Category  |  ODB

มงกุฎแห่งชีวิต

ลีเอเดียเนส ร็อดริเกซ-เอสพาดาวัย 12 ปี กังวลว่าเธอจะไปวิ่ง 5 กิโลเมตรสาย ความกระวนกระวายทำให้เธอออกตัวพร้อมกับกลุ่มนักวิ่งก่อนเวลาเริ่มต้นสิบห้านาที คือออกวิ่งพร้อมกับผู้เข้าร่วมแข่งฮาล์ฟมาราธอน (ประมาณ 21 กิโลเมตร) ลีเอเดียเนสก้าวทันนักวิ่งคนอื่นและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 4 เธอยังมองไม่เห็นเส้นชัย เธอจึงรู้ตัวว่าอยู่ในการแข่งขันซึ่งมีระยะไกลกว่าและยากกว่า แต่แทนที่จะออกจากสนาม เธอกลับวิ่งต่อไป นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนโดยบังเอิญคนนี้วิ่งจนจบระยะทาง 21 กิโลเมตร และอยู่ในอันดับที่ 1,885 จากผู้เข้าเส้นชัย 2,111 คน และนั่นคือความอดทน!

ในระหว่างที่ถูกข่มเหงนั้น มีผู้เชื่อในพระเยซูจำนวนมากในศตวรรษแรกต้องการออกจากการแข่งขันเพื่อพระคริสต์ แต่ยากอบหนุนใจให้พวกเขาวิ่งต่อไป หากพวกเขาอดทนต่อการทดลอง พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานรางวัลสองประการ (ยก.1:4,12) ประการแรก ความอดทนนานนั้นจะ “บรรลุผลอันสมบูรณ์” เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ “ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย” (ข้อ 4) ประการที่สอง พระเจ้าจะประทาน “มงกุฎแห่งชีวิต” คือชีวิตในพระเยซูบนโลกนี้ และพระสัญญาว่าพวกเขาจะได้อยู่ในการทรงสถิตของพระองค์ในชีวิตหน้าที่จะมาถึง (ข้อ 12)

ในบางวัน การวิ่งแข่งในชีวิตคริสเตียนอาจไม่ได้เป็นไปในแบบที่เราลงสมัคร หรือคิดไว้ คือเป็นการแข่งที่ยาวนานและยากกว่าที่เราคาด แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นไว้ให้เรา เราจึงอดทนบากบั่นและวิ่งต่อไปได้

ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น

พ่อของฟิลลิปทุกข์ทรมานจากอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรงและออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ข้างถนน หลังจากที่ซินดี้กับฟิลลิปลูกชายคนเล็กใช้เวลาหนึ่งวันในการตามหาเขา ฟิลลิปมีเหตุผลที่จะเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ของพ่อ เขาถามแม่ว่าพ่อและคนอื่นๆที่ไม่มีบ้านอยู่จะอบอุ่นไหม จากเรื่องนี้ พวกเขาจึงเริ่มลงมือในการพยายามรวบรวมและแจกจ่ายผ้าห่มและอุปกรณ์กันหนาวให้กับคนจรจัดในพื้นที่ เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ซินดี้มองว่านี่คืองานในชีวิตของเธอ โดยให้เครดิตกับลูกชายและความเชื่อในพระเจ้าอันลึกซึ้งของเธอ ที่ปลุกเธอให้เข้าใจความจริงถึงความยากลำบากของการไร้ซึ่งที่หลับนอนอันอบอุ่น

พระคัมภีร์สอนเรามานานแล้วให้ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น ในพระธรรมอพยพ โมเสสบันทึกกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งเพื่อเป็นแนวทางแก่เราในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่ขาดแคลนทรัพยากร เมื่อเราได้รับการกระตุ้นให้ตอบสนองความต้องการของผู้อื่น เราจะต้อง “ไม่ปฏิบัติเหมือนเป็นข้อตกลงทางธุรกิจ” และไม่ควรสร้างความได้เปรียบหรือกำไรจากสิ่งนั้น (อพย.22:25) หากเสื้อคลุมของบุคคลใดถูกยึดเป็นหลักประกัน ก็จะต้องส่งคืนก่อนตะวันตกดิน “เพราะเขาอาจมีเสื้อคลุมตัวนั้นตัวเดียวเป็นเครื่องปกคลุมร่างกาย มิฉะนั้นเวลานอนเขาจะเอาอะไรห่มเล่า” (ข้อ 27)

ขอให้เราทูลต่อพระเจ้าที่จะทรงเปิดดวงตาและหัวใจของเราให้มองเห็นว่าจะช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ที่กำลังทนทุกข์ได้อย่างไร ไม่ว่าเราจะพยายามตอบสนองความต้องการของคนๆเดียวหรือของคนจำนวนมากเหมือนที่ซินดี้กับฟิลลิปได้กระทำ เราก็ได้ถวายเกียรติแด่พระองค์โดยปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างให้เกียรติและเอาใจใส่

พระปัญญาของพระเจ้าช่วยให้รอดชีวิต

ผู้ให้บริการไปรษณีย์คนหนึ่งรู้สึกกังวลเมื่อเห็นกองจดหมายของลูกค้ารายหนึ่ง พนักงานไปรษณีย์คนนั้นรู้ว่าหญิงชราอาศัยอยู่ตามลำพังและมักจะมารับจดหมายของเธอทุกวัน พนักงานจึงตัดสินใจอย่างชาญฉลาดด้วยการเล่าความกังวลให้กับเพื่อนบ้านของหญิงชราฟัง เพื่อนบ้านคนนี้ได้แจ้งไปยังเพื่อนบ้านอีกคนซึ่งมีกุญแจบ้านสำรองของหญิงชรา พวกเขาจึงพากันเข้าไปในบ้านและพบเธอนอนอยู่บนพื้น เธอล้มเมื่อสี่วันก่อนและไม่อาจลุกขึ้นหรือขอความช่วยเหลือได้ โดยสติปัญญา ความห่วงใย และการตัดสินใจอย่างเหมาะสมของพนักงานไปรษณีย์ได้ช่วยชีวิตเธอไว้

พระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า “คนฉลาดนำผู้อื่นมาถึงชีวิต” (11:30 TNCV) สติปัญญาและความเข้าใจที่มาจากการทำสิ่งที่ถูกต้องและดำเนินชีวิตตามพระปัญญาของพระเจ้า ไม่เพียงเป็นพรกับตัวเราเองเท่านั้นแต่กับคนที่เราพบเจอด้วย ผลของการที่เราดำเนินชีวิตในสิ่งที่ถวายเกียรติแด่พระองค์และในทางของพระองค์นั้นจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีงามและมีชีวิตชีวา และผลของเรายังกระตุ้นให้เราใส่ใจผู้อื่นและดูแลเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา

ดังที่ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตยืนยันตลอดทั้งเล่มว่าจะพบปัญญาได้จากการพึ่งพาพระเจ้า ปัญญาถือว่า “ดีกว่าทับทิม และสิ่งที่เจ้าปรารถนาทั้งหมดจะเปรียบเทียบกับปัญญาไม่ได้” (8:11) ปัญญาที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้นั้นมีเพื่อคอยชี้นำทางให้กับเราไปตลอดชีวิต และปัญญานั้นอาจช่วยชีวิตของใครคนหนึ่งให้ได้รับชีวิตนิรันดร์

หลังวันคริสต์มาส

หลังจากความสุขยินดีทั้งมวลของวันคริสต์มาส แต่ในวันถัดมาก็รู้สึกราวกับจะสิ้นหวัง เราพักค้างคืนกับเพื่อนๆ แต่นอนไม่ค่อยหลับ แล้วรถของเราก็เสียขณะขับกลับบ้าน จากนั้นหิมะก็เริ่มตก เราต้องทิ้งรถและนั่งแท็กซี่กลับบ้านท่ามกลางหิมะกับความรู้สึก ห่อเหี่ยว

ไม่ใช่เราคนเดียวที่รู้สึกแย่หลังจากวันคริสต์มาส ไม่ว่าจะจากการกินมากเกินไป หรือจู่ๆเพลงคริสต์มาสก็หายไปจากวิทยุ หรือความจริงที่ว่าของขวัญที่เราซื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตอนนี้ลดเหลือครึ่งราคา ความมหัศจรรย์ของวันคริสต์มาสสลายหายไปได้อย่างรวดเร็ว!

พระคัมภีร์ไม่เคยบอกเราเกี่ยวกับวันถัดมาหลังจากที่พระเยซูประสูติ แต่เราจินตนาการได้ว่าหลังการเดินเท้าไปยังเบธเลเฮม เบียดเสียดหาที่พัก ความเจ็บปวดของมารีย์จากการคลอดบุตรและคนเลี้ยงแกะมาหาโดยไม่บอกกล่าว (ลก. 2:4-18) มารีย์และโยเซฟคงจะหมดแรง กระนั้นเมื่อมารีย์อุ้มทารกแรกเกิดอย่างทะนุถนอม ผมจินตนาการได้ถึงการตอบสนองของเธอในการมาเยือนของทูตสวรรค์ (1:30-33) คำอวยพรของนางเอลีซาเบธ (ข้อ 42-45) และการที่เธอตระหนักถึงความจริงเกี่ยวกับจุดหมายของพระกุมาร (ข้อ 46-55) มารีย์ “ใคร่ครวญ” เรื่องดังกล่าวเหล่านี้อยู่ในใจ (2:19 TNCV) ซึ่งคงจะช่วยบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดทางกายในวันนั้นได้

เราทุกคนล้วนมีวันที่ “ห่อเหี่ยว” และเป็นไปได้กระทั่งหลังวันคริสต์มาส ให้เราเป็นเหมือนมารีย์ ที่จะเผชิญวันเหล่านั้นโดยใคร่ครวญถึงพระองค์ผู้ซึ่งเสด็จมาในโลกของเรา และทำให้โลกสว่างสดใสตลอดไปด้วยการทรงสถิตของพระองค์

พระสัญญาเรื่องการบังเกิดของพระคริสต์

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1962 จอห์น ดับเบิลยู. มอชลี่นักฟิสิกส์กล่าวไว้ว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะสรุปว่า เด็กชายหญิงทั่วๆไปไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างเชี่ยวชาญได้” คำทำนายของมอชลี่ดูน่าทึ่งในเวลานั้น แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าแม่นยำอย่างน่าประหลาดใจ ทุกวันนี้การใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือเป็นหนึ่งในทักษะแรกเริ่มที่เด็กเรียนรู้

ในขณะที่คำทำนายของมอชลี่เป็นจริง แต่ก็ยังมีคำทำนายที่สำคัญกว่านั้นมาก คือคำทำนายในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระคริสต์ ตัวอย่างเช่น มีคาห์ 5:2 ประกาศว่า “โอ เบธเลเฮม เอฟราธาห์ แต่เจ้าผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดาตระกูลของยูดาห์ จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองในอิสราเอลดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่า จากสมัยโบราณกาล” พระเจ้าทรงส่งพระเยซูมาบังเกิดที่เบธเลเฮมหน่วยเล็กน้อย ทรงประทานเครื่องหมายว่าพระองค์สืบเชื้อสายจากราชวงศ์ดาวิด (ดู ลก.2:4-7)

พระคัมภีร์เล่มเดียวกันที่ทำนายอย่างแม่นยำถึงการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซู ก็ยังได้สัญญาถึงการเสด็จกลับมาอีกครั้งของพระองค์เช่นกัน (กจ.1:11) พระเยซูทรงสัญญากับสาวกกลุ่มแรกว่าจะทรงเสด็จกลับมาหาพวกเขา (ยน.14:1-4)

คริสต์มาสนี้ เมื่อเราใคร่ครวญข้อเท็จจริงที่ทำนายไว้อย่างแม่นยำเกี่ยวกับการมาบังเกิดของพระเยซู ขอให้เราตระหนักถึงพระสัญญาที่จะทรงเสด็จกลับมาด้วย และยอมให้พระองค์ทรงเตรียมเราให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาอันยิ่งใหญ่เมื่อเราได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า!

ดาวแห่งคริสตสมภพ

“ถ้าลูกหาดาวดวงนั้นเจอ ลูกก็หาทางกลับบ้านได้เสมอ” นั่นคือคำพูดของพ่อขณะสอนให้ผมมองหาดาวเหนือตอนผมเป็นเด็ก พ่อเคยรับใช้กองทัพในช่วงสงคราม และมีบางช่วงเวลาที่ชีวิตของพ่อขึ้นอยู่กับความสามารถในการ นำทางจากท้องฟ้าในยามค่ำคืน พ่อจึงต้องแน่ใจว่าผมรู้ชื่อและตำแหน่งของกลุ่มดาวต่างๆ แต่การสามารถหาดาวเหนือได้นั้นสำคัญที่สุด การรู้ตำแหน่งของดาวดวงนั้นหมายความว่าผมจะสามารถจับทิศทางได้ไม่ว่าผมอยู่ที่ไหนและไปยังที่ที่ผมต้องการจะไปได้

พระคัมภีร์กล่าวถึงดวงดาวอีกดวงที่มีความสำคัญยิ่งในชีวิต “โหราจารย์จากทิศตะวันออก” ซึ่งเป็นผู้รู้ (จากพื้นที่ของประเทศอิหร่านและอิรักรวมกันในปัจจุบัน)ที่เฝ้าดูหมายสำคัญบนท้องฟ้าแห่งการมาประสูติขององค์ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระองค์ พวกเขาเดินทางมาที่กรุงเยรูซาเล็มแล้วถามว่า “กุมารผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฏขึ้น เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” (มธ.2:1-2)

นักดาราศาสตร์ไม่รู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ดาวแห่งเบธเลเฮมปรากฏขึ้น แต่พระคัมภีร์เปิดเผยว่า พระเจ้าทรงสร้างดาวดวงนี้ขึ้นเพื่อชี้ให้โลกได้เห็นพระเยซูผู้ทรงเป็น “ดาวประจำรุ่งอันสุกใส” (วว.22:16) พระคริสต์เสด็จมาเพื่อช่วยเราให้รอดจากบาปและนำเรากลับไปหาพระเจ้า จงติดตามพระองค์ไป แล้วคุณจะพบทางกลับบ้าน

สามัคคีธรรมในพระเยซู

ผมไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนรับผิดชอบในการปิดไฟและล็อกประตูคริสตจักรหลังการนมัสการเช้าวันอาทิตย์ แต่ผมรู้อย่างหนึ่งคือ อาหารเย็นวันอาทิตย์ของเขาจะล่าช้าออกไป นั่นเป็นเพราะคนจำนวนมากชอบที่จะใช้เวลาหลังเลิก
คริสตจักรพูดคุยเรื่องราวในชีวิตกัน ทั้งปัญหาทางใจกับเรื่องที่ต้องฟันฝ่า ตลอดจนเรื่องอื่นๆ นี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้มองไปรอบๆสัก 20 นาทีหลังเลิกนมัสการและได้เห็นผู้คนมากมายยังคงเพลิดเพลินกับการใช้เวลาด้วยกัน

การสามัคคีธรรมเป็นกุญแจสำคัญของชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์ หากไม่มีการเชื่อมสัมพันธ์กันผ่านการใช้เวลากับเพื่อนร่วมความเชื่อ เราจะพลาดโอกาสในการได้รับประโยชน์มากมายจากการเป็นผู้เชื่อ

ตัวอย่างเช่น เปาโลกล่าวว่าเราสามารถ “หนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (1 ธส.5:11) ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเห็นพ้องด้วย โดยบอกเราว่าอย่าละเลยการพบปะกัน เพราะเราต้อง “หนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น” (10:25) และยังกล่าวอีกด้วยว่าเมื่ออยู่ด้วยกันเรา “จะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (ข้อ 24)

ในฐานะผู้ที่ถวายตัวเพื่อพระเยซู เมื่อเรา “หนุนน้ำใจผู้ที่ท้อใจ ชูกำลังคนที่อ่อนกำลัง” และ “มีใจอดเอาเบาสู้ต่อคนทั้งปวง” (1ธส.5:14) เราก็ได้เตรียมพร้อมในความสัตย์ซื่อและการรับใช้ เมื่อเราดำเนินชีวิตในทางนั้นโดยมีพระองค์ทรงช่วยเรา เราก็จะได้มีความสุขกับการมีสามัคคีธรรมที่แท้จริงและได้ “ทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง และต่อคนทั้งปวงด้วย” (ข้อ 15)

กำแพงทลายลง พบความเป็นหนึ่งเดียว

ตั้งแต่ปีค.ศ. 1961 บรรดาครอบครัวและมิตรสหายถูกแบ่งแยกจากกันด้วยกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปีนั้นโดยรัฐบาลเยอรมนีตะวันออก เพื่อขวางกั้นพลเมืองไม่ให้หลบหนีไปยังเยอรมนีตะวันตก อันที่จริงนับจากปีค.ศ. 1949 จนถึงวันก่อสร้าง คาดว่ามีชาวเยอรมนีตะวันออกมากกว่า 2.5 ล้านคนหลบหนีไปทางตะวันตก ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนแห่งสหรัฐฯยืนอยู่ที่กำแพงในปีค.ศ. 1987 และกล่าวถ้อยคำอันโด่งดังว่า “จงทลายกำแพงนี้” คำกล่าวของท่านสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่จบลงด้วยการทลายกำแพงในปีค.ศ. 1989 ซึ่งนำไปสู่การรวมประเทศเยอรมนีอีกครั้งด้วยความปีติยินดี

ในเอเฟซัส 2:14-15 เปาโลกล่าวถึง “กำแพง...[แห่ง]การเป็นปฏิปักษ์กัน” ที่พระเยซูทรงรื้อถอน กำแพงนั้นตั้งอยู่ระหว่างคนยิว (ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือก) กับคนต่างชาติ (ประชากรอื่นทั้งหมด) และเป็นเครื่องหมายกำแพงแบ่งเขตแดน ในพระวิหารเก่าที่เฮโรดมหาราชสร้างขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม กำแพงนี้กั้นคนต่างชาติไว้ให้เข้ามาได้แค่ลานชั้นนอกของพระวิหาร กระนั้นพวกเขาก็มองเห็นลานด้านในได้ แต่พระเยซูทรงนำมาซึ่ง “สันติภาพ” และการคืนดีกันระหว่างคนยิวกับคนต่างชาติ และระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ทุกคน พระองค์ทรงทำเช่นนั้นโดย “ทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง...โดย[การสิ้นพระชนม์บน]กางเขน” (ข้อ 14, 16) ด้วย “การประกาศสันติสุข” นี้ทำให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันโดยความเชื่อในพระคริสต์ (ข้อ 17-18)

ทุกวันนี้มีหลายสิ่งที่แบ่งแยกเราจากกัน เมื่อพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสิ่งซึ่งจำเป็นแก่เราแล้ว ให้เราฝ่าฟันที่จะใช้ทั้งชีวิตของเราประกาศสันติสุขและความเป็นหนึ่งเดียวที่พบในพระเยซู (ข้อ 19-22)

แสงแห่งความหวัง

ไม้กางเขนสีแดงเงางามของแม่น่าจะแขวนอยู่ข้างเตียงท่านที่ศูนย์ผู้ป่วยมะเร็ง และฉันควรจะเตรียมตัวในช่วงวันหยุดไปเยี่ยมแม่ตามกำหนดการรักษา ทั้งหมดที่ฉันต้องการในวันคริสต์มาสคือการได้อยู่กับแม่อีกวันหนึ่ง แต่ฉันกลับได้อยู่บ้าน...และแขวนกางเขนของท่านไว้บนต้นไม้เทียม

เมื่อฮาเวียร์ลูกชายของฉันเสียบปลั๊กไฟ ฉันกระซิบว่า “ขอบใจจ้ะ” เขาตอบว่า “ครับแม่” ลูกชายไม่รู้ว่าฉันกำลังขอบคุณพระเจ้าที่ทรงใช้หลอดไฟริบหรี่นี้เพื่อหันสายตาของฉันไปยังผู้เป็นแสงแห่งความหวังที่ดำรงอยู่นิรันดร์คือพระเยซู

ผู้เขียนสดุดี 42 แสดงความรู้สึกที่ไม่ได้แต่งเติมต่อพระเจ้า (ข้อ 1-4) ท่านยอมรับว่าตนมีจิตวิญญาณที่ “หดหู่” และ “กระสับกระส่าย” ก่อนที่จะหนุนใจผู้อ่านว่า “จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 5) แม้ว่าท่านจะถูกคลื่นแห่งความโศกเศร้าและความทุกข์ครอบงำ แต่ความหวังของผู้เขียนสดุดีได้ส่องประกายโดยการระลึกถึงความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในอดีต (ข้อ 6-10) ท่านสรุปจบด้วยการตั้งคำถามถึงความคลางแคลงใจของตนและยืนยันถึงความสามารถในการกลับสู่ความเชื่ออันบริสุทธิ์ของตน “จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (ข้อ 11)

สำหรับเราหลายคนนั้นเทศกาลคริสต์มาสนำมาซึ่งทั้งความสุขและความเศร้า แต่ขอบคุณพระเจ้าที่แม้แต่ความรู้สึกซึ่งผสมปนเปกันเหล่านี้ก็สามารถหลอมรวมเข้าด้วยกัน และได้รับการไถ่โดยทางพระสัญญาที่ตรัสถึงพระเยซูผู้เป็นแสงแห่งความหวังที่แท้จริง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา