ไฟล์ขยะ
โทรศัพท์มือถือของผมมักจะเตือนเสมอว่าผมไม่เก่งเรื่องการจัดการข้อมูลดิจิตอล ข้อความนั้นบอกว่า “ไฟล์ขยะกำลังกินพื้นที่” และ “ลบไฟล์ขยะ 675 เมกะไบต์” ผมไม่ชอบที่โทรศัพท์คอยเตือน แต่ถ้าผมลบไฟล์เหล่านั้นออกไป ผมก็จะมีพื้นที่มากขึ้นสำหรับสิ่งสำคัญจริงๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อผมไปดูลูกสาวแข่งขันว่ายน้ำ ผมก็จะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับถ่ายวิดีโอตอนเธอชนะการแข่งขันแทนที่จะต้องมาเสียใจภายหลังว่า “ไฟล์ขยะ” เหล่านั้นได้ทำลายโอกาสในการบันทึกช่วงเวลาสำคัญไป
ไฟล์ขยะในโทรศัพท์ของเรานั้นลบได้ง่าย แต่ “ไฟล์ขยะ” ในจิตวิญญาณของเราล่ะ จิตวิญญาณของเราก็เหมือนกับโทรศัพท์ที่อาจเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆที่ขัดขวางการเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณ ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเข้าใจความจริงข้อนี้ จึงหนุนใจให้เราใส่ใจกับทุกสิ่งที่เป็นเหตุให้เราสะดุดในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้า ท่านกล่าวว่า “ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น” ตามด้วยคำท้าทายว่า “ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” (ฮบ.12:1)
มีสิ่งใดที่ถ่วงคุณอยู่ สิ่งใดที่ทำให้คุณสะดุด พระธรรมฮีบรูหนุนใจให้เรามุ่งที่จะ “หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์” (ข้อ 2) พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยเราให้ระบุและกำจัด “ไฟล์ขยะ” ที่ขัดขวางชีวิตที่ครบบริบูรณ์ของเราในพระองค์
บทเรียนจากรถเช่า
เมื่อเร็วๆนี้ผมเดินทางไปลอสแอนเจลิสและต้องเช่ารถ ไม่นานผมก็ขับรถผ่านตรอกซอกซอยแคบๆในตัวเมืองที่เต็มไปด้วยรถราและผู้คน ผมพบว่าตัวเองขับรถอย่างระมัดระวังมากและช้ากว่าปกติ ทำไมน่ะหรือ ก็ผมไม่อยากเกิดอุบัติเหตุน่ะสิ แต่จริงๆแล้วผมไม่อยากให้รถเช่าต้องเสียหาย เพราะมันไม่ใช่ของผม ผมก็แค่ยืมมา
ส่วนใหญ่แล้วเราอยากเป็นเจ้าของมากกว่าผู้เช่า แต่ในระหว่างที่ขับรถ ผมอดคิดไม่ได้ว่าการเช่ารถคันนั้นแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่สำคัญในความสัมพันธ์ของผมกับพระเจ้า
พระคัมภีร์สอนว่าแม้แต่ร่างกายของเรา ซึ่งเราคิดว่าตัวเราเองเป็นเจ้าของ ก็ไม่ได้เป็นของเรา ในหัวข้อใหญ่ที่พูดคุยถึงบาปทางเพศใน 1โครินธ์ 6 เปาโลสรุปว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้ว ด้วยราคาสูง เหตุฉะนั้น ท่านจงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของท่านเถิด” (ข้อ 19-20)
ผมยอมรับว่านี่เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจได้จริงๆว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของผมเอง ถึงกระนั้น พระเจ้าทรงเรียกเราให้ถวายเกียรติแด่พระองค์ด้วยร่างกายนี้ และให้ดูแลร่างกายของเรา ให้เราตระหนักว่าเราเป็นผู้ดูแล หรือพูดง่ายๆคือ ผู้เช่าร่างกายนี้ที่พระองค์ประทานแก่เรา เพื่อเราจะได้ใช้ร่างกายนี้ถวายเกียรติและรับใช้พระองค์ ผู้ทรงเสียสละพระวรกายและพระโลหิตเพื่อช่วยเราให้รอด
การรับจากพระเจ้า
ในหนังสือ คิดแล้วรวย ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1937 นโปเลียน ฮิลล์ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งใดก็ตามที่จิตของมนุษย์สามารถคิดและเชื่อได้ สิ่งนั้นก็จะบรรลุผลได้” คำพูดของฮิลล์เป็นตัวอย่างของความฝันแบบอเมริกันที่ว่า หากคุณทำงานหนัก คุณก็จะบรรลุความฝันอันสูงสุดของคุณได้
การทำงานหนักอาจนำไปสู่ประโยชน์ฝ่ายโลก ในพระคัมภีร์หลายตอนโดยเฉพาะในสุภาษิตได้เชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน แต่เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมเห็นถึงอันตรายที่แท้จริงในการทำตามแนวคิดของฮิลล์ด้วยเช่นกัน นั่นคือ การพยายามอย่างสุดความสามารถที่ผมจะบรรลุความฝันของตัวเอง อาจกลายเป็นการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เพื่อจะดำเนินชีวิตโดยไม่พึ่งพาในพระเจ้า
ในกาลาเทีย 5 เปาโลเปรียบเทียบวิถีชีวิตสองแบบ คือ “จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง” (ข้อ 16) ในพระคัมภีร์ฉบับเดอะ แมสเสจ (The Message) ยูจีน ปีเตอร์เซนได้แปลข้อนี้ไว้ว่า “จงดำเนินชีวิตอย่างมีเสรีภาพ มีชีวิตชีวา และรับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้า แล้วท่านจะไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกระตุ้นของความเห็นแก่ตัว” เปาโลได้อธิบายไว้ในข้อต่อมาถึงลักษณะของชีวิตที่จำเริญขึ้นในพระคริสต์ว่า “ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)
มีคำพูดมากมายในโลกนี้ที่กดดันให้เราไขว่คว้าสิ่งที่ปรารถนาด้วยความเพียรพยายาม แต่ทว่าชีวิตที่เราปรารถนานั้นไม่ได้มาจากการกระทำของเราเอง แต่เราได้รับเมื่อยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือการเดินไปในเสรีภาพกับพระองค์ แทนที่จะดิ้นรนสุดกำลังเพื่อให้ได้มาซึ่งพระพรด้วยตัวของเราเอง
กายวิภาคของหัวใจที่แข็งกระด้าง
การได้เห็นหัวใจของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง ซึ่งผมมีประสบการณ์นั้นเมื่อไม่นานมานี้ อาการเจ็บหน้าอกทำให้ผมต้องไปพบแพทย์ซึ่งได้สั่งตรวจร่างกาย และพบว่าหัวใจของผมมีแคลเซียมสะสมมากกว่าปกติ หรือที่แพทย์เรียกว่า ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
ผมได้ปรับเปลี่ยนชนิดของอาหารที่รับประทานและวิธีการออกกำลังกายใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผมตระหนักว่าโรคหัวใจที่ผมเป็นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลมาจากการเลือกสิ่งต่างๆที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เมื่อเวลาผ่านไป นิสัยเหล่านั้นก็ส่งผลต่อสุขภาพหัวใจของผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พระคัมภีร์กล่าวไว้คล้ายกันเพื่ออธิบายถึงสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ฝ่ายวิญญาณ เราอาจมีใจแข็งกระด้างต่อพระเจ้าทีละนิดจากการตัดสินใจในแต่ละครั้ง ฮีบรู 3:7-8 (อ้างอิงจากสดุดี 95:7-8) กล่าวว่า “วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้นอย่างในครั้งกบฏนั้น” หลังจากที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ พวกเขา “ก็ทดลอง[พระองค์]โดยเอา [พระองค์]เข้าพิสูจน์” (ข้อ 9) ระหว่างที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร
พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้กับประชากรของพระองค์อย่างสัตย์ซื่อ แต่พวกเขากลับปฏิเสธที่จะดู (ข้อ 9-10) แล้วเราล่ะ มีนิสัยอะไรบ้างที่ผลักดันเราให้ออกห่างจากพระเจ้าและมีใจแข็งกระด้างกับพระองค์มากขึ้นทุกวัน เราทุกคนล้วนมีบางสิ่งที่ต้องตัดสินใจ ดังนั้นผมรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่วันนี้ และเดี๋ยวนี้ พระองค์ทรงเสนอที่จะเปลี่ยนหัวใจที่แข็งกระด้างของเราให้เป็นใจที่อ่อนนุ่มลงด้วยความรักของพระองค์ (ดู อสค.36:26)
ภาพของการพึ่งพา
ขณะที่ผมกำลังเขียนข้อความเหล่านี้ วินสตันสุนัขของเรานอนม้วนตัวอยู่ที่เท้าของผม มันเฝ้ามองเมื่อผมย้ายจากเก้าอี้ข้างๆมันไปยังโต๊ะในห้องอาหาร สามเมตรเป็นระยะที่ไกลเกินไปที่มันจะอยู่ห่างจากผม
งานทำให้ผมต้องเดินทางบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา และผมคิดว่านั่นทำให้มันรู้สึกแย่ แค่เพียงทำให้มันรู้สึกว่าผมจะไม่อยู่ หรือพูดคำว่า “ไป” มันก็จะกระโดดมานั่งบนตัวผม และอยู่ประชิดตัวผมตลอดเวลา
ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การ “เกาะติด” สำหรับบางคนไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชม แต่การเกาะติดของวินสตันทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการพึ่งพาด้วยความวางใจ ซึ่งสะท้อนอยู่ในพระธรรมสดุดีบทที่ 63
ในบทนี้ดาวิดบรรยายภาพถึงการพึ่งพิงด้วยความรักในพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์” ท่านเริ่มต้นในข้อ 1 และต่อด้วยว่า “ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์ เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์” และเพิ่มเติมในข้อ 3 ว่า “เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์” ในตอนท้ายเราอ่านพบว่า “จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 8)
เช่นเดียวกับกษัตริย์ดาวิด ผมอยากพึ่งพาพระเจ้าในทุกส่วนของชีวิตผม และกระตือรือร้นที่จะแสวงหาพระองค์ บางครั้งผมเป็นเช่นนั้น แต่บางเวลาหัวใจของผมอาจเย็นชาและวางใจน้อยลง แต่เมื่อผมสารภาพบาปของความโลเล และกลับมาหาพระองค์ ผมระลึกได้ว่าพระองค์เท่านั้นที่เติมเต็มผมได้ พระองค์คือผู้เดียวที่ทำให้ “จิตใจของข้าพระองค์จะอิ่มหนำดังกินเนื้ออย่างดีและไขมัน”(ข้อ 5)
เคียงข้างผู้ทุกข์ยาก
“พ่อคะหนูปวดหัวมาก” “พ่อคะ หนูหนาวจังเลย” “พ่อคะ นวดเท้าให้หนูหน่อยได้ไหมคะ”
เมื่อไม่นานมานี้ ลูกสาววัยรุ่นของผมมีไข้สูง หนาวสั่นและปวดเมื่อยตามร่างกาย เธออยากให้ผมช่วยทำให้เธอดีขึ้น แต่จริงๆแล้วเธอแค่อยากให้ผมอยู่ใกล้ๆ ในที่สุดเราต้องพาเธอไปแผนกฉุกเฉิน “ติดเชื้อไวรัส” หมอบอกกับพวกเรา เราทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้อาการดีขึ้นเอง
วันนั้นผมนั่งเคียงข้างลูกสาวที่ป่วยนานหลายชั่วโมง นวดเท้าให้เธอ หยิบยาให้ ผมอยากให้เธอรู้สึกดีขึ้นเร็วๆ บางครั้งความเห็นแก่ตัวทำให้ผมบ่นว่า ทำไมมันยากแบบนี้ เป็นเรื่องยากจริงๆที่ต้องอยู่เคียงข้างคนที่กำลังมีความทุกข์ และรับรู้ความเจ็บปวดของพวกเขาอย่างใกล้ชิด
เพื่อนของโยบเห็นความทุกข์ยากของโยบอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เพื่อนสามคนนี้มักถูกวิจารณ์ว่าปฏิบัติต่อโยบไม่ดีในช่วงหลัง แต่เป็นเรื่องง่ายที่จะลืมว่าในตอนต้นมีแต่พวกเขาที่นั่งเคียงข้างโยบ “และนั่งกับท่านบนดินเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่มีสักคนหนึ่งพูดกับท่านสักคำ ด้วยเขาเห็นว่าความทุกข์ระทมของท่านนั้นใหญ่ยิ่งนัก” (โยบ 2:13)
เพื่อนของโยบเตือนพวกเราว่าเมื่อคนที่เรารักกำลังเจ็บปวด การอยู่เคียงข้างของเราคือสิ่งที่มีความหมายมากที่สุดไม่ว่าเราจะพูดอะไรหรือไม่ก็ตาม แบบอย่างของพวกเขาทำให้เราตระหนักได้ว่า แม้เราไม่รู้ว่าจะพูดปลอบใจเช่นไร เพียงแค่การอยู่เคียงข้างคนที่กำลังทนทุกข์ทรมานอาจเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้ได้
น้ำพุหรือท่อระบายน้ำ
บางครั้ง ปัญญาก็เกิดขึ้นในเวลาที่คาดไม่ถึง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เองขณะที่ผมกำลังอ่านบทความเกี่ยวกับนักอเมริกันฟุตบอลชื่อ ทราวิส เคลซี โค้ชที่หงุดหงิดคนหนึ่งเคยบอกเคลซีว่า “คนที่คุณพบเจอในโลกนี้ ถ้าไม่เป็นน้ำพุก็เป็นท่อระบายน้ำ” คุณคงเดาได้ว่าเคลซีเป็นอะไร!
บางทีเราทุกคนอาจมีทั้งสองลักษณะนี้ในตัวเอง แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เรามักจะแสดงพฤติกรรมไปในทางใดทางหนึ่ง และการทรงเรียกให้เราติดตามพระเยซูนั่นหมายถึงการที่เราจะเป็นน้ำพุให้มากขึ้น และเป็นท่อระบายน้ำให้น้อยลง
ผมได้ยินแนวคิดที่คล้ายกันนี้ในฟีลิปปีบทที่ 2 ที่เปาโลท้าทายเราให้เลียนแบบการมีใจถ่อมของพระเยซูและให้ความสำคัญกับผู้อื่น เปาโลเปรียบเทียบสิ่งที่บั่นทอนชีวิตของผู้อื่นกับสิ่งที่เติมเต็มพวกเขาโดยบอกว่า “อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 3-4) ต่อมาในบทนี้ ท่านบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “จงทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน” (ข้อ 14)
คนที่เป็นท่อระบายน้ำซึ่งบั่นทอนผู้อื่นนั้นมีลักษณะที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองและหยิ่งยโส ชอบบ่นและโต้เถียง แล้วคนที่เป็นน้ำพุล่ะ เปาโลพูดถึงทิโมธีว่า “ข้าพเจ้าไม่มีผู้ใดที่มีน้ำใจเหมือนทิโมธี เป็นคนเอาใจใส่ในทุกข์สุขของท่านอย่างแท้จริง” (ข้อ 20)
เรากำลังเป็นเหมือนน้ำพุหรือท่อระบายน้ำมากกว่ากัน นี่เป็นคำถามที่เราควรคิดทบทวนในขณะที่เราพยายามจะเป็นพรแก่ผู้อื่น
ในการทรงสถิตของพระเจ้า
ในปี ค.ศ. 1692 ผลงานของบราเธอร์ลอว์เรนซ์เรื่อง ดำเนินชีวิตในการทรงสถิตของพระเจ้า ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือนี้ ท่านได้บรรยายถึงการที่ท่านเชิญพระเจ้าให้ทรงมาอยู่ในทุกกิจวัตรประจำวันที่ทำ ถ้อยคำของบราเธอร์ลอว์เรนซ์ยังท้าทายเราให้อธิษฐานแสวงหาพระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำ อย่างเช่น การตัดหญ้า ไปซื้อของชำ หรือจูงสุนัขไปเดินเล่น
ทุกวันผมจะพาวินสตันสุนัขของเราไปเดินเล่น เป้าหมายของผมคืออยากให้มันออกกำลังกาย ส่วนเป้าหมายของวินสตันก็คือการดมกลิ่นไปทั่ว การเรียกช่วงเวลานี้ว่า “การเดินเล่น” อาจเป็นคำพูดที่เกินจริงไปบ้าง บ่อยครั้งเรามักจะไปเพื่อ...หยุดพัก ระยะหลังมานี้แทนที่ผมจะหงุดหงิดกับความไม่ก้าวหน้า ผมทูลขอให้พระเจ้าช่วยผมมองช่วงเวลาเหล่านี้เป็นสิ่งเตือนใจว่า ชีวิตก็เหมือนกับการจูงสุนัขเดินเล่น เราสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้าเมื่อเราเชื่อฟังพระองค์อย่างสัตย์ซื่อในทุกกิจกรรมของชีวิตที่เราทำในแต่ละวัน รวมถึงการรบกวนที่ไม่คาดคิดด้วย
ในสุภาษิต 6 ซาโลมอนเสนอบทเรียนที่คล้ายกันนี้ โดยใช้ตัวอย่างจากชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายของมด เพื่อบอกให้เราทำงานอย่างสัตย์ซื่อ “คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด” (ข้อ 6) ซาโลมอนใช้มดเป็นตัวอย่างของคนงานที่ทำงานอย่างอดทนทุกวัน (ข้อ 7-8)
ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่แค่ในช่วงเวลา “ฝ่ายวิญญาณ” ที่กำหนดไว้ เช่น เวลาไปโบสถ์หรือเฝ้าเดี่ยวเท่านั้น แต่เมื่อเราสัตย์ซื่อในการเชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าจะทรงเชื้อเชิญให้เรามองเห็นพระหัตถกิจที่พระองค์ทรงทำในตลอดทั้งวัน
ปลูกฝังการมีใจขอบพระคุณ
“พ่อคะ เอาน้ำมาให้หน่อยได้ไหม” ลูกสาวคนเล็กของผมถาม “ได้สิ” ผมตอบแล้วเอาน้ำมาให้เธอ เธอรับไปโดยไม่พูดอะไร จากนั้นลูกสาวคนโตก็ขอเช่นกัน และเมื่อผมเอาน้ำมาให้เธอก็ไม่พูดอะไรเหมือนกัน ผมหงุดหงิดจึงโพล่งออกไปว่า “มีใครจะพูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ บ้างไหม ทำไมมันถึงยากนัก”
บางครั้งความหงุดหงิดของพ่อแม่ก็เป็นตัวเร่งที่เปิดประตูให้พระเจ้าได้ทำงาน ผมรู้สึกทันทีว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเตือนอย่างอ่อนโยนว่า ใช่แล้ว อดัม ทำไมการพูดคำว่า “ขอบคุณ” ถึงยากนัก แล้วต้นเหตุก็ถูกเปิดเผย กลายเป็นว่าท่าทีแห่งการขอบพระคุณที่ขาดหายไปไม่ใช่ปัญหาของลูกๆเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของผมด้วย
ผมไม่รู้ว่าทำไมการพูดขอบคุณจึงยากนัก แต่ที่แน่ๆดูเหมือนว่ามันจะเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ แต่ในพระธรรมสดุดีเราได้เห็นแบบอย่างของการมีใจขอบพระคุณที่เพิ่มพูนขึ้น ดาวิดและคนอื่นๆมักจะสรรเสริญพระเจ้าท่ามกลางการทดลองนับครั้งไม่ถ้วน และวลีที่มักจะนำหน้าคำขอบพระคุณของพวกเขาคือ “ข้าพระองค์จะ...”
ในสดุดี 9:1 ดาวิดตั้งใจเลือกที่จะแสดงความขอบพระคุณ “ข้าพระองค์จะขอบพระคุณพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกถึงการอัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์” เราอาจคิดว่าใจขอบพระคุณนั้นเป็นเรื่องของความรู้สึก แต่ดาวิดย้ำเตือนว่าเป็นการเลือกของเราด้วยเช่นกัน
เมื่อเราเลือกที่จะปลูกฝังนิสัยแห่งการแสดงความขอบพระคุณเช่นเดียวกับดาวิด เราก็จะค่อยๆเรียนรู้จักและชื่นชมในความประเสริฐของพระเจ้าในทุกแง่มุมของชีวิต