ผู้เขียน

ดูทั้งหมด
Adam R. Holz

Adam Holz

Adam is senior associate editor at Focus on the Family’s media review website, Plugged In. Adam has also served as associate editor at Discipleship Journal. He is the author of the NavPress Bible study Beating Busyness. Adam is married to Jennifer, an ordained Presbyterian minister. They have three children whose passions include swimming, gymnastics, drama, piano, and asking dad what’s for dessert. In his free time, Adam enjoys playing electric guitar.

บทความ โดย Adam Holz

เคลื่อนที่ด้วยความเร็วของพระเยซู

เมื่อไม่นานมานี้รถของผมเสีย อู่ซ่อมรถอยู่ใกล้ๆราวหนึ่งกิโลเมตรกว่าจากบ้าน ผมจึงตัดสินใจเดินกลับบ้าน แต่ขณะเดินไปเรื่อยๆบนทางที่คับคั่งไปด้วยผู้คน ผมสังเกตเห็นว่าทุกคนขับรถเร็วมาก

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรู้ว่ารถวิ่งเร็วกว่าคนเดินเท้า ขณะที่เดินกลับบ้านผมตระหนักว่า พวกเราเคยชินกับการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วตลอดเวลา และผมก็ตระหนักอีกว่า บ่อยครั้งผมคาดหวังให้พระเจ้าเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วย ผมต้องการให้แผนการของพระองค์ตรงกับตารางเวลาที่รวดเร็วของผม

เมื่อพระเยซูทรงอยู่ในโลก ย่างก้าวที่ดูเหมือนเชื่องช้าของพระองค์บางครั้งก็ทำให้เพื่อนๆของพระองค์ผิดหวัง ในยอห์นบทที่ 11 มารีย์และมารธาส่งข่าวถึงพระเยซูว่าลาซารัสน้องชายกำลังป่วย พวกเธอรู้ว่าพระองค์ทรงช่วยได้ (ข้อ 1-3) แต่พระองค์ทรงมาถึงสี่วันหลังจากนั้น (ข้อ 17) หลังจากลาซารัสเสียชีวิตแล้ว มารธาทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่น้องชายของข้าพระองค์ก็คงไม่ตาย” (ข้อ 21) ความหมายคือพระองค์มาไม่เร็วพอ แต่พระองค์ทรงมีแผนการที่ใหญ่กว่านั้น คือการชุบชีวิตลาซารัสขึ้นจากความตาย (ข้อ 38-44)

คุณเข้าใจความสิ้นหวังของมารธาไหม ผมเข้าใจ บางครั้งผมอยากให้พระเยซูตอบคำอธิษฐานเร็วๆ บางครั้งดูเหมือนว่าพระองค์มาสาย แต่ตารางเวลาของพระองค์ต่างจากเรา พระองค์ทรงบรรลุเป้าหมายการทรงไถ่ตามตารางเวลาของพระองค์ ไม่ใช่ของเรา และผลลัพธ์สูงสุดได้สำแดงถึงพระสิริและความประเสริฐของพระองค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าแผนการของเรา

บทเรียนจากไก่งวง

คุณรู้ไหมว่าไก่งวงที่อยู่กันเป็นกลุ่มเรียกว่าอะไร คำตอบคือฝูงไก่งวง ทำไมผมจึงเขียนถึงไก่งวง เพราะผมเพิ่งกลับจากการใช้เวลาช่วงวันหยุดที่กระท่อมบนภูเขา ผมแปลกใจกับขบวนไก่งวงที่เดินพาเหรดผ่านระเบียงบ้านของเราทุกวัน

ผมไม่เคยเฝ้าดูไก่งวงมาก่อน พวกมันตะกุยพื้นอย่างแรงด้วยกรงเล็บอันน่าทึ่ง จากนั้นก็ไล่จิกลงไปที่พื้น ผมเดาว่ามันกำลังกินอาหาร นี่เป็นครั้งแรกที่ผมสังเกตไก่งวง ผมจึงไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม ดูเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ผอมกะหร่องแถวบ้านเราจะไม่ช่วยให้อิ่มท้องเท่ากับเจ้าไก่งวงที่จ้ำม่ำพวกนี้

ขณะที่นั่งดูไก่งวงเหล่านี้ ผมคิดถึงคำพูดของพระเยซูในมัทธิว 6:26 ว่า“จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” พระเยซูทรงใช้ภาพการที่พระเจ้าทรงเลี้ยงนกที่ดูไร้ค่าเพื่อเตือนเราให้รู้ถึงความห่วงใยที่ทรงมีต่อเรา หากชีวิตของนกยังสำคัญ ชีวิตของเราจะไม่สำคัญยิ่งกว่าหรือ จากนั้นพระเยซูทรงเปรียบความกังวลถึงสิ่งจำเป็นประจำวันของเรา (ข้อ 27-31) กับชีวิตที่ “แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน” (ข้อ 33) เป็นชีวิตที่เรามั่นใจได้ว่าพระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับเราอย่างอุดม ถ้าพระเจ้าทรงดูแลฝูงไก่งวงได้ พระองค์ก็จะดูแลคุณและผมได้แน่นอน

หัวใจของนักร้อง

เสียงเพลงสรรเสริญพระเจ้าดังลอยมาจากชั้นล่าง ตอน 6:33 น.ในเช้าวันเสาร์ ผมไม่คิดว่าจะมีใครตื่น แต่เสียงแหบๆของลูกสาวทำให้รู้ว่าผมคิดผิด เธอดูเหมือนยังไม่ตื่นแต่ปากของเธอก็เริ่มร้องเพลง

ลูกสาวคนสุดท้องของผมเป็นนักร้อง จริงๆแล้วเธอร้องเพลงไม่ได้ เธอร้องเพลงเมื่อเธอตื่น เมื่อเธอไปโรงเรียน เมื่อเธอเข้านอน เธอเกิดมาพร้อมกับบทเพลงในใจของเธอ และเพลงของเธอส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่พระเยซู เธอสรรเสริญพระเจ้าทุกที่ทุกเวลา

ผมรักความเรียบง่าย ความทุ่มเทและตั้งใจจริงในน้ำเสียงของลูกสาวผม ความเป็นธรรมชาติและชื่นชมยินดีในบทเพลงของเธอ สะท้อนคำเชิญให้สรรเสริญพระเจ้าที่เราพบได้ในพระคัมภีร์ สดุดีบทที่ 95 บอกว่า “มาเถิด ให้เราทั้งหลายร้องเพลงถวายพระเจ้า ให้เรากระทำเสียงชื่นบานถวายพระศิลาแห่งความรอดของพวกเรา” (ข้อ 1) เมื่ออ่านต่อไป เราเรียนรู้ว่าคำสรรเสริญนี้หลั่งไหลออกมาจากความเข้าใจที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด (“เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าใหญ่ยิ่ง และทรงเป็นกษัตรย์ใหญ่ยิ่งเหนือพระทั้งหลาย” ข้อ 3) และใครที่เป็นเจ้าของเรา (“เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากร แห่งทุ่งหญ้าของพระองค์” ข้อ 7)

สำหรับลูกสาวของผม ความจริงเหล่านั้นคือสิ่งแรกในความคิดของเธอในตอนเช้า โดยพระคุณของพระเจ้า ผู้นมัสการตัวน้อยคนนี้ได้เตือนใจเราถึงความชื่นชมยินดีเมื่อได้ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า

สงบศึกกับปัญหา

ตอนที่เราใกล้จะถึงบ้าน ผมสังเกตเห็นเข็มวัดความร้อนของเครื่องยนต์กำลังขึ้นสูง เมื่อเข้าที่จอด ผมดับเครื่องและกระโดดออกจากรถ ควันลอยออกมาจากฝากระโปรง เครื่องยนต์ส่งเสียงดังเหมือนเวลาทอดเบคอน ผมเข็นรถถอยหลังไปสองสามฟุตและเห็นว่ามีน้ำมันหยดอยู่ที่พื้น ผมรู้ทันทีว่าปะเก็นฝาสูบระเบิด

ผมโอดครวญ เราเพิ่งใช้เงินจำนวนมากไปกับการซ่อมแซม ทำไมมันยังทำงานไม่ได้อีก ผมบ่นอย่างอารมณ์เสีย ทำไมอะไรๆถึงไม่หยุดพังสักที

คุณเป็นเหมือนผมไหม บางครั้งเราผ่านวิกฤติหนึ่งมาได้ แก้ปัญหาหนึ่งเสร็จชำระหนี้ก้อนใหญ่หมด เพื่อที่จะพบกับปัญหาใหม่ที่บางครั้งก็หนักกว่าเรื่องรถเสีย เช่น การตรวจเจอโรคร้าย การเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร การสูญเสียอันเลวร้าย

ในเวลาเช่นนั้นเราเรียกร้องหาโลกที่ดีกว่า ที่มีปัญหาน้อยกว่า โลกที่พระเยซูทรงสัญญาไว้กำลังจะมาถึง แต่ก็ยังไม่ถึง พระเยซูทรงเตือนสาวกของพระองค์ในยอห์น 16 ว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว” (ข้อ 33) พระเยซูตรัสถึงปัญหาร้ายแรงเช่นการถูกข่มเหงเพราะความเชื่อ แต่พระองค์ทรงสอนว่าความทุกข์ยากเหล่านั้นไม่มีวันเอาชนะผู้ที่มีความหวังในพระองค์ได้

ปัญหาทั้งเล็กและใหญ่อาจตามเล่นงานเรา แต่พระสัญญาของพระเยซูถึงวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าถ้าเราอยู่กับพระองค์ หนุนใจเราที่จะไม่ปล่อยให้ปัญหามากำหนดชีวิตของเราในวันนี้

ขับรถฝ่ายวิญญาณ

ผมจำรายละเอียดหลายอย่างในชั้นเรียนขับรถไม่ได้ แต่อักษร พ-ร-ค-ต-ป ยังฝังแน่นในความทรงจำ

อักษรพวกนี้แทนคำว่า พิจารณา ระบุ คาดการณ์ ตัดสินใจ และปฏิบัติ นี่คือขั้นตอนที่เราถูกสอนให้ฝึกเป็นประจำ เราต้องพิจารณาเส้นทาง ระบุอันตราย คาดการณ์ผลของอันตราย ตัดสินใจว่าจะตอบสนองอย่างไร และหากจำเป็น ให้ปฏิบัติตามแผน นี่คือกลยุทธ์ในการมุ่งมั่นหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ

ผมสงสัยว่าแนวคิดนี้จะนำมาใช้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร ในเอเฟซัส 5 เปาโลบอกผู้เชื่อในเอเฟซัสว่า “จงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา” (ข้อ 15) เปาโลทราบว่าอันตรายบางอย่างอาจทำให้ พวกเขาล้มลงสู่ชีวิตเก่าที่ขัดกับชีวิตใหม่ในพระเยซู (ข้อ 8, 10-11) จึงแนะนำคริสตจักรที่กำลังเติบโตให้ระมัดระวัง

คำที่แปลว่า “จงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี” นั้นความหมายตรงตัวคือ “ดูว่าคุณเดินอย่างไร” หรือหมายถึง มองไปรอบๆ สังเกตอันตราย และหลีกเลี่ยงความบาป เช่นการเมาเหล้าและใช้ชีวิตเสเพล (ข้อ 18) แทนที่จะทำอย่างนั้น อัครทูตบอกให้เราแสวงหาที่จะเข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้าในชีวิต (ข้อ 17) ขณะที่เราร้องสรรเสริญและขอบพระคุณพระองค์ร่วมกับผู้เชื่อ (ข้อ 19-20)

ไม่ว่าเราจะเผชิญอันตรายใด และแม้จะสะดุดล้ม เรายังคงมีประสบการณ์กับชีวิตใหม่ในพระคริสต์ได้ในขณะที่เราเติบโตโดยพึ่งพากำลังและพระคุณอันไร้ขีดจำกัดของพระองค์

ต้นไม้ที่งอกงาม

ผมมีหัวใจของการเป็นนักสะสมมาตลอด ตอนเป็นเด็กผมสะสมแสตมป์ การ์ดเบสบอล หนังสือการ์ตูน และตอนนี้ผมเห็นลูกมีนิสัยแบบเดียวกัน บางครั้งผมก็สงสัยว่า “ลูกจำเป็นต้องมีตุ๊กตาหมีอีกตัวหรือ”

คำตอบไม่ใช่เรื่องของความจำเป็น แต่อยู่ที่เสน่ห์ของความใหม่ หรือบางทีสิ่งนั้นดึงดูดใจเพราะเป็นของเก่าและหายาก เป็นอะไรก็ตามที่ทำให้เราหลงใหลไปกับจินตนาการ และลวงให้เชื่อว่าการมี “สิ่งนี้” ชีวิตจะดีขึ้นและมีความสุข

แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยให้ประโยชน์อะไร ทำไมน่ะหรือ เพราะพระเจ้าทรงสร้างเราเพื่อจะได้รับการเติมเต็มโดยพระองค์ ไม่ใช่โดยสิ่งต่างๆที่โลกนี้เฝ้าบอกว่าจะสามารถเติมเต็มจิตใจที่โหยหาของเราได้

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ สุภาษิตเปรียบเทียบชีวิตไว้สองแบบที่ตรงข้ามกัน คือชีวิตที่ไขว่คว้าความร่ำรวยและชีวิตที่ตั้งมั่นในพระเจ้าผู้ทรงรักและให้ด้วยใจกว้างขวาง ในพระคัมภีร์ฉบับ เดอะเมสเสจ ยูจีน ปีเตอร์สันได้แปลสุภาษิต 11:28 ว่า “ชีวิตที่ทุ่มเทให้กับสิ่งของคือชีวิตที่ตายแล้ว คือตอไม้ แต่ชีวิตที่พระเจ้าทรงจัดแต่งเป็นชีวิตที่เจริญงอกงาม”

เราเห็นภาพชีวิต 2 แบบคือต้นไม้ที่เจริญงอกงามเกิดผล กับภาพตอไม้ไร้ผล โลกนี้พยายามบอกเราว่าการมีข้าวของมากมายคือ “ชีวิตที่ดี” ตรงข้ามกับพระเจ้าที่ทรงเชื้อเชิญเราให้หยั่งรากในพระองค์ ให้มีประสบการณ์ในความดีของพระองค์และให้งอกงามเกิดผล และในขณะที่เราถูกปรับแต่งโดยการมีสัมพันธภาพกับพระองค์นั้น พระเจ้าจะปรับเปลี่ยนจิตใจและความปรารถนาของเราใหม่ โดยเปลี่ยนแปลงเราจากภายใน

การนำทางชีวิตที่ไหลเชี่ยว

“คนทางกาบซ้าย พายตรงไปข้างหน้าสามครั้ง” ผู้นำล่องแก่งของเราตะโกนสั่ง พวกที่อยู่กาบซ้ายจ้วงพายดึงเรือของพวกเราออกจากกระแสน้ำวน เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่พวกเราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการเชื่อฟังคำสั่งของผู้นำทาง เสียงที่หนักแน่นมั่นคงของเขาช่วยทั้งหกคนซึ่งมีประสบการณ์น้อยมากในการล่องแก่ง ให้สามารถทำงานร่วมกันเพื่อล่องแก่งฝ่าแม่น้ำที่โหมกระหน่ำมาได้อย่างปลอดภัยที่สุด

อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

พวกเขาเพิ่งปูถนนสายนี้ไปไม่นาน ผมคิดในใจขณะที่การจราจรชะลอตัว ตอนนี้ก็กำลังรื้อมันอีก แล้วผมก็สงสัยว่า ทำไมถนนนี้สร้างไม่เสร็จเสียที คือผมไม่เคยเห็นป้ายที่แจ้งว่า “บริษัททำถนนเสร็จแล้ว ขอให้ทุกท่านเพลิดเพลินกับถนนที่สมบูรณ์แบบนี้”

เรื่องคล้ายกันนี้ก็เกิดกับชีวิตฝ่ายวิญญาณของผมเช่นกัน ในช่วงที่เชื่อใหม่ๆผมคิดถึงภาพที่ผมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เมื่อทุกสิ่งเป็นไปตามที่คิดและชีวิตผม “ดำเนินไปอย่างราบรื่น” สามสิบปีต่อมาผมยอมรับว่าผมยังคง “อยู่ระหว่างการก่อสร้าง” เหมือนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่ออยู่ตลอด ชีวิตผมก็ดูจะไม่มีวัน “เสร็จ” เช่นกัน ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดพอๆกัน

แต่ฮีบรูบทที่ 10 มีพระสัญญาที่น่าทึ่งในข้อ 14 ที่ว่า “โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ได้ทรงกระทำให้คนทั้งหลายที่ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้นถึงความสมบูรณ์เป็นนิตย์” งานของพระเยซูบนกางเขนได้ช่วยเราให้รอดแล้วอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ในสายพระเนตรพระเจ้าเราเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่สิ่งที่ดูขัดแย้งก็คือ กระบวนการนั้นจะยังไม่เสร็จในโลกนี้เราจะยังคงถูกหล่อหลอมให้เป็นเหมือนพระองค์และรับการ “ชำระให้บริสุทธิ์”

วันหนึ่งเราจะได้พบกับพระองค์หน้าต่อหน้าและเราจะเป็นเหมือนพระองค์ (1 ยน.3:2) แต่ขณะนี้เราจะยังคง “อยู่ระหว่างการก่อสร้าง” และตั้งตารอวันแห่งสง่าราศีเมื่องานของพระองค์ในชีวิตเราเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์

ห่านที่น่าสงสารที่สุด

ทำไมลูกฟุตบอลมาอยู่ในลานจอดรถได้ ผมสงสัย แต่เมื่อเข้าไปใกล้ ผมถึงรู้ว่าก้อนสีเทานั้นไม่ใช่ลูกบอลแต่เป็นห่าน ห่านที่น่าสงสารที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา

ในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง ฝูงห่านมักจะรวมตัวกันที่สนามใกล้ที่ทำงานของผม แต่วันนี้มีห่านอยู่ตัวเดียว มันเอี้ยวคอเอาหัวซุกไว้ใต้ปีก เพื่อนของแกหายไปไหนหมด ผมคิด เจ้าห่านที่น่าสงสารดูโดดเดี่ยวมากจนผมอยากจะเข้าไปกอดมัน (คำเตือน: ห้ามลองทำ)

ผมแทบไม่เคยเห็นห่านอยู่ตามลำพังแบบนี้มาก่อน ห่านเป็นสัตว์สังคมอย่างชัดเจน มันบินเป็นฝูงรูปตัววีเพื่อลดแรงต้านของลม พวกมันถูกสร้างมาให้อยู่ด้วยกัน

มนุษย์เราก็ถูกสร้างมาให้อยู่รวมกันเป็นชุมชน (ดู ปฐก.2:18) ในปัญญาจารย์ 4:10 ซาโลมอนอธิบายไว้ว่า คนเราจะอ่อนแอหากอยู่คนเดียว “วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียว เมื่อเขาล้มลงและไม่มีผู้อื่นพะยุงยกเขาให้ลุกขึ้น” จำนวนที่มากขึ้นทำให้เกิดพลัง พระองค์กล่าวต่อว่า “แม้คนหนึ่งสู้คนเดียวได้ สองคนคงสู้เขาได้แน่เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้” (ข้อ 12)

คำพูดนี้เป็นจริงทั้งฝ่ายวิญญาณและฝ่ายร่างกาย พระเจ้าไม่เคยอยากให้เรา “บิน” ตามลำพัง โดดเดี่ยวและอ่อนแอ เราจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อจะมีกำลังใจ สดชื่น และเติบโต (ดูใน 1 คร.12:21)

เมื่อกระแสลมแห่งชีวิตพัดมาปะทะ เรายืดหยัดอยู่ได้ร่วมกัน