ผู้เขียน

ดูทั้งหมด
Adam R. Holz

Adam Holz

Adam is senior associate editor at Focus on the Family’s media review website, Plugged In. Adam has also served as associate editor at Discipleship Journal. He is the author of the NavPress Bible study Beating Busyness. Adam is married to Jennifer, an ordained Presbyterian minister. They have three children whose passions include swimming, gymnastics, drama, piano, and asking dad what’s for dessert. In his free time, Adam enjoys playing electric guitar.

บทความ โดย Adam Holz

ตัวบั่นทอน

มันเริ่มด้วยอาการระคายคอ ผมคิดในใจว่าแย่แล้ว อาการระคายคอนั้นกลายมาเป็นไข้หวัดใหญ่ ที่เป็นระยะเริ่มต้นของโรคหลอดลมอักเสบ ไข้หวัดใหญ่กลายเป็นไอกรน และไอกรนนี้เองได้กลายเป็นปอดอักเสบ

เป็นเวลา 8 สัปดาห์กับการไออย่างรุนแรงจนลำตัวแทบแตกเป็นเสี่ยง โรคไอกรนนี้มีที่มาสมกับชื่อจริงๆ มันทำให้ผมถ่อมใจ ผมไม่คิดว่าตัวเองจะแก่ขนาดนั้น แต่ผมก็อายุมากพอที่จะเริ่มคิดถึงว่าตัวเองนั้นแก่แล้ว สมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มย่อยที่คริสตจักรมีชื่อตลกๆสำหรับปัญหาสุขภาพที่โจมตีเมื่อเราอายุมากขึ้นว่า “ตัวบั่นทอน” แต่ไม่มีอะไรที่น่ารักเลยเมื่อตัวบั่นทอนนี้ “ปฏิบัติการ” ของมัน

ใน 2 โครินธ์ 4 เปาโลเองได้เขียนถึง “ตัวบั่นทอน” ในแบบที่ท่านพบ บทนี้บันทึกถึงการถูกข่มเหงที่ท่านและเพื่อนร่วมงานต้องทน การทำพันธกิจให้สำเร็จนั้นนำมาซึ่งความเหนื่อยล้าจนหมดกำลัง ท่านยอมรับว่า “กายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป” แต่ถึงแม้ร่างกายจะเสื่อมถอยจากอายุ การถูกข่มเหง และสภาพแวดล้อมที่หนักหนาสาหัส เปาโลยังคงยึดมั่นในความหวังที่ทำให้ท่านไปต่อได้ “แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” (ข้อ 16) ท่านยังเน้นย้ำว่า “การทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆ...ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น” เทียบไม่ได้กับสิ่งที่รอเราอยู่ นั่นคือ “ศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้” (ข้อ 17)

แม้ในค่ำคืนที่ผมเขียนอยู่นี้ กรงเล็บของตัวบั่นทอนจะยังเกาะแน่นที่หน้าอก แต่ผมรู้ว่ามันไม่ใช่บทสรุปของชีวิตผมและของทุกคนที่ยึดมั่นอยู่ในพระคริสต์

โอบกอด

“พ่อคะ อ่านหนังสือให้หนูฟังได้ไหม” ลูกสาวผมถาม นี่เป็นคำถามปกติธรรมดาที่ลูกจะถามพ่อแม่ แต่ลูกสาวของผมอายุสิบเอ็ดปีแล้ว เด็กในวัยนี้จะขอแบบนี้น้อยลงกว่าตอนที่พวกเขายังเล็ก “ได้สิ” ผมตอบด้วยความยินดี และเธอขึ้นมานั่งขดตัวข้างๆผมบนเก้าอี้โซฟา

ขณะที่ผมอ่านหนังสือให้เธอฟัง (เรื่อง อภินิหารแหวนครองพิภพ) เธอกอดผมแน่นจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน นี่เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่แสนพิเศษสำหรับพ่อแม่ ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกถึงความรักบริบูรณ์ที่พระบิดาทรงมีต่อเราและทรงปรารถนาที่จะให้เรา “โอบกอด” การทรงสถิตอยู่ด้วยและความรักของพระองค์

ในเวลานั้นเองผมตระหนักว่าผมก็เป็นเหมือนกับลูกวัยสิบเอ็ดขวบของผม ที่ส่วนใหญ่แล้วจะชอบพึ่งพาตัวเอง เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะขาดจากสัมผัสแห่งรักของพระเจ้า ซึ่งเป็นความรักที่อ่อนโยนและปกป้องดังที่สดุดี 116 บรรยายว่า “กรุณาและชอบธรรม...กอปรด้วยพระเมตตา” (ข้อ 5) เป็นความรักแบบที่ผมสามารถขดตัวอยู่บนตักของพระองค์เหมือนที่ลูกสาวผมทำ และรู้ว่าพระองค์ทรงโปรดปรานในตัวผม

สดุดี 116:7 แนะนำว่าเราควรเตือนตนเองอยู่เสมอถึงความรักประเสริฐของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมพระหัตถ์ที่รอคอยเราอยู่ “จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ยกลับไปสู่ที่พักของเจ้าเถิด เพราะพระเจ้าทรงโปรดปรานเจ้ามากแล้ว​” พระองค์ทรงรักเรายิ่งนัก

พายุแห่งความกลัว

ในโฆษณาทางทีวีที่ผมเห็นไม่นานมานี้ มีผู้หญิงคอยถามคนในกลุ่มที่ดูทีวีอยู่ว่า “คุณกำลังมองหาอะไร มาร์ค” “ผมกำลังมองหาตัวเองในแบบที่จะไม่ตัดสินใจทำอะไรเพราะความกลัว” เขาตอบจริงจัง ไม่ได้ตระหนักว่าเธอถามถึงสิ่งที่เขาชอบดูในทีวี!

ว้าว ผมไม่คิดว่าโฆษณาทีวีจะแทงใจดำผมเช่นนี้! แต่ผมเข้าใจมาร์คผู้น่าสงสาร บางครั้งผมเองก็รู้สึกอายที่ความกลัวมักนำหน้าชีวิตผม

สาวกของพระเยซูเคยประสบกับอำนาจแห่งความกลัวเช่นกันเมื่อพวกเขาข้ามฝั่งทะเลกาลิลี (มก.4:35) “พายุใหญ่ได้บังเกิดขึ้น” (ข้อ 37) ความกลัวเข้าครอบงำและพวกเขาคิดว่าพระเยซู (ที่ทรงหลับอยู่!) ไม่ห่วงใยพวกเขา “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะจมอยู่แล้ว ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ” (ข้อ 38)

ความกลัวบิดเบือนการมองเห็นของสาวก ทำให้พวกเขามืดบอดต่อความหวังดีของพระเยซูที่มีต่อพวกเขา หลังจากพระองค์ทรงห้ามลมและคลื่นแล้ว (ข้อ 39) พระคริสต์ทรงตำหนิสาวกด้วยสองคำถามกินใจ “ทำไมเจ้ากลัว เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ” (ข้อ 40)

พายุซัดเข้ามาในชีวิตเราเช่นกัน แต่คำถามของพระเยซูอาจช่วยให้เรามีมุมมองที่ถูกต้องต่อความกลัว คำถามแรกของพระองค์เชิญชวนให้เรารู้จักความกลัวของเรา คำถามที่สองนำเราให้ไว้ใจมอบความรู้สึกที่บิดเบือนให้พระองค์ โดยการทูลขอให้เรามีสายตาที่มองเห็นการทรงนำของพระองค์ผ่านพายุใหญ่ที่รุนแรงที่สุดในชีวิต

ลิดเพื่อให้เกิดผล

ขณะจ้องดูผึ้งตัวใหญ่ที่กำลังบินวนเวียนอยู่เหนือพุ่มรัสเซียนเสจ ผมรู้สึกประหลาดใจกับกิ่งที่เต็มไปด้วยดอกสีฟ้าสดใสซึ่งดึงดูดสายตาของทั้งผมและผึ้ง เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาผมยังสงสัยว่ามันจะออกดอกได้อีกหรือ ตอนที่พ่อตากับแม่ยายผมตัดต้นแพงพวยตรงโคนต้น ผมคิดว่าพวกเขาคงจะกำจัดมันทิ้ง แต่ตอนนี้ผมเห็นกับตาแล้วว่า การตัดแต่งกิ่งที่ดูโหดร้ายสำหรับผมในเวลานั้นทำให้เกิดผลที่งดงามเพียงใด

ความงามอันน่าประหลาดซึ่งเกิดจากแผลฉกรรจ์นี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พระเยซูทรงเลือกภาพการลิดเพื่ออธิบายถึงการทำงานของพระเจ้าในหมู่ผู้เชื่อ ในยอห์น 15 พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา...แขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น” (ข้อ 1-2)

คำตรัสของพระเยซูย้ำเตือนเราว่า พระเจ้าทรงทำกิจอยู่ภายในเราเสมอทั้งในช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณและช่วยให้เราเกิดผล (ข้อ 5) ในช่วงของ “การลิด” ซึ่งเป็นฤดูกาลแห่งความทุกข์ยากหรือความหดหู่ใจ เราอาจสงสัยว่าเราจะเติบโตได้อีกหรือ แต่พระเยซูทรงหนุนใจเราให้ติดสนิทกับพระองค์ต่อไป “แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น” (ข้อ 4)

เมื่อเรายังคงได้รับการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณจากพระเยซูอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์แห่งความงดงามและการเกิดผลของชีวิตเรา (ข้อ 8) จะทำให้โลกเห็นถึงความประเสริฐของพระเจ้า

เคลื่อนที่ด้วยความเร็วของพระเยซู

เมื่อไม่นานมานี้รถของผมเสีย อู่ซ่อมรถอยู่ใกล้ๆราวหนึ่งกิโลเมตรกว่าจากบ้าน ผมจึงตัดสินใจเดินกลับบ้าน แต่ขณะเดินไปเรื่อยๆบนทางที่คับคั่งไปด้วยผู้คน ผมสังเกตเห็นว่าทุกคนขับรถเร็วมาก

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรู้ว่ารถวิ่งเร็วกว่าคนเดินเท้า ขณะที่เดินกลับบ้านผมตระหนักว่า พวกเราเคยชินกับการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วตลอดเวลา และผมก็ตระหนักอีกว่า บ่อยครั้งผมคาดหวังให้พระเจ้าเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วย ผมต้องการให้แผนการของพระองค์ตรงกับตารางเวลาที่รวดเร็วของผม

เมื่อพระเยซูทรงอยู่ในโลก ย่างก้าวที่ดูเหมือนเชื่องช้าของพระองค์บางครั้งก็ทำให้เพื่อนๆของพระองค์ผิดหวัง ในยอห์นบทที่ 11 มารีย์และมารธาส่งข่าวถึงพระเยซูว่าลาซารัสน้องชายกำลังป่วย พวกเธอรู้ว่าพระองค์ทรงช่วยได้ (ข้อ 1-3) แต่พระองค์ทรงมาถึงสี่วันหลังจากนั้น (ข้อ 17) หลังจากลาซารัสเสียชีวิตแล้ว มารธาทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย” (ข้อ 21) ความหมายคือพระองค์มาไม่เร็วพอ แต่พระองค์ทรงมีแผนการที่ใหญ่กว่านั้น คือการชุบชีวิตลาซารัสขึ้นจากความตาย (ข้อ 38-44)

คุณเข้าใจความสิ้นหวังของมารธาไหม ผมเข้าใจ บางครั้งผมอยากให้พระเยซูตอบคำอธิษฐานเร็วๆ บางครั้งดูเหมือนว่าพระองค์มาสาย แต่ตารางเวลาของพระองค์ต่างจากเรา พระองค์ทรงบรรลุเป้าหมายการทรงไถ่ตามตารางเวลาของพระองค์ ไม่ใช่ของเรา และผลลัพธ์สูงสุดได้สำแดงถึงพระสิริและความประเสริฐของพระองค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าแผนการของเรา

บทเรียนจากไก่งวง

คุณรู้ไหมว่าไก่งวงที่อยู่กันเป็นกลุ่มเรียกว่าอะไร คำตอบคือฝูงไก่งวง ทำไมผมจึงเขียนถึงไก่งวง เพราะผมเพิ่งกลับจากการใช้เวลาช่วงวันหยุดที่กระท่อมบนภูเขา ผมแปลกใจกับขบวนไก่งวงที่เดินพาเหรดผ่านระเบียงบ้านของเราทุกวัน

ผมไม่เคยเฝ้าดูไก่งวงมาก่อน พวกมันตะกุยพื้นอย่างแรงด้วยกรงเล็บอันน่าทึ่ง จากนั้นก็ไล่จิกลงไปที่พื้น ผมเดาว่ามันกำลังกินอาหาร นี่เป็นครั้งแรกที่ผมสังเกตไก่งวง ผมจึงไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม ดูเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ผอมกะหร่องแถวบ้านเราจะไม่ช่วยให้อิ่มท้องเท่ากับเจ้าไก่งวงที่จ้ำม่ำพวกนี้

ขณะที่นั่งดูไก่งวงเหล่านี้ ผมคิดถึงคำพูดของพระเยซูในมัทธิว 6:26 ว่า“จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” พระเยซูทรงใช้ภาพการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงนกที่ดูไร้ค่าเพื่อเตือนเราให้รู้ถึงความห่วงใยที่ทรงมีต่อเรา หากชีวิตของนกยังสำคัญ ชีวิตของเราจะไม่สำคัญยิ่งกว่าหรือ จากนั้นพระเยซูทรงเปรียบความกังวลถึงสิ่งจำเป็นประจำวันของเรา (ข้อ 27-31) กับชีวิตที่ “แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน” (ข้อ 33) เป็นชีวิตที่เรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับเราอย่างอุดม ถ้าพระเจ้าทรงดูแลฝูงไก่งวงได้ พระองค์ก็จะดูแลคุณและผมได้แน่นอน

หัวใจของนักร้อง

เสียงเพลงสรรเสริญพระเจ้าดังลอยมาจากชั้นล่าง ตอน 6:33 น.ในเช้าวันเสาร์ ผมไม่คิดว่าจะมีใครตื่น แต่เสียงแหบๆของลูกสาวทำให้รู้ว่าผมคิดผิด เธอดูเหมือนยังไม่ตื่นแต่ปากของเธอก็เริ่มร้องเพลง

ลูกสาวคนสุดท้องของผมเป็นนักร้อง จริงๆแล้วเธอร้องเพลงไม่ได้ เธอร้องเพลงเมื่อเธอตื่น เมื่อเธอไปโรงเรียน เมื่อเธอเข้านอน เธอเกิดมาพร้อมกับบทเพลงในใจของเธอ และเพลงของเธอส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่พระเยซู เธอสรรเสริญพระเจ้าทุกที่ทุกเวลา

ผมรักความเรียบง่าย ความทุ่มเทและตั้งใจจริงในน้ำเสียงของลูกสาวผม ความเป็นธรรมชาติและชื่นชมยินดีในบทเพลงของเธอ สะท้อนคำเชิญให้สรรเสริญพระเจ้าที่เราพบได้ในพระคัมภีร์ สดุดีบทที่ 95 บอกว่า “มาเถิด ให้เราทั้งหลายร้องเพลงถวายพระเจ้า ให้เรากระทำเสียงชื่นบานถวายพระศิลาแห่งความรอดของพวกเรา” (ข้อ 1) เมื่ออ่านต่อไป เราเรียนรู้ว่าคำสรรเสริญนี้หลั่งไหลออกมาจากความเข้าใจที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด (“เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าใหญ่ยิ่ง และทรงเป็นกษัตรย์ใหญ่ยิ่งเหนือพระทั้งหลาย” ข้อ 3) และใครที่เป็นเจ้าของเรา (“เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากร แห่งทุ่งหญ้าของพระองค์” ข้อ 7)

สำหรับลูกสาวของผม ความจริงเหล่านั้นคือสิ่งแรกในความคิดของเธอในตอนเช้า โดยพระคุณของพระเจ้า ผู้นมัสการตัวน้อยคนนี้ได้เตือนใจเราถึงความชื่นชมยินดีเมื่อได้ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า

สงบศึกกับปัญหา

ตอนที่เราใกล้จะถึงบ้าน ผมสังเกตเห็นเข็มวัดความร้อนของเครื่องยนต์กำลังขึ้นสูง เมื่อเข้าที่จอด ผมดับเครื่องและกระโดดออกจากรถ ควันลอยออกมาจากฝากระโปรง เครื่องยนต์ส่งเสียงดังเหมือนเวลาทอดเบคอน ผมเข็นรถถอยหลังไปสองสามฟุตและเห็นว่ามีน้ำมันหยดอยู่ที่พื้น ผมรู้ทันทีว่าปะเก็นฝาสูบระเบิด

ผมโอดครวญ เราเพิ่งใช้เงินจำนวนมากไปกับการซ่อมแซม ทำไมมันยังทำงานไม่ได้อีก ผมบ่นอย่างอารมณ์เสีย ทำไมอะไรๆถึงไม่หยุดพังสักที

คุณเป็นเหมือนผมไหม บางครั้งเราผ่านวิกฤติหนึ่งมาได้ แก้ปัญหาหนึ่งเสร็จชำระหนี้ก้อนใหญ่หมด เพื่อที่จะพบกับปัญหาใหม่ที่บางครั้งก็หนักกว่าเรื่องรถเสีย เช่น การตรวจเจอโรคร้าย การเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร การสูญเสียอันเลวร้าย

ในเวลาเช่นนั้นเราเรียกร้องหาโลกที่ดีกว่า ที่มีปัญหาน้อยกว่า โลกที่พระเยซูทรงสัญญาไว้กำลังจะมาถึง แต่ก็ยังไม่ถึง พระเยซูทรงเตือนสาวกของพระองค์ในยอห์น 16 ว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ข้อ 33) พระเยซูตรัสถึงปัญหาร้ายแรงเช่นการถูกข่มเหงเพราะความเชื่อ แต่พระองค์ทรงสอนว่าความทุกข์ยากเหล่านั้นไม่มีวันเอาชนะผู้ที่มีความหวังในพระองค์ได้

ปัญหาทั้งเล็กและใหญ่อาจตามเล่นงานเรา แต่พระสัญญาของพระเยซูถึงวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าถ้าเราอยู่กับพระองค์ หนุนใจเราที่จะไม่ปล่อยให้ปัญหามากำหนดชีวิตของเราในวันนี้

ขับรถฝ่ายวิญญาณ

ผมจำรายละเอียดหลายอย่างในชั้นเรียนขับรถไม่ได้ แต่อักษร พ-ร-ค-ต-ป ยังฝังแน่นในความทรงจำ

อักษรพวกนี้แทนคำว่า พิจารณา ระบุ คาดการณ์ ตัดสินใจ และปฏิบัติ นี่คือขั้นตอนที่เราถูกสอนให้ฝึกเป็นประจำ เราต้องพิจารณาเส้นทาง ระบุอันตราย คาดการณ์ผลของอันตราย ตัดสินใจว่าจะตอบสนองอย่างไร และหากจำเป็น ให้ปฏิบัติตามแผน นี่คือกลยุทธ์ในการมุ่งมั่นหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ

ผมสงสัยว่าแนวคิดนี้จะนำมาใช้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร ในเอเฟซัส 5 เปาโลบอกผู้เชื่อในเอเฟซัสว่า “จงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา” (ข้อ 15) เปาโลทราบว่าอันตรายบางอย่างอาจทำให้ พวกเขาล้มลงสู่ชีวิตเก่าที่ขัดกับชีวิตใหม่ในพระเยซู (ข้อ 8, 10-11) จึงแนะนำคริสตจักรที่กำลังเติบโตให้ระมัดระวัง

คำที่แปลว่า “จงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี” นั้นความหมายตรงตัวคือ “ดูว่าคุณเดินอย่างไร” หรือหมายถึง มองไปรอบๆ สังเกตอันตราย และหลีกเลี่ยงความบาป เช่นการเมาเหล้าและใช้ชีวิตเสเพล (ข้อ 18) แทนที่จะทำอย่างนั้น อัครทูตบอกให้เราแสวงหาที่จะเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้าในชีวิต (ข้อ 17) ขณะที่เราร้องสรรเสริญและขอบพระคุณพระองค์ร่วมกับผู้เชื่อ (ข้อ 19-20)

ไม่ว่าเราจะเผชิญอันตรายใด และแม้จะสะดุดล้ม เรายังคงมีประสบการณ์กับชีวิตใหม่ในพระคริสต์ได้ในขณะที่เราเติบโตโดยพึ่งพากำลังและพระคุณอันไร้ขีดจำกัดของพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา