ที่ซึ่งแปลกประหลาด
พระเจ้าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น นี่เป็นแผนการของพระองค์สำหรับพวกเราจริงๆหรือ
ในฐานะสามีและพ่อของลูกเล็กๆ คำถามเหล่านั้นและอีกมากมายวนเวียนอยู่ในความคิดของผมขณะที่ผมต่อสู้กับผลการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของเราเพิ่งได้รับใช้กับทีมมิชชันนารีและได้เห็นเด็กหลายคนต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าทรงให้มีการเกิดผลพวกเรามีความชื่นชมยินดีมาก แต่ตอนนี้?
เอสเธอร์คงจะมีคำถามและคำอธิษฐานมากมายถึงพระเจ้าหลังจากที่ถูกพรากจากบ้านอันเป็นที่รักและต้องเข้ามาสู่โลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย (อสธ.2:8) โมรเดคัยผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอรับเลี้ยงเธอเหมือนเป็นลูกสาวหลังจากที่เธอต้องเป็นกำพร้า (ข้อ 7) แต่หลังจากนั้น เอสเธอร์ถูกนำให้เข้าไปอยู่ในฮาเร็มของพระราชาและได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชินี (ข้อ 17) โมรเดคัยเป็นห่วงว่า “มีอะไรเกิดขึ้น” กับเอสเธอร์ (ข้อ 11) แต่เมื่อเวลามาถึง ทั้งสองก็ได้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงเรียกเธอให้มาอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจมาก “เพื่อยามวิกฤตเช่นนี้” (4:14) ตำแหน่งซึ่งทำให้เธอสามารถช่วยประชากรของเธอให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย (บทที่ 7-8)
เห็นได้ชัดว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมโดยการวางเอสเธอร์ไว้ในสถานที่ซึ่งแปลกประหลาดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในแผนการอันเลิศประเสริฐของพระองค์ พระองค์ทรงกระทำแบบนี้กับผมด้วย ขณะที่ผมอดทนกับการต่อสู้อย่างยาวนานกับโรคมะเร็ง ผมได้รับสิทธิพิเศษในการแบ่งปันความเชื่อของผมกับผู้ป่วยและผู้ดูแลจำนวนมากมาย พระเจ้าทรงนำคุณไปยังสถานที่แปลกๆที่ใดบ้าง จงวางใจในพระองค์ พระองค์ประเสริฐ และแผนการของพระองค์ก็เช่นกัน (รม.11:33-36)
ไวในการฟัง
ฉันรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นขณะเปิดปากพูดหักล้างข้อกล่าวหาที่เพื่อนรักคนหนึ่งกำลังกล่าวหาฉัน สิ่งที่ฉันโพสต์ออนไลน์ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับเธออย่างที่เธอพูดเป็นนัย แต่ก่อนที่ฉันจะตอบ ฉันกล่าวคำอธิษฐานเบาๆ แล้วฉันก็สงบลงและได้ยินสิ่งที่เธอพูดและความเจ็บปวดเบื้องหลังคำพูดนั้น เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่มองเห็นภายนอก เพื่อนของฉันกำลังเจ็บปวด แล้วความต้องการปกป้องตนเองของฉันก็สลายไปเมื่อฉันเลือกที่จะช่วยเพื่อนจัดการกับความเจ็บปวดของเธอ
ในระหว่างการสนทนานี้ ฉันได้เรียนรู้ความหมายของสิ่งที่ยากอบบันทึกไว้ในข้อพระคัมภีร์ของวันนี้เมื่อท่านเรียกร้องให้พวกเรา “จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ” (1:19) การรับฟังสามารถช่วยให้เราได้ยินสิ่งที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูด และหลีกเลี่ยงความโกรธที่ “ไม่ได้กระทำให้เกิดความชอบธรรมแห่งพระเจ้า” (ข้อ 20) การฟังช่วยให้เราได้ยินเสียงหัวใจของผู้พูด ฉันคิดว่าการหยุดและอธิษฐานช่วยฉันได้มากเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้ ฉันรู้สึกได้ถึงคำพูดของเธอมากกว่าการปกป้องตัวของฉันเอง บางทีถ้าฉันไม่หยุดเพื่ออธิษฐาน ฉันคงจะโต้กลับในสิ่งที่คิดและบอกให้รู้ว่าฉันขุ่นเคืองใจเพียงใด
แม้ว่าฉันจะไม่ได้ทำตามคำสอนของยากอบได้เสมอไป แต่วันนั้นฉันคิดว่าฉันทำได้ การหยุดเพื่ออธิษฐานก่อนที่จะปล่อยให้ความโกรธและความขุ่นเคืองเข้าครอบงำ เป็นกุญแจสำคัญของการไวในการฟังและช้าในการพูด ฉันอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทานสติปัญญาเพื่อจะทำเช่นนี้ได้บ่อยขึ้น (สภษ.19:11)
จากเศษเล็กเศษน้อยสู่ความงดงาม
มิสกาภรรยาของผมมีสร้อยคอและต่างหูแบบห่วงจากประเทศเอธิโอเปีย ความเรียบหรูของมันเผยให้เห็นงานศิลป์ที่แท้จริง แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับเครื่องประดับเหล่านี้คือเรื่องราวของมัน เนื่องด้วยความขัดแย้งรุนแรงหลายทศวรรษและสงครามกลางเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ ภูมิประเทศของเอธิโอเปียจึงเกลื่อนไปด้วยปลอกกระสุนปืนและกระสุนปืนใหญ่ที่ใช้แล้ว ด้วยความหวังที่มี ชาวเอธิโอเปียจึงขุดคุ้ยดินที่มอดไหม้ เอาเศษซากมาทำความสะอาด ช่างฝีมือเอาชิ้นส่วนที่เหลือและปลอกกระสุนปืนมาทำเครื่องประดับ
เมื่อผมได้ฟังเรื่องนี้ ผมได้ยินเสียงสะท้อนที่มีคาห์ประกาศคำสัญญาของพระเจ้าอย่างกล้าหาญ วันหนึ่งผู้เผยพระวจนะประกาศว่า ผู้คนจะ “ตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด” (4:3) โดยพระราชกิจอันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เครื่องมือที่มีไว้เพื่อฆ่าและทำร้ายจึงถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือที่ใช้เลี้ยงชีพ ผู้เผยพระวจนะยืนยันว่า ในวันที่พระเจ้าจะเสด็จมา “ประชาชาติจะไม่ยกดาบต่อสู้กันอีก เขาจะไม่ศึกษายุทธศาสตร์อีกต่อไป” (ข้อ 3)
คำประกาศของมีคาห์นั้นไม่ยากเกินจินตนาการทั้งในสมัยของท่านและในสมัยของเรา เช่นเดียวกับอิสราเอลในสมัยโบราณ เราเองก็เผชิญกับความรุนแรงและสงคราม และดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยที่โลกจะเปลี่ยนได้ แต่พระเจ้าทรงสัญญากับเราว่าด้วยพระเมตตาและการรักษาของพระองค์ วันอันน่าประหลาดใจนี้กำลังจะมาถึง ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือเริ่มดำเนินชีวิตตามความจริงนี้เดี๋ยวนี้ แม้ในเวลานี้พระเจ้าก็ยังทรงช่วยให้เราทำงานของพระองค์ โดยการเปลี่ยนสิ่งไร้ค่าให้เป็นสิ่งที่งดงาม
จุดสนใจที่ถูกต้อง
เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่เราได้รู้จักกับ คา เขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเซลในคริสตจักรของเราที่พบกันทุกสัปดาห์ เพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เย็นวันหนึ่งระหว่างที่เรามีประชุมตามปกติ คาพูดถึงการเคยเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เขาพูดถึงมันแบบธรรมดาจนฉันเกือบจะไม่ทันได้สังเกตเกือบไป ทันใดนั้นฉันจึงได้รู้ว่าฉันรู้จักกับนักกีฬาโอลิมปิกผู้ซึ่งเคยแข่งขันในรอบชิงเหรียญทองแดง! ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่สำหรับคา แม้ความสำเร็จด้านกีฬาจะเป็นเรื่องพิเศษในชีวิตของเขา แต่มีสิ่งที่สำคัญกว่าซึ่งเป็นหัวใจแห่งตัวตนของเขา นั่นคือ ครอบครัว ชุมชน และความเชื่อของเขา
เรื่องราวในลูกา 10:1-23 อธิบายถึงสิ่งที่ควรเป็นหัวใจแห่งอัตลักษณ์ตัวตนของเรา เมื่อทั้งเจ็ดสิบสองคนที่พระเยซูส่งออกไปประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้ากลับมาจากการเดินทาง พวกเขารายงานต่อพระองค์ว่า “ถึงผีทั้งหลายก็ได้อยู่ใต้บังคับของพวกข้าพระองค์โดยพระนามของพระองค์” (ข้อ 17) แต่แม้พระเยซูทรงยอมรับว่าได้ประทานฤทธิ์เดชมหาศาลและการคุ้มครองแก่พวกเขา พระองค์ตรัสว่าพวกเขาให้ความสนใจในสิ่งที่ผิด พระองค์ทรงกำชับว่าพวกเขาควรชื่นชมยินดีเพราะ “ชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์” (ข้อ 20)
ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานความสำเร็จหรือความสามารถใดให้แก่เรา แต่เหตุผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับความชื่นชมยินดีของเราคือ ถ้าเรามอบถวายตนเองแด่พระเยซู ชื่อของเราจะถูกจดไว้ในสวรรค์ และเราจะมีความสุขกับการมีพระองค์สถิตอยู่ด้วยในชีวิตทุกวัน
ทีละน้อย
เทเรซ่าแห่งอวีลา ผู้เชื่อในศตวรรษที่สิบหกเขียนไว้ว่า “ในทุกสิ่งรอบตัวนั้น เรามองหาหนทางอันน่ารื่นรมย์ในการรับใช้พระเจ้า” เธอสะท้อนให้เห็นด้วยความเศร้าใจถึงวิธีต่างๆที่เราพยายามจะเป็นผู้ควบคุม โดยใช้วิธีการที่ง่ายกว่าและ “น่ารื่นรมย์” มากกว่าการที่จะยอมจำนนต่อพระเจ้าโดยสิ้นเชิง เรามักจะเติบโตอย่างช้าๆ ลังเล หรือแม้แต่ไม่เต็มใจที่จะเชื่อวางใจในพระองค์อย่างสุดใจ ดังนั้นเทเรซ่าจึงสารภาพว่า “แม้ในขณะที่เรามอบถวายชีวิตให้พระองค์ทีละนิดนั้น เราก็จะต้องเต็มใจที่จะรับของขวัญจากพระองค์ทีละน้อย จนกว่าเราจะมอบถวายชีวิตทั้งหมดแด่พระองค์”
ในฐานะมนุษย์ ความไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับพวกเราหลายคน ดังนั้นหากการที่เราจะได้มีประสบการณ์กับพระคุณและความรักของพระเจ้านั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถที่เราจะเชื่อวางใจและรับพระคุณความรักแล้วล่ะก็ เราคงลำบากแน่! แต่เมื่อเราอ่านใน 1 ยอห์น 4 นั้นพระเจ้าได้ทรงรักเราก่อน (ข้อ 19) พระองค์ทรงรักเรามาเนิ่นนานก่อนที่เราจะสามารถรักพระองค์ได้ ถึงขนาดทรงยินดีเสียสละพระบุตรของพระองค์เพื่อเรา ยอห์นบันทึกไว้ด้วยความประหลาดใจและซาบซึ้งใจว่า นี่คือ “ความรัก” (ข้อ 10)
พระเจ้าทรงค่อยๆเยียวยาจิตใจของเราทีละนิดเพื่อให้รับความรักจากพระองค์ พระคุณของพระองค์ค่อยๆหลั่งลงมาทีละน้อยเพื่อช่วยให้เราละทิ้งความกลัว (ข้อ18) พระคุณของพระองค์เข้าถึงจิตใจของเราทีละน้อย จนกระทั่งเราพบว่าตนเองได้มีประสบการณ์กับความงดงามและความรักอันล้นเหลือของพระองค์
เรียกหาพระเจ้า
ในหนังสือ รับอุปการะตลอดชีวิต (Adopted for Life) ดร.รัสเซลล์ มัวร์เล่าถึงการเดินทางของครอบครัวของเขาไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อรับอุปการะเด็กคนหนึ่ง ขณะที่พวกเขาเข้าไปในสถานรับเลี้ยงเด็กนั้น ที่นั่นเงียบอย่างน่าใจหาย เด็กทารกในเปลไม่ร้องไห้เลย ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ต้องการอะไร แต่เพราะพวกเขาเรียนรู้ว่าไม่มีใครใส่ใจพอที่จะตอบพวกเขา
หัวใจผมเจ็บแปลบเมื่อได้อ่านข้อความเหล่านั้น ผมจำได้ถึงคืนแล้วคืนเล่าเมื่อลูกของเรายังเล็ก ผมกับภรรยาหลับสนิทและต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องของพวกเขา “พ่อครับ ผมไม่สบาย!” หรือ “แม่ หนูกลัว!” เราคนใดคนหนึ่งจะรีบลุกไปที่ห้องนอนของพวกเขาเพื่อพยายามอย่างเต็มที่ที่จะปลอบโยนและดูแลพวกเขา ความรักที่เรามีต่อลูกๆทำให้พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือจากเรา
บทเพลงสดุดีจำนวนมากมายหลายบทนั้นเป็นการร้องไห้หรือการคร่ำครวญต่อพระเจ้า ชนชาติอิสราเอลคร่ำครวญต่อพระองค์เพราะพระองค์ทรงมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพวกเขา คนเหล่านี้คือชนชาติที่พระเจ้าทรงเรียกว่า “บุตรหัวปี” ของพระองค์ (อพย.4:22) และพวกเขากำลังทูลขอพระบิดาของพวกเขาให้ตอบสนองตามความสัมพันธ์นั้น ความเชื่อมั่นจากใจจริงเห็นได้ในสดุดี 25 ที่ว่า “ขอพระองค์ทรงหันมายังข้าพระองค์ และมีพระกรุณาต่อข้าพระองค์...ขอทรงนำข้าพระองค์ออกจากความทุกข์ใจของข้าพระองค์” (ข้อ 16-17) เด็กๆจะร้องไห้ หากพวกเขามั่นใจว่าตนเองได้รับความรักจากผู้ที่ให้การดูแล พระเจ้าประทานเหตุผลให้เราเรียกหาพระองค์ได้ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซูและลูกของพระองค์ พระองค์ทรงสดับฟังและทรงห่วงใยก็เพราะความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
ความรักแห่งการปกป้องของพระเจ้า
คืนหนึ่งในฤดูร้อน จู่ๆฝูงนกใกล้บ้านของเราก็แตกตื่นส่งเสียงดัง เสียงร้องทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเหล่านกร้องเพลงต่างส่งเสียงแหลมปรี๊ดมาจากบนต้นไม้ ในที่สุดเราก็ได้รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ขณะที่ดวงอาทิตย์ตกดิน มีเหยี่ยวตัวใหญ่บินโฉบลงมาจากยอดไม้ ฝูงนกจึงแตกกระเจิงส่งเสียงร้องอย่างบ้าคลั่งเพื่อเตือนภัยขณะบินหนีจากอันตราย
ในชีวิตของเรานั้น เราจะได้ยินเสียงเตือนฝ่ายวิญญาณได้จากพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม เช่น คำเตือนในเรื่องคำสอนเท็จ บางทีเราอาจไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน แต่เพราะความรักที่พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ทรงมีต่อเรา พระองค์จึงประทานความชัดเจนในพระวจนะเพื่อให้เราเห็นอันตรายฝ่ายวิญญาณเหล่านั้นได้ง่ายๆ
พระเยซูสอนว่า “จงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า” (มธ.7:15) พระองค์ตรัสต่อไปว่า “ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา...ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว” จากนั้นทรงเตือนเราว่า “ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา” (ข้อ 16-17, 20) “คนหยั่งรู้เห็นอันตรายและซ่อนตัวของเขาเสีย” สุภาษิต 22:3 เตือนเรา “แต่คนเขลาเดินเรื่อยไป และรับอันตรายนั้น” คำเตือนนี้แฝงไว้ด้วยความรักแห่งการปกป้องคุ้มครองของพระเจ้า ซึ่งเปิดเผยในพระวจนะที่พระองค์ประทานแก่เรา
ในขณะที่ฝูงนกเตือนภัยกันถึงอันตรายฝ่ายร่างกาย ขอให้เราฟังคำเตือนจากพระวจนะที่ให้เราบินหนีจากอันตรายฝ่ายวิญญาณและเข้าสู่อ้อมแขนอันเป็นที่ลี้ภัยของพระเจ้า
การล้างเท้า...และล้างจาน
ในวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าสิบของชาร์ลีย์และแจน พวกเขาทานอาหารเช้าที่ร้านกาแฟกับลูกชายชื่อจอน วันนั้นร้านอาหารมีพนักงานไม่พอ มีเพียงผู้จัดการ แม่ครัว และเด็กสาววัยรุ่นหนึ่งคนซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟ และพนักงานเก็บโต๊ะ เมื่อพวกเขารับประทานอาหารเช้าเสร็จ ชาร์ลีย์หันไปหาภรรยาและลูกชายแล้วพูดว่า “ภายในอีกสองสามชั่วโมงนี้ ทั้งสองคนมีอะไรสำคัญที่ต้องไปทำหรือเปล่า” พวกเขาไม่มีอะไรต้องไปทำ
ดังนั้นเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้จัดการ ชาร์ลีย์และแจนจึงเริ่มล้างจานที่ด้านหลังของร้าน ในขณะที่จอนเริ่มเก็บกวาดโต๊ะที่เลอะเทอะ จอนบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยแต่อย่างใด พ่อแม่ของเขามักปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างเหมือนพระเยซูผู้ “มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา” (มก.10:45)
ในยอห์น 13 เราได้อ่านเรื่องอาหารมื้อสุดท้ายที่พระคริสต์ทรงรับประทานร่วมกับสาวกของพระองค์ ในคืนนั้นพระอาจารย์ทรงสอนหลักแห่งการปรนนิบัติโดยการล้างเท้าที่สกปรกให้พวกเขา (ข้อ 14-15) หากพระองค์เต็มพระทัยที่จะทำงานต่ำต้อยโดยการล้างเท้าของชายสิบสองคน พวกเขาก็ควรปรนนิบัติผู้อื่นด้วยความชื่นชมยินดีเช่นกัน
ช่องทางของการรับใช้ที่เราพบอาจดูแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือความสุขในการรับใช้ จุดประสงค์ที่อยู่เบื้องหลังการรับใช้ไม่ใช่เพื่อให้ผู้ที่รับใช้นั้นได้รับการยกย่อง แต่คือการรับใช้ผู้อื่นด้วยความรัก โดยมอบถวายคำสรรเสริญทั้งสิ้นแด่พระเจ้าของเราผู้ทรงอ่อนน้อมและยอมเสียสละพระองค์เอง
เลือกติดตามพระเจ้า
เดลิมิเร่อร์อ้างว่า “ในชั่วชีวิตหนึ่ง คนทั่วไปจะต้องทำการตัดสินใจ 773,618 ครั้ง” หนังสือพิมพ์สัญชาติอังกฤษฉบับนี้ยังยืนยันต่อไปอีกว่าคนเรา “จะรู้สึกเสียใจ 143,262 ครั้ง” จากการตัดสินใจเหล่านั้น ผมไม่รู้เลยว่าหนังสือพิมพ์ได้ตัวเลขเหล่านี้มาอย่างไร แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ คนเราต้องเผชิญกับการตัดสินใจจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนตลอดช่วงชีวิตของเรา ตัวเลขจำนวนมากนี้อาจทำให้เราไม่กล้ากระดิกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราตระหนักว่าการตัดสินใจทุกอย่างของเราจะเกิดผลตามมาที่อาจร้ายแรงแตกต่างกันไป
หลังจากเดินวนอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี ลูกหลานของชนชาติอิสราเอลได้มายืนอยู่ที่หน้าทางเข้าไปสู่ดินแดนใหม่ของพวกเขา ในเวลาต่อมาหลังจากเข้าสู่ดินแดนนั้นแล้ว โยชูวาผู้นำของพวกเขาได้เสนอทางเลือกที่ท้าทายให้แก่พวกเขา คือ “จงยำเกรงพระเจ้าและปรนนิบัติพระองค์...ด้วยความซื่อสัตย์” ท่านกล่าว “จงทิ้งพระเหล่านั้นซึ่งบรรพบุรุษของท่านได้เคยปรนนิบัติ” (ยชว.24:14) โยชูวาบอกพวกเขาว่า “ถ้าท่านไม่เต็มใจที่จะปรนนิบัติพระเจ้า ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด...แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้า” (ข้อ 15)
เมื่อเราเริ่มต้นวันใหม่ในแต่ละวัน มีความเป็นไปได้ต่างๆมากมายที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ การใช้เวลาเพื่อขอให้พระเจ้าทรงนำทางเราจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกของเรา โดยเดชของพระวิญญาณ เราสามารถเลือกที่จะติดตามพระองค์ในทุกวัน