ผู้เขียน

ดูทั้งหมด
Adam R. Holz

Adam Holz

Adam is senior associate editor at Focus on the Family’s media review website, Plugged In. Adam has also served as associate editor at Discipleship Journal. He is the author of the NavPress Bible study Beating Busyness. Adam is married to Jennifer, an ordained Presbyterian minister. They have three children whose passions include swimming, gymnastics, drama, piano, and asking dad what’s for dessert. In his free time, Adam enjoys playing electric guitar.

บทความ โดย Adam Holz

ไฟล์ขยะ

โทรศัพท์มือถือของผมมักจะเตือนเสมอว่าผมไม่เก่งเรื่องการจัดการข้อมูลดิจิตอล ข้อความนั้นบอกว่า “ไฟล์ขยะกำลังกินพื้นที่” และ “ลบไฟล์ขยะ 675 เมกะไบต์” ผมไม่ชอบที่โทรศัพท์คอยเตือน แต่ถ้าผมลบไฟล์เหล่านั้นออกไป ผมก็จะมีพื้นที่มากขึ้นสำหรับสิ่งสำคัญจริงๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อผมไปดูลูกสาวแข่งขันว่ายน้ำ ผมก็จะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับถ่ายวิดีโอตอนเธอชนะการแข่งขันแทนที่จะต้องมาเสียใจภายหลังว่า “ไฟล์ขยะ” เหล่านั้นได้ทำลายโอกาสในการบันทึกช่วงเวลาสำคัญไป

ไฟล์ขยะในโทรศัพท์ของเรานั้นลบได้ง่าย แต่ “ไฟล์ขยะ” ในจิตวิญญาณของเราล่ะ จิตวิญญาณของเราก็เหมือนกับโทรศัพท์ที่อาจเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆที่ขัดขวางการเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเข้าใจความจริงข้อนี้ จึงหนุนใจให้เราใส่ใจกับทุกสิ่งที่เป็นเหตุให้เราสะดุดในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้า ท่านกล่าวว่า “ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น” ตามด้วยคำท้าทายว่า “ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ฮบ.12:1)

มีสิ่งใดที่ถ่วงคุณอยู่ สิ่งใดที่ทำให้คุณสะดุด พระธรรมฮีบรูหนุนใจให้เรามุ่งที่จะ “หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์” (ข้อ 2) พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยเราให้ระบุและกำจัด “ไฟล์ขยะ” ที่ขัดขวางชีวิตที่ครบบริบูรณ์ของเราในพระองค์

บทเรียนจากรถเช่า

เมื่อเร็วๆนี้ผมเดินทางไปลอสแอนเจลิสและต้องเช่ารถ ไม่นานผมก็ขับรถผ่านตรอกซอกซอยแคบๆในตัวเมืองที่เต็มไปด้วยรถราและผู้คน ผมพบว่าตัวเองขับรถอย่างระมัดระวังมากและช้ากว่าปกติ ทำไมน่ะหรือ ก็ผมไม่อยากเกิดอุบัติเหตุน่ะสิ แต่จริงๆแล้วผมไม่อยากให้รถเช่าต้องเสียหาย เพราะมันไม่ใช่ของผม ผมก็แค่ยืมมา

ส่วนใหญ่แล้วเราอยากเป็นเจ้าของมากกว่าผู้เช่า แต่ในระหว่างที่ขับรถ ผมอดคิดไม่ได้ว่าการเช่ารถคันนั้นแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่สำคัญในความสัมพันธ์ของผมกับพระเจ้า

พระคัมภีร์สอนว่าแม้แต่ร่างกายของเรา ซึ่งเราคิดว่าตัวเราเองเป็นเจ้าของ ก็ไม่ได้เป็นของเรา ในหัวข้อใหญ่ที่พูดคุยถึงบาปทางเพศใน 1โครินธ์ 6 เปาโลสรุปว่า “ท่าน​ไม่​รู้​หรือ​ว่า ร่างกาย​ของ​ท่าน​เป็น​วิหาร​ของ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​ซึ่ง​สถิต​อยู่​ใน​ท่าน ซึ่ง​ท่าน​ได้รับ​จาก​พระ​เจ้า ท่าน​ไม่ใช่​เจ้า​ของ​ตัว​ท่าน​เอง​ พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ซื้อ​ท่าน​ไว้​แล้ว ด้วย​ราคา​สูง เหตุ​ฉะนั้น ท่าน​จง​ถวาย​พระ​เกียรติ​แด่​พระ​เจ้า​ด้วย​ร่างกาย​ของ​ท่าน​เถิด​” (ข้อ 19-20)

ผมยอมรับว่านี่เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจได้จริงๆว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของผมเอง ถึงกระนั้น พระเจ้าทรงเรียกเราให้ถวายเกียรติแด่พระองค์ด้วยร่างกายนี้ และให้ดูแลร่างกายของเรา ให้เราตระหนักว่าเราเป็นผู้ดูแล หรือพูดง่ายๆคือ ผู้เช่าร่างกายนี้ที่พระองค์ประทานแก่เรา เพื่อเราจะได้ใช้ร่างกายนี้ถวายเกียรติและรับใช้พระองค์ ผู้ทรงเสียสละพระวรกายและพระโลหิตเพื่อช่วยเราให้รอด

การรับจากพระเจ้า

ในหนังสือ คิดแล้วรวย ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1937 นโปเลียน ฮิลล์ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งใดก็ตามที่จิตของมนุษย์สามารถคิดและเชื่อได้ สิ่งนั้นก็จะบรรลุผลได้” คำพูดของฮิลล์เป็นตัวอย่างของความฝันแบบอเมริกันที่ว่า หากคุณทำงานหนัก คุณก็จะบรรลุความฝันอันสูงสุดของคุณได้

การทำงานหนักอาจนำไปสู่ประโยชน์ฝ่ายโลก ในพระคัมภีร์หลายตอนโดยเฉพาะในสุภาษิตได้เชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน แต่เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมเห็นถึงอันตรายที่แท้จริงในการทำตามแนวคิดของฮิลล์ด้วยเช่นกัน นั่นคือ การพยายามอย่างสุดความสามารถที่ผมจะบรรลุความฝันของตัวเอง อาจกลายเป็นการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เพื่อจะดำเนินชีวิตโดยไม่พึ่งพาในพระเจ้า

ในกาลาเทีย 5 เปาโลเปรียบเทียบวิถีชีวิตสองแบบ คือ “จง​ดำเนิน​ชีวิต​ตาม​พระ​วิญญาณ อย่า​สนอง​ความ​ต้อง​การ​ของ​เนื้อ​หนัง​” (ข้อ 16) ในพระคัมภีร์ฉบับเดอะ แมสเสจ (The Message) ยูจีน ปีเตอร์เซนได้แปลข้อนี้ไว้ว่า “จงดำเนินชีวิตอย่างมีเสรีภาพ มีชีวิตชีวา และรับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้า แล้วท่านจะไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกระตุ้นของความเห็นแก่ตัว” เปาโลได้อธิบายไว้ในข้อต่อมาถึงลักษณะของชีวิตที่จำเริญขึ้นในพระคริสต์ว่า “ฝ่าย​ผล​ของ​พระ​วิญญาณ​นั้น คือ​ความ​รัก ความ​ปลาบ​ปลื้ม​ใจ สันติ​สุข ความ​อด​กลั้น​ใจ ความ​ปรานี ความ​ดี ความ​สัตย์​ซื่อ​ ความ​สุภาพ​อ่อน​น้อม การ​รู้จัก​บังคับ​ตน” (ข้อ 22-23)

มีคำพูดมากมายในโลกนี้ที่กดดันให้เราไขว่คว้าสิ่งที่ปรารถนาด้วยความเพียรพยายาม แต่ทว่าชีวิตที่เราปรารถนานั้นไม่ได้มาจากการกระทำของเราเอง แต่เราได้รับเมื่อยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือการเดินไปในเสรีภาพกับพระองค์ แทนที่จะดิ้นรนสุดกำลังเพื่อให้ได้มาซึ่งพระพรด้วยตัวของเราเอง

กายวิภาคของหัวใจที่แข็งกระด้าง

การได้เห็นหัวใจของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง ซึ่งผมมีประสบการณ์นั้นเมื่อไม่นานมานี้ อาการเจ็บหน้าอกทำให้ผมต้องไปพบแพทย์ซึ่งได้สั่งตรวจร่างกาย และพบว่าหัวใจของผมมีแคลเซียมสะสมมากกว่าปกติ หรือที่แพทย์เรียกว่า ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว

ผมได้ปรับเปลี่ยนชนิดของอาหารที่รับประทานและวิธีการออกกำลังกายใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผมตระหนักว่าโรคหัวใจที่ผมเป็นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลมาจากการเลือกสิ่งต่างๆที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เมื่อเวลาผ่านไป นิสัยเหล่านั้นก็ส่งผลต่อสุขภาพหัวใจของผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พระคัมภีร์กล่าวไว้คล้ายกันเพื่ออธิบายถึงสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ฝ่ายวิญญาณ เราอาจมีใจแข็งกระด้างต่อพระเจ้าทีละนิดจากการตัดสินใจในแต่ละครั้ง ฮีบรู 3:7-8 (อ้างอิงจากสดุดี 95:7-8) กล่าวว่า “วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้นอย่างในครั้งกบฏนั้น” หลังจากที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ พวกเขา “ก็ทดลอง[พระองค์]โดยเอา [พระองค์]เข้าพิสูจน์” (ข้อ 9) ระหว่างที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร

พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้กับประชากรของพระองค์อย่างสัตย์ซื่อ แต่พวกเขากลับปฏิเสธที่จะดู (ข้อ 9-10) แล้วเราล่ะ มีนิสัยอะไรบ้างที่ผลักดันเราให้ออกห่างจากพระเจ้าและมีใจแข็งกระด้างกับพระองค์มากขึ้นทุกวัน เราทุกคนล้วนมีบางสิ่งที่ต้องตัดสินใจ ดังนั้นผมรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่วันนี้ และเดี๋ยวนี้ พระองค์ทรงเสนอที่จะเปลี่ยนหัวใจที่แข็งกระด้างของเราให้เป็นใจที่อ่อนนุ่มลงด้วยความรักของพระองค์ (ดู อสค.36:26)

ภาพของการพึ่งพา

ขณะที่ผมกำลังเขียนข้อความเหล่านี้ วินสตันสุนัขของเรานอนม้วนตัวอยู่ที่เท้าของผม มันเฝ้ามองเมื่อผมย้ายจากเก้าอี้ข้างๆมันไปยังโต๊ะในห้องอาหาร สามเมตรเป็นระยะที่ไกลเกินไปที่มันจะอยู่ห่างจากผม

งานทำให้ผมต้องเดินทางบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา และผมคิดว่านั่นทำให้มันรู้สึกแย่ แค่เพียงทำให้มันรู้สึกว่าผมจะไม่อยู่ หรือพูดคำว่า “ไป” มันก็จะกระโดดมานั่งบนตัวผม และอยู่ประชิดตัวผมตลอดเวลา

ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การ “เกาะติด” สำหรับบางคนไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชม แต่การเกาะติดของวินสตันทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการพึ่งพาด้วยความวางใจ ซึ่งสะท้อนอยู่ในพระธรรมสดุดีบทที่ 63

ในบทนี้ดาวิดบรรยายภาพถึงการพึ่งพิงด้วยความรักในพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์” ท่านเริ่มต้นในข้อ 1 และต่อด้วยว่า “ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์ เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์” และเพิ่มเติมในข้อ 3 ว่า “เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์” ในตอนท้ายเราอ่านพบว่า “จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 8)

เช่นเดียวกับกษัตริย์ดาวิด ผมอยากพึ่งพาพระเจ้าในทุกส่วนของชีวิตผม และกระตือรือร้นที่จะแสวงหาพระองค์ บางครั้งผมเป็นเช่นนั้น แต่บางเวลาหัวใจของผมอาจเย็นชาและวางใจน้อยลง แต่เมื่อผมสารภาพบาปของความโลเล และกลับมาหาพระองค์ ผมระลึกได้ว่าพระองค์เท่านั้นที่เติมเต็มผมได้ พระองค์คือผู้เดียวที่ทำให้ “จิตใจของข้าพระองค์จะอิ่มหนำดังกินเนื้ออย่างดีและไขมัน”(ข้อ 5)

เคียงข้างผู้ทุกข์ยาก

“พ่อคะหนูปวดหัวมาก” “พ่อคะ หนูหนาวจังเลย” “พ่อคะ นวดเท้าให้หนูหน่อยได้ไหมคะ”

เมื่อไม่นานมานี้ ลูกสาววัยรุ่นของผมมีไข้สูง หนาวสั่นและปวดเมื่อยตามร่างกาย เธออยากให้ผมช่วยทำให้เธอดีขึ้น แต่จริงๆแล้วเธอแค่อยากให้ผมอยู่ใกล้ๆ ในที่สุดเราต้องพาเธอไปแผนกฉุกเฉิน “ติดเชื้อไวรัส” หมอบอกกับพวกเรา เราทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้อาการดีขึ้นเอง

วันนั้นผมนั่งเคียงข้างลูกสาวที่ป่วยนานหลายชั่วโมง นวดเท้าให้เธอ หยิบยาให้ ผมอยากให้เธอรู้สึกดีขึ้นเร็วๆ บางครั้งความเห็นแก่ตัวทำให้ผมบ่นว่า ทำไมมันยากแบบนี้ เป็นเรื่องยากจริงๆที่ต้องอยู่เคียงข้างคนที่กำลังมีความทุกข์ และรับรู้ความเจ็บปวดของพวกเขาอย่างใกล้ชิด

เพื่อนของโยบเห็นความทุกข์ยากของโยบอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เพื่อนสามคนนี้มักถูกวิจารณ์ว่าปฏิบัติต่อโยบไม่ดีในช่วงหลัง แต่เป็นเรื่องง่ายที่จะลืมว่าในตอนต้นมีแต่พวกเขาที่นั่งเคียงข้างโยบ “และนั่งกับท่านบนดินเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่มีสักคนหนึ่งพูดกับท่านสักคำ ด้วยเขาเห็นว่าความทุกข์ระทมของท่านนั้นใหญ่ยิ่งนัก” (โยบ 2:13)

เพื่อนของโยบเตือนพวกเราว่าเมื่อคนที่เรารักกำลังเจ็บปวด การอยู่เคียงข้างของเราคือสิ่งที่มีความหมายมากที่สุดไม่ว่าเราจะพูดอะไรหรือไม่ก็ตาม แบบอย่างของพวกเขาทำให้เราตระหนักได้ว่า แม้เราไม่รู้ว่าจะพูดปลอบใจเช่นไร เพียงแค่การอยู่เคียงข้างคนที่กำลังทนทุกข์ทรมานอาจเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้ได้

น้ำพุหรือท่อระบายน้ำ

บางครั้ง ปัญญาก็เกิดขึ้นในเวลาที่คาดไม่ถึง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เองขณะที่ผมกำลังอ่านบทความเกี่ยวกับนักอเมริกันฟุตบอลชื่อ ทราวิส เคลซี โค้ชที่หงุดหงิดคนหนึ่งเคยบอกเคลซีว่า “คนที่คุณพบเจอในโลกนี้ ถ้าไม่เป็นน้ำพุก็เป็นท่อระบายน้ำ” คุณคงเดาได้ว่าเคลซีเป็นอะไร!

บางทีเราทุกคนอาจมีทั้งสองลักษณะนี้ในตัวเอง แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เรามักจะแสดงพฤติกรรมไปในทางใดทางหนึ่ง และการทรงเรียกให้เราติดตามพระเยซูนั่นหมายถึงการที่เราจะเป็นน้ำพุให้มากขึ้น และเป็นท่อระบายน้ำให้น้อยลง

ผมได้ยินแนวคิดที่คล้ายกันนี้ในฟีลิปปีบทที่ 2 ที่เปาโลท้าทายเราให้เลียนแบบการมีใจถ่อมของพระเยซูและให้ความสำคัญกับผู้อื่น เปาโลเปรียบเทียบสิ่งที่บั่นทอนชีวิตของผู้อื่นกับสิ่งที่เติมเต็มพวกเขาโดยบอกว่า “อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ใน​ทาง​ชิง​ดี​กัน​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​มี​ใจ​ถ่อม​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดีกว่า​ตัว​ อย่า​ให้​ต่าง​คน​ต่าง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​ตน​ฝ่าย​เดียว แต่​จง​เห็น​แก่​ประโยชน์​ของ​คน​อื่นๆด้วย​” (ข้อ 3-4) ต่อมาในบทนี้ ท่านบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “จง​ทำ​สิ่ง​สารพัด​โดย​ปราศจาก​การ​บ่น​และ​การ​ทุ่ม​เถียง​กัน​” (ข้อ 14)

คนที่เป็นท่อระบายน้ำซึ่งบั่นทอนผู้อื่นนั้นมีลักษณะที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองและหยิ่งยโส ชอบบ่นและโต้เถียง แล้วคนที่เป็นน้ำพุล่ะ เปาโลพูดถึงทิโมธีว่า “ข้าพเจ้า​ไม่​มี​ผู้ใด​ที่​มี​น้ำใจ​เหมือนทิโมธี เป็น​คน​เอา​ใจ​ใส่​ใน​ทุกข์​สุข​ของ​ท่าน​อย่าง​แท้จริง​” (ข้อ 20)

เรากำลังเป็นเหมือนน้ำพุหรือท่อระบายน้ำมากกว่ากัน นี่เป็นคำถามที่เราควรคิดทบทวนในขณะที่เราพยายามจะเป็นพรแก่ผู้อื่น

ในการทรงสถิตของพระเจ้า

ในปี ค.ศ. 1692 ผลงานของบราเธอร์ลอว์เรนซ์เรื่อง ดำเนินชีวิตในการทรงสถิตของพระเจ้า ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือนี้ ท่านได้บรรยายถึงการที่ท่านเชิญพระเจ้าให้ทรงมาอยู่ในทุกกิจวัตรประจำวันที่ทำ ถ้อยคำของบราเธอร์ลอว์เรนซ์ยังท้าทายเราให้อธิษฐานแสวงหาพระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำ อย่างเช่น การตัดหญ้า ไปซื้อของชำ หรือจูงสุนัขไปเดินเล่น

ทุกวันผมจะพาวินสตันสุนัขของเราไปเดินเล่น เป้าหมายของผมคืออยากให้มันออกกำลังกาย ส่วนเป้าหมายของวินสตันก็คือการดมกลิ่นไปทั่ว การเรียกช่วงเวลานี้ว่า “การเดินเล่น” อาจเป็นคำพูดที่เกินจริงไปบ้าง บ่อยครั้งเรามักจะไปเพื่อ...หยุดพัก ระยะหลังมานี้แทนที่ผมจะหงุดหงิดกับความไม่ก้าวหน้า ผมทูลขอให้พระเจ้าช่วยผมมองช่วงเวลาเหล่านี้เป็นสิ่งเตือนใจว่า ชีวิตก็เหมือนกับการจูงสุนัขเดินเล่น เราสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้าเมื่อเราเชื่อฟังพระองค์อย่างสัตย์ซื่อในทุกกิจกรรมของชีวิตที่เราทำในแต่ละวัน รวมถึงการรบกวนที่ไม่คาดคิดด้วย

ในสุภาษิต 6 ซาโลมอนเสนอบทเรียนที่คล้ายกันนี้ โดยใช้ตัวอย่างจากชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายของมด เพื่อบอกให้เราทำงานอย่างสัตย์ซื่อ “คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด” (ข้อ 6) ซาโลมอนใช้มดเป็นตัวอย่างของคนงานที่ทำงานอย่างอดทนทุกวัน (ข้อ 7-8)

ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่แค่ในช่วงเวลา “ฝ่ายวิญญาณ” ที่กำหนดไว้ เช่น เวลาไปโบสถ์หรือเฝ้าเดี่ยวเท่านั้น แต่เมื่อเราสัตย์ซื่อในการเชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าจะทรงเชื้อเชิญให้เรามองเห็นพระหัตถกิจที่พระองค์ทรงทำในตลอดทั้งวัน

ปลูกฝังการมีใจขอบพระคุณ

“พ่อคะ เอาน้ำมาให้หน่อยได้ไหม” ลูกสาวคนเล็กของผมถาม “ได้สิ” ผมตอบแล้วเอาน้ำมาให้เธอ เธอรับไปโดยไม่พูดอะไร จากนั้นลูกสาวคนโตก็ขอเช่นกัน และเมื่อผมเอาน้ำมาให้เธอก็ไม่พูดอะไรเหมือนกัน ผมหงุดหงิดจึงโพล่งออกไปว่า “มีใครจะพูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ บ้างไหม ทำไมมันถึงยากนัก”

บางครั้งความหงุดหงิดของพ่อแม่ก็เป็นตัวเร่งที่เปิดประตูให้พระเจ้าได้ทำงาน ผมรู้สึกทันทีว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเตือนอย่างอ่อนโยนว่า ใช่แล้ว อดัม ทำไมการพูดคำว่า “ขอบคุณ” ถึงยากนัก แล้วต้นเหตุก็ถูกเปิดเผย กลายเป็นว่าท่าทีแห่งการขอบพระคุณที่ขาดหายไปไม่ใช่ปัญหาของลูกๆเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของผมด้วย

ผมไม่รู้ว่าทำไมการพูดขอบคุณจึงยากนัก แต่ที่แน่ๆดูเหมือนว่ามันจะเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ แต่ในพระธรรมสดุดีเราได้เห็นแบบอย่างของการมีใจขอบพระคุณที่เพิ่มพูนขึ้น ดาวิดและคนอื่นๆมักจะสรรเสริญพระเจ้าท่ามกลางการทดลองนับครั้งไม่ถ้วน และวลีที่มักจะนำหน้าคำขอบพระคุณของพวกเขาคือ “ข้าพระองค์จะ...”

ในสดุดี 9:1 ดาวิดตั้งใจเลือกที่จะแสดงความขอบพระคุณ “ข้า​พระ​องค์​จะ​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​เจ้า​ด้วย​สิ้นสุด​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์ ข้า​พระ​องค์​จะ​บอก​ถึง​การ​อัศจรรย์​ทั้งสิ้น​ของ​พระ​องค์” เราอาจคิดว่าใจขอบพระคุณนั้นเป็นเรื่องของความรู้สึก แต่ดาวิดย้ำเตือนว่าเป็นการเลือกของเราด้วยเช่นกัน

เมื่อเราเลือกที่จะปลูกฝังนิสัยแห่งการแสดงความขอบพระคุณเช่นเดียวกับดาวิด เราก็จะค่อยๆเรียนรู้จักและชื่นชมในความประเสริฐของพระเจ้าในทุกแง่มุมของชีวิต

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา