การรับจากพระเจ้า
ในหนังสือ คิดแล้วรวย ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1937 นโปเลียน ฮิลล์ผู้เขียนได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งใดก็ตามที่จิตของมนุษย์สามารถคิดและเชื่อได้ สิ่งนั้นก็จะบรรลุผลได้” คำพูดของฮิลล์เป็นตัวอย่างของความฝันแบบอเมริกันที่ว่า หากคุณทำงานหนัก คุณก็จะบรรลุความฝันอันสูงสุดของคุณได้
การทำงานหนักอาจนำไปสู่ประโยชน์ฝ่ายโลก ในพระคัมภีร์หลายตอนโดยเฉพาะในสุภาษิตได้เชื่อมโยงสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน แต่เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมเห็นถึงอันตรายที่แท้จริงในการทำตามแนวคิดของฮิลล์ด้วยเช่นกัน นั่นคือ การพยายามอย่างสุดความสามารถที่ผมจะบรรลุความฝันของตัวเอง อาจกลายเป็นการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เพื่อจะดำเนินชีวิตโดยไม่พึ่งพาในพระเจ้า
ในกาลาเทีย 5 เปาโลเปรียบเทียบวิถีชีวิตสองแบบ คือ “จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง” (ข้อ 16) ในพระคัมภีร์ฉบับเดอะ แมสเสจ (The Message) ยูจีน ปีเตอร์เซนได้แปลข้อนี้ไว้ว่า “จงดำเนินชีวิตอย่างมีเสรีภาพ มีชีวิตชีวา และรับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้า แล้วท่านจะไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกระตุ้นของความเห็นแก่ตัว” เปาโลได้อธิบายไว้ในข้อต่อมาถึงลักษณะของชีวิตที่จำเริญขึ้นในพระคริสต์ว่า “ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (ข้อ 22-23)
มีคำพูดมากมายในโลกนี้ที่กดดันให้เราไขว่คว้าสิ่งที่ปรารถนาด้วยความเพียรพยายาม แต่ทว่าชีวิตที่เราปรารถนานั้นไม่ได้มาจากการกระทำของเราเอง แต่เราได้รับเมื่อยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือการเดินไปในเสรีภาพกับพระองค์ แทนที่จะดิ้นรนสุดกำลังเพื่อให้ได้มาซึ่งพระพรด้วยตัวของเราเอง
กายวิภาคของหัวใจที่แข็งกระด้าง
การได้เห็นหัวใจของตัวเองเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง ซึ่งผมมีประสบการณ์นั้นเมื่อไม่นานมานี้ อาการเจ็บหน้าอกทำให้ผมต้องไปพบแพทย์ซึ่งได้สั่งตรวจร่างกาย และพบว่าหัวใจของผมมีแคลเซียมสะสมมากกว่าปกติ หรือที่แพทย์เรียกว่า ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
ผมได้ปรับเปลี่ยนชนิดของอาหารที่รับประทานและวิธีการออกกำลังกายใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผมตระหนักว่าโรคหัวใจที่ผมเป็นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลมาจากการเลือกสิ่งต่างๆที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เมื่อเวลาผ่านไป นิสัยเหล่านั้นก็ส่งผลต่อสุขภาพหัวใจของผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พระคัมภีร์กล่าวไว้คล้ายกันเพื่ออธิบายถึงสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ฝ่ายวิญญาณ เราอาจมีใจแข็งกระด้างต่อพระเจ้าทีละนิดจากการตัดสินใจในแต่ละครั้ง ฮีบรู 3:7-8 (อ้างอิงจากสดุดี 95:7-8) กล่าวว่า “วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระองค์ อย่าให้จิตใจของท่านดื้อรั้นอย่างในครั้งกบฏนั้น” หลังจากที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ พวกเขา “ก็ทดลอง[พระองค์]โดยเอา [พระองค์]เข้าพิสูจน์” (ข้อ 9) ระหว่างที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร
พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆให้กับประชากรของพระองค์อย่างสัตย์ซื่อ แต่พวกเขากลับปฏิเสธที่จะดู (ข้อ 9-10) แล้วเราล่ะ มีนิสัยอะไรบ้างที่ผลักดันเราให้ออกห่างจากพระเจ้าและมีใจแข็งกระด้างกับพระองค์มากขึ้นทุกวัน เราทุกคนล้วนมีบางสิ่งที่ต้องตัดสินใจ ดังนั้นผมรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่วันนี้ และเดี๋ยวนี้ พระองค์ทรงเสนอที่จะเปลี่ยนหัวใจที่แข็งกระด้างของเราให้เป็นใจที่อ่อนนุ่มลงด้วยความรักของพระองค์ (ดู อสค.36:26)
ภาพของการพึ่งพา
ขณะที่ผมกำลังเขียนข้อความเหล่านี้ วินสตันสุนัขของเรานอนม้วนตัวอยู่ที่เท้าของผม มันเฝ้ามองเมื่อผมย้ายจากเก้าอี้ข้างๆมันไปยังโต๊ะในห้องอาหาร สามเมตรเป็นระยะที่ไกลเกินไปที่มันจะอยู่ห่างจากผม
งานทำให้ผมต้องเดินทางบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา และผมคิดว่านั่นทำให้มันรู้สึกแย่ แค่เพียงทำให้มันรู้สึกว่าผมจะไม่อยู่ หรือพูดคำว่า “ไป” มันก็จะกระโดดมานั่งบนตัวผม และอยู่ประชิดตัวผมตลอดเวลา
ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การ “เกาะติด” สำหรับบางคนไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชม แต่การเกาะติดของวินสตันทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการพึ่งพาด้วยความวางใจ ซึ่งสะท้อนอยู่ในพระธรรมสดุดีบทที่ 63
ในบทนี้ดาวิดบรรยายภาพถึงการพึ่งพิงด้วยความรักในพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์” ท่านเริ่มต้นในข้อ 1 และต่อด้วยว่า “ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์ เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์” และเพิ่มเติมในข้อ 3 ว่า “เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์” ในตอนท้ายเราอ่านพบว่า “จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ชูข้าพระองค์ไว้” (ข้อ 8)
เช่นเดียวกับกษัตริย์ดาวิด ผมอยากพึ่งพาพระเจ้าในทุกส่วนของชีวิตผม และกระตือรือร้นที่จะแสวงหาพระองค์ บางครั้งผมเป็นเช่นนั้น แต่บางเวลาหัวใจของผมอาจเย็นชาและวางใจน้อยลง แต่เมื่อผมสารภาพบาปของความโลเล และกลับมาหาพระองค์ ผมระลึกได้ว่าพระองค์เท่านั้นที่เติมเต็มผมได้ พระองค์คือผู้เดียวที่ทำให้ “จิตใจของข้าพระองค์จะอิ่มหนำดังกินเนื้ออย่างดีและไขมัน”(ข้อ 5)
เคียงข้างผู้ทุกข์ยาก
“พ่อคะหนูปวดหัวมาก” “พ่อคะ หนูหนาวจังเลย” “พ่อคะ นวดเท้าให้หนูหน่อยได้ไหมคะ”
เมื่อไม่นานมานี้ ลูกสาววัยรุ่นของผมมีไข้สูง หนาวสั่นและปวดเมื่อยตามร่างกาย เธออยากให้ผมช่วยทำให้เธอดีขึ้น แต่จริงๆแล้วเธอแค่อยากให้ผมอยู่ใกล้ๆ ในที่สุดเราต้องพาเธอไปแผนกฉุกเฉิน “ติดเชื้อไวรัส” หมอบอกกับพวกเรา เราทำอะไรไม่ได้นอกจากรอให้อาการดีขึ้นเอง
วันนั้นผมนั่งเคียงข้างลูกสาวที่ป่วยนานหลายชั่วโมง นวดเท้าให้เธอ หยิบยาให้ ผมอยากให้เธอรู้สึกดีขึ้นเร็วๆ บางครั้งความเห็นแก่ตัวทำให้ผมบ่นว่า ทำไมมันยากแบบนี้ เป็นเรื่องยากจริงๆที่ต้องอยู่เคียงข้างคนที่กำลังมีความทุกข์ และรับรู้ความเจ็บปวดของพวกเขาอย่างใกล้ชิด
เพื่อนของโยบเห็นความทุกข์ยากของโยบอย่างใกล้ชิดเช่นกัน เพื่อนสามคนนี้มักถูกวิจารณ์ว่าปฏิบัติต่อโยบไม่ดีในช่วงหลัง แต่เป็นเรื่องง่ายที่จะลืมว่าในตอนต้นมีแต่พวกเขาที่นั่งเคียงข้างโยบ “และนั่งกับท่านบนดินเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่มีสักคนหนึ่งพูดกับท่านสักคำ ด้วยเขาเห็นว่าความทุกข์ระทมของท่านนั้นใหญ่ยิ่งนัก” (โยบ 2:13)
เพื่อนของโยบเตือนพวกเราว่าเมื่อคนที่เรารักกำลังเจ็บปวด การอยู่เคียงข้างของเราคือสิ่งที่มีความหมายมากที่สุดไม่ว่าเราจะพูดอะไรหรือไม่ก็ตาม แบบอย่างของพวกเขาทำให้เราตระหนักได้ว่า แม้เราไม่รู้ว่าจะพูดปลอบใจเช่นไร เพียงแค่การอยู่เคียงข้างคนที่กำลังทนทุกข์ทรมานอาจเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้ได้
น้ำพุหรือท่อระบายน้ำ
บางครั้ง ปัญญาก็เกิดขึ้นในเวลาที่คาดไม่ถึง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เองขณะที่ผมกำลังอ่านบทความเกี่ยวกับนักอเมริกันฟุตบอลชื่อ ทราวิส เคลซี โค้ชที่หงุดหงิดคนหนึ่งเคยบอกเคลซีว่า “คนที่คุณพบเจอในโลกนี้ ถ้าไม่เป็นน้ำพุก็เป็นท่อระบายน้ำ” คุณคงเดาได้ว่าเคลซีเป็นอะไร!
บางทีเราทุกคนอาจมีทั้งสองลักษณะนี้ในตัวเอง แต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เรามักจะแสดงพฤติกรรมไปในทางใดทางหนึ่ง และการทรงเรียกให้เราติดตามพระเยซูนั่นหมายถึงการที่เราจะเป็นน้ำพุให้มากขึ้น และเป็นท่อระบายน้ำให้น้อยลง
ผมได้ยินแนวคิดที่คล้ายกันนี้ในฟีลิปปีบทที่ 2 ที่เปาโลท้าทายเราให้เลียนแบบการมีใจถ่อมของพระเยซูและให้ความสำคัญกับผู้อื่น เปาโลเปรียบเทียบสิ่งที่บั่นทอนชีวิตของผู้อื่นกับสิ่งที่เติมเต็มพวกเขาโดยบอกว่า “อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย” (ข้อ 3-4) ต่อมาในบทนี้ ท่านบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “จงทำสิ่งสารพัดโดยปราศจากการบ่นและการทุ่มเถียงกัน” (ข้อ 14)
คนที่เป็นท่อระบายน้ำซึ่งบั่นทอนผู้อื่นนั้นมีลักษณะที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองและหยิ่งยโส ชอบบ่นและโต้เถียง แล้วคนที่เป็นน้ำพุล่ะ เปาโลพูดถึงทิโมธีว่า “ข้าพเจ้าไม่มีผู้ใดที่มีน้ำใจเหมือนทิโมธี เป็นคนเอาใจใส่ในทุกข์สุขของท่านอย่างแท้จริง” (ข้อ 20)
เรากำลังเป็นเหมือนน้ำพุหรือท่อระบายน้ำมากกว่ากัน นี่เป็นคำถามที่เราควรคิดทบทวนในขณะที่เราพยายามจะเป็นพรแก่ผู้อื่น
ในการทรงสถิตของพระเจ้า
ในปี ค.ศ. 1692 ผลงานของบราเธอร์ลอว์เรนซ์เรื่อง ดำเนินชีวิตในการทรงสถิตของพระเจ้า ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือนี้ ท่านได้บรรยายถึงการที่ท่านเชิญพระเจ้าให้ทรงมาอยู่ในทุกกิจวัตรประจำวันที่ทำ ถ้อยคำของบราเธอร์ลอว์เรนซ์ยังท้าทายเราให้อธิษฐานแสวงหาพระเจ้าในทุกสิ่งที่เราทำ อย่างเช่น การตัดหญ้า ไปซื้อของชำ หรือจูงสุนัขไปเดินเล่น
ทุกวันผมจะพาวินสตันสุนัขของเราไปเดินเล่น เป้าหมายของผมคืออยากให้มันออกกำลังกาย ส่วนเป้าหมายของวินสตันก็คือการดมกลิ่นไปทั่ว การเรียกช่วงเวลานี้ว่า “การเดินเล่น” อาจเป็นคำพูดที่เกินจริงไปบ้าง บ่อยครั้งเรามักจะไปเพื่อ...หยุดพัก ระยะหลังมานี้แทนที่ผมจะหงุดหงิดกับความไม่ก้าวหน้า ผมทูลขอให้พระเจ้าช่วยผมมองช่วงเวลาเหล่านี้เป็นสิ่งเตือนใจว่า ชีวิตก็เหมือนกับการจูงสุนัขเดินเล่น เราสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้าเมื่อเราเชื่อฟังพระองค์อย่างสัตย์ซื่อในทุกกิจกรรมของชีวิตที่เราทำในแต่ละวัน รวมถึงการรบกวนที่ไม่คาดคิดด้วย
ในสุภาษิต 6 ซาโลมอนเสนอบทเรียนที่คล้ายกันนี้ โดยใช้ตัวอย่างจากชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายของมด เพื่อบอกให้เราทำงานอย่างสัตย์ซื่อ “คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด” (ข้อ 6) ซาโลมอนใช้มดเป็นตัวอย่างของคนงานที่ทำงานอย่างอดทนทุกวัน (ข้อ 7-8)
ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่แค่ในช่วงเวลา “ฝ่ายวิญญาณ” ที่กำหนดไว้ เช่น เวลาไปโบสถ์หรือเฝ้าเดี่ยวเท่านั้น แต่เมื่อเราสัตย์ซื่อในการเชื่อฟังพระองค์ พระเจ้าจะทรงเชื้อเชิญให้เรามองเห็นพระหัตถกิจที่พระองค์ทรงทำในตลอดทั้งวัน
ปลูกฝังการมีใจขอบพระคุณ
“พ่อคะ เอาน้ำมาให้หน่อยได้ไหม” ลูกสาวคนเล็กของผมถาม “ได้สิ” ผมตอบแล้วเอาน้ำมาให้เธอ เธอรับไปโดยไม่พูดอะไร จากนั้นลูกสาวคนโตก็ขอเช่นกัน และเมื่อผมเอาน้ำมาให้เธอก็ไม่พูดอะไรเหมือนกัน ผมหงุดหงิดจึงโพล่งออกไปว่า “มีใครจะพูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ บ้างไหม ทำไมมันถึงยากนัก”
บางครั้งความหงุดหงิดของพ่อแม่ก็เป็นตัวเร่งที่เปิดประตูให้พระเจ้าได้ทำงาน ผมรู้สึกทันทีว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเตือนอย่างอ่อนโยนว่า ใช่แล้ว อดัม ทำไมการพูดคำว่า “ขอบคุณ” ถึงยากนัก แล้วต้นเหตุก็ถูกเปิดเผย กลายเป็นว่าท่าทีแห่งการขอบพระคุณที่ขาดหายไปไม่ใช่ปัญหาของลูกๆเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของผมด้วย
ผมไม่รู้ว่าทำไมการพูดขอบคุณจึงยากนัก แต่ที่แน่ๆดูเหมือนว่ามันจะเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ แต่ในพระธรรมสดุดีเราได้เห็นแบบอย่างของการมีใจขอบพระคุณที่เพิ่มพูนขึ้น ดาวิดและคนอื่นๆมักจะสรรเสริญพระเจ้าท่ามกลางการทดลองนับครั้งไม่ถ้วน และวลีที่มักจะนำหน้าคำขอบพระคุณของพวกเขาคือ “ข้าพระองค์จะ...”
ในสดุดี 9:1 ดาวิดตั้งใจเลือกที่จะแสดงความขอบพระคุณ “ข้าพระองค์จะขอบพระคุณพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกถึงการอัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์” เราอาจคิดว่าใจขอบพระคุณนั้นเป็นเรื่องของความรู้สึก แต่ดาวิดย้ำเตือนว่าเป็นการเลือกของเราด้วยเช่นกัน
เมื่อเราเลือกที่จะปลูกฝังนิสัยแห่งการแสดงความขอบพระคุณเช่นเดียวกับดาวิด เราก็จะค่อยๆเรียนรู้จักและชื่นชมในความประเสริฐของพระเจ้าในทุกแง่มุมของชีวิต
เบื้องหลังภาวะเสพติดหน้าจอ
ตอนผมเป็นวัยรุ่น ในทุกฤดูใบไม้ร่วงคุณยายจะได้รับแค็ตตาล็อกสินค้าคริสต์มาสของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ด้วยความดีใจล้นเหลือผมจะเก็บมันไว้เพื่อเปิดดูรูปภาพสวยงามในนั้น
ทุกวันนี้รูปเหล่านั้นแสดงขึ้นมาในมือถือของเราทุกวัน เป็นการคัดสรรความหวังและความฝันของเราตามอัลกอริทึม ข้อมูลถูกเลือกให้เราอย่างเจาะจง เป็นเรื่องง่ายที่จะหลงไปกับสิ่งเหล่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ผู้เชี่ยวชาญได้ตั้งชื่อปรากฏการณ์ทางดิจิตอลนี้ว่า ภาวะเสพติดการดูสินค้าราคาเกินเอื้อม ผลการสำรวจชี้ว่า ผู้ใช้สมาร์ทโฟนในอเมริกาโดยเฉลี่ย เสพติดการดูสินค้าหน้าจอมากกว่าสองชั่วโมงต่อวัน! รูปภาพที่หลอกล่อหัวใจของเราชวนให้เราตั้งความหวัง และเชื่อว่าถ้าเรามีสิ่งนั้นแล้วทุกอย่างจะดี
ในทางกลับกัน พระคัมภีร์ชวนให้เราละจากวัตถุสิ่งของ ใน 1 เปโตร 1:3-4 บอกว่า “สาธุการแด่พระเจ้า...ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ และเพื่อให้ได้รับมรดก ซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า ปราศจากมลทิน และไม่ร่วงโรย” เปโตรเปรียบความปรารถนาชั่วคราวของเรากับพระสัญญาถึงสิ่งที่จะ เติมเต็มเรา คือ การมอบความหวังของเราไว้ในพระคุณของพระเจ้า และท่านกล่าวว่า “ตั้งความหวังให้เต็มเปี่ยมในพระคุณ คือพระคุณซึ่งจะทรงโปรดประทานแก่ท่าน เมื่อพระเยซูคริสต์จะทรงสำแดงพระองค์” (ข้อ 13)
ความจริงคือ ผมเองก็เสพติดการดูหน้าจอ แต่ผมขอให้พระเจ้าทรงช่วยผมเรียนรู้ที่จะพึ่งพาในความหวังใจที่ใหญ่กว่าจากพระองค์ เพื่อที่ผมจะตั้งความปรารถนาทั้งสิ้นไว้ที่พระองค์
พันธกิจของพระเยซู
ในปีค.ศ. 1997 มหาวิทยาลัยไอโอวาได้ตั้งชื่อสนามอเมริกันฟุตบอลตามชื่อของนักกีฬาผิวสีคนแรกของมหาวิทยาลัย นั่นคือแจ็ค ไทรซ์ น่าเศร้าใจที่ไทรซ์ไม่เคยเล่นฟุตบอลในเมืองเอเมส รัฐไอโอวาด้วยซ้ำ เพราะเขาเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บภายในที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันระดับวิทยาลัยนัดที่สองในเมืองมินนิอาโปลิส รัฐมินนิโซตา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1923
คืนก่อนการแข่งขันไทรซ์ได้เขียนบันทึกถึงตัวเองเพื่อเป็นพยานถึงความมุ่งมั่นของเขาว่า “เกียรติยศของเชื้อชาติ ครอบครัว และตัวของผมเองเป็นเดิมพัน ทุกคนคาดหวังให้ผมทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ผมจะทำ! ร่างกายและจิตวิญญาณทั้งหมดของผมจะทุ่มเทลงไปในสนามในวันพรุ่งนี้อย่างไม่คิดชีวิต ทุกครั้งที่บอลถูกส่งออกไป ผมจะพยายามทำให้มากกว่าหน้าที่ของตัวเอง” ไทรซ์เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสิ่งที่เขาทำเกิดจากเกียรติยศและศักดิ์ศรีในตัวตนของเขา ซึ่งหล่อหลอมให้เขามีความกล้าหาญ
เปาโลกล่าวสิ่งที่คล้ายกันนี้ในจดหมายถึงชาวเมืองเอเฟซัส ท่านท้าทายผู้เชื่อที่จะให้ตัวตนในพระคริสต์ของพวกเขามีส่วนสำคัญในการตัดสินใจทุกอย่าง “เหตุฉะนั้นข้าพเจ้า ผู้ถูกจำจองเพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น” (อฟ.4:1) เปาโลท้าทายเราให้ยอมรับวิถีชีวิตที่ถูกหล่อหลอมโดยพระราชกิจที่พระเยซูทรงกระทำเพื่อเรา ในเรา และผ่านเรา ซึ่งจะก่อให้เกิดเป็นความถ่อมใจ ความอ่อนสุภาพ ความอดทนนาน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ความรัก และสันติภาพ (ข้อ 2-3) ในขณะที่เราใช้ของประทานจากพระเจ้าเพื่อรับใช้ซึ่งกันและกัน (ข้อ 15-16)