พระเจ้าจำชื่อเราได้
ในวันอาทิตย์หลังจากที่ฉันเริ่มงานในฐานะผู้นำอนุชนที่คริสตจักรแห่งหนึ่งและได้พบอนุชนมากมาย ฉันได้คุยกับวัยรุ่นที่นั่งข้างแม่ของเธอ เมื่อฉันทักทายสาวน้อยขี้อายด้วยรอยยิ้ม ฉันเรียกชื่อเธอและถามเธอว่าเป็นอย่างไรบ้าง เธอเงยหน้าขึ้นดวงตาสีน้ำตาลงดงามเบิกกว้าง เธอเองก็ยิ้มและพูดเบาๆว่า “คุณจำชื่อของฉันได้” เพียงแค่เรียกชื่อเด็กสาวคนนั้นที่อาจรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้สลักสำคัญในคริสตจักรที่เต็มไปด้วยผู้ใหญ่ ฉันได้เริ่มความสัมพันธ์แห่งความไว้วางใจ เธอรู้สึกว่าถูกมองเห็นและมีคุณค่า
ในอิสยาห์ 43 พระเจ้าทรงใช้ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เพื่อถ่ายทอดข้อความที่คล้ายกันให้กับคนอิสราเอลว่า พวกเขาถูกมองเห็นและมีค่า แม้ในตลอดช่วงที่ตกเป็นเชลยและอยู่ในถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าทรงเห็นพวกเขาและรู้จักพวกเขา “ตามชื่อ” (ข้อ 1) พวกเขาไม่ใช่คนแปลกหน้า พวกเขาเป็นของพระองค์ แม้พวกเขาอาจรู้สึกถูกทอดทิ้ง แต่พวกเขา “ล้ำค่า” และความ “รัก” ของพระองค์อยู่กับพวกเขา (ข้อ 4 TNCV) และควบคู่ไปกับการเตือนความจำว่าพระเจ้าทรงรู้จักชื่อพวกเขา ทรงกล่าวถึงทุกสิ่งที่พระองค์จะทรงทำเพื่อพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาอันยากลำบาก เมื่อพวกเขาผ่านการทดลองต่างๆ พระองค์จะทรงอยู่กับพวกเขา (ข้อ 2) พวกเขาไม่ต้องกลัวหรือกังวลเพราะพระเจ้าทรงจดจำชื่อพวกเขาได้
พระเจ้าทรงรู้จักชื่อบุตรชายหญิงแต่ละคนของพระองค์ และนั่นคือข่าวประเสริฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราผ่านสายน้ำเชี่ยวลึกแห่งความยากลำบากของชีวิต
ฉันเป็นใคร
ในปีค.ศ. 1859 โจชัว อับราฮัม นอร์ตันประกาศตนเป็นจักรพรรดิแห่งสหรัฐอเมริกา นอร์ตันได้สร้างความมั่งคั่งและสูญเสียมันไปจากการขนส่งในซานฟรานซิสโก ทว่าเขาต้องการอัตลักษณ์ใหม่ คือเป็นจักรพรรดิองค์แรกแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโก อีฟนิ่ง บูลเลทินตีพิมพ์คำประกาศของ “จักรพรรดิ” นอร์ตัน ผู้อ่านส่วนใหญ่หัวเราะ นอร์ตันออกแถลงการณ์ที่มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขความเจ็บป่วยของสังคม เขาพิมพ์สกุลเงินของตนเอง และถึงกับเขียนจดหมายไปหาสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียเพื่อขอแต่งงานและรวมอาณาจักรเข้าด้วยกัน เขาสวมเครื่องแบบทหารหลวงที่ออกแบบโดยช่างตัดเสื้อท้องถิ่น ผู้อยู่ในเหตุการณ์คนหนึ่งกล่าวว่า นอร์ตันดูเหมือน “พระราชาทุกตารางนิ้ว” แต่แน่นอนว่าเขาไม่ใช่ เราสร้างตัวตนที่เราเป็นขึ้นมาเองไม่ได้
พวกเราส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายปีเพื่อค้นหาว่าเราเป็นใคร และสงสัยว่าเรามีคุณค่าอะไร เราเสาะหา พยายามตั้งชื่อหรือนิยามตนเอง แต่พระเจ้าเท่านั้นที่บอกความจริงได้ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร และขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเรียกเราว่าบุตรชายหญิงของพระองค์ เมื่อเรารับเอาความรอดในพระเยซูองค์พระบุตร ยอห์นกล่าวว่า “แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์…พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า (ยน.1:12) และอัตลักษณ์ทั้งสิ้นนี้เป็นของประทาน เราเป็นที่รักของพระองค์ “ซึ่งในฐานะนั้นเป็นผู้ที่มิได้เกิดจากเลือดเนื้อ หรือกาม หรือความประสงค์ของมนุษย์ แต่เกิดจากพระเจ้า” (ข้อ 13)
พระเจ้าประทานชื่อและอัตลักษณ์ของเราในพระคริสต์ เราจึงหยุดที่จะดิ้นรนและเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นได้ เพราะพระองค์ทรงบอกว่าเราเป็นใคร
สำรวจดวงดาว
ในปี 2021 โดยความพยายามจากหลายประเทศได้นำไปสู่การส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากโลกกว่า 1.6 ล้านกิโลเมตรเพื่อทำการสำรวจจักรวาลให้ละเอียดขึ้น กล้องนี้จะส่องดูในอวกาศห้วงลึกและตรวจสอบดวงดาวและสิ่งมหัศจรรย์อื่นๆในท้องฟ้า
นี่คือเทคโนโลยีทางดาราศาสตร์ที่น่าทึ่ง และถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีก็จะทำให้เราได้รูปภาพและข้อมูลที่มหัศจรรย์ แต่ภารกิจของมันไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่จริงแล้ว ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวถึงการสำรวจดวงดาวเมื่อท่านกล่าวว่า “จงแหงนหน้าขึ้นดูว่า ผู้ใดสร้างสิ่งเหล่านี้ พระองค์ผู้ทรงนำบริวารออกมาตามจำนวน” (อสย.40:26) “คืนแล้วคืนเล่า” ที่ดวงดาวเหล่านั้นกล่าวถึงองค์ผู้ทรงสร้างของเราผู้ทำให้จักรวาลอันกว้างใหญ่เกินความเข้าใจนี้เกิดขึ้น (สดด.19:2 TNCV) และในจักรวาลนั้นมีดวงส่องแสงนับไม่ถ้วนที่แต่งเติมความงดงามแก่ท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างเงียบๆ (ข้อ 3)
และคือพระเจ้าเองผู้ตัดสินว่าจะมีดวงส่องแสงกี่ดวงบนนั้น “พระองค์ทรงนับจำนวนดาว พระองค์ทรงตั้งชื่อมันทุกดวง” (สดด.147:4) เมื่อมนุษย์ส่งเครื่องตรวจอันซับซ้อนและน่าทึ่งออกไปสำรวจจักรวาล เราจึงได้ชื่นชมความอัศจรรย์อันน่าหลงใหลที่มันค้นพบ เพราะทุกการสำรวจล้วนชี้กลับไปยังองค์ผู้ทรงสร้างระบบสุริยะและทุกอย่างนอกเหนือจากนั้น ใช่แล้ว “ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า” (19:1) รวมทั้งดวงดาวและทุกสิ่งด้วย
การนำด้วยความรัก
ในวิดีโอที่ถูกส่งต่ออย่างแพร่หลายเป็นเรื่องของแม่หมีที่พยายามพาลูกหมีจอมซนทั้งสี่ตัวของเธอข้ามถนนที่วุ่นวายนั้นทำให้ฉันยิ้มด้วยความเข้าใจ ช่างเป็นความรู้สึกร่วมที่มีความสุขขณะที่ดูแม่หมีอุ้มลูกหมีข้ามถนนทีละตัว แล้วลูกหมีเหล่านั้นก็เดินกลับมาฝั่งเดิม หลังจากความพยายามที่ดูน่าหงุดหงิดอยู่หลายครั้ง แม่หมีก็สามารถจัดการลูกหมีทั้งสี่ตัวให้ข้ามถนนไปได้อย่างปลอดภัย
ภาพของการทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยของแม่หมีที่ปรากฏในวิดีโอนั้นตรงกับภาพที่เปาโลใช้อธิบายความห่วงใยของท่านที่มีต่อคนในคริสตจักรเมืองเธสะโลนิกา แทนที่จะเน้นย้ำถึงสิทธิอำนาจของท่าน เปาโลกลับเปรียบเทียบงานของท่านท่ามกลางพวกเขาว่าเป็นดังพ่อแม่ที่ห่วงใยลูก (1 ธส.2:7,11) ความรักอันลึกซึ้งที่มีต่อชาวเธสะโลนิกา (ข้อ 8) ผลักดันให้เปาโลคอยหนุนใจ ปลอบโยน และผลักดันให้พวกเขา “ใช้ชีวิตอย่างสมควรต่อพระเจ้า” (ข้อ 12) การเรียกร้องอย่างแน่วแน่ให้พวกเขาใช้ชีวิตในทางของพระเจ้านั้น เกิดจากความปรารถนาที่เปี่ยมด้วยความรักของท่านที่อยากจะเห็นพวกเขาถวายเกียรติแด่พระเจ้าในทุกด้านของชีวิต
ตัวอย่างของเปาโลสามารถเป็นแนวทางในการเป็นผู้นำให้กับเราได้ โดยเฉพาะในเวลาที่บทบาทความรับผิดชอบนั้นทำให้เราเหนื่อยล้า เราสามารถรักคนเหล่านั้นที่อยู่ในการดูแลของเราอย่างอ่อนโยนและมั่นคงได้ ด้วยการเสริมกำลังจากพระวิญญาณของพระเจ้าเมื่อเราหนุนใจและนำพวกเขามาหาพระเยซู
เพื่อเห็นแก่ความรัก
การวิ่งมาราธอนคือการผลักดันตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่สำหรับนักวิ่งมัธยมปลายคนหนึ่ง การแข่งวิ่งข้ามประเทศกลับเป็นการผลักดันคนอื่น ทุกการพบปะและฝึกซ้อม ซูซาน เบิร์จแมนวัยสิบสี่ปีต้องผลักดันเจฟฟรีย์พี่ชายของเธอในรถวีลแชร์ ตอนเจฟฟรีย์อายุยี่สิบสองเดือนเขามีภาวะหัวใจหยุดเต้น ทำให้สมองถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงและมีภาวะสมองพิการวันนี้ซูซานเสียสละเป้าหมายในการวิ่งของเธอเพื่อเจฟฟรีย์จะได้ร่วมแข่งขันกับเธอด้วย ช่างเป็นความรักและการเสียสละที่น่าประทับใจ!
อัครสาวกเปาโลนึกถึงความรักและการเสียสละเมื่อท่านหนุนใจให้ผู้อ่าน “รักกันฉันพี่น้อง” (รม.12:10) ท่านรู้ว่าผู้เชื่อในกรุงโรมกำลังต่อสู้กับความอิจฉา ความโกรธ และความไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรง (ข้อ 18) ท่านจึงหนุนใจพวกเขาที่จะให้ความรักของพระเจ้าครอบครองจิตใจ ความรักเช่นนี้ซึ่งหยั่งรากอยู่ในความรักของพระคริสต์จะต่อสู้เพื่อความดีงามในผู้อื่น เป็นความรักที่จริงใจและนำไปสู่การแบ่งปัน (ข้อ 13) คนเหล่านั้นที่มีความรักเช่นนี้จะเห็นว่าผู้อื่นสมควรได้รับเกียรติมากกว่าตนเอง (ข้อ 16)
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เรากำลังวิ่งแข่งในความรักไปพร้อมกับการช่วยให้ผู้อื่นเข้าเส้นชัย แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นเรื่องยาก แต่การทำเช่นนี้จะนำพระเกียรติมาสู่พระเยซู ดังนั้นเพื่อเห็นแก่ความรัก ขอให้เราพึ่งพาพระองค์ที่จะหนุนกำลังเรา ให้รักและปรนนิบัติผู้อื่น
ผมขับรถเป็นอย่างไร
“เฮ้ย!” ผมร้องตะโกนเมื่อรถบรรทุกซ่อมบำรุงขับตัดหน้าไปนั่นเป็นตอนที่ผมเห็นข้อความว่า “ผมขับรถเป็นอย่างไร” พร้อมด้วยเบอร์โทรศัพท์ ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสาย เสียงผู้หญิงถามถึงเหตุผลที่ผมโทรไป และผมระบายความไม่พอใจของผม เธอจดเลขรถบรรทุกและพูดอย่างอิดโรยว่า “คุณรู้ไหม คุณสามารถโทรมาแจ้งถึงคนที่ขับรถดีได้ตลอดเวลาเลยนะ”
คำพูดที่อ่อนล้าของเธอทำลายความมั่นใจในความชอบธรรมของผมไปทันที ความอับอายถาโถมเข้ามา ด้วยความรีบเร่งที่จะได้ “ความยุติธรรม” ผมไม่ได้หยุดคิดว่าน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธของผมจะส่งผลต่อผู้หญิงคนนี้กับงานที่ยากของเธออย่างไร ความเชื่อที่ไม่ได้เกิดผลเป็นการกระทำของผม ณ เวลานั้น ได้สร้างความเสียหายอย่างมาก
ช่องว่างระหว่างการกระทำและความเชื่อของเราคือสิ่งที่พระธรรมยากอบมุ่งเน้น เราได้อ่านในยากอบ 1:19-20 ว่า “ดูก่อนพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า จงทราบข้อนี้ จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ เพราะว่าความโกรธของมนุษย์ไม่ได้กระทำให้เกิดความชอบธรรมแห่งพระเจ้า” ท่านเสริมอีกว่า “จงเป็นคนที่ประพฤติตามพระวจนะนั้น ไม่ใช่เป็นแต่เพียงผู้ฟังเท่านั้นซึ่งเป็นการลวงตนเอง” (ข้อ 22)
ไม่มีใครในพวกเราที่สมบูรณ์แบบ บางครั้ง “การขับเคลื่อน” ของชีวิตเราก็ต้องการความช่วยเหลือ ในแบบที่ต้องเริ่มด้วยการสารภาพและทูลขอการช่วยเหลือจากพระเจ้า โดยวางใจให้พระองค์คอยขัดเกลาอุปนิสัยของเรา
พระเจ้าทรงมองเห็น เข้าใจ และห่วงใย
บางครั้งการอยู่กับโรคอ่อนเพลียเรื้อรังทำให้ต้องแยกตัวอยู่บ้านและรู้สึกโดดเดี่ยว ฉันมักรู้สึกว่าถูกพระเจ้าและคนอื่นมองข้ามบ่อยๆ ฉันเผชิญกับความรู้สึกนั้นขณะเดินอธิษฐานตอนเช้ากับสุนัขบริการของฉัน ฉันสังเกตเห็นลูกบอลลูนอยู่ไกลๆ คนที่อยู่ในกระเช้าบอลลูนนั้นสามารถชื่นชมหมู่บ้านอันเงียบสงบของเราผ่านมุมสูงได้ แต่พวกเขามองไม่เห็นฉัน ฉันถอนหายใจขณะที่เดินผ่านบ้านของพวกเพื่อนบ้าน จะมีกี่คนด้านหลังประตูที่ปิดเหล่านั้นที่รู้สึกถูกมองข้ามและไม่สำคัญ เมื่อฉันเดินเสร็จ ฉันทูลขอพระเจ้าประทานโอกาสให้ฉันได้บอกเพื่อนบ้านเหล่านี้ได้รู้ว่าฉันมองเห็นและห่วงใยพวกเขา และพระองค์ก็เช่นกัน
พระเจ้าทรงกำหนดจำนวนของดวงดาวที่พระองค์ได้ตรัสสั่งให้เกิดมีขึ้น พระองค์ทรงตั้งชื่อให้ดาวแต่ละดวง (สดด.147:4) ซึ่งเป็นการกระทำอันละเอียดอ่อนที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงใส่ใจรายละเอียดที่เล็กน้อยที่สุด พระกำลังซึ่งรวมถึงพระปัญญา ความเข้าใจและความรอบรู้ของพระองค์นั้น “วัดไม่ได้” ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต (ข้อ 5)
พระเจ้าทรงได้ยินทุกเสียงร้องไห้อันสิ้นหวังและมองเห็นน้ำตาทุกหยดที่หลั่งรินอย่างเงียบๆได้ชัดเจนเหมือนที่พระองค์ทรงมองเห็นทุกความสุขและการหัวเราะสุดเสียง พระองค์ทรงเห็นทั้งตอนที่เราสะดุดล้มและยืนหยัดด้วยชัยชนะ พระองค์ทรงเข้าใจความกลัวที่ลึกที่สุด ความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใน และความฝันที่สุดขั้วของเรา พระองค์ทรงรู้ว่าเราผ่านอะไรมาและเรากำลังจะไปไหน เมื่อพระเจ้าทรงช่วยให้เรามองเห็น ได้ยิน และรักเพื่อนบ้านของเรา เราก็วางใจได้ว่าพระองค์จะมองเห็น เข้าใจ และห่วงใยเราเช่นเดียวกัน
รูปเคารพที่ถูกขโมยไป
รูปเคารพแกะสลักไม้ประจำบ้านถูกขโมยไปจากหญิงคนหนึ่งชื่อ เอคูวา เธอจึงแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อคิดว่าเจอรูปนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ทางกฎหมายเชิญเธอมาตรวจสอบ “นี่คือรูปเคารพของคุณหรือเปล่า” พวกเขาถาม เธอตอบเศร้าๆว่า “ไม่ใช่ค่ะ รูปเคารพของฉันมีขนาดใหญ่และสวยกว่านี้ค่ะ”
เป็นเวลานานมาแล้วที่ผู้คนพยายามอธิบายถึงพระเจ้าในความคิดของพวกเขา หวังให้พระเจ้าที่ถูกสร้างด้วยมือปกป้องพวกเขา นี่อาจเป็นเหตุผลที่ราเชลภรรยาของยาโคบ “ขโมยรูปเคารพของบิดา” ขณะที่พวกเขาหนีจากลาบัน (ปฐก.31:19) แต่พระเจ้ายังให้พระหัตถ์ของพระองค์อยู่เหนือยาโคบ แม้จะมีรูปเคารพซ่อนอยู่ในเต็นท์ของท่าน (ข้อ 34)
จากนั้น ในการเดินทางเดียวกันนี้ ยาโคบปล้ำสู้กับ “บุรุษผู้หนึ่ง” ทั้งคืน (32:24) ท่านน่าจะรู้ว่าคู่ต่อสู้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เพราะเมื่อฟ้าสางท่านยืนกรานว่า “ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า” (ข้อ 26) บุรุษนั้นตั้งชื่อให้ท่านใหม่ว่าอิสราเอล (“พระเจ้าทรงปล้ำสู้”) และอวยพรท่าน (ข้อ 28-29) ยาโคบเรียกสถานที่นั้นว่า เปนีเอล (“พระพักตร์ของพระเจ้า”) “เพราะข้าพเจ้าได้เห็นพระพักตร์พระเจ้า แล้วยังมีชีวิตอยู่” (ข้อ 30)
พระเจ้าองค์นี้ ซึ่งเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว ทรงยิ่งใหญ่ไร้ขีดจำกัดและงดงามเกินกว่าที่เอคูวาจะสามารถจินตนาการได้ พระองค์ไม่อาจถูกแกะสลัก ถูกขโมย หรือถูกซ่อนไว้ได้ แต่ยาโคบก็ยังได้เรียนรู้ในคืนนั้นว่าเราสามารถเข้าถึงพระองค์ได้! พระเยซูทรงสอนให้สาวกของพระองค์เรียกพระเจ้าองค์นี้ว่า “พระบิดาของเราในสวรรค์” (มธ.6:9)
รู้จักโดยพระเจ้า
หลังจากพี่น้องสองคนต้องแยกจากกันด้วยการถูกรับไปอุปการะ การตรวจดีเอ็นเอช่วยให้พวกเขากลับมาเจอกันในเกือบยี่สิบปีให้หลัง เมื่อคีรอนส่งข้อความหาวินเซนต์ที่เขาเชื่อว่าเป็นน้องชายนั้น วินเซนต์นึกในใจว่า คนแปลกหน้าคนนี้คือใคร เมื่อคีรอนถามเขาถึงชื่อในตอนแรกเกิด เขาตอบทันทีว่า “ไทเลอร์” พวกเขาจึงรู้ว่าเป็นพี่น้องกัน เขาเป็นที่จดจำจากชื่อของเขา!
เมื่อพิจารณาดูความสำคัญของชื่อจากเรื่องราวในวันอีสเตอร์นั้น มารีย์ชาวมักดาลามายังหลุมศพของพระคริสต์ และเธอร้องไห้เมื่อเห็นว่าพระศพของพระองค์หายไป พระเยซูตรัสถามว่า “หญิงเอ๋ย ร้องไห้ทำไม” (ยน.20:15) แต่เธอจำพระองค์ไม่ได้ จนกระทั่งพระองค์ทรงเรียกชื่อเธอ “มารีย์” (ข้อ 16)
เมื่อได้ยินพระองค์เรียกชื่อ เธอ “หันมาทูลพระองค์เป็นภาษาฮีบรูว่า ‘รับโบนี’ (ซึ่งแปลว่าอาจารย์)” (ข้อ 16) การตอบสนองของเธอแสดงถึงความชื่นชมยินดีที่ผู้เชื่อในพระเยซูรู้สึกในตอนเช้าวันอีสเตอร์ เมื่อระลึกได้ว่าพระคริสต์ผู้คืนพระชนม์ของเราได้ชนะความตายเพื่อคนทั้งปวง และทรงรู้จักเราแต่ละคนว่าเป็นลูกของพระเจ้า ดังที่พระองค์ตรัสกับมารีย์ “เราจะขึ้นไปหาพระบิดาของเรา และพระบิดาของท่านทั้งหลาย ไปหาพระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่านทั้งหลาย” (ข้อ 17)
ในจอร์เจีย พี่น้องที่ได้กลับมาเจอกันและผูกพันกันด้วยชื่อนี้สัญญาว่าจะ “พัฒนาความสัมพันธ์นี้ไปอีกขั้น” ในวันอีสเตอร์ เราสรรเสริญพระเยซูที่ได้เริ่มก้าวที่สำคัญที่สุด ในการฟื้นพระชนม์ขึ้นในความรักที่เสียสละ เพื่อคนที่พระองค์ทรงรู้ว่าเป็นของพระองค์ เพื่อคุณและฉัน พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่!