แอบย่องเอาบาปออกไป
วินสตันรู้ดีว่ามันไม่ควรเคี้ยวสิ่งนั้น ดังนั้นมันจึงใช้เล่ห์เหลี่ยมที่เราเรียกว่ากลยุทธ์การเดินย่อง ถ้าวินสตันเห็นใครถอดรองเท้าทิ้งไว้โดยไม่ระวัง มันจะทำเป็นเดินไปทางนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ก้มไปคาบรองเท้า แล้วค่อยๆเดินย่องออกไปทางประตูถ้าไม่มีใครสังเกตเห็น “แม่ครับ วินสตันคาบรองเท้าแม่และย่องออกไปทางประตูแล้วครับ”
เห็นได้ชัดว่าบางครั้งเราก็คิดว่าเราสามารถ “เดินย่อง” ผ่านพระเจ้าออกไปพร้อมกับบาปของเราได้ เราถูกล่อลวงให้คิดว่าพระองค์จะไม่ทันสังเกต มันไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อย ไม่ว่า “มัน” จะเป็นอะไรก็ตามเราจะหาเหตุผลเข้าข้างตนเองเสมอ ไม่ต่างกับวินสตัน เรารู้ดีว่าทางเลือกเหล่านั้นไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า
เช่นเดียวกับอาดัมและเอวาในสวนเอเดน เราอาจพยายามซ่อนตัวเพราะความละอายในเรื่องบาปของเรา (ปฐก.3:10) หรือแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พระคัมภีร์เชื้อเชิญให้เราทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก นั่นก็คือวิ่งเข้าหาพระเมตตาและการอภัยจากพระเจ้า สุภาษิต 28:13 บอกเราว่า “บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา”
เราไม่ต้องพยายามเดินย่องออกไปพร้อมกับบาปและหวังว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็น เมื่อเราบอกความจริงในสิ่งที่เราตัดสินใจเลือก ไม่ว่าจะบอกกับตัวเอง กับพระเจ้า หรือกับเพื่อนที่ไว้ใจได้ เราจะพบอิสรภาพจากความรู้สึกผิดและความละอายจากการแอบซ่อนความบาปไว้ (1 ยน.1:9)
ทำสิ่งที่ถูกต้อง
จดหมายจาก “เจสัน” นักโทษคนหนึ่งทำให้ผมและภรรยาต้องประหลาดใจ เรา “เลี้ยง” ลูกสุนัขเพื่อให้เป็นสุนัขช่วยเหลือผู้พิการ ลูกสุนัขตัวหนึ่งได้ผ่านเข้าสู่การฝึกในขั้นต่อไป ซึ่งดำเนินการโดยนักโทษที่ได้รับการสอนให้รู้วิธีการฝึกสุนัข จดหมายที่เจสันเขียนถึงเราบรรยายถึงความเสียใจกับอดีตของตัวเอง แต่จากนั้นเขาก็พูดว่า “สนิกเกอร์สเป็นสุนัขตัวที่สิบเจ็ดที่ผมฝึกและมันเป็นสุนัขที่ดีที่สุด เมื่อมันมองมาที่ผม ผมรู้สึกเหมือนผมได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องในที่สุด”
เจสันไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกเสียใจ เราทุกคนล้วนมีความรู้สึกเสียใจ มนัสเสห์กษัตริย์แห่งยูดาห์มีเรื่องที่ต้องเสียใจมากมาย 2 พงศาวดาร 33 ได้บรรยายถึงการกระทำที่ชั่วร้ายของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างปูชนียสถานสูงเพื่อนมัสการพระต่างด้าวด้วยการร่วมเพศ (ข้อ 3) ถือวิทยาคม และถวายโอรสให้ลุยไฟ (ข้อ 6) พระองค์ทรงชักจูงคนทั้งชาติให้หลงไปในทางที่ชั่วร้ายนี้ (ข้อ 9)
“พระเจ้าตรัสกับมนัสเสห์และประชาชนของพระองค์ แต่เขาทั้งหลายไม่ฟัง” (ข้อ 10) สุดท้ายพระเจ้าก็ได้รับความสนใจ เมื่อชาวอัสซีเรียบุกเข้ามา “เอาเบ็ดเกี่ยวมนัสเสห์...และนำพระองค์มายังบาบิโลน” (ข้อ 11) และในที่สุดมนัสเสห์ก็ทำสิ่งที่ถูกต้อง “พระองค์ทรงวิงวอนขอพระกรุณาต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพระองค์ และถ่อมพระทัยลงอย่างมาก” (ข้อ 12) พระเจ้าทรงสดับฟังคำวิงวอนและทรงคืนตำแหน่งกษัตริย์ให้กับพระองค์ มนัสเสห์ได้แทนที่ธรรมเนียมปฏิบัติพระต่างด้าวด้วยการนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว (ข้อ 15-16)
ความเสียใจกำลังกัดกินคุณอยู่หรือไม่ ยังไม่สายเกินไป พระเจ้าทรงสดับคำอธิษฐานที่แสดงถึงการกลับใจด้วยท่าทีที่ถ่อมใจของเรา
เป้าหมายของฉันคืออะไร
“ผมรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์” ฮาโรลด์กล่าว “เป็นพ่อม่ายที่เกษียณแล้วและลูกๆต่างก็ยุ่งกับครอบครัวของตัวเอง ผมใช้เวลายามบ่ายที่เงียบสงัดนั่งดูเงาบนกำแพง” เขามักจะบอกลูกสาวว่า “พ่อแก่แล้วและใช้ชีวิตมาอย่างคุ้มค่า พ่อไม่มีเป้าหมายอะไรอีกต่อไป พระเจ้าจะมารับพ่อไปเมื่อไหร่ก็ได้”
แต่การสนทนาในบ่ายวันหนึ่งได้เปลี่ยนความคิดของฮาโรลด์ “เพื่อนบ้านของผมมีปัญหากับลูกๆผมจึงอธิษฐานเผื่อเขา” ฮาโรลด์กล่าว “ผมได้แบ่งปันพระกิตติคุณกับเขาในเวลาต่อมา และสิ่งนั้นทำให้ผมตระหนักว่าชีวิตของผมยังมีเป้าหมาย! ตราบที่ยังมีคนไม่เคยได้ยินเรื่องราวของพระเยซู ผมต้องบอกพวกเขาในเรื่องพระผู้ช่วยให้รอด”
เมื่อฮาโรลด์ใช้เวลาที่ได้พบปะกันเป็นปกติประจำทุกวันนั้นด้วยการแบ่งปันความเชื่อ ชีวิตของเพื่อนบ้านก็เปลี่ยนไป ใน 2 ทิโมธี 1 อัครทูตเปาโลกล่าวถึงผู้หญิงสองคนที่พระเจ้าทรงใช้ในลักษณะเดียวกันนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนๆหนึ่ง นั่นคือชีวิตของทิโมธีเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องของเปาโล โลอิสยายของทิโมธีและยูนิสมารดาของเขาได้ส่งต่อ “ความเชื่ออย่างจริงใจ” มายังทิโมธี (ข้อ 5) โดยผ่านเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของครอบครัวธรรมดาๆครอบครัวหนึ่ง หนุ่มน้อยทิโมธีได้เรียนรู้จักความเชื่อที่แท้จริงซึ่งช่วยหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ของพระเยซู และรับใช้ในฐานะผู้นำของคริสตจักรเมืองเอเฟซัสในที่สุด
ไม่ว่าเราจะมีอายุ ภูมิหลัง หรืออยู่ในสถานการณ์เช่นไร เราต่างมีเป้าหมายนั่นคือการบอกผู้อื่นเรื่องพระเยซู
การอธิษฐานกับการเปลี่ยนแปลง
ในปี 1982 ศิษยาภิบาลชื่อ คริสเตียน ฟูห์เฮอร์ ได้ริเริ่มการประชุมอธิษฐานวันจันทร์ที่คริสตจักรเซนต์นิโคลาสในเมืองไลป์ซิก เป็นเวลาหลายปีที่มีคนเพียงหยิบมือมาร่วมกันทูลขอสันติภาพจากพระเจ้าท่ามกลางความรุนแรงทั่วโลกและการปกครองที่กดขี่ของเยอรมันตะวันออก แม้รัฐบาลคอมมิวนิสต์จะจับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่ผู้เชื่อก็ไม่สนใจและผู้มาร่วมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนล้นไปนอกประตูและกลายเป็นการชุมนุมของฝูงชนจำนวนมหาศาล ในวันที่ 9 ตุลาคม 1989 มีผู้มาร่วมชุมนุมเจ็ดหมื่นคนเพื่อประท้วงอย่างสันติ ตำรวจหกพันคนยืนเตรียมพร้อมรับมือกับการยั่วยุ แต่ฝูงชนยังคงชุมนุมอย่างสงบและนักประวัติศาสตร์ถือว่าวันนั้นเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ หนึ่งเดือนต่อมากำแพงเบอร์ลินได้พังทลายลง การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้เริ่มต้นจากการประชุมอธิษฐาน
เมื่อเราหันไปหาพระเจ้าและเริ่มพึ่งพาพระปัญญาและพระกำลังของพระองค์ สิ่งต่างๆมักจะถูกเคลื่อนย้ายและปรับเปลี่ยน เมื่อเรา “ร้องทูลพระเจ้าในความยากลำบาก” เช่นเดียวกับอิสราเอล เราจะพบพระเจ้าซึ่งเป็นผู้เดียวที่สามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งแม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และตอบคำถามที่รบกวนใจเราที่สุดได้ (สดด.107:28) พระเจ้าทรงทำให้ “พายุสงบลง” และเปลี่ยน “ถิ่นทุรกันดารให้เป็นสระน้ำ” (ข้อ 29, 35) พระเจ้าผู้ที่เราร้องทูลทรงนำมาซึ่งความหวังในท่ามกลางความสิ้นหวัง และความงดงามท่ามกลางซากปรักหักพัง
พระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น (ในเวลาของพระองค์ ไม่ใช่ของเรา) และการอธิษฐานเป็นวิธีที่เราจะมีส่วนในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นร่วมกันกับพระองค์
เสริมกำลังในทุกวัน
บริสุทธิ์ทุกโมงยาม เป็นหนังสือคำอธิษฐานที่ดีสำหรับกิจกรรมต่างๆรวมถึงเรื่องทั่วไป เช่น การเตรียมอาหารหรือซักผ้า การงานที่จำเป็นต่างๆ ซึ่งเราอาจรู้สึกจำเจหรือเป็นเรื่องสามัญ หนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของจี.เค.เชสเตอร์ตัน ผู้เขียนที่กล่าวว่า “ท่านอธิษฐานก่อนมื้ออาหาร นั่นก็ดี แต่ข้าพเจ้าอธิษฐานก่อนร่างภาพ ระบายสี ว่ายน้ำ ฟันดาบ ชกมวย เดิน เล่น เต้นรำ และก่อนที่ข้าพเจ้าจะจุ่มปากกาลงในหมึก”
คำหนุนใจเช่นนั้นปรับมุมมองเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆในสมัยของฉัน บางครั้งฉันมักจำแนกกิจกรรมต่างๆ ออกเป็นกิจกรรมที่ดูมีคุณค่าฝ่ายวิญญาณ เช่น การอ่านบทเฝ้าเดี่ยวก่อนรับประทานอาหาร และบางกิจกรรมที่มีคุณค่าฝ่ายวิญญาณเพียงเล็กน้อย เช่น การล้างจาน ในจดหมายที่เปาโลเขียนถึงชาวโคโลสีผู้เลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระเยซูนั้น ท่านได้ขจัดเอาการแบ่งแยกนี้ออกไป ท่านหนุนใจพวกเขาด้วยถ้อยคำเหล่านี้ “และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า” (3:17) การทำสิ่งต่างๆในพระนามของพระเยซูหมายถึงทั้งการถวายเกียรติแด่พระองค์ขณะที่เราทำสิ่งเหล่านั้น และมั่นใจว่าพระวิญญาณของพระองค์ทรงเสริมกำลังให้เราทำสิ่งนั้นสำเร็จ
“เมื่อท่านจะกระทำสิ่งใด” กิจกรรมธรรมดาทุกอย่างในชีวิตของเราในทุกช่วงเวลานั้น จะได้รับการเสริมกำลังจากพระวิญญาณของพระเจ้าและกระทำให้สำเร็จได้ในหนทางที่ถวายเกียรติแด่พระเยซู
น้ำลึก
ในปี 1992 เมื่อบิล พิงค์เนย์แล่นเรือรอบโลกตามลำพัง โดยใช้เส้นทางที่ยากลำบากรอบเกรทเซาท์เทิร์นเคปที่เต็มไปด้วยอันตราย เขาทำเพื่อจุดมุ่งหมายที่เหนือกว่า การเดินทางของเขาก็เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและให้ความรู้แก่เด็กๆ ซึ่งรวมถึงนักเรียนในโรงเรียนประถมใจกลางเมืองชิคาโกที่เขาเคยเรียนด้วย เป้าหมายของบิลก็เพื่อแสดงว่า พวกเขาจะไปได้ไกลเพียงใดด้วยการเรียนหนักและด้วยความทุ่มเท ซึ่งเป็นคำที่เขานำมาตั้งชื่อเรือ เมื่อบิลพาเด็กๆ ล่องเรือที่ชื่อความทุ่มเท เขาเล่าว่า “พวกเขาถือด้ามหางเสือเรือไว้ในมือ และเรียนรู้เรื่องการบังคับ การควบคุมตนเอง และการทำงานเป็นทีม...ซึ่งเป็นพื้นฐานทั้งหมดที่จำเป็นในชีวิตเพื่อจะประสบความสำเร็จ”
คำพูดของพิงค์เนย์บรรยายภาพสติปัญญาของซาโลมอน “ความประสงค์ในใจของคนเหมือนน้ำลึก แต่คนที่มีความเข้าใจจะสามารถโพงมันออกมาได้” (สภษ.20:5) พระองค์เชื้อเชิญคนอื่นๆให้สำรวจเป้าหมายชีวิตของตน ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการ “วางกับดักตัวเองโดยหุนหันให้คำปฏิญาณว่าจะถวายสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วค่อยมาคิดได้เมื่อสาบานไปแล้ว” (ข้อ 25 TNCV)
ในทางกลับกันพิงค์เนย์มีจุดประสงค์ที่ชัดเจน ซึ่งในที่สุดก็เป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนสามหมื่นคนทั่วสหรัฐอเมริกาได้เรียนรู้จากการเดินทางของเขา เขากลายเป็นชาวแอฟริกันอเมริกันคนแรกที่ได้รับการบรรจุชื่อไว้ในหอเกียรติยศการเดินเรือแห่งชาติ เขากล่าวไว้ว่า “เด็กๆกำลังดูอยู่” และด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกัน ให้เรากำหนดเส้นทางของเราผ่านคำปรึกษาที่ลึกซึ้งจากคำสอนที่พระเจ้าประทานแก่เรา
ความรับผิดชอบของตน
สายตาของเพื่อนแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ผมกำลังรู้สึก นั่นคือความกลัว! วัยรุ่นอย่างเราสองคนประพฤติตัวไม่ดี และตอนนี้ก็ก้มหน้าด้วยความกลัวอยู่ตรงหน้าผู้อำนวยการค่าย ชายผู้นี้ซึ่งรู้จักพ่อของเราดี ได้ชี้ให้เราเห็นอย่างตรงไปตรงมาด้วยความรักว่าพ่อของเราจะผิดหวังอย่างมาก เราอยากจะมุดลงใต้โต๊ะ เพราะรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งในความผิดที่ได้ทำไป
พระเจ้าประทานข่าวสารแก่คนยูดาห์ผ่านเศฟันยาห์ เป็นถ้อยคำที่มีอำนาจเกี่ยวกับความรับผิดชอบในเรื่องบาปของตนเอง (ศฟย.1:1, 6-7) หลังจากบรรยายถึงคำพิพากษาที่พระองค์จะทรงนำมาเหนือศัตรูของยูดาห์แล้ว (บทที่ 2) พระองค์จะทรงหันมาทอดพระเนตรประชากรที่น่าละอายและมีความผิดของพระองค์ (บทที่ 3) พระเจ้าประกาศว่า “วิบัติแก่เมืองนี้ [เยรูซาเล็ม] ที่เป็นเมืองกบฏ และเป็นมลทิน” (3:1) และ “เขาทั้งหลายยิ่งกลับร้อนใจ ที่จะให้การกระทำของเขาเสื่อมทราม” (ข้อ 7)
พระองค์ทรงเห็นจิตใจที่เย็นชาในคนของพระองค์ ทั้งความไม่แยแสฝ่ายวิญญาณ ความอยุติธรรมในสังคมและความโลภที่น่าชัง พระองค์จึงนำมาซึ่งการตีสอนด้วยความรักไม่สำคัญว่าแต่ละคนจะเป็น “ผู้นำ” “ผู้พิพากษา” หรือ “ผู้เผยพระวจนะ” (ข้อ 3-4) ทุกคนล้วนมีความผิดจำเพาะพระพักตร์พระองค์
เปาโลเขียนข้อความนี้ถึงผู้เชื่อในพระเยซูที่ยังคงทำบาปว่า “ท่านจึงส่ำสมโทษให้แก่ตัวเอง...ซึ่ง[พระเจ้า]จะทรงสำแดงการพิพากษาลงโทษ...แก่ทุกคนตามควรแก่การกระทำของเขา” (รม.2:5-6) ดังนั้นโดยฤทธิ์เดชของพระเยซู ขอให้เราดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระบิดาของเราผู้ทรงบริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยความรัก ซึ่งจะไม่ทำให้เราต้องมาสำนึกเสียใจในภายหลังในความผิดใดๆ
ขอทรงล้างข้าพระองค์!
“โปรดล้างฉันที!” แม้ว่าคำเหล่านั้นไม่ได้เขียนไว้บนรถของผม แต่ก็น่าจะเขียนไว้ ฉะนั้นผมจึงออกไปล้างรถ และคนขับรถคนอื่นๆก็เช่นกันที่ต้องการชำระคราบสิ่งสกปรกที่ตกค้างจากถนนเกลือหลังจากหิมะตกเมื่อไม่นานมานี้ คิวยาวและการบริการก็ช้า แต่มันก็คุ้มค่าแก่การรอคอย ผมจากมาด้วยรถที่สะอาด และเพื่อชดเชยความล่าช้าในการให้บริการ ผมได้บริการล้างรถฟรี!
การได้รับการชำระล้างโดยคนอื่นเป็นผู้จ่าย นั่นคือข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าประทานการยกโทษบาปแก่เราผ่านการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู มีใครในพวกเราบ้างที่รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้อง “อาบน้ำ” เมื่อ “สิ่งชั่วร้ายและความสกปรก” ของชีวิตเกาะติดตัวเรา เมื่อเราเปรอะเปื้อนด้วยความคิดที่เห็นแก่ตัวหรือการกระทำที่ทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น ซึ่งทำให้เราสูญเสียสันติสุขในพระเจ้า สดุดี 51 คือเสียงร้องทูลของดาวิดเมื่อการทดลองมีชัยในชีวิตของท่าน เมื่อเผชิญหน้ากับที่ปรึกษาฝ่ายวิญญาณในบาปของท่าน (ดู 2 ซมอ.12) ท่านร้องว่า “ขอทรงล้างข้าพระองค์!” ท่านอธิษฐานว่า “ขอทรงชำระข้าพระองค์ด้วยต้นหุสบข้าพระองค์จึงจะสะอาด ขอทรงล้างข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะขาวกว่าหิมะ” (ข้อ 7)
คุณรู้สึกสกปรกและรู้สึกผิดไหม จงไปหาพระเยซูและจดจำถ้อยคำเหล่านี้ว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยน.1:9)
ใครสมควรได้รับคำยกย่อง
ตั้งแต่บันไดเวียนไปจนถึงห้องนอนที่กว้างขวาง จากพื้นไม้เนื้อแข็งไปจนถึงพรมหนานุ่ม จากห้องซักผ้าขนาดใหญ่ไปจนถึงห้องทำงานที่มีการจัดระเบียบอย่างดี นายหน้าได้เผยให้เห็นบ้านที่เหมาะกับสามีภรรยาวัยหนุ่มสาว พวกเขาชื่นชมความงามในทุกซอกมุมที่เดินไป “คุณเลือกที่ที่ดีที่สุดให้กับเรา บ้านหลังนี้น่าทึ่งมาก!” แล้วนายหน้าจึงตอบในสิ่งที่ฟังดูค่อนข้างแปลกในความคิดของพวกเขาแต่ก็เป็นความจริง “ฉันจะส่งต่อคำชมของคุณไปให้กับผู้สร้างบ้านหลังนี้ ผู้ที่สร้างสมควรได้รับคำยกย่อง ไม่ใช่ตัวบ้านหรือคนที่พามาดู”
คำพูดของนายหน้าสะท้อนคำกล่าวของผู้เขียนฮีบรูที่ว่า “ต้นตระกูลย่อมมีเกียรติมากกว่าครอบครัว” (3:3) ผู้เขียนกำลังเปรียบเทียบความสัตย์ซื่อของพระเยซูพระบุตรของพระเจ้ากับผู้เผยพระวจนะโมเสส (ข้อ 1-6) แม้ว่าโมเสสจะได้รับสิทธิพิเศษให้พูดกับพระเจ้าหน้าต่อหน้าและเห็นสัณฐานของพระองค์ (กดว.12:8) แต่ท่านก็ยังเป็นเพียง “ผู้รับใช้” ในพระนิเวศของพระเจ้า (ฮบ.3:5) พระคริสต์ในฐานะพระผู้สร้าง (1:2,10) สมควรได้รับเกียรติในฐานะ “ผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง” ของพระเจ้า และในฐานะพระบุตร “ที่ทรงอำนาจเหนือชุมชนอันเป็นครอบครัวของพระเจ้า” (3:4,6) ครอบครัวของพระเจ้าก็คือประชากรของพระองค์
เมื่อเรารับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ ขอให้เราตระหนักว่าพระเยซูองค์พระผู้สร้างของพระเจ้าคือผู้ที่ทรงสมควรได้รับเกียรติ คำยกย่องใดๆที่เราซึ่งเป็นครอบครัวของพระเจ้าได้รับนั้นล้วนเป็นของพระองค์