Category  |  ODB

ให้อภัยและไม่จดจำ

จิลล์ ไพรซ์เกิดมาพร้อมกับโรคไฮเปอร์ธีมีเซียหรือโรคความจำดี คือการสามารถจดจำรายละเอียดทั้งหมดทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเธอได้ เธอสามารถย้อนนึกถึงเหตุการณ์ใดๆที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเธอได้

ภาพยนตร์ทีวีเรื่อง สายสืบความทรงจำมรณะ (Unforgettable) มีเนื้อหาเกี่ยวกับตำรวจหญิงที่มีโรคความจำดี ซึ่งทำให้เธอได้เปรียบมากในเกมโชว์ตอบคำถามและการแก้ปัญหาอาชญากรรม อย่างไรก็ตามสำหรับจิลล์ ไพรซ์สภาวะนี้ไม่สนุกเท่าไหร่นัก เธอไม่สามารถลืมช่วงเวลาในชีวิตที่เธอถูกวิจารณ์ ประสบการณ์การสูญเสีย หรือการทำบางสิ่งที่เธอเสียใจอย่างสุดซึ้ง ภาพเหล่านั้นฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของเธอ

พระเจ้าของเราทรงมีความจำดีเลิศ พระองค์ทรงรอบรู้ทุกอย่าง พระคัมภีร์บอกเราว่าความรู้ความเข้าใจของพระองค์ไม่มีขีดจำกัด แต่กระนั้นเราพบสิ่งที่ทำให้อุ่นใจที่สุดในพระธรรมอิสยาห์ “เรา เราคือพระองค์นั้นผู้ลบล้างความทรยศของเจ้า...และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้” (43:25) พระธรรมฮีบรูเสริมเรื่องนี้ว่า “เราทั้งหลายได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์โดย...พระเยซูคริสต์...และ [พระเจ้า]จะไม่จดจำบาปกับการอธรรมของ[เรา]ทั้งหลายอีกต่อไป” (ฮบ.10:10,17)

เมื่อเราสารภาพบาปต่อพระเจ้า เราก็หยุดฉายภาพบาปนั้นซ้ำไปซ้ำมาในความคิดของเราได้ เราต้องปล่อยมันไปเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงทำ “อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน” (อสย.43:18) ในความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระเจ้าทรงเลือกที่จะไม่จดจำในเรื่องบาปของเราเพื่อต่อต้านเรา ขอให้เราจดจำความจริงในข้อนี้

บทเรียนจากรอยแผลเป็น

เฟย์สัมผัสรอยแผลเป็นหลายแห่งบนหน้าท้องของเธอ เธอต้องทนกับการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอามะเร็งหลอดอาหารในช่องท้องออกไป ครั้งนี้แพทย์ได้ผ่าหน้าท้องและทิ้งรอยแผลเป็นขรุขระซึ่งเผยให้เห็นถึงขนาดของการผ่าตัด เธอบอกสามีว่า “แผลเป็นแสดงให้เห็นความเจ็บปวดจากมะเร็งหรืออีกด้านคือการเริ่มต้นของการรักษา แต่ฉันเลือกให้รอยแผลเป็นเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของการรักษา”

ยาโคบเผชิญทางเลือกที่คล้ายกันหลังจากปล้ำสู้กับพระเจ้าตลอดคืน ผู้จู่โจมจากสวรรค์ได้ถูกต้องข้อต่อสะโพกของยาโคบจนเคล็ด ท่านจึงหมดแรงและเดินโขยกเขยกอย่างเห็นได้ชัด หลายเดือนต่อมาเมื่อท่านนวดกล้ามเนื้อสะโพกของตนนั้น ฉันสงสัยว่าท่านจะนึกถึงอะไร

ท่านจะเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจกับการหลอกลวงตลอดหลายปีของตนซึ่งบังคับให้เข้าสู่การปล้ำสู้ที่ส่งผลกระทบยาวไกลนี้หรือไม่ ผู้ส่งสารของพระเจ้าต่อสู้เพื่อเอาความจริงจากยาโคบ โดยปฏิเสธที่จะอวยพรท่านจนกว่าท่านจะยอมรับว่าตัวท่านเองเป็นใคร ท่านสารภาพว่าตนคือยาโคบผู้ที่ “จับส้นเท้า” (ดูปฐก.25:26) ท่านใช้เล่ห์เหลี่ยมกับเอซาวพี่ชายและลาบันพ่อตา ทำให้คนเหล่านั้นพลาดเพื่อตนจะได้เปรียบ บุรุษจากพระเจ้าบอกแก่ยาโคบว่าชื่อใหม่ของท่านคือ “อิสราเอล เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ” (32:28)

ขาที่เขยกของยาโคบแสดงถึงความตายของชีวิตเก่าที่หลอกลวงและการเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพระเจ้า เป็นจุดจบของยาโคบและการเริ่มต้นของอิสราเอล ขาที่ทำให้ท่านต้องพึ่งพาพระเจ้าผู้ซึ่งบัดนี้ได้เคลื่อนไหวด้วยฤทธิ์เดชภายในท่านและผ่านตัวท่าน

พระเจ้าทรงอยู่ใกล้

ลอร์เดสเป็นครูสอนร้องเพลงในกรุงมะนิลา เธอสอนนักเรียนแบบตัวต่อตัวเป็นเวลากว่าสามสิบปีแล้ว เมื่อถูกขอให้จัดชั้นเรียนออนไลน์ เธอจึงรู้สึกกังวล “ฉันไม่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์” เธอเล่า “แล็ปท็อปของฉันเก่าแล้วและฉันไม่คุ้นเคยกับแพลตฟอร์มการประชุมผ่านวิดีโอ”

แม้ว่าอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับบางคน แต่เรื่องนี้ก็สร้างความเครียดให้กับเธอจริงๆ “ฉันอยู่คนเดียวจึงไม่มีใครคอยช่วย” เธอกล่าว “ฉันกังวลว่านักเรียนจะลาออก และฉันจำเป็นต้องมีรายได้”

ก่อนเริ่มชั้นเรียนทุกครั้ง เธอจะอธิษฐานขอให้แล็ปท็อปใช้การได้ดี “พระธรรมฟีลิปปี 4:5-6 เป็นภาพพื้นหลังบนหน้าจอของฉัน” เธอเล่า “นั่นเป็นวิธีที่ทำให้ฉันยึดมั่นอยู่ในพระวจนะตอนนั้น”

เปาโลเตือนสติเราไม่ให้ทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย เพราะ “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้” (ฟป.4:5) พระสัญญาเรื่องการทรงสถิตอยู่ด้วยนั้นเป็นของเราที่จะต้องยึดไว้ เมื่อเราพักสงบในการทรงสถิตอยู่ใกล้ และมอบทุกสิ่งไว้กับพระองค์ด้วยการอธิษฐานทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ สันติสุขของพระองค์จะคุ้มครอง “จิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ข้อ 7)

“พระเจ้าทรงนำฉันไปที่เว็บไซต์ที่แก้ไขข้อผิดพลาดของคอมพิวเตอร์” เธอกล่าว “ทั้งยังทรงประทานนักศึกษาที่มีความอดทนที่เข้าใจข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของฉันด้วย” สันติสุข ความช่วยเหลือและการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าเป็นของเรา เพื่อที่เราจะชื่นชมยินดีเมื่อเราแสวงหาที่จะติดตามพระองค์ตลอดวันคืนของชีวิต เรากล่าวอย่างมั่นใจได้ว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าจงชื่นชมยินดีเถิด” (ข้อ 4)

คริสต์มาสที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เดวิดและแองจี้รู้สึกถึงการทรงเรียกให้ย้ายไปต่างแดน และงานรับใช้ที่เกิดผลตามมานั้นดูเหมือนจะเป็นการยืนยันในเรื่องนี้ แต่เรื่องหนึ่งที่น่าเศร้าในการย้ายนี้คือ พ่อแม่ที่ชราแล้วของเดวิดต้องใช้เวลาช่วงคริสต์มาสเพียงลำพัง

ทั้งคู่พยายามคลายความเหงาของพ่อแม่ในวันคริสต์มาสด้วยการส่งของขวัญมาให้ล่วงหน้าและโทรมาตอนเช้าวันคริสต์มาส แต่สิ่งที่พ่อแม่ต้องการจริงๆก็คือพวกเขา เนื่องจากรายได้ของเดวิดทำให้เขาเดินทางกลับบ้านได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น พวกเขาจะทำอะไรได้บ้าง เดวิดต้องการสติปัญญา

สุภาษิตบทที่ 3 เป็นหลักสูตรเร่งรัดในการแสวงหาปัญญา ซึ่งบอกว่าเราจะได้ปัญญาจากการนำสถานการณ์ของเราทูลต่อพระเจ้า (ข้อ 5-6) โดยบรรยายลักษณะของปัญญาไว้หลายรูปแบบเช่น ความรักและความสัตย์ซื่อ (ข้อ 3-4, 7-12) และผลที่ได้คือความสงบสุขและอายุยืนยาว (ข้อ 13-18) ข้อความที่น่าประทับใจกล่าวว่าพระเจ้าประทานสติปัญญาเช่นนี้โดยรับเราไว้ “ในความไว้พระทัยของพระองค์” (ข้อ 32) พระองค์กระซิบบอกวิธีแก้ปัญหาแก่ผู้ที่ใกล้ชิดพระองค์

คืนหนึ่งขณะอธิษฐานถึงปัญหานี้เดวิดก็เกิดความคิดขึ้น คริสต์มาสครั้งถัดไปเขาและแองจี้สวมเสื้อผ้าที่สวยที่สุด ตกแต่งโต๊ะด้วยของประดับแวววาวและนำเนื้ออบมื้อเย็นเข้ามา พ่อแม่ของเดวิดก็ทำแบบเดียวกัน จากนั้นจึงวางแล็ปท็อปไว้บนโต๊ะแต่ละตัว พวกเขากินอาหารด้วยกันผ่านวิดีโอลิงก์ที่เกือบจะรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องเดียวกัน นี่จึงกลายเป็นประเพณีของครอบครัวนับตั้งแต่นั้นมา

พระเจ้าทรงรับเดวิดไว้ในพระทัยของพระองค์และประทานปัญญาแก่เขา พระองค์ทรงรักที่จะกระซิบวิธีในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์แก่เรา

ชุมชนในพระคริสต์

ทางตอนใต้ของหมู่เกาะบาฮามาสมีผืนดินเล็กๆที่เรียกว่าเกาะเรกเก็ตในศตวรรษที่ 19 เกาะแห่งนี้มีอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่คึกคัก แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวตกต่ำลง ผู้คนจำนวนมากจึงอพยพไปยังเกาะใกล้เคียง ในปี 2016 ขณะที่มีประชากรไม่ถึงแปดสิบคนอาศัยอยู่แต่เกาะก็มีลักษณะเด่นของผู้เชื่อจาก 3 คณะนิกาย กระนั้นผู้คนก็มารวมตัวกันในที่แห่งเดียวเพื่อนมัสการและสามัคคีธรรมกันในแต่ละสัปดาห์ เนื่องจากมีผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่คน ความรู้สึกของความเป็นชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพวกเขา

ผู้คนในคริสตจักรยุคแรกรู้สึกถึงความจำเป็นและความต้องการอย่างยิ่งยวดในการมีชุมชนเช่นกัน พวกเขาตื่นเต้นกับความเชื่อใหม่ที่ก่อร่างขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นของพระเยซู แต่ก็รู้ด้วยว่าในทางกายภาพพระองค์ไม่ได้อยู่กับพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาจึงรู้ว่าจำเป็นจะต้องมีกันและกัน พวกเขาอุทิศตัวฟังคำสอนของอัครทูต ร่วมสามัคคีธรรมและรับมหาสนิท (กจ. 2:42) พวกเขารวมตัวกันในบ้านเพื่อนมัสการและร่วมรับประทานอาหารตลอดจนดูแลความต้องการของผู้อื่น มีการบรรยายภาพของคริสตจักรเอาไว้ว่า “คนทั้งปวงที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” (4:32) พวกเขาประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงสรรเสริญพระเจ้าอย่างขะมักเขม้น และนำความต้องการของคริสตจักรทูลต่อพระองค์ด้วยการอธิษฐาน

ชุมชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและให้ความช่วยเหลือแก่เรา อย่าพยายามดำเนินชีวิตเพียงลำพัง พระเจ้าจะพัฒนาความรู้สึกมีส่วนร่วมในชุมชนขณะที่คุณแบ่งปันความทุกข์และความสุขของคุณกับผู้อื่น และเข้าใกล้พระองค์ร่วมกัน

เท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า

ในช่วงวันหยุดพักร้อน ผมกับภรรยาเพลิดเพลินกับการขี่จักรยานในตอนเช้าตรู่ เส้นทางหนึ่งพาเราผ่านย่านที่มีบ้านราคาหลายล้านดอลล่าร์ เราได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งผู้อาศัยที่พาสุนัขไปเดินเล่น เพื่อนนักขี่จักรยาน และคนงานจำนวนมากที่กำลังสร้างบ้านหลังใหม่หรือบำรุงรักษาภูมิทัศน์ให้ดูดี นี่เป็นการผสมผสานผู้คนที่มีเส้นทางชีวิตอันหลากหลายและทำให้ผมได้ตระหนักถึงความจริงอันล้ำค่า คือไม่มีการแบ่งแยกอย่างแท้จริงในพวกเรา คนรวยหรือคนจน เศรษฐีหรือชนชั้นแรงงาน เป็นที่รู้จักหรือไม่มีใครรู้จัก เราทุกคนที่อยู่บนถนนในเช้าวันนั้นล้วนเหมือนกัน “คนมั่งคั่งและยากจนประชุมพร้อมกัน พระเจ้าทรงสร้างเขาทั้งสิ้น” (สภษ.22:2) แม้จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่เราทุกคนต่างถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า (ปฐก.1:27)

แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ การเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้ายังหมายความว่า ไม่ว่าเราจะมีสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม หรือเชื้อชาติแบบใด เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความบาป “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) เราทุกคนไม่เชื่อฟังและมีความผิดอย่างเท่าเทียมกันในสายพระเนตรของพระองค์ และเราต้องการพระเยซู

เรามักจะแบ่งผู้คนออกเป็นกลุ่มๆด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และแม้ว่าเราจะอยู่ในสถานภาพเดียวกันคือเป็นคนบาปที่ต้องการพระผู้ช่วยให้รอด เราก็สามารถเป็น “ผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า” (ถูกทำให้ชอบธรรมโดยพระเจ้า) โดยพระคุณของพระองค์ (ข้อ 24)

โหยหาสิ่งล่อใจ

ผมวางโทรศัพท์ลงด้วยความเบื่อหน่ายกับการระดมส่งรูปภาพ ความคิดเห็น และการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องมาบนหน้าจอแสดงผลเล็กๆ แต่แล้วผมก็หยิบมันขึ้นมาและเปิดมันอีกครั้ง เพราะเหตุใดกัน

ในหนังสือชื่อ ความตื้นเขิน ของนิโคลัส คาร์ ได้อธิบายว่าอินเทอร์เน็ตปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับความสงบนิ่งไปอย่างไร “สิ่งที่อินเทอร์เน็ตกำลังทำคือบั่นทอนความสามารถในการจดจ่อและไตร่ตรองของผม ไม่ว่าผมจะออนไลน์อยู่หรือไม่ แต่ความคิดของผมในตอนนี้ก็คาดหวังที่จะรับข้อมูลด้วยวิธีที่อินเทอร์เน็ตนำเสนอ คือมาเป็นระลอกคลื่นแห่งสิ่งละอันพันละน้อยที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นนักดำน้ำในทะเลแห่งถ้อยคำ แต่ตอนนี้ผมแล่นไปบนผิวน้ำเหมือนชายที่ขับเจ็ตสกี”

การใช้ชีวิตบนเจ็ตสกีแห่งจิตใจที่เคลื่อนไปอย่างรวดเร็วฟังดูไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ แต่เราจะเริ่มลดความเร็วลงเพื่อดำดิ่งลงไปในผืนน้ำอันนิ่งสงบแห่งจิตวิญญาณได้อย่างไร

ในสดุดี 131 ดาวิดเขียนว่า “ข้าพระองค์ได้สงบและระงับจิตใจของข้าพระองค์” (ข้อ 2) ถ้อยคำของดาวิดเตือนสติว่าผมมีหน้าที่ที่ต้องทำ การเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นเริ่มด้วยการเลือกที่จะอยู่นิ่ง แม้จะต้องตัดสินใจเลือกเช่นนั้นซ้ำๆอีกหลายครั้ง แล้วเราจะค่อยๆได้พบกับความประเสริฐของพระเจ้าที่จุใจเรา เราจะเป็นเหมือนเด็กเล็กๆที่ได้พักสงบอยู่ในความพึงใจ โดยรู้ว่าพระองค์ผู้เดียวที่ทรงเป็นผู้ประทานความหวัง (ข้อ 3) ซึ่งเป็นความอิ่มเอมใจที่ไม่มีแอปใดในสมาร์ทโฟนจะทำได้ และไม่มีสื่อสังคมใดมอบให้ได้

เอาชนะการทดลอง

แอนน์เติบโตขึ้นมากับความยากจนและความเจ็บปวด พี่น้องสองคนของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก เมื่ออายุห้าขวบโรคทางตาทำให้เธอตาบอดบางส่วนและไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ เมื่อแอนน์อายุแปดขวบแม่ก็เสียชีวิตจากวัณโรค จากนั้นไม่นานพ่อที่ข่มเหงทารุณก็ทิ้งลูกที่ยังเหลือรอดทั้งสามคนไป น้องคนสุดท้องถูกส่งไปอยู่กับญาติ แต่แอนน์กับจิมมี่น้องชายถูกส่งไปสถานสงเคราะห์คนยากไร้ทิวส์เบอรี่ที่แออัดทรุดโทรม ไม่กี่เดือนต่อมาจิมมี่ก็เสียชีวิต

เมื่ออายุสิบสี่ปีสถานการณ์ของแอนน์ดีขึ้น เธอถูกส่งไปโรงเรียนสำหรับคนตาบอด ที่ซึ่งเธอได้รับการผ่าตัดเพื่อช่วยเรื่องการมองเห็นและได้เรียนรู้การอ่านและเขียน แม้จะมีปัญหาในการปรับตัวแต่เธอก็เรียนได้อย่างดีเลิศและได้เป็นตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษา ในวันนี้เรารู้จักแอนน์ ซัลลิแวนอย่างดีในฐานะครูและเพื่อนของเฮเลน เคลเลอร์ ด้วยความพยายาม ความอดทน และความรัก แอนน์สอนเฮเลนซึ่งตาบอดและหูหนวกให้พูดและอ่านอักษรเบรลล์จนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย

โยเซฟก็ต้องเอาชนะการทดลองอันโหดร้ายเช่นกัน เมื่ออายุสิบเจ็ดปีท่านถูกพวกพี่ชายขี้อิจฉาขายไปเป็นทาส ต่อมายังถูกจำคุกโดยไม่มีความผิด (ปฐก.37; 39-41) กระนั้นพระเจ้ายังทรงใช้ท่านให้ช่วยอียิปต์และครอบครัวของท่านจากการกันดารอาหาร (50:20)

เราทุกคนต่างต้องเจอกับการทดลองและปัญหา แต่เช่นที่พระเจ้าทรงช่วยโยเซฟและแอนน์ให้เอาชนะและให้สร้างผลกระทบในชีวิตของผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง พระองค์ก็ทรงสามารถช่วยและใช้เราได้เช่นกัน จงแสวงหาความช่วยเหลือและการทรงนำจากพระองค์ พระองค์ทรงเห็นและทรงได้ยิน

พึ่งพิงในพระเจ้า

ขณะอยู่ที่สวนน้ำกับเพื่อนๆ เราพยายามฝ่าด่านลอยน้ำต่างๆที่ทำจากทุ่นเป่าลม ด่านที่ทั้งลื่นและกระเด้งกระดอนเหล่านี้แทบจะทำให้เดินตรงๆไม่ได้ ในขณะที่เราเดินโซเซข้ามทางลาด หน้าผา และสะพาน เราก็พบว่าตัวเองกำลังโอดครวญเพราะตกลงไปในน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว หลังจากผ่านมาได้ด่านหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งที่หมดเรี่ยวแรงไปแล้วก็เอนตัวพิง “ป้อม” เพื่อพักหายใจ ในทันใดนั้นมันก็เอนตามน้ำหนักของเธอ ทำให้เธอร่วงลงน้ำไป

ป้อมในสมัยพระคัมภีร์เป็นฐานที่มั่นเพื่อป้องกันและหลบภัย ต่างจากป้อมที่บอบบางในสวนน้ำ ผู้วินิจฉัย 9:50-51 บรรยายถึงการที่ประชาชนเมืองเธเบศหนีเข้าไปอยู่ใน “หอรบแห่งหนึ่ง” เพื่อซ่อนตัวจากอาบีเมเลคที่มาโจมตีเมืองของพวกเขา ในสุภาษิต 18:10 ผู้เขียนใช้ภาพของป้อมเข้มแข็งเพื่อบรรยายถึงพระลักษณะของพระเจ้า ผู้ทรงช่วยบรรดาผู้ที่วางใจในพระองค์

แต่บางครั้งแทนที่จะพึ่งพิงในป้อมเข้มแข็งของพระเจ้าเมื่อเราเหนื่อยล้าหรือถูกโจมตี เรากลับแสวงหาสิ่งอื่นมาเป็นที่ป้องกันภัยและแหล่งสนับสนุนของเรา ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ หรือความสะดวกสบายทางกาย เราก็ไม่ต่างจากเศรษฐีที่มองหาความเข้มแข็งในทรัพย์สินของตน (ข้อ 11) เช่นที่ป้อมเป่าลมไม่สามารถรับน้ำหนักเพื่อนของฉัน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจให้ในสิ่งที่เราต้องการจริงๆได้ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นและทรงควบคุมในทุกสถานการณ์นั้น ได้ประทานการปลอบโยนและความปลอดภัยที่แท้จริงแก่เรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา