทำงานในจิตใจของเราได้ทรงบอกไว้ จะปกป้องเราไม่ให้หลงทางและช่วยให้เราเลือกทำสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าและผู้อื่น พระคัมภีร์เตือนเราไม่ให้หลงไปจากพระเจ้าและสำแดงถึงหนทางที่เราจะกลับมาบ้าน ทั้งยังบอกเราถึงความรักอันประเมินค่ามิได้ขององค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา และพระพรที่รอคอยทุกคนที่เชื่อวางใจในพระองค์ พระคัมภีร์คือเชือกนำทาง! ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เรายึดมันไว้เสมอ
เติบโตไปด้วยกัน
มารีเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องทำงาน เธอแทบไม่เคยขาดการไปคริสตจักรหรือศึกษาพระคัมภีร์ ทุกอาทิตย์เธอจะนั่งรถประจำทางไปกลับคริสตจักรกับลูกทั้งห้าคน ทั้งยังช่วยจัดเตรียมและทำความสะอาดสถานที่
ในวันอาทิตย์หนึ่ง ศิษยาภิบาลบอกมารีว่ามีสมาชิกบางคนได้ถวายของขวัญเพื่อครอบครัวของเธอ สามีภรรยาคู่หนึ่งจัดเตรียมบ้านโดยลดค่าเช่าให้ อีกคู่หนึ่งเสนองานพร้อมสวัสดิการที่ร้านกาแฟของพวกเขา ชายหนุ่มอีกคนมอบรถคันเก่าที่เขาซ่อมขึ้นใหม่และสัญญาว่าจะเป็นช่างซ่อมรถประจำตัวให้เธอ มารีขอบคุณพระเจ้าสำหรับความชื่นชมยินดีที่ได้อยู่ในชุมชนที่อุทิศตนในการรับใช้พระเจ้าและรับใช้ซึ่งกันและกัน
แม้เราทุกคนจะไม่สามารถหยิบยื่นน้ำใจได้เท่าครอบครัวคริสตจักรของมารี แต่ประชากรของพระเจ้าถูกกำหนดให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ลูกาผู้เขียนพระกิตติคุณบรรยายถึงผู้เชื่อในพระเยซูว่า “ขะมักเขม้นฟังคำสอนของจำพวกอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม” (กจ.2:42) เมื่อนำสิ่งต่างๆที่มีมารวมกัน เราก็ร่วมกันช่วยเหลือผู้คนที่ขัดสนเหมือนที่ผู้เชื่อพระเยซูในยุคแรกทำ (ข้อ 44-45) เราดูแลซึ่งกันและกันได้เมื่อเรายิ่งติดสนิทกับพระเจ้าและสนิทสนมกับผู้อื่น การได้เห็นความรักของพระเจ้าสำแดงผ่านสิ่งที่ประชากรของพระองค์ทำนั้นจะนำผู้อื่นมาถึงความสัมพันธ์แห่งความรอดในพระเยซู (ข้อ 46-47)
เรารับใช้ผู้อื่นได้ด้วยรอยยิ้มและการทำดี เรามอบความช่วยเหลือทางการเงินและคำอธิษฐานได้ ขณะที่พระเจ้าทรงทำงานภายในเราและผ่านทางเรา เราก็จะเติบโตไปด้วยกัน
โอกาสที่จะส่องสว่าง
ในเดือนมีนาคมปี 2020 ขณะกำลังพาสุนัขไปเดินเล่นที่สวนเซ็นทรัลพาร์คในนครนิวยอร์ก วิทนี่ย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่เกษียณแล้วมองเห็นรถบรรทุก กองผ้าใบ และเต็นท์สีขาวหลายหลัง สิ่งของเหล่านั้นมีรูปกางเขนและชื่อองค์กรการกุศลที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน เมื่อพบว่าคนกลุ่มนี้กำลังสร้างโรงพยาบาลสนามเพื่อเพื่อนพ้องชาวนิวยอร์กที่ติดเชื้อโควิด 19 เขาจึงขอที่จะมีส่วนช่วยด้วย แม้มีความเชื่อและทัศนะทางการเมืองต่างกัน แต่เขาและครอบครัวก็เข้าร่วมในทุกที่ที่ทำได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ วิทนี่ย์กล่าวว่า “ทุกคนที่ผมได้พบเป็นคนดีจริงๆ” และเขาชื่นชมในความจริงที่ว่าไม่มีใครจ้างคนเหล่านั้นให้ “ช่วยเมืองของผมในยามที่เราต้องการอย่างสุดซึ้ง”
เพื่อตอบสนองความต้องการมหาศาลที่เกิดจากการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนา ผู้มีส่วนร่วมต่างๆที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ ได้มาร่วมรับใช้ด้วยกัน และผู้เชื่อในพระเยซูได้รับโอกาสใหม่ๆในการแบ่งปันความสว่างของพระคริสต์กับผู้อื่น พระเยซูทรงสอนเหล่าสาวกในคำเทศนาบนภูเขาว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อ...เขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ” (มธ.5:16) เราส่องความสว่างของพระคริสต์โดยให้พระวิญญาณทรงนำเราในความรัก ในความดี และในคำพูดและการกระทำที่ดีงาม (ดู กท.5:22-23) เมื่อเรายอมให้ความสว่างที่เราได้รับจากพระเยซูส่องสว่างในชีวิตประจำวันของเราอย่างชัดเจน เราก็ “สรรเสริญพระบิดา [ของเรา]ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มธ.5:16)
ในวันนี้และทุกวันขอให้เราส่องสว่างเพื่อพระคริสต์ ขณะที่พระองค์ทรงช่วยให้เราเป็นเกลือและแสงสว่างในโลกที่ต้องการพระองค์อย่างที่สุด
หวังในพระเจ้า
เมื่อใกล้ถึงเทศกาลวันหยุด การจัดส่งพัสดุล่าช้าเนื่องจากคำสั่งซื้อออนไลน์หลั่งไหลเข้ามามากมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ฉันจำได้ถึงช่วงเวลาที่ครอบครัวชอบที่จะไปที่ร้านและซื้อสินค้ามากกว่า เพราะรู้ว่าเราแทบจะควบคุมความรวดเร็วในการจัดส่งพัสดุไม่ได้ แต่เมื่อแม่ของฉันลงทะเบียนแบบจัดส่งด่วน ความคาดหวังนี้ก็เปลี่ยนไป ด้วยการรับประกันการจัดส่งภายใน 2 วันเราจึงคุ้นชินกับการรับพัสดุที่รวดเร็ว และเรากลายเป็นคนรู้สึกหงุดหงิดกับความล่าช้า
เราอาศัยอยู่ในโลกที่คุ้นชินกับสิ่งที่ให้ความพอใจในทันที และการรอคอยอาจเป็นเรื่องยาก แต่ในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ ความอดทนยังคงได้รับรางวัล ในช่วงเวลาที่เขียนพระธรรมเพลงคร่ำครวญ ชนอิสราเอลกำลังคร่ำครวญถึงความพินาศของกรุงเยรูซาเล็มโดยกองทัพบาบิโลน และพวกเขาเผชิญความทุกข์ยากหลายวาระด้วยกัน แต่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ผู้เขียนยืนยัน
อย่างกล้าหาญเพราะท่านเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะทรงตอบสนองความต้องการของท่าน ท่านจะรอคอยพระองค์ (พคค.3:24) พระเจ้าทรงรู้ว่าเรามีแนวโน้มที่จะเป็นทุกข์เมื่อการตอบคำอธิษฐานของเราล่าช้า พระคัมภีร์หนุนใจโดยเตือนเราให้รอคอยพระเจ้า เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกสูญสิ้นหรือเป็นทุกข์เพราะ “พระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด” (ข้อ 22) แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า เราสามารถ “สงบ... และเพียรรอคอยพระองค์อยู่” (สดด.37:7) ขอให้เรารอคอยพระเจ้า วางใจในความรักและความสัตย์ซื่อของพระองค์ แม้ในขณะที่เราปล้ำสู้กับความปรารถนาและคำอธิษฐานที่ไม่ได้รับคำตอบ
เมื่อความอ่อนแอคือกำลัง
ดรูว์ถูกจำคุกเป็นเวลาสองปีเพราะเขารับใช้พระเยซู เขาเคยอ่านเรื่องราวของเหล่ามิชชันนารีผู้ชื่นชมยินดีในทุกเวลาแม้ถูกจองจำ แต่เขายอมรับว่านี่ไม่ใช่ประสบการณ์ของตนเอง เขาบอกภรรยาว่าพระเจ้าทรงเลือกผิดคนให้มาทนทุกข์เพื่อพระองค์ เธอตอบว่า “ไม่ ฉันเชื่อว่าพระองค์น่าจะทรงเลือกถูกคนแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
ดรูว์อาจเปรียบได้กับผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ซึ่งรับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ โดยเตือนคนยูดาห์ว่าพระเจ้าจะทรงลงโทษพวกเขาเนื่องด้วยความบาปที่ทำ แต่การพิพากษาของพระเจ้ายังมาไม่ถึง พวกผู้นำยูดาห์จึงเฆี่ยนตีท่านและจับท่านใส่ขื่อไว้ ท่านกล่าวโทษพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงหลอกลวงข้าพระองค์” (ข้อ 7) ท่านเข้าใจว่าพระเจ้าทรงล้มเหลวที่จะช่วยกู้ พระวจนะของพระองค์ได้แต่ “เป็นเหตุให้ข้าพระองค์เป็นที่ตำหนิและเยาะเย้ยตลอดวัน” (ข้อ8) “ขออย่าให้วันที่ข้าพเจ้าเกิดมานั้นรับพร” เยเรมีย์กล่าว “ทำไมข้าพเจ้าจึงออกมาจากครรภ์ มาเห็นความลำบากและความทุกข์ และวันคืนของข้าพเจ้าก็สิ้นเปลืองไปด้วยความอับอาย” (ข้อ 14, 18)
ในที่สุดดรูว์ก็ได้รับการปล่อยตัว แต่จากการทดสอบอย่างทรหดที่สุดเขาจึงเริ่มเข้าใจว่าบางทีพระเจ้าทรงเลือกเขาเหมือนที่ทรงเลือกเยเรมีย์ เพราะเขาอ่อนแอ หากเขาและเยเรมีย์เป็นคนเข้มแข็งโดยธรรมชาติ พวกเขาอาจได้รับคำชมในความสำเร็จที่เกิดขึ้น แต่ถ้าธรรมชาติของพวกเขาเป็นคนอ่อนแอ สง่าราศีทั้งสิ้นในความบากบั่นของพวกเขาก็จะเป็นของพระเจ้า (1 คร.1:26-31) ความอ่อนแอทำให้เขาเป็นคนซึ่งเหมาะสมที่พระเยซูจะทรงใช้
เพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐ
ในปี 1916 เนลสันเพิ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ในรัฐเวอร์จิเนียบ้านเกิด และต่อมาในปีนั้น เขาและเจ้าสาวที่เพิ่งแต่งงานกันได้หกเดือนก็เดินทางมาถึงประเทศจีน ในวัย 22 เขาเป็นศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลเลิฟแอนด์เมอร์ซี่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวในพื้นที่ที่มีชาวจีนอย่างน้อยสองล้านคน เขากับครอบครัวอยู่ที่นั่นเป็นเวลากว่า 24 ปี ดูแลโรงพยาบาล ผ่าตัดและแบ่งปันข่าวประเสริฐกับคนเป็นพันๆ จากที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่า “มารร้ายจากต่างแดน” โดยพวกคนที่ไม่ไว้ใจคนต่างชาติ เขาได้กลายเป็นที่รู้จักต่อมาในนาม “เบลล์ผู้เป็นที่รักของคนจีน” และรูธลูกสาวของเขาได้แต่งงานกับบิลลี่ เกรแฮมผู้ประกาศข่าวประเสริฐในเวลาต่อมา
แม้ว่าเนลสันเป็นศัลยแพทย์ที่เก่งกาจและเป็นครูสอนพระคัมภีร์ แต่ไม่ใช่เพราะทักษะของเขาที่ดึงดูดคนจำนวนมากมาหาพระเยซู หากแต่เป็นอุปนิสัยและรูปแบบการดำเนินชีวิตตามข่าวประเสริฐนั้น ในจดหมายที่เปาโลเขียนถึงทิตัสซึ่งเป็นคนต่างชาติและผู้นำวัยหนุ่มที่ดูแลคริสตจักรในเกาะครีต อัครทูตกล่าวว่าการดำเนินชีวิตเหมือนพระคริสต์เป็นสิ่งสำคัญเพราะจะทำให้ข่าวประเสริฐนั้น “น่าเลื่อมใส” (ทต.2:10 TNCV) กระนั้นเราไม่ได้ทำสิ่งนี้ด้วยกำลังของเราเอง พระคุณของพระเจ้าช่วยให้เราดำเนินชีวิตที่ “รู้จักควบคุมตัวเอง เป็นคนยุติธรรมและอยู่ในทางพระเจ้า” (ข้อ 12) ซึ่งสะท้อนความจริงแห่งความเชื่อของเรา (ข้อ 1)
ผู้คนมากมายรอบตัวเรายังไม่รู้จักข่าวประเสริฐของพระคริสต์ แต่พวกเขารู้จักเรา ขอพระองค์ทรงช่วยเราให้สะท้อนและสำแดงถึงข่าวสารของพระองค์ด้วยวิธีที่น่าเลื่อมใสในทุกๆทาง
เสมือนพี่น้องชายหญิง
เมื่อผู้นำขอให้ผมพูดกับคาเรนเป็นการส่วนตัว ผมพบเธอในห้องให้คำปรึกษา เธอตาแดงและน้ำตาอาบแก้ม คาเรนวัย 42 ปีปรารถนาที่จะแต่งงาน และเวลานี้ชายคนหนึ่งแสดงความสนใจในตัวเธอ แต่เขาเป็นเจ้านายของเธอและมีภรรยาแล้ว
เพราะมีพี่ชายที่กลั่นแกล้งเธออย่างโหดร้ายและพ่อที่ไร้ความรัก คาเรนรู้ตัวว่าเธออ่อนไหวง่ายต่อการเข้าหาของผู้ชาย การฟื้นฟูความเชื่ออีกครั้งทำให้เธอมีขอบเขตที่เหมาะสมในการดำเนินชีวิต แต่ความปรารถนาของเธอยังคงอยู่ และแสงอันริบหรี่ของความรักซึ่งเธอไม่อาจมีได้นี้ช่างทุกข์ทรมาน
หลังการพูดคุย ผมกับคาเรนก้มศีรษะลง และในคำอธิษฐานจากใจจริงและกอปรด้วยฤทธิ์เดช คาเรนได้สารภาพสิ่งยั่วยวนใจ สั่งผูกมัดการละเมิดของเจ้านาย ทูลมอบความปรารถนาที่มีไว้กับพระเจ้าและออกจากห้องไปอย่างโล่งใจ
วันนั้นผมตระหนักถึงคำแนะนำชาญฉลาดของเปาโล ที่ให้ปฏิบัติต่อกันเสมือนพี่น้องชายหญิงในความเชื่อ (1 ทธ.5:1-2) วิธีที่เรามองผู้คนเป็นตัวกำหนดวิธีที่เราปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา และในโลกที่ไวในการมองคนอื่นเป็นวัตถุและเรื่องทางเพศ การมองเพศตรงข้ามเสมือนเป็นคนในครอบครัวจะช่วยให้เราปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความห่วงใยและเหมาะสม ความเป็นพี่น้องที่เข้มแข็งจะไม่ล่วงละเมิดหรือล่อลวงกัน
การรู้จักแต่ผู้ชายที่ดูหมิ่น ใช้ประโยชน์หรือเมินเฉยต่อเธอ คาเรนจึงต้องการคนที่เธอสามารถพูดคุยกันแบบพี่น้องชายหญิง ความงดงามของข่าวประเสริฐคือการมอบพี่น้องใหม่แก่เรา เพื่อช่วยเราในการเผชิญปัญหาชีวิต
ผู้เข้าทดสอบ
ผู้เข้าทดสอบ เป็นหนังสือบันทึกเรื่องราวชีวิตที่ตราตรึงใจของเบน มัลคอล์มสัน นักศึกษาผู้ไม่มีประสบการณ์ด้านฟุตบอลเลย ซึ่งได้กลายเป็น “ผู้เข้ารับการทดสอบ” (ผู้เล่นที่ไม่ได้รับคัดเลือก) ในทีมชนะเลิศการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลปี 2007 ของมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย ในฐานะนักข่าวของมหาวิทยาลัย มัลคอล์มสันตัดสินใจที่จะเขียนเรื่องราวของกระบวนการทดสอบอันแสนทรหดจากประสบการณ์ตรง เขาแทบไม่เชื่อที่ตัวเองได้รับตำแหน่งอันเป็นที่ปรารถนาในทีม
เมื่อได้เข้าร่วมทีม ความเชื่อของมัลคอล์มสันผลักดันให้เขาค้นหาพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับโอกาสที่คาดไม่ถึงนี้ แต่การที่เพื่อนร่วมทีมไม่สนใจจะพูดคุยเรื่องความเชื่อทำให้เขาหมดกำลังใจ ขณะอธิษฐานขอการทรงนำ เขาได้อ่านคำเตือนสติที่มีฤทธิ์เดชในอิสยาห์ซึ่งพระเจ้าตรัสว่า “คำของเรา...จะสัมฤทธิ์ผลซึ่งเรามุ่งหมายไว้ และให้สิ่งซึ่งเราใช้ไปทำนั้นจำเริญขึ้น” (อสย.55:11) ด้วยแรงบันดาลใจจากพระธรรมอิสยาห์ เขาจึงมอบพระคัมภีร์ให้ผู้เล่นทุกคนในทีมโดยไม่เปิดเผยตัว เขาถูกปฏิเสธอีกครั้ง แต่หลายปีต่อมาเขาพบว่าผู้เล่นคนหนึ่งได้อ่านพระคัมภีร์ที่ได้รับ และไม่นานก่อนที่เขาจะเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจ เขาแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับพระเจ้าและหิวกระหายพระองค์ผู้ซึ่งเขาค้นพบในพระคัมภีร์นั้น
เป็นไปได้ที่พวกเราหลายคนแบ่งปันเรื่องพระเยซูกับเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว เพียงเพื่อจะพบกับความไม่แยแสหรือถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง แต่ถึงแม้เราจะไม่เห็นผลในทันที ความจริงของพระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจและจะทำให้พระประสงค์นั้นสำเร็จในเวลาของพระองค์
วางใจการรู้ล่วงหน้าของพระเจ้า
ขณะขับรถพาเราไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย สามีของฉันสังเกตว่าระบบนำทางของจีพีเอสจู่ๆก็ดูผิดปกติไป หลังจากที่เราขับเข้าไปบนทางหลวงสี่เลนที่ดูน่าจะถูกต้อง เราถูกนําทางให้ขับออกไปวิ่งบนถนนเลนเดียว ซึ่งเป็น “ถนนสายรอง” ขนานกับทางหลวง “ผมก็แค่เชื่อมัน” แดนกล่าวโดยไม่ได้คิดถึงเรื่องความล่าช้าใดๆ แต่หลังจากผ่านไปประมาณ 16 กม. การจราจรบนทางหลวงที่อยู่ข้างๆ เราชะลอตัวจนเกือบจะหยุดนิ่ง เพราะมีการก่อสร้างใหญ่ แล้วถนนสายรองล่ะ ด้วยการจราจรที่บางเบากว่าทำให้ทางโล่งไปถึงจุดหมายของเรา “ผมไม่สามารถเห็นทางข้างหน้าได้” แดนกล่าว “แต่จีพีเอสมองเห็น” หรือเหมือนที่เราเห็นตรงกันว่า “พระเจ้าทรงมองเห็นเช่นกัน”
เมื่อพระเจ้าทรงรู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร พระองค์ทรงเปลี่ยนเส้นทางผ่านความฝันแก่พวกโหราจารย์ผู้ซึ่งมาจากทิศตะวันออกเพื่อนมัสการพระเยซู “ผู้บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติ” (มธ.2:2) กษัตริย์เฮโรดเป็นกังวลกับข่าวเรื่องกษัตริย์ “คู่แข่ง” พระองค์จึงลวงพวกโหราจารย์ให้ไปยังบ้านเบธเลเฮมโดยสั่งว่า “จงไปค้นหากุมารนั้นเถิด เมื่อพบแล้วจงกลับมาแจ้งแก่เรา เพื่อเราจะได้ไปนมัสการท่านด้วย” (ข้อ 8) ด้วยคำเตือนในความฝัน “มิให้กลับไปเฝ้าเฮโรด” ดังนั้น “เขาจึงกลับไปยังเมืองของตนทางอื่น” (ข้อ 12)
พระเจ้าจะทรงนำย่างเท้าของเราเช่นกัน เมื่อเราเดินบนทางหลวงแห่งชีวิต เราไว้วางใจได้ว่าพระองค์ทรงเห็นเหตุการณ์ภายหน้าและยังคงมั่นใจได้ว่า “พระองค์จะทรงกระทำให้วิถี[ของเรา]ราบรื่น” เมื่อเรายอมรับการทรงนำของพระองค์ (สภษ.3:6)