ผู้เขียน

ดูทั้งหมด
Adam R. Holz

Adam Holz

Adam is senior associate editor at Focus on the Family’s media review website, Plugged In. Adam has also served as associate editor at Discipleship Journal. He is the author of the NavPress Bible study Beating Busyness. Adam is married to Jennifer, an ordained Presbyterian minister. They have three children whose passions include swimming, gymnastics, drama, piano, and asking dad what’s for dessert. In his free time, Adam enjoys playing electric guitar.

บทความ โดย Adam Holz

ถูกใจและเป็นที่รักของพระเจ้า

ปุ่มสัญลักษณ์ “ถูกใจ” ที่เป็นรูปยกนิ้วโป้งในเฟซบุ๊กนั้นดูราวกับว่าจะอยู่กับเรามานานแล้ว แต่อันที่จริงเจ้าสัญลักษณ์ที่แสดงความชอบนี้เพิ่งจะมีขึ้นเมื่อปี 2009 นี้เอง ผู้ออกแบบสัญลักษณ์ “ถูกใจ” คือจัสติน โรเซนสไตน์กล่าวว่าเขาต้องการช่วยสร้าง “โลกที่ผู้คนเสริมสร้างกันและกันมากกว่าที่จะทำลายกัน” แต่โรเซนสไตน์กลับต้องเสียใจเมื่อสิ่งที่เขาคิดค้นอาจทำให้ผู้ใช้เสพติดสื่อสังคมออนไลน์ในทางที่เป็นผลเสีย

ผมคิดว่าการสร้างสรรค์ของโรเซนสไตน์สื่อถึงความต้องการตามสัญชาตญาณของเราที่อยากได้คำชมและสัมพันธภาพ เราต้องการรู้ว่ามีคนอื่นที่รู้จักเรา สังเกตเห็นเรา และแน่นอนว่าชอบ(ถูกใจ)เรา สัญลักษณ์ “ถูกใจ” เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่ความโหยหาที่จะรู้จักและเป็นที่รู้จักนั้นมีมานานตั้งแต่ที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ปุ่ม “ถูกใจ” ก็ยังคงทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดีพอ แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เรารับใช้พระเจ้าผู้ซึ่งความรักของพระองค์นั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าปุ่มสัญลักษณ์เหล่านี้ ในเยเรมีย์ 1:5 เราได้เห็นถึงความผูกพันอันมีเป้าหมายที่ลึกซึ้งของพระองค์กับผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้มาหาพระองค์ “เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์”

พระเจ้าทรงรู้จักผู้เผยพระวจนะคนนี้ก่อนที่ท่านจะปฏิสนธิในครรภ์ และท่านถูกออกแบบให้มีชีวิตที่มีความหมายและเพื่อจะทำพันธกิจ (ข้อ 8-10) และพระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้เข้ามาสู่ชีวิตที่มีเป้าหมายด้วยเช่นกัน โดยการที่เราได้มารู้จักพระบิดาองค์นี้ผู้ทรงรู้จัก รัก และถูกใจในตัวเราอย่างลึกซึ้ง

วันที่ 7 – พระคุณสำหรับวันนี้ | ขอพระคุณและสันติสุขเป็นของท่าน

ขอพระคุณและสันติสุขเป็นของท่าน

ปี 2020 เป็นปีที่ท้าทายอย่างแท้จริง โคโรนาไวรัสระบาดทั่วโลก ปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทุกแห่ง ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติคุกรุ่น เป็นเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในระดับโลกอย่างที่คาดไม่ถึงมาก่อน ซึ่งก่อให้เกิดความกลัวและความวิตกกังวลไปทั่ว

ไม่ว่าคุณจะได้รับข่าวทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เว็บไซต์ หรือจากการสนทนากับเพื่อนบ้าน คุณจะพบว่าแทบไม่มีข่าวดีเลย เกือบทุกคืนที่ภรรยาและผมดูรายการถ่ายทอดข่าวต่างประเทศด้วยกัน แม้ว่าผู้ประกาศข่าวจะพยายามจบการรายงานข่าวด้วยเรื่องราวที่ให้ความหวัง แต่เรื่องดีเหล่านั้นไม่สามารถทดแทนความรู้สึกถึงการที่สิ่งต่างๆ กำลังพังทลายลงได้
สำหรับเปโตรผู้คุ้นเคยกับความยากลำบาก ในขณะที่เขียนจดหมายฉบับแรก เป็นเวลาเลวร้ายมากสำหรับผู้เชื่อในพระคริสต์ที่ต้องหลบหนีการตามทำร้ายและสังหารจากเนโร แต่กระนั้น จดหมายของเขายังเต็มไปด้วยความหวังสำหรับผู้ที่ต้องการพักเหนื่อยจากข่าวร้าย โดยที่คำเริ่มต้นจดหมายนั้นช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความทุกข์ทรมานที่ผู้เชื่อเผชิญอยู่ “ขอพระคุณและสันติสุขจงบังเกิดทวีคูณแก่ท่านทั้งหลายด้วยเถิด” (1 เปโตร 1:2)

ในช่วงเวลาที่ดี การทักทายด้วยถ้อยคำเช่นนี้ไม่เป็นสิ่งที่ยาก แต่ในเวลาแห่งความกลัวและวิตกกังวล เปโตรหนุนใจให้ผู้อ่านจดหมายในขณะนั้นและรวมถึงเราด้วย ที่จะระลึกถึงพระคุณและสันติสุขในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นของขวัญอันดีเลิศจากพระเจ้า เป็น “มรดกอันล้ำค่า” “ซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า” (ข้อ 4) เป็นความหวังที่มีชัยเหนือข่าวร้ายของวันนี้ และเตือนให้เรามุ่งมองที่พระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเติมเต็มเราด้วย “ความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” (ข้อ 8) เมื่อเรามอบแต่ละวันของเราไว้กับพระเจ้า

เขียนโดย อดัม อาร์ ฮอล์ซ

คิดใคร่ครวญ :
คุณคิดว่าการใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้คุณยืนหยัดผ่านเวลาแห่งความกลัวและความวิตกกังวลได้อย่างไร? ข้อพระคำตอนใดที่คุณต้องการท่องจำไว้เพื่อใช้ในเวลาที่ยากลำบาก?

อธิษฐาน :
พระบิดา เมื่อข้าพระองค์เผชิญกับฤดูกาลที่ยากลำบากในชีวิต โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อว่า พระองค์จะทรงยึดมั่นจิตใจข้าพระองค์ไว้ในความหวัง และเชื่อว่าพระองค์อยู่เหนือความกังวลและความกลัวที่ล้อมรอบข้าพระองค์อยู่…

วันที่ 7 - พระคุณสำหรับวันนี้ | ขอพระคุณและสันติสุขเป็นของท่าน

ขอพระคุณและสันติสุขเป็นของท่าน

ปี 2020 เป็นปีที่ท้าทายอย่างแท้จริง โคโรนาไวรัสระบาดทั่วโลก ปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทุกแห่ง ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติคุกรุ่น เป็นเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในระดับโลกอย่างที่คาดไม่ถึงมาก่อน ซึ่งก่อให้เกิดความกลัวและความวิตกกังวลไปทั่ว

ไม่ว่าคุณจะได้รับข่าวทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เว็บไซต์ หรือจากการสนทนากับเพื่อนบ้าน คุณจะพบว่าแทบไม่มีข่าวดีเลย เกือบทุกคืนที่ภรรยาและผมดูรายการถ่ายทอดข่าวต่างประเทศด้วยกัน แม้ว่าผู้ประกาศข่าวจะพยายามจบการรายงานข่าวด้วยเรื่องราวที่ให้ความหวัง แต่เรื่องดีเหล่านั้นไม่สามารถทดแทนความรู้สึกถึงการที่สิ่งต่างๆ กำลังพังทลายลงได้
สำหรับเปโตรผู้คุ้นเคยกับความยากลำบาก ในขณะที่เขียนจดหมายฉบับแรก เป็นเวลาเลวร้ายมากสำหรับผู้เชื่อในพระคริสต์ที่ต้องหลบหนีการตามทำร้ายและสังหารจากเนโร แต่กระนั้น จดหมายของเขายังเต็มไปด้วยความหวังสำหรับผู้ที่ต้องการพักเหนื่อยจากข่าวร้าย โดยที่คำเริ่มต้นจดหมายนั้นช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความทุกข์ทรมานที่ผู้เชื่อเผชิญอยู่ “ขอพระคุณและสันติสุขจงบังเกิดทวีคูณแก่ท่านทั้งหลายด้วยเถิด” (1 เปโตร 1:2)

ในช่วงเวลาที่ดี การทักทายด้วยถ้อยคำเช่นนี้ไม่เป็นสิ่งที่ยาก แต่ในเวลาแห่งความกลัวและวิตกกังวล เปโตรหนุนใจให้ผู้อ่านจดหมายในขณะนั้นและรวมถึงเราด้วย ที่จะระลึกถึงพระคุณและสันติสุขในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นของขวัญอันดีเลิศจากพระเจ้า เป็น “มรดกอันล้ำค่า” “ซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า” (ข้อ 4) เป็นความหวังที่มีชัยเหนือข่าวร้ายของวันนี้ และเตือนให้เรามุ่งมองที่พระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งเติมเต็มเราด้วย “ความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้” (ข้อ 8) เมื่อเรามอบแต่ละวันของเราไว้กับพระเจ้า

เขียนโดย อดัม อาร์ ฮอล์ซ

คิดใคร่ครวญ :
คุณคิดว่าการใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้คุณยืนหยัดผ่านเวลาแห่งความกลัวและความวิตกกังวลได้อย่างไร? ข้อพระคำตอนใดที่คุณต้องการท่องจำไว้เพื่อใช้ในเวลาที่ยากลำบาก?

อธิษฐาน :
พระบิดา เมื่อข้าพระองค์เผชิญกับฤดูกาลที่ยากลำบากในชีวิต โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อว่า พระองค์จะทรงยึดมั่นจิตใจข้าพระองค์ไว้ในความหวัง และเชื่อว่าพระองค์อยู่เหนือความกังวลและความกลัวที่ล้อมรอบข้าพระองค์อยู่…

ของประทานจากพระเจ้า

หลายสิบปีก่อนผมไปค่ายของวิทยาลัยที่ทุกคนพูดถึงแบบประเมินบุคลิกภาพ คนหนึ่งบอกว่า “ฉันเป็น ISTJ!” อีกคนส่งเสียงสดใส “ฉันเป็น ENFP” ผมรู้สึกงง จึงล้อเล่นว่า “ผมเป็น ABCXYZ”

ตั้งแต่นั้นมาผมได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับแบบประเมินนั้น (ของมายเยอส์บริกส์) และแบบประเมินอื่นๆ เช่น การประเมินลักษณะนิสัย ผมพบว่าสิ่งเหล่านี้น่าสนใจเพราะจะช่วยให้เราเข้าใจตนเองและผู้อื่นในแง่ที่เป็นประโยชน์และเผยให้เราเห็นถึงความชอบ จุดแข็งและจุดอ่อนของเรา หากเราไม่ใช้แบบประเมินต่างๆเหล่านี้มากเกินไป สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ที่พระเจ้าใช้เพื่อช่วยให้เราเติบโต

พระคัมภีร์ไม่ได้นำเสนอแบบประเมินบุคลิกภาพกับเรา แต่พระคัมภีร์ยืนยันถึงเอกลักษณ์ของแต่ละคนในสายพระเนตรของพระเจ้า (ดู สดด.139:14-16, ยรม.1:5) และแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เราทุกคนมีลักษณะเฉพาะ และของประทานพิเศษเฉพาะตัวเพื่อรับใช้ผู้อื่นในอาณาจักรของพระองค์อย่างไร ในโรม 12:6 เปาโลอธิบายความคิดนี้ เมื่อท่านบอกว่า “เราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา”

เปาโลอธิบายว่าของประทานเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อเราแต่เพียงผู้เดียว แต่มีจุดประสงค์เพื่อรับใช้คนของพระเจ้านั้นคือพระกายของพระคริสต์ (ข้อ 5) ของประทานเหล่านั้นแสดงถึงพระคุณและความประเสริฐของพระองค์ ซึ่งทำงานในเราและผ่านเราทุกคน ของประทานเหล่านั้นเชื้อเชิญให้เราแต่ละคนเป็นภาชนะพิเศษในการรับใช้พระเจ้า

“ขอโปรดช่วยให้ข้าพระองค์เชื่อ”

“ความเชื่อของลูกอยู่ที่ไหน แม้ลึกลงไป ณ ที่นั่น ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากความว่างเปล่าและมืดมิด...ถ้ามีพระเจ้า ขอทรงยกโทษให้ลูกด้วย”

ผู้ที่เขียนถ้อยคำเหล่านี้อาจทำให้คุณแปลกใจ คือแม่ชีเทเรซ่าผู้ซึ่งเป็นที่รักและทรงเกียรติคุณในฐานะผู้รับใช้คนยากไร้ในเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย แม่ชีเทเรซ่าต่อสู้อย่างมากเพื่อความเชื่อของเธอมาเป็นเวลากว่าห้าทศวรรษ หลังจากที่เธอเสียชีวิตในปี 1997 การต่อสู้ครั้งนั้นจึงถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งในสมุดบันทึกของเธอได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือ ขอทรงเป็นแสงสว่างของข้าพระองค์

เราจะทำอย่างไรกับความสงสัยหรือความรู้สึกที่ว่าพระเจ้าไม่อยู่ด้วย ช่วงเวลาเหล่านั้นอาจสร้างความทุกข์ทรมานกับผู้เชื่อบางคนมากกว่าคนอื่นๆ แต่มีช่วงหนึ่งในชีวิตของผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อจำนวนมากที่จะประสบกับช่วงเวลาหรือฤดูกาลแห่งความสงสัยเช่นนี้

ผมรู้สึกขอบคุณที่พระคัมภีร์มอบคำอธิษฐานที่สวยงามและขัดแย้ง ซึ่งแสดงถึงทั้งความเชื่อและการขาดความเชื่อ ในมาระโกบทที่ 9 พระเยซูทรงพบบิดาผู้มีบุตรชายที่ถูกผีทำให้ทุกข์ทรมานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก (ข้อ 21) เมื่อพระเยซูตรัสว่าชายคนนั้นต้องมีความเชื่อ (“ใครเชื่อก็ทำให้ได้ทุกสิ่ง” ข้อ 23) เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ ที่ข้าพเจ้ายังขาดความเชื่อนั้นขอโปรดช่วยให้เชื่อเถิด” (ข้อ 24)

คำวิงวอนที่ซื่อสัตย์จากใจจริงนี้เชื้อเชิญเราทั้งหลายที่ต่อสู้กับความสงสัยให้มอบมันไว้กับพระเจ้า โดยเชื่อวางใจว่าพระองค์จะทรงเสริมความเชื่อของเราให้แข็งแกร่งได้ และยึดเราไว้อย่างมั่นคงในท่ามกลางหุบเหวที่ลึกที่สุดและมืดมนที่สุดที่เราจะเดินข้ามไป

สัตย์ซื่ออย่างเงียบๆ

ผมไม่ทันสังเกตเห็นเขาในตอนแรก ผมลงมากินอาหารเช้าที่โรงแรม ทุกอย่างในห้องอาหารนั้นสะอาดสะอ้าน โต๊ะบุฟเฟ่ต์มีอาหารอยู่เต็ม ของในตู้เย็นมีพร้อม อุปกรณ์ที่จะต้องใช้จัดเรียงไว้อย่างเพียงพอ ทุกอย่างดูดีมาก

แล้วผมก็เห็นเขา ชายคนหนึ่งคอยเติมอาหารและคอยเช็ดนั่นเช็ดนี่อยู่อย่างเงียบๆ เขาไม่ได้ทำตัวให้เป็นที่สังเกตเลย แต่ยิ่งผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานขึ้นผมก็ยิ่งประทับใจ ชายคนนี้ทำงานอย่างรวดเร็ว คอยดูทุกอย่างและคอยเติมอาหารก่อนที่จะมีใครถาม ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ด้านงานบริการอาหารคนหนึ่ง ผมสังเกตว่าเขาจะคอยใส่ใจในรายละเอียด ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเพราะชายคนนี้ทำงานอย่างสัตย์ซื่อ แม้อาจมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สังเกตเห็น

การมองดูชายคนนี้ทำงานอย่างเอาใจใส่ ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของเปาโลในเธสะโลนิกาที่ว่า “จงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง เหมือนอย่างที่เรากำชับท่านแล้ว ...เพื่อท่านจะได้เป็นที่นับถือของคนภายนอก” (1 ธส.4:11-12) เปาโลเข้าใจว่าการเป็นคนงานที่สัตย์ซื่อจะเป็นที่นับถือของคนอื่นได้ จากการนำเสนอคำพยานแบบเงียบๆ ว่าพระกิตติคุณมีผลทำให้การบริการผู้อื่นที่ดูเหมือนเล็กน้อยนั้นกลายเป็นการกระทำที่มีศักดิ์ศรีและเป้าหมาย

ผมไม่รู้ว่าชายคนที่ผมเห็นวันนั้นเป็นผู้เชื่อในพระเยซูหรือไม่ แต่ผมรู้สึกซาบซึ้งใจในความขยันขันแข็งแบบเงียบๆ ของเขาที่เตือนผมให้พึ่งพาในพระเจ้า เพื่อจะใช้ชีวิตด้วยความสัตย์ซื่ออย่างเงียบๆที่สะท้อนพระลักษณะอันสัตย์ซื่อของ พระองค์

โหยหาสิ่งล่อใจ

ผมวางโทรศัพท์ลงด้วยความเบื่อหน่ายกับการระดมส่งรูปภาพ ความคิดเห็น และการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องมาบนหน้าจอแสดงผลเล็กๆ แต่แล้วผมก็หยิบมันขึ้นมาและเปิดมันอีกครั้ง เพราะเหตุใดกัน

ในหนังสือชื่อ ความตื้นเขิน ของนิโคลัส คาร์ ได้อธิบายว่าอินเทอร์เน็ตปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับความสงบนิ่งไปอย่างไร “สิ่งที่อินเทอร์เน็ตกำลังทำคือบั่นทอนความสามารถในการจดจ่อและไตร่ตรองของผม ไม่ว่าผมจะออนไลน์อยู่หรือไม่ แต่ความคิดของผมในตอนนี้ก็คาดหวังที่จะรับข้อมูลด้วยวิธีที่อินเทอร์เน็ตนำเสนอ คือมาเป็นระลอกคลื่นแห่งสิ่งละอันพันละน้อยที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นนักดำน้ำในทะเลแห่งถ้อยคำ แต่ตอนนี้ผมแล่นไปบนผิวน้ำเหมือนชายที่ขับเจ็ตสกี”

การใช้ชีวิตบนเจ็ตสกีแห่งจิตใจที่เคลื่อนไปอย่างรวดเร็วฟังดูไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ แต่เราจะเริ่มลดความเร็วลงเพื่อดำดิ่งลงไปในผืนน้ำอันนิ่งสงบแห่งจิตวิญญาณได้อย่างไร

ในสดุดี 131 ดาวิดเขียนว่า “ข้าพระองค์ได้สงบและระงับจิตใจของข้าพระองค์” (ข้อ 2) ถ้อยคำของดาวิดเตือนสติว่าผมมีหน้าที่ที่ต้องทำ การเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นเริ่มด้วยการเลือกที่จะอยู่นิ่ง แม้จะต้องตัดสินใจเลือกเช่นนั้นซ้ำๆอีกหลายครั้ง แล้วเราจะค่อยๆได้พบกับความประเสริฐของพระเจ้าที่จุใจเรา เราจะเป็นเหมือนเด็กเล็กๆที่ได้พักสงบอยู่ในความพึงใจ โดยรู้ว่าพระองค์ผู้เดียวที่ทรงเป็นผู้ประทานความหวัง (ข้อ 3) ซึ่งเป็นความอิ่มเอมใจที่ไม่มีแอปใดในสมาร์ทโฟนจะทำได้ และไม่มีสื่อสังคมใดมอบให้ได้

ไม่จดจำความบาปอีกต่อไป

ผมไม่เคยเห็นน้ำแข็ง แต่ผมรู้สึกถึงมันได้ ด้านท้ายรถกระบะของคุณตาที่ผมกำลังขับมีอาการแกว่ง แฉลบครั้งที่หนึ่ง สอง สาม แล้วผมก็ลอยไปในอากาศ ข้ามกำแพงริมน้ำความสูงสิบห้าฟุต ผมจำได้ว่าตอนนั้นนึกในใจว่า นี่จะเป็นอะไรที่เจ๋งมากเลยถ้าผมไม่ได้กำลังจะตาย อีกสักพักต่อมารถบรรทุกชนโครมเข้ากับเนินเขาลาดชันและกลิ้งลงไปข้างล่าง ผมคลานออกจากที่นั่งที่ถูกบี้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร

รถบรรทุกพังยับเยินในเช้าของเดือนธันวาคมปีค.ศ.1992 พระเจ้าทรงไว้ชีวิตผม แต่คุณตาของผมล่ะท่านจะว่าอย่างไร ที่จริงแล้วท่านไม่เคยพูดถึงรถบรรทุกแม้แต่คำเดียว ไม่เคยเลย ไม่มีการดุด่า ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ไม่มีเลย มีแต่การให้อภัยและรอยยิ้มของคุณตาที่ผมไม่เป็นอะไร

ความเมตตาของคุณตาของผมทำให้ผมระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าในเยเรมีย์ 31 แม้พวกเขาจะล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ แต่พระเจ้ายังทรงสัญญาที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประชากรของพระองค์ พระองค์ตรัสว่า “เราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป” (ข้อ 34)

ผมเชื่อว่าคุณตาของผมไม่เคยลืมว่าผมทำลายรถบรรทุกของท่าน แต่ท่านทำเหมือนที่พระเจ้าทรงทำ คือ ไม่จดจำสิ่งเหล่านั้น ไม่ทำให้ผมอับอาย ไม่ให้ผมจ่ายราคาที่ผมติดค้าง คุณตาได้ทำเช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงตรัสว่าจะทำ คือเลือกที่จะไม่จดจำมันอีกต่อไป ราวกับว่าความผิดที่ผมทำนั้นไม่เคยเกิดขึ้น

อับดับแรกในรายการ

เช้านี้เริ่มต้นเหมือนออกสตาร์ท ผมแทบกระโจนลงจากเตียงเพื่อพุ่งชนกับเส้นตายของวัน ผมระเบิดความเร็วเต็มที่ในการเขียนรายการ “สิ่งที่ต้องทำ” ส่งเด็กๆไปโรงเรียน เสร็จ ไปทำงาน เสร็จ ทั้งหน้าที่ส่วนตัวและอาชีพการงานที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

“…13.แก้ไขบทความ 14.เก็บกวาดสำนักงาน 15.วางกลยุทธ์ของทีม 16.เขียนบล็อกเรื่องเทคโนโลยี 17.เก็บกวาดห้องใต้ดิน 18.อธิษฐาน”

เมื่อมาถึงรายการที่ 18 ผมระลึกขึ้นได้ว่าต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่ผมก็มาไกลแล้วก่อนที่จะฉุกคิดด้วยซ้ำว่าผมกำลังทำคนเดียวโดยพยายามผลักดันด้วยตัวเอง

พระเยซูทรงรู้ พระองค์ทรงรู้ว่าการงานในวันต่างๆของเราจะปะทะเข้ามา คลื่นลมในทะเลแห่งความเร่งรีบที่ไม่หยุดหย่อน พระองค์จึงตรัสสั่งว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มธ.6:33)

เป็นเรื่องปกติที่จะได้ยินคำตรัสต่างๆของพระเยซูเป็นเสมือน คำบัญชา และก็เป็นเช่นนั้น แต่มีอีกหลายตอนที่เป็น คำเชิญชวน ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 6 พระเยซูทรงเชิญชวนให้เราแลกความวิตกกังวลอันบ้าคลั่งของโลก (ข้อ 25-32) กับชีวิตแห่งการไว้วางใจในแต่ละวัน แม้ว่าเรามาถึงรายการที่ 18 ก่อนที่จะระลึกได้ว่าควรมองดูชีวิตจากมุมมองของพระองค์ แต่โดยพระคุณของพระเจ้านั้นพระองค์จะทรงช่วยเราในตลอดวันคืนแห่งการงานของเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา