เดือน: ธันวาคม 2021

ใกล้คริสต์มาสเข้าไปอีกวัน

หนูไม่อยากเชื่อเลยว่าคริสต์มาสจบลงแล้ว” ลูกสาวผมพูดอย่างหดหู่ ผมรู้ว่าเธอรู้สึกเช่นไร บรรยากาศหลังวันคริสต์มาสอาจดูมืดมน ของขวัญก็เปิดไปแล้ว ต้นคริสต์มาสและไฟประดับก็ต้องเอาลง เดือนมกราคมก็ไร้ชีวิตชีวา และสำหรับหลายๆคน ความต้องการที่จะลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากช่วงวันหยุดกำลังรออยู่ ความคาดหวังที่น่าตื่นเต้นซึ่งมาพร้อมกับคริสต์มาสก็พลันหายไป

ไม่กี่ปีก่อนขณะที่เราเก็บของตกแต่งจากวันคริสต์มาส ผมตระหนักว่า ไม่ว่าปฏิทินจะบอกอะไรเรา เราก็เข้าใกล้คริสต์มาสครั้งต่อไปอีกวันหนึ่ง และนั่นกลายเป็นสิ่งที่ผมมักจะพูดบ่อยๆ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการฉลองคริสต์มาสแบบชั่วครั้งชั่วคราวของเราก็คือความจริงฝ่ายวิญญาณที่อยู่เบื้องหลัง นั่นคือความรอดที่พระเยซูทรงนำเข้ามาในโลกและความหวังเรื่องการเสด็จกลับมาของพระองค์ พระคัมภีร์ย้ำเรื่องการเฝ้าดู การรอคอย และความปรารถนาที่พระคริสต์จะเสด็จกลับมา ผมชอบสิ่งที่เปาโลพูดในฟีลิปปี 3:15-21 ท่านชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิตของโลก คือการ “สนใจในวัตถุทางโลก” (ข้อ 19) กับวิถีชีวิตที่ถูกหล่อหลอมด้วยความหวังเรื่องการเสด็จกลับมาของพระเยซู “บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์ เรารอคอยผู้ช่วยให้รอด ซึ่งจะเสด็จมาจากสวรรค์คือพระเยซูคริสตเจ้า” (ข้อ 20)

ความจริงที่ว่า “บ้านเมืองของเรานั้นอยู่ที่สวรรค์” จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง รวมถึงความหวังและวิธีการดำเนินชีวิตของเรา ความหวังนั้นถูกทำให้มั่นคงขึ้นด้วยความรู้ที่ว่า ทุกๆวันที่ผ่านไปนั้น แท้จริงแล้วเราเข้าใกล้การเสด็จกลับมาของพระเยซูอีกวันหนึ่ง ARH

ล้ำค่ากว่าทองคำ

เมื่อเอ็ดเวิร์ด แจ็คสัน นักล่าทองคำออกเดินทางไปแคลิฟอร์เนียในยุคตื่นทอง ของอเมริกา ในบันทึกประจำวันซึ่งลงวันที่ 20 พฤษภาคม 1849 เขาได้คร่ำครวญถึงความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางโดยรถม้าที่มีทั้งโรคภัยและความตาย “ได้โปรดอย่าทิ้งกระดูกของผมไว้ที่นี่” เขาเขียน “ถ้าเป็นไปได้ขอนำมันไปไว้ที่บ้าน” นักล่าทองคำอีกคนชื่อว่า จอห์น วอล์คเกอร์บันทึกว่า “นี่คือการเสี่ยงโชคที่บรรลุผลที่สุดเท่าที่คุณจะจินตนาการได้...ผมไม่อาจแนะนำใครให้มาที่นี่ได้”

ที่จริงแล้ววอล์คเกอร์กลับไปที่บ้านและประสบความสำเร็จในการทำเกษตร ปศุสัตว์ และการเมืองท้องถิ่น เมื่อสมาชิกในครอบครัวนำจดหมายเก่าเก็บของวอล์คเกอร์ไปออกรายการ เปิดกรุของเก่า ทางโทรทัศน์ของอเมริกา มันกลับมีมูลค่าหลายพันดอลลาร์ พิธีกรกล่าวว่า “เขาได้พบสิ่งล้ำค่าจากยุคตื่นทองจริงๆ นั่นคือจดหมายเหล่านี้”

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งวอล์คเกอร์และแจ็คสันกลับมาบ้านพร้อมด้วยปัญญาที่ทำให้พวกเขาดำเนินชีวิตในโลกของความเป็นจริงมากขึ้น ลองพิจารณาถ้อยคำแห่งสติปัญญาเหล่านี้ของกษัตริย์ซาโลมอน “มนุษย์ผู้ประสบปัญญา...เป็นสุขจริงหนอ ปัญญาเป็นต้นไม้แห่งชีวิตแก่ผู้ที่ยึดเธอไว้” (สภษ.3:13,18) ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยปัญญา “ย่อมดีกว่าผลที่ได้จากเงิน และกำไรนั้นดีกว่าทองคำ” (ข้อ 14) จงทำให้ปัญญาเป็นสิ่งที่มีค่ากว่าความปรารถนาใดๆในโลกนี้ (ข้อ 15)

“ชีวิตยืนยาวอยู่ที่มือขวาของปัญญา...และวิถีทั้งสิ้นของปัญญาคือสันติภาพ” (ข้อ 16-17) ดังนั้น ความท้าทายของเราคือการยึดปัญญาไว้ให้แน่น ไม่ใช่การยึดความปรารถนาที่ดูเรืองรอง เพราะนี่คือวิถีที่พระเจ้าจะทรงอวยพระพร

สิงห์ พระเมษโปดก และพระผู้ไถ่!

สิงโตสองตัวที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงทางเข้าห้องสมุดของรัฐนิวยอร์กนั้นถูกสกัดขึ้นจากหินอ่อน พวกมันอยู่ตรงนั้นอย่างภาคภูมิมาตั้งแต่พิธีเปิดห้องสมุดในปี 1911 ตอนแรกพวกมันมีชื่อเล่นว่าลีโอ ลีน็อกซ์ และลีโอ แอสเตอร์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ก่อตั้งห้องสมุด แต่ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ฟิออเรลโล ลาการ์เดีย นายกเทศมนตรีของนิวยอร์กได้ตั้งชื่อให้มันใหม่ว่า ทรหด และอดทน ซึ่งเป็นคุณธรรมที่เขาคิดว่า ชาวนิวยอร์กพึงแสดงออกมาในช่วงเวลาที่ท้าทายนั้น ปัจจุบันสิงโตทั้งสองตัวยังคงถูกขนานนามว่า ทรหดและอดทน

พระคัมภีร์ได้บรรยายถึงสิงโตที่มีอำนาจและมีชีวิต ผู้ซึ่งให้การหนุนใจในยามที่มีปัญหาและยังเป็นที่รู้จักในชื่ออื่นๆด้วย ในนิมิตเกี่ยวกับสวรรค์ของยอห์น ท่านร้องไห้เมื่อเห็นว่าไม่มีใครแกะตราของหนังสือม้วนซึ่งเป็นแผนการพิพากษาและการไถ่ของพระเจ้าได้ แล้วยอห์นก็ได้รับคำบอกว่า “อย่าร้องไห้เลย นี่แน่ะ สิงห์แห่งเผ่ายูดาห์... พระองค์ทรงมีชัยแล้ว พระองค์จึงทรงสามารถแกะตราทั้งเจ็ดดวงและคลี่หนังสือม้วนนั้นออกได้” (วว. 5:5)

แต่ในข้อถัดมา ยอห์นได้บรรยายถึงอีกสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง “ข้าพเจ้าแลเห็นพระเมษโปดกประทับยืนอยู่ประหนึ่งทรงถูกปลงพระชนม์” (ข้อ 6) สิงห์และพระเมษโปดกคือบุคคลเดียวกันคือพระเยซู พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้พิชิต และ “พระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยน.1:29) โดยกำลังและกางเขนของพระองค์ เราจึงได้รับพระเมตตาและการอภัยเพื่อเราจะมีความสุขกับชีวิตและอัศจรรย์ใจในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นตลอดชั่วนิรันดร์!

สติปัญญาที่ดีเยี่ยม

ผู้เลี้ยงแกะต้องการสติปัญญาที่ดีเยี่ยมและดวงตาที่มองเห็นรอบด้านเพื่อตรวจสอบสภาพจิตวิญญาณจากทุกแง่มุม” จอห์น คริสโซสตอมบิดาแห่งคริสตจักรยุคแรกเขียนคำพูดนี้ไว้ในการอภิปรายเรื่องความซับซ้อนในการดูแลจิตวิญญาณของผู้อื่น เขาย้ำว่าการจะเข้าถึงหัวใจของผู้อื่นได้ จะต้องมีความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาสงสารเป็นอย่างมากเพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปบังคับใครให้หายดี

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเจ็บปวด จอห์นเตือนเพราะ “ถ้าคุณมีเมตตามากเกินไปกับผู้ที่ต้องทำการผ่าตัดลงลึกแต่กลับผ่าลงไปไม่ลึกพอ คุณก็จะไม่เจอมะเร็ง แต่ถ้าคุณผ่าตัดโดยไร้ซึ่งความเมตตา ผู้ป่วยที่สิ้นหวังกับความทุกข์ที่ตนเองกำลังเผชิญมักจะทิ้งทุกสิ่ง...และกระโดดหน้าผาตายทันที”

ความซับซ้อนเช่นนี้คล้ายกับที่พระธรรมยูดาอธิบายถึงวิธีที่จะใช้รับมือกับผู้ที่หลงผิดเพราะพวกครูสอนเท็จ ซึ่งยูดาอธิบายพฤติกรรมเอาไว้อย่างชัดเจน (1:12-13, 18-19) แต่เมื่อยูดาพูดถึงการรับมือกับภัยคุกคามร้ายแรงนี้ ท่านไม่แนะนำให้ตอบสนองด้วยความโกรธเกรี้ยว

ตรงกันข้าม ท่านสอนว่าผู้เชื่อควรรับมือกับภัยคุกคามด้วยการหยั่งรากลึกในความรักของพระเจ้า (ข้อ 20-21) เพราะเมื่อเราหยั่งลึกลงในความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้าเท่านั้น เราจึงจะพบสติปัญญาในการช่วยผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมทันท่วงที ด้วยความถ่อมและเมตตา (ข้อ 22-23) ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้พวกเขาได้รับการเยียวยาและการพักสงบ ในความรักที่ไม่มีขีดจำกัดของพระเจ้าได้มากที่สุด

พระหัตถ์ขวาของพระเจ้า

ฉันพาเจ้าวิลสันสุนัขของฉันที่อายุมากแล้วออกไปที่สนามหญ้า ในระหว่างนั้นฉันก็ปล่อยมือจากสายจูงเจ้าโค้ชสุนัขที่อายุน้อยกว่าไปชั่วขณะหนึ่ง ระหว่างที่ฉันก้มตัวลงเพื่อหยิบสายจูง โค้ชก็เหลือบไปเห็นกระต่าย มันรีบวิ่งตามไปและกระชากสายจูงจากมือขวาของฉัน ทำให้สายจูงหมุนเป็นเกลียวรัดนิ้วนางของฉัน ฉันล้มลงบนพื้นหญ้าและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

หลังกลับมาจากห้องฉุกเฉินและรู้ว่าต้องผ่าตัด ฉันก็ทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า “ฉันเป็นนักเขียน! ฉันจะพิมพ์งานได้อย่างไร แล้วฉันจะทำงานประจำวันได้อย่างไร” พระเจ้าได้ตรัสกับฉันเช่นที่ทรงเคยทำในบางครั้งตอนที่ฉันอ่านพระคัมภีร์ประจำวันว่า “เพราะเราคือพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า ยุดมือขวาของเจ้าไว้ คือเราเองพูดกับเจ้าว่า อย่ากลัวเลย เราจะช่วยเจ้า” (อสย.41:13) ฉันอ่านบริบทของพระคัมภีร์ตอนนี้ที่บอกว่า อิสยาห์กำลังสื่อสารพระดำรัสของพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ในยูดาห์ พวกเขามีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับพระองค์ พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานการทรงสถิต กำลังและความช่วยเหลือให้กับพวกเขาโดยพระหัตถ์ขวา (ข้อ 10) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงความชอบธรรมของพระองค์ ส่วนตอนอื่นๆในพระคัมภีร์นั้น เราพบว่าพระหัตถ์ขวาของพระเจ้านำมาซึ่งชัยชนะให้กับคนของพระองค์ (สดด.17:7; 98:1)

ในช่วงหลายสัปดาห์ของการพักฟื้น ฉันได้รับการหนุนใจจากพระเจ้าขณะที่ฉันเรียนรู้ที่จะใช้คำสั่งพิมพ์ด้วยเสียงบนคอมพิวเตอร์และฝึกทำงานบ้านและดูแลตัวเองด้วยมือซ้าย จากพระหัตถ์ขวาของพระเจ้าไปจนถึงมือขวาที่หักและขัดสนของเรา พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราและช่วยเหลือเรา

แก้ปัญหาอย่างทันท่วงที

ความบาดหมางที่ไม่ได้รับการแก้ไขระหว่างไซม่อนและเจฟฟรี่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปี และความพยายามของไซม่อนที่จะคืนดีก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด เมื่อทราบข่าวว่าแม่ของเจฟฟรี่เสียชีวิต ไซม่อนจึงเดินทางไปยัง “ชนบท” ของเคนย่าเพื่อเข้าร่วมพิธีศพ ไซม่อนนึกทบทวนถึงการพบกันของพวกเขาว่า “ผมไม่ได้คาดหวังเลยว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นไปอย่างไร [แต่] หลังจากเสร็จพิธีเราได้เปิดใจคุยกัน เราสวมกอดกัน ใช้เวลาด้วยกัน อธิษฐานร่วมกัน และนัดเจอกันอีกครั้ง” หากไซม่อนและเจฟฟรี่คืนดีกันเร็วกว่านี้ พวกเขาคงไม่ต้องเจ็บปวดมากมายถึงเพียงนี้

พระดำรัสของพระเยซูในมัทธิว 5:21-26 ช่วยให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของความสัมพันธ์อันตึงเครียดที่ไม่ได้รับการแก้ไข ความโกรธที่นำไปสู่ความแตกแยกนั้นเป็นเรื่องร้ายแรง (ข้อ 22) ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการกับความสัมพันธ์อย่างเหมาะสมคือการเริ่มต้นที่ถูกต้องในการนมัสการพระเจ้า (ข้อ 23-24) ถ้อยคำแห่งสติปัญญาของพระเยซูในเรื่องการ “ปรองดองกับคู่ความโดยเร็ว” (ข้อ 25) ย้ำเตือนเราว่า ยิ่งเราพยายามคืนดีกับคู่กรณีได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นผลดีกับทุกฝ่าย

ความสัมพันธ์นั่นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงและต้องใช้ความพยายาม ทั้งในครอบครัวของเรา ในที่ทำงาน ในสถานศึกษาและท่ามกลางผู้เชื่อในพระคริสต์ แต่ในฐานะตัวแทนของพระองค์ผู้ทรงเป็น “องค์สันติราช” (อสย.9: 6) ขอให้เราพยายามที่จะเปิดใจและยื่นมือออกไปหาคนที่ยังคงมีความขัดแย้งกับเรา

บุตรแห่งคริสต์มาส

ลองนึกภาพพระองค์ผู้ทรงทำให้ต้นสนซีดาร์งอกออกมาจากเมล็ดพืชและเริ่มต้นชีวิตจากการเป็นต้นอ่อน ผู้ทรงสร้างดวงดาวยอมลงมาบังเกิดในครรภ์ของมนุษย์ ผู้ทรงเติมเต็มท้องฟ้ายอมลงมาเป็นเพียงจุดเล็กๆบนคลื่นอัลตร้า-ซาวด์ในยุคปัจจุบัน พระเยซูผู้ทรงสภาพของพระเจ้า ทรงยอมสละทุกสิ่งจนไม่เหลืออะไร (ฟป.2:6-7) นี่ช่างเป็นความคิดที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!

ลองจินตนาการถึงฉากที่พระองค์ทรงบังเกิดในหมู่บ้านที่เงียบสงบ ท่ามกลางคนเลี้ยงแกะ ทูตสวรรค์ และแสงเจิดจ้าบนท้องฟ้า มีเสียงร้องของสัตว์เป็นเพลงกล่อมเด็กเพลงแรกของพระองค์ ดูสิ พระองค์ทรงเติบโตขึ้นทางด้านร่างกายและเป็นที่โปรดปรานของผู้คน เป็นเด็กหนุ่มที่ทำให้บรรดาอาจารย์ต้องประหลาดใจในการตอบสำหรับคำถามยากๆ ในฐานะชายหนุ่ม พระองค์ทรงได้รับการรับรองจากพระบิดาในสวรรค์ที่แม่น้ำจอร์แดน และในถิ่นทุรกันดารขณะทรงปล้ำสู้กับความหิวและการอธิษฐาน

ต่อจากนั้นพระองค์ทรงเปิดตัวพันธกิจที่พลิกโลกด้วยการรักษาคนป่วย สัมผัสคนโรคเรื้อน ให้อภัยผู้ที่ทำผิด ดูสิ พระองค์ทรงคุกเข่าอยู่ในสวนด้วยความทุกข์ทรมาน และพวกเขาจับกุมพระองค์ขณะที่สหายสนิทของพระองค์ต่างพากันหนีไป ดูสิ เขาถ่มน้ำลายรดพระองค์และตรึงพระองค์บนไม้กางเขน โดยทรงแบกบาปของมนุษย์ทั้งโลกไว้บนบ่า แต่ดูสิ เมื่อหินกลิ้งออกจากปากอุโมงค์ หลุมฝังศพก็ว่างเปล่า เพราะพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่!

ดูสิ พระองค์ทรงถูกยกขึ้นสูงสุด (ข้อ 9) พระนามของพระองค์เต็มท้องฟ้าและแผ่นดินโลก (ข้อ 10-11) พระผู้สร้างดวงดาวองค์นี้ได้ทรงมาบังเกิดโดยเป็นจุดเล็กๆบนคลื่นอัลตร้าซาวด์ นี่แหละบุตรแห่งคริสต์มาสของเรา

องค์สันติราช

เมื่อไข้หวัดของจอห์นลุกลามจนปอดอักเสบ เขาจึงต้องเข้าโรงพยาบาล ในเวลาเดียวกันแม่ของเขาก็กำลังรักษาโรคมะเร็งอยู่ถัดขึ้นไปไม่กี่ชั้น เขารู้สึกกังวลใจมากเรื่องสุขภาพของแม่และตัวเอง แต่แล้วในคืนก่อนวันคริสต์มาส เมื่อรายการวิทยุเปิดเพลง “เป็นเวลาที่พระคริสต์ได้ประสูติ” จอห์นท่วมท้นไปด้วยสันติสุขอันลึกซึ้งของพระเจ้า เขาได้ยินเนื้อร้องที่ว่าคืนนั้นเป็นค่ำคืนที่พระผู้ช่วยให้รอดมาประสูติ “แสงแห่งความหวังทำให้จิตวิญญาณที่อ่อนล้าเปรมปรีดิ์ และเปิดประตูให้กับเช้าวันใหม่ที่รุ่งโรจน์!” ในเวลานั้นความกังวลเกี่ยวกับตัวเขาเองและแม่ก็พลันหายไป

“พระผู้ช่วยให้รอด” ผู้เสด็จมาบังเกิดเพื่อเราคือพระเยซู ทรงเป็น “องค์สันติราช” ตามที่อิสยาห์พยากรณ์ไว้ (อสย.9:6) พระเยซูทรงทำให้คำพยากรณ์นี้สำเร็จเมื่อทรงเข้ามาในโลกในฐานะทารกน้อย ผู้นำความสว่างและความรอดมาสู่ “ผู้ที่นั่งอยู่ในแดนและเงาแห่งความตาย” (มธ.4:16; ดู อสย.9:2) พระองค์ทรงรวบรวมและมอบสันติสุขให้กับผู้ที่พระองค์ทรงรักแม้ในยามที่พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากและความตาย

ที่โรงพยาบาลแห่งนั้น จอห์นได้สัมผัสกับสันติสุขที่เกินความเข้าใจ (ฟป.4: 7) ขณะที่เขาใคร่ครวญถึงการประสูติของพระเยซู การเผชิญหน้ากับพระเจ้าครั้งนี้ทำให้ความเชื่อของเขาเข้มแข็งขึ้นและสำนึกถึงพระคุณของพระเจ้าขณะที่เขานอนอยู่ในห้องปลอดเชื้อและต้องอยู่ห่างจากครอบครัวในช่วงคริสต์มาส ขอให้เราได้รับของขวัญแห่งสันติสุขและความหวังจากพระเจ้าเช่นกัน

พวกเขาจะรู้ได้อย่างไร

คริสตจักร “เดอะ แกเธอริง” ทางภาคเหนือของประเทศไทยเป็นคริสตจักรนานาชาติที่เป็นลูกผสมระหว่างนิกายต่างๆ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้เชื่อในพระเยซูจากเกาหลี กาน่า ปากีสถาน จีน บังคลาเทศ สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่นๆ มารวมตัวกันในห้องประชุมของโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง พวกเขาร้องเพลง “ในพระคริสต์ผู้เดียว (In Christ Alone)” และเพลง “ฉันเป็นลูกของพระเจ้า (I Am a Child of God)” ซึ่งมีเนื้อร้องน่าประทับใจเป็นพิเศษท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น

ไม่มีใครนำผู้คนมารวมตัวกันได้เหมือนพระเยซู พระองค์ทรงกระทำการนั้นตั้งแต่เริ่มแรก ในศตวรรษแรก เมืองอันทิโอกประกอบด้วยผู้คนจาก 18 เชื้อชาติที่ต่างกันโดยแต่ละกลุ่มอาศัยอยู่ในเขตของตัวเอง เมื่อผู้เชื่อมาที่เมืองอันทิโอกเป็นครั้งแรก พวกเขาประกาศเรื่องพระเยซู “แก่ยิวพวกเดียว” (กจ.11:19) แต่นั่นไม่ใช่แผนการของพระเจ้าสำหรับคริสตจักรแห่งนี้ ในไม่ช้าก็มีบางคนเริ่ม “ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสตเจ้าแก่พวกกรีกด้วย” และ “คนเป็นอันมากที่เชื่อก็กลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 20-21) ผู้คนในเมืองสังเกตเห็นว่าพระเยซูกำลังเยียวยาความบาดหมางระหว่างชาวยิวและชาวกรีกที่ดำเนินมาหลายศตวรรษ และพวกเขาประกาศว่าคริสตจักรที่ประกอบด้วยคนจากหลากหลายเชื้อชาตินี้ควรจะได้ชื่อว่า “คริสเตียน” หรือ “พระคริสต์น้อยๆ” (ข้อ 26)

อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเราที่จะก้าวข้ามพรมแดนทางเชื้อชาติ สังคม และเศรษฐกิจ เพื่อยอมรับผู้คนที่แตกต่างจากเรา แต่ความยากนี้เป็นโอกาสสำหรับเรา เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องยาก เราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพระเยซู และจะมีเพียงไม่กี่คนที่สังเกตเห็นว่าเรากำลังติดตามพระองค์

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา