ต่อสู้เพื่อความเชื่อ
นักศึกษาวัยยี่สิบเจ็ดปีที่กำลังศึกษาอยู่ที่ญี่ปุ่น ได้รับการช่วยเหลือออกจากภูเขาฟูจิถึงสองครั้งภายในหนึ่งสัปดาห์! หลังจากถูกส่งตัวทางอากาศในระหว่างการปีนเขาครั้งแรกเนื่องจากสภาพอากาศที่อันตราย เขารู้ตัวว่าได้ทิ้งโทรศัพท์และข้าวของอื่นๆไว้ สี่วันต่อมาเขาจึงกลับไปบนภูเขาอีกโดยไม่สนใจคำเตือน คราวนี้เขามีอาการป่วยจากโรคแพ้ความสูงและต้องรับการช่วยเหลืออีกครั้ง เรื่องราวของเขาเป็นข่าวพาดหัวเพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเพราะเขาเดินทางกลับเข้าไปอีกครั้งทั้งๆที่รู้ว่าอันตราย
เรื่องราวนี้สะท้อนถึงความเป็นจริงในฝ่ายวิญญาณ ที่เรามักจะกลับไปยังสิ่งที่พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดพ้นมาแล้ว ยูดาบันทึกความตึงเครียดนี้ไว้ในจดหมายฉบับเล็กๆที่ท่านเขียนถึงคริสตจักรที่ถูกคุกคามโดยครูสอนเท็จและการประนีประนอมด้านศีลธรรม โดยหนุนใจผู้เชื่อให้ “ต่อสู้เพื่อหลักคำสอนที่เชื่อกันอยู่” (ข้อ 3) ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่นด้วย ยูดาท้าทายพวกเขาให้ช่วยฉุดผู้อื่น “ให้รอด...ออกจากไฟ” (ข้อ 23) โดยทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการปกป้องผู้เชื่อที่กำลังดิ้นรนให้พ้นจากครูสอนเท็จ ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราไม่อาจนิ่งเฉยและเฝ้ามองผู้อื่นล้มเหลวและพ่ายแพ้ได้
วันนี้พระเจ้ากำลังเรียกเราให้ช่วยผู้อื่นมาถึงความรอด และที่จะไม่หวนกลับไปสู่จุดเดิมที่เราได้รับการช่วยออกมานั้น แม้ว่าพระคุณของพระองค์ที่ทรงช่วยเราให้รอดจะมีอย่างไม่จำกัด แต่พระองค์ก็ทรงเรียกให้เราดำเนินชีวิตอย่างเช่นคนที่ได้รับการช่วยให้รอดแล้ว ขอให้เราต่อสู้เพื่อความเชื่อและช่วยผู้อื่นให้เข้มแข็งขึ้นบน “หลักคำสอนอันบริสุทธิ์” (ข้อ 20) ด้วยพระกำลังที่มาจากพระเจ้า
ที่ซึ่งพระเจ้าทรงครอบครอง
ในปี 2018 ชายคนหนึ่งลงทะเบียนเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในนิวยอร์คเป็นเวลาหนึ่งคืน แต่ที่น่าทึ่งคือเขาใช้ห้องนั้นเป็นเวลาห้าปีโดยต้องไม่จ่ายเพิ่มแม้แต่บาทเดียว โดยอาศัยกฎหมายค่าเช่าที่คลุมเครือเพื่อยึดห้องไว้ อย่างไรก็ตามการปฏิเสธที่จะออกไปทำให้เขาอาจต้องติดคุกในที่สุด
เช่นเดียวกับผู้เช่าที่ไม่น่าพึงประสงค์ซึ่งอยู่เกินกำหนดผู้นี้ ยากอบเตือนเราว่ามารจะอ้อยอิ่งอยู่ในชีวิตของเราหากปล่อยเอาไว้ ท่านบอกว่า “จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป” (4:7) อัครทูตย้ำว่าการต่อสู้ของเรามักเกิดจาก “ตัณหา” ที่ไม่บริสุทธิ์ และ “แรงจูงใจผิดๆ” (ข้อ 1, 3 TNCV) เช่น ความเย่อหยิ่ง ความภักดีต่อพระเจ้าที่ถูกแบ่งแยกไป และความคิดไม่บริสุทธิ์ที่อยู่ในใจเราเป็นเวลานาน การที่จะต่อสู้กับการทดลองเช่นนั้น ยากอบได้ให้คำกำชับไว้สองประการ ได้แก่ “จง...ยอมฟังพระเจ้า” และ “จงต่อสู้กับมาร” (ข้อ 7) การยอมหมายถึง การยอมจำนนมอบทุกส่วนในชีวิตของเราแด่พระเจ้า การต่อสู้กับมารก็จะต้องทำเช่นเดียวกัน โดยใช้การอธิษฐาน การเฝ้าระวังและสติปัญญาจากพระคัมภีร์
เหมือนกับที่เจ้าของบ้านไล่ผู้เช่าที่ผิดกฎหมายออกไป ด้วยกำลังที่มาจากพระเจ้าเราก็ปฏิเสธไม่ยอมให้การล่อลวงของมารครอบงำเราได้เช่นกัน เมื่อเราต่อสู้กับมารนั้น พระเจ้าทรงสัญญาถึงชัยชนะ ดังที่ยากอบยืนยันว่า “และมันจะหนีท่านไป” (ข้อ 7)
เมื่อเราขับไล่บาปและอิทธิพลของมารออกไป และ “เข้าใกล้พระเจ้า” (ข้อ 8) เราก็ได้เปิดให้สันติสุข ความชื่นชมยินดีและพระประสงค์ของพระองค์เข้ามาเติมเต็มภายในเรา ศัตรูไม่อาจทนอยู่ในที่ซึ่งพระเจ้าทรงครอบครองได้!
บาดแผลที่ได้รับการเสริมสร้างและเยียวยา
จากการวิจัยพบว่าคนเจนซีที่เป็นคนรุ่นใหม่ รับรู้คำชมเชยที่ไม่จริงได้แต่ไกล แม้ว่าเจตนาของคำชมนั้นอาจมาจากความเมตตา แต่คนรุ่นนี้ให้คุณค่ากับสิ่งที่ลึกซึ้งกว่า นั่นคือการเคารพและความจริงใจที่แท้จริง พวกเขาไม่ได้ต้องการให้ใครเยินยอแต่ต้องการจะเป็นที่เชื่อถือ การพูดความจริงทำให้พวกเขารู้สึกว่าได้รับการเคารพและการเอาใจใส่ และได้รับการท้าทายที่จะเติบโตขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเราส่วนใหญ่ดูจะต้องการเช่นนี้เหมือนกัน
สดุดี 141:5 แสดงถึงปัญญาในเรื่องนี้ ดาวิดทูลพระเจ้าว่า “ขอให้คนชอบธรรมตีข้าพระองค์ด้วยความเมตตา และติเตือนข้าพระองค์” ในคำอธิษฐานต่อพระเจ้า ท่านขอให้ตนเองยอมรับบาดแผลที่เกิดจากความรักของมิตรสหายเสมือนว่านี่คือความเมตตา (ข้อ 5 ดู สภษ.27:6 ด้วย) ดาวิดกำลังบอกเป็นนัยว่า ความรักที่แท้จริงจะไม่หลบเลี่ยงการสนทนาในเรื่องที่น่าลำบากใจ แต่จะพูดความจริง ไม่ใช่เพื่อทำให้ผู้คนอับอาย แต่เพื่อช่วยดึงพวกเขามาหาพระเจ้า ไม่ “เอนเอียงไปหาความชั่วใดๆ” (สดด.141:4) พระวจนะตอนนี้เตือนเราว่า การให้คำติชมที่มีปัญญาและพูดความจริงนั้นไม่ใช่การทำร้ายคนอื่น แต่เสริมสร้างพวกเขาขึ้น
อย่ากลัวที่จะรับคำตักเตือนจากแหล่งที่ถูกต้อง และอย่าลังเลที่จะให้คำตักเตือนผู้อื่นเช่นนั้นด้วย เราไม่ต้องการคำพูดที่ฟังดูดีอีกต่อไป เราต้องการคนที่เต็มใจจะพูดความจริงด้วยความรัก บางครั้งคำพูดที่เจ็บปวดที่สุดกลับเป็นคำพูดที่เสริมสร้างเรา เยียวยาเรา และช่วยให้เราเป็นคนที่พระเจ้าทรงสร้างให้เราเป็น
คนที่เราคบหา
ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เผยให้เห็นว่า การดูรายการโทรทัศน์ที่มีตัวละครใจร้ายสามารถชักนำให้ผู้ชมกลายเป็นคนใจร้ายได้ ความก้าวร้าวในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทกันต่อหน้าหรือการนินทาแบบลับๆ ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นสมองของผู้ชมให้มีพฤติกรรมที่คล้ายกัน การเชื่อมโยงนี้มักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว นั่นหมายความว่า แม้แต่การแสดงตลกแบบเสียดสีที่ดูเหมือน “ไม่มีพิษมีภัย” ก็อาจส่งอิทธิพลต่อวิธีการที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างแนบเนียน ดังนั้น คนที่เราเลือกใช้เวลาด้วยก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมของเราเช่นกัน
ซาโลมอนได้สอนสติปัญญาที่เหนือกาลเวลา ถึงเรื่องสำคัญนี้ไว้ว่า “บุคคลที่เดินกับปราชญ์ ก็กลายเป็นคนฉลาด แต่เพื่อนฝูงของคนโง่จะรับภยันตราย” (สภษ.13:20) พระองค์ทรงบอกเป็นนัยๆว่า ปัจเจกบุคคลอาจบรรลุปัญญาเช่นนี้ไม่ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น พวกเขาจึงควรคบหาสมาคมกับคนที่มีปัญญาและยกย่องพระเจ้า เช่น ครูและมิตรสหาย แทนที่จะคบหากับคนที่โง่เขลา การอยู่ท่ามกลางคนมีปัญญาช่วยให้เรามี “วิจารณญาณที่ดี” และช่วยให้เราหลีกเลี่ยง “ความย่อยยับ” (ข้อ 15 TNCV) นักวิชาการท่านหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า “การศึกษาเรียนรู้ผ่านมิตรภาพ” เพื่อนฝูงที่สนิทสนมกันย่อมมีอิทธิพลต่อกัน ไม่ว่าจะในทางดีหรือร้าย ซาโลมอนกระตุ้นเตือนให้เราระมัดระวังคนที่เราคบหา โดยตระหนักว่า “คำสอนของปราชญ์เป็นน้ำพุแห่งชีวิต” (ข้อ 14)
เมื่อพระเจ้าทรงช่วยเรา ขอให้เราอยู่ท่ามกลางผู้คนที่จะคอยหนุนใจเราให้ยกย่องพระเจ้า ให้รักผู้อื่น และให้มีสติปัญญาที่เพิ่มพูนขึ้นอยู่เสมอ
เมื่อทางปิด และพระวิญญาณทรงนำ
หลังจากการเดินทางอันแสนยาวนาน ในที่สุดผมและภรรยาก็ใกล้จะถึงถนนหน้าบ้าน แต่มีป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนว่า “ถนนปิด ห้ามการจราจร” ขวางไว้ ใจผมอยากจะขับอ้อมป้ายไปเพราะบ้านผมอยู่แค่ข้างหน้านั้นและผมไม่ชอบเปลี่ยนเส้นทาง แต่แล้วผมก็เห็นว่าทำไมจึงปิดถนน มีสายไฟฟ้าล้มขวางถนน ถ้าผมเพิกเฉยต่อคำเตือน ผมอาจขับรถเข้าไปและตกอยู่ในอันตรายได้
ในกิจการ 16:6-10 เปาโลและเพื่อนร่วมงานของท่านกระตือรือร้นที่จะประกาศข่าวประเสริฐในแคว้นเอเชีย แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงปิดประตูนั้นไว้ กระนั้นทางเบี่ยงไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเสมอไป แต่อาจเป็นการเปลี่ยนเส้นทางโดยพระเจ้า เช่นเดียวกับเครื่องกีดขวางบนถนนของเรา พระเจ้าทรงเปลี่ยนเส้นทางไม่ให้เปาโลเข้าไปในแคว้นบิธีเนีย การที่ทางถูกปิดอาจสร้างความหงุดหงิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เปาโลกำลังพยายามอย่างเต็มความสามารถ แต่หลังจากนั้นท่านก็ได้เห็นนิมิตของชายคนหนึ่งที่ร้องขอว่า “โปรดมาช่วยพวกข้าพเจ้าในแคว้นมาซิโดเนียเถิด” (ข้อ 9) พระเจ้าตรัสว่า “ไม่” กับสิ่งที่ดีเพราะพระองค์กำลังเตรียมพวกเขาไว้สำหรับสิ่งอื่น นั่นก็คือการนำข่าวประเสริฐไปยังผู้คนที่อยู่ในทวีปอื่น (ข้อ 10)
แทนที่จะมองคำว่า “ไม่” เป็นการลงโทษและการปฏิเสธ เราสามารถมองได้ว่าเป็นการเปลี่ยนเส้นทางที่มาจากการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การเบี่ยงเส้นทางของพระเจ้ามักจะนำไปสู่สิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ อย่าเพียงแต่วางใจในการทรงนำของพระองค์เมื่อทางเปิด แต่จงเดินตามเมื่อพระองค์ทรงปิดทางด้วยเช่นกัน
ดำเนินชีวิตที่สะอาดเพื่อพระเจ้า
เราอาจละเลยที่จะทำความสะอาดของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กาต้มกาแฟ ขวดน้ำ หม้อทอดไร้น้ำมัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าตัวกรองน้ำที่สกปรกเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคและสิ่งมีชีวิตต่างๆ จุลินทรีย์ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายเมื่อเรากลืนเข้าไป แต่ตัวกรองบางชนิดไม่อาจกำจัดเชื้อโรคที่เป็นอันตรายได้ คราบของจุลินทรีย์ที่เป็นเมือกบางๆภายในเหยือกน้ำที่ไม่ได้ล้างจะทำให้เชื้อโรคเหล่านั้นเจริญเติบโต และบางชนิดเป็นอันตรายต่อเราหากสูดดมเข้าไป หรือหากเข้าสู่ดวงตาหรือสมอง การละเลยจะทำให้การปนเปื้อนที่มองไม่เห็นนี้แพร่กระจาย
อิสยาห์กล่าวกับประชากรของพระเจ้าที่อยู่ภายใต้การปกครองของคนต่างชาติ (อสย.52) พวกเขาถูกกดดันให้รับเอาค่านิยมทางวัฒนธรรมและพิธีกรรมการนมัสการของคนบาบิโลน พระเจ้าทรงบอกคนอิสราเอลผ่านทางผู้เผยพระวจนะว่า “อย่าแตะต้องสิ่งที่ไม่สะอาด จงออกไปจากท่ามกลางเมือง [บาบิโลน] จงชำระตัวของเจ้าให้บริสุทธิ์” (ข้อ 11) พวกเขาต้องไม่นำการปฏิบัติที่ไม่สะอาดติดตัวไปด้วย การทรงเรียกนั้นชัดเจน คืออย่ากลมกลืนกับวัฒนธรรมซึ่งติดเชื้อ แต่จงแสวงหาความบริสุทธิ์ (ข้อ 10) คือการแยกตัวออกเพื่อพระเจ้า นี่ไม่ใช่การเรียกให้แยกตัวอยู่ลำพังแต่ให้สัตย์ซื่อ พระเจ้าทรงปรารถนาประชากรที่บริสุทธิ์และแตกต่าง คือคนที่ปฏิบัติตามการทรงนำและมาตรฐานของพระองค์ และแสวงหาการช่วยให้รอดของพระองค์ เมื่อพวกเขาแสวงหาชีวิตที่บริสุทธิ์ในพระองค์ พระองค์จะ “เสด็จนำหน้า [พวกเขา ]...และจะทรงระวังหลัง[พวกเขา ]” (ข้อ 12)
ให้เราขอพระเจ้าทรงเปิดเผยมลทินและความปนเปื้อนฝ่ายวิญญาณที่ซ่อนอยู่ในชีวิตเรา และขอทรงแทนที่สิ่งนั้นด้วยความจริงและความบริสุทธิ์
จดจำว่าเราเป็นใคร
พนักงานร้านอาหารคนหนึ่งพบชายหมดสติอยู่ข้างที่ทิ้งขยะ เขาถูกแดดเผา ถูกมดกัด และมีร่องรอยถูกกระแทกอย่างรุนแรง เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร ชายผู้นี้ซึ่งต่อมาตั้งชื่อตัวเองว่า “เบนจามิน ไคล์” อยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตนานกว่าสิบปี เขาทำงานไม่ได้ ไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ หรือไม่อาจแม้แต่กอบกู้อดีตของตนเองกลับมา การเยียวยารักษาเขาเริ่มขึ้นเมื่อชุมชนที่เขาไม่รู้จักช่วยให้เขาค้นพบตัวตนของเขาอีกครั้ง ผ่านการทดสอบทางพันธุกรรมและการสืบค้นข้อมูล “ผมมีประวัติความเป็นมา” เขากล่าว “ผมไม่ใช่แค่ใครก็ไม่รู้ที่ปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่า”
เรื่องราวของนางรูธในพระคัมภีร์ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบว่าเธอได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอีกครั้ง หลังจากที่เธอสูญเสียสามีและละทิ้งบ้านเกิดมา เธอเลือกที่จะผูกพันตัวเองกับนาโอมีผู้เป็นแม่สามีและบรรดาญาติๆ เธอกล่าวว่า “แม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย...ญาติของแม่จะเป็นญาติของฉันและพระเจ้าของแม่ก็จะเป็นพระเจ้าของฉัน” (นรธ.1:16) รูธผูกโยงอัตลักษณ์และชะตาชีวิตของเธอเข้ากับนาโอมีและญาติๆทั้งในชีวิตและความตาย เธอ “ตั้งใจจะไปด้วยจริงๆ” (ข้อ 18) เธอให้ความสำคัญกับชุมชนมากกว่าความชัดเจน และให้การได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนสำคัญกว่าอนาคตที่แน่นอน ในการทำเช่นนั้น เธอได้ก้าวเข้าสู่เรื่องราวการทรงไถ่ของพระเจ้า และเป็นที่จดจำตลอดไปในฐานะส่วนหนึ่งในวงศ์วานของพระคริสต์ (4:18-22; มธ.1:3-5)
เมื่อเราในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูลืมว่าตัวเราเป็นใคร หรือเมื่อความเจ็บปวดในชีวิตทำให้เราสับสน พระเจ้ามักจะทรงใช้ชุมชนเพื่อเชื่อมโยงเรากับอัตลักษณ์แท้จริงที่สุดของเรา ในพระองค์เราเป็นที่รัก เป็นผู้ที่ทรงเลือกและเป็นที่รู้จัก
ประพฤติความซื่อสัตย์
ในช่วงเวลาแห่งความว้าวุ่นใจ ซาราห์ทำแหวนหมั้นเพชรหล่นลงไปในถ้วยของชายไร้บ้านโดยไม่รู้ตัว บิลลี่ เรย์ขอทานที่ได้แหวนวงนี้ไปได้นำแหวนไปตีราคาและคิดว่าจะขาย แต่เขาเลือกที่จะซื่อสัตย์และคืนแหวนให้ซาราห์เมื่อเธอย้อนกลับมาในอีกไม่กี่วัน ซาราห์และสามีจึงได้จัดตั้งกองทุนเพื่อรับบริจาคเงินช่วยเหลือบิลลี่ เรย์และมีผู้บริจาคด้วยใจกว้างขวางเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย บิลลี่ เรย์ ได้รับคำแนะนำทางการเงินและกฎหมายจนซื้อบ้านได้ในที่สุด และเขายังได้พบครอบครัวที่จากกันไปนานอีกด้วย
เมื่อเราซื่อสัตย์ เราก็ทำให้พระเจ้าพอพระทัยและเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น ซาโลมอนกล่าวว่า พระเจ้าทรงปีติยินดีในความซื่อสัตย์ของท่าน โดยกล่าวว่า “ริมฝีปากที่พูดมุสาเป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า แต่บรรดาผู้ที่ประพฤติความซื่อสัตย์เป็นที่ปีติยินดีแด่พระองค์” (สภษ.12:22) ซาโลมอนทรงใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเพื่ออธิบายมุมมองที่พระเจ้ามีต่อความไม่ซื่อสัตย์ว่า เป็นที่น่าเกลียดชังแก่พระเจ้า เมื่อประชากรของพระเจ้าโกหกหรือมี “ความหลอกลวงอยู่ในใจ” (ข้อ 20) ก็เป็นการท้าทายพระเจ้าและขัดกับพระลักษณะของพระองค์ แต่หากพวกเขามี “ริมฝีปากที่พูดจริง” (ข้อ 19) และปฏิบัติอย่างซื่อสัตย์ ก็จะนำความชื่นชมยินดีมาสู่พระองค์ ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างดีจึงไม่ได้เป็นเพียงการพูดความจริงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพระลักษณะของพระเจ้า ในโลกที่ผู้คนแสวงหากำไรจากการหลอกลวง ความซื่อสัตย์ของเราเป็นสิ่งที่พระองค์ “ปีติยินดี” (ข้อ 22)
ให้เรามุ่งมั่นที่จะประพฤติตนด้วยความซื่อสัตย์ในขณะที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือเรา แม้ว่าโลกจะไม่เห็น แต่พระองค์ทรงพอพระทัยเมื่อเราดำเนินในวิถีทางของพระองค์
ข้อกำหนดที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า
เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งไม่สามารถผลิตปากกาหมึกได้ตามข้อกำหนดที่ใช้ในสำนักงานรัฐบาลบางแห่งของสหรัฐฯในช่วงทศวรรษ 1960 สำนักงานบริการทั่วไปจึงได้ขอให้องค์กรอุตสาหกรรมแห่งชาติเพื่อคนตาบอด (NIB) ผลิตปากกาจำนวน 70 ล้านด้าม แม้ว่า NIB จะไม่เคยผลิตปากกามาก่อน พวกเขารับคำร้องขอและผลิตได้ตามข้อกำหนดทั้งหมด ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 เป็นต้นมา คนงานในโรงงานที่พิการทางสายตาได้ประกอบเครื่องเขียนที่บุคลากรทางทหารใช้กันอย่างแพร่หลาย ปากกาเหล่านี้สามารถหงายขึ้นเขียนในมุมสูงได้ ลากเส้นได้ยาวกว่าหนึ่งกิโลเมตรและทนต่ออุณหภูมิที่สุดขั้ว
ปฐมกาล 1:27 ย้ำเตือนเราว่ามนุษย์แต่ละคนถูกสร้างขึ้นตามข้อกำหนดที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า “พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” เราถูกสร้างขึ้นโดยสะท้อนถึงพระลักษณะและธรรมชาติของพระเจ้า การถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาหมายความว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าในตนเอง พระเจ้าตรัสว่าเรื่องราวของแต่ละคนเริ่มขึ้นจากการทรงสร้าง “ตามฉายาตามอย่างของ [พระองค์]” (ข้อ 26) ความจริงข้อนี้คือรากฐานในการเข้าใจศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อัตลักษณ์และความสัมพันธ์กับผู้อื่น
เราก็เป็นเหมือนปากกาเหล่านั้นที่มีบทบาทสำคัญเช่นกัน! แม้เราอาจไม่รู้สึกว่าเราเป็นคนพิเศษ แต่เราทุกคนต่างมีคุณค่าภายในและวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ขอให้เราภูมิใจในเรื่องราวของชีวิตเรา โดยรู้ว่าองค์พระผู้สร้างทรงรักเราและทรงเรียกเราว่า “ดีนัก” (ข้อ 31)