Category  |  ODB

เสื้อผ้าสะอาด

ตอนลูกของฉันยังเล็ก พวกเขาชอบเล่นในสวนหลังบ้านที่เฉอะแฉะจนเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน เพื่อเห็นแก่สุขภาพของลูกและพื้นบ้านของฉัน ฉันจะถอดเสื้อผ้าพวกเขาออกที่ประตูและเอาผ้าเช็ดตัวห่อพวกเขาไว้ก่อนจะพาไปอาบน้ำ เนื้อตัวที่เปื้อนดินก็สะอาดได้ด้วยสบู่ น้ำ และอ้อมกอด

ในนิมิตที่มาถึงเศคาริยาห์ เราเห็นมหาปุโรหิตโยชูวาสวมเครื่องแต่งกaายสกปรกอันหมายถึงความบาปผิด (ศคย.3:3) แต่พระเจ้าทรงทำให้ท่านสะอาด โดยการเปลื้องเครื่องแต่งกายสกปรกออกแล้วประดับตัวท่านด้วยเสื้อผ้าสะอาด (ศคย.3:5) ผ้าโพกศีรษะและเสื้อคลุมใหม่เป็นสัญลักษณ์ว่าพระเจ้าได้เอาความผิดบาปไปจากท่านแล้ว

เราก็สามารถรับการชำระล้างจากพระเจ้าได้เมื่อเราเป็นไทจากความผิดบาปผ่านการช่วยกู้ของพระเยซู การที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนส่งผลให้เราได้รับการชำระล้างโคลนและบาปที่เกาะอยู่บนเราออกไป เมื่อเรารับเอาเสื้อคลุมแห่งการเป็นบุตรของพระเจ้าไว้ เราจะไม่ถูกตัดสินตามความผิดพลาดที่เราเคยทำ (การโกหก การนินทา การลักขโมย การโลภ หรืออื่นๆ) แต่เราจะรับเอาสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ผู้ที่พระองค์รัก คือ การถูกสร้างใหม่ การเปลี่ยนใหม่ การถูกชำระล้าง การเป็นไท

จงทูลขอให้พระเจ้าถอดเสื้อผ้าสกปรกที่คุณสวมใส่ออก เพื่อคุณจะได้สวมเสื้อคลุมที่ได้ทรงเตรียมไว้สำหรับคุณ

อยู่กับสิงโต

เมื่อฉันไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในชิคาโก ฉันได้เห็นสิงโตยุรยาตรแห่งบาบิโลนของจริง เป็นจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่รูปสิงโตมีปีกท่าทางดุร้าย อันเป็นสัญลักษณ์ของอิชทาร์เทพีแห่งความรักและสงครามของบาบิโลน สิงโตนี้เป็นตัวอย่างของงานศิลปะคล้ายกัน 120 ชิ้นที่เรียงรายอยู่ตามทางเดินในกรุงบาบิโลน ในช่วง 604-562 ปีก่อนคริสตกาล

เพื่อนแท้

กวีซามูเอล ฟอส เขียนไว้ว่า “ข้าพเจ้าขออาศัยอยู่ริมทางและเป็นเพื่อนกับผู้คน” (จากบทกวี “บ้านริมทาง”) นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะเป็น ผมอยากเป็นเพื่อนกับคนอื่น ผมอยากยืนอยู่ริมทางเพื่อรอคอยนักเดินทางผู้อ่อนแรง มองหาผู้ที่ถูกทำร้ายหรือถูกเอาเปรียบ ผู้ที่หัวใจบอบช้ำ เพื่อจะดูแลให้พวกเขาสดชื่นขึ้นด้วยถ้อยคำหนุนน้ำใจและส่งพวกเขากลับสู่ทางของเขา ผมอาจไม่สามารถ “แก้ไข” ปัญหาของพวกเขาได้ แต่ผมเป็นพรให้พวกเขาได้

ดอกไม้ตลอดไป

ซาเวียร์ ลูกชายวัยเตาะแตะชอบยื่นดอกไม้ให้ฉัน ฉันชื่นใจทุกครั้งที่ได้รับดอกไม้จากลูก ไม่ว่าจะเป็นดอกหญ้าหรือดอกไม้ที่เขากับพ่อซื้อมาจากร้านค้า ฉันรักษาไว้อย่างดีจนมันเหี่ยวแห้งและต้องทิ้งไป

วันหนึ่ง ซาเวียร์เอาช่อดอกไม้ประดิษฐ์มาให้ฉัน เขายิ้มมุมปากในขณะที่ใส่ดอกไม้ลงในแจกันแก้ว “แม่ฮะ ดูสิ ดอกไม้พวกนี้จะอยู่ตลอดไป เหมือนที่ผมรักแม่ไง”

เวลาผ่านไป ลูกชายของฉันโตเป็นหนุ่ม ดอกไม้ผ้าไหมเหล่านั้นหลุดรุ่ย สีซีด แต่ ‘ดอกไม้ตลอดไป’ นี้ยังคงทำให้ฉันคิดถึงความรักของลูกชาย และคิดถึงสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไปแน่นอน นั่นคือความรักของพระเจ้าที่ยั่งยืนและไร้ขีดจำกัด ดังปรากฏในพระคำที่ดำรงอยู่นิรันดร์และไม่ผิดพลาด

ขณะที่ชนชาติอิสราเอลเผชิญปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า อิสยาห์ปลอบโยนพวกเขาให้มั่นใจในถ้อยคำอันยั่งยืนของพระเจ้า (อสย.40:1) ท่านประกาศว่าพระเจ้าทรงชดใช้หนี้บาปของอิสราเอลแล้ว (อสย.40:2) ให้ความมั่นใจในความหวังถึงการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ (อสย.40:3-5) คนอิสราเอลวางใจในผู้เผยพระวจนะ เพราะท่านมุ่งมองไปยังพระเจ้ามากกว่าสถานการณ์

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความทุกข์ ความคิดเห็นของมนุษย์หรือแม้แต่ความรู้สึกของเราก็จำกัดและผันแปรตลอดเวลา (ยรม.40:6-7) ทว่าเรายังคงวางใจได้เสมอในความรักและพระลักษณะอันไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้า ที่เปิดเผยทางพระวจนะแห่งความจริงที่ถาวรนิรันดร์

เมล็ดที่กระจัดกระจาย

ผมได้รับอีเมล์ที่น่าชื่นใจจากผู้หญิงคนหนึ่งเขียนมาว่า “แม่ของคุณเป็นครูชั้นป.1 ของฉันที่เมืองพัทนัมในปี 1958 แม่คุณเป็นครูที่เก่ง ใจดีมาก แต่เข้มงวด ตอนนั้นครูให้พวกเราท่องสดุดี 23 หน้าชั้นเรียนและฉันกลัวมาก แต่นั่นเป็นครั้งเดียวที่ฉันได้เกี่ยวข้องกับพระคัมภีร์ จนกระทั่งฉันมาเป็นคริสเตียนในปี 1997 และพอฉันได้อ่านสดุดีบทนี้อีกรอบ ทำให้ฉันนึกถึงครูแมคคาสแลนด์ขึ้นมาอีกครั้ง”

พระเยซูเล่าให้ฝูงชนฟังถึงคำอุปมาเกี่ยวกับชาวนาที่หว่านเมล็ดตกลงไปบนดินหลายประเภท มีทั้งดินแข็ง ดินที่มีหิน ดินที่มีหนามปกคลุม และดินดี (มธ.13:1-9) “ส่วนพืชซึ่งหว่านตกในดินดีนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจ คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง” (มธ.13:23)

ช่วง 20 ปีที่แม่ของผมสอนชั้นป.1 ในโรงเรียนรัฐบาล นอกจากสอนการอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์แล้ว ท่านยังได้หว่านเมล็ดแห่งความกรุณาและถ้อยคำแห่งความรักของพระเจ้าด้วย

ในอีเมล์ฉบับนั้น อดีตนักเรียนของแม่ลงท้ายว่า “แน่นอนว่าฉันได้รับอิทธิพลจากคนอื่นในการดำเนินชีวิตในความเชื่อ แต่หัวใจของฉันยังคงคิดถึงสดุดี 23 และอุปนิสัยอันอ่อนโยนของแม่ของคุณอยู่เสมอ”

เมล็ดพันธุ์ความรักของพระเจ้าที่หว่านในวันนี้ จะออกผลอย่างล้นเหลือในเวลาเก็บเกี่ยว

สดุดีรอบกองไฟ

ขณะที่ฉันกับสามีไปเดินเล่นตามเส้นทางเดินป่า เราพกกล้องไปเพื่อถ่ายภาพระยะใกล้ บรรดาพันธุ์พืชที่อยู่ระดับพื้นดินซึ่งเหมือนกับโลกย่อส่วน เราได้เห็นสิ่งสวยงามละลานตา แม้แต่เห็ดที่ผุดขึ้นมาก็ช่วยเพิ่มสีสัน ส้ม แดง เหลือง อันสวยงามให้กับท่อนไม้

องค์พระผู้ช่วย

ขณะที่รอขึ้นเครื่องบินเพื่อไปเรียนต่อเมืองอื่นที่ไกลจากบ้านเป็นพันกิโลเมตร ฉันรู้สึกประหม่าและโดดเดี่ยว แต่ฉันนึกถึงตอนที่พระเยซูสัญญากับเหล่าสาวกว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงปลอบโยนจะสถิตอยู่ด้วย

สหายของพระเยซูคงจะพากันประหลาดใจเมื่อพระองค์บอกว่า “การที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน” (ยน.16:7) จะดีกว่าได้อย่างไรสำหรับคนที่เรียนรู้คำสอนจากพระองค์และเคยเห็นการอัศจรรย์ด้วยตาตัวเอง แต่พระเยซูบอกเขาว่า หากพระองค์ไป “องค์พระผู้ช่วย” หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเสด็จมา

ในช่วงสุดท้ายที่พระเยซูอยู่บนโลก ทรงใช้เวลากับสาวก (ในยอห์น 14-17 ที่เรียกว่า พระโอวาทอำลา) เพื่อช่วยให้เขาเข้าใจการสิ้นพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์บอกถึงการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ องค์พระผู้ช่วย ซึ่งจะอยู่กับเขา (ยน.14:16-17) สอน (ยน.15:15) และเป็นพยานให้เขา (ยน.15:26) และนำเขา (ยน.16:13)

เราผู้ได้รับชีวิตใหม่จากพระเจ้าได้รับของขวัญนี้คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตอยู่ในเรา เราได้รับหลายสิ่งมากมายจากพระองค์ ทรงให้เราเห็นความบาปของเราและช่วยให้เรากลับใจ ทรงปลอบโยนเมื่อเราเจ็บปวด ให้กำลังเราทนต่อความยากลำบาก ให้สติปัญญาที่จะเข้าใจคำสอนของพระเจ้า ให้ความหวัง ความเชื่อและความรักเพื่อแบ่งปันผู้อื่น

ให้เราชื่นชมยินดีที่พระเยซูส่งองค์พระผู้ช่วยมาอยู่กับเรา

ร้องเพลงกับคุณยายไวโอเล็ต

หญิงชราคนหนึ่งชื่อไวโอเล็ตนั่งอยู่บนเตียงที่โรงพยาบาลในจาไมก้า เธอยิ้มต้อนรับกลุ่มวัยรุ่นที่แวะมาเยี่ยม แม้อากาศวันนั้นจะร้อนเหนอะหนะ แต่คุณยายก็ไม่บ่นและยังร้องเพลงอย่างเบิกบานว่า “ฉันกำลังวิ่ง กระโดด โลดเต้น สรรเสริญพระเจ้า!” ขณะที่ร้อง คุณยายก็แกว่งแขนไปมาราวกับกำลังวิ่งอยู่ คนที่อยู่รายรอบน้ำตาไหล เพราะคุณยายไวโอเล็ตไม่มีขา คุณยายบอกว่าที่เธอร้องเพลงนี้ก็เพราะ “พระเยซูรักฉัน พอขึ้นไปบนสวรรค์ ฉันจะมีขาไว้วิ่งได้”

ทางเดินที่ไร้แสงไฟ

ขณะที่ครอบครัวเรามุ่งหน้ากลับบ้านหลังจากเที่ยวพักผ่อนในวันหยุด ถนนพาเราผ่านไปทางพื้นที่รกร้างในรัฐโอเรกอน หลังจากพลบค่ำ เราขับรถต่ออีก 2 ชั่วโมง ผ่านหุบเขาและที่ราบสูงเวิ้งว้าง มีแสงไฟข้างทางอยู่ไม่ถึงยี่สิบดวง ในที่สุดดวงจันทร์ก็โผล่ขึ้น มาตรงขอบฟ้า เราเห็นได้ชัดเจนขณะที่รถไต่ขึ้นไปบนเขา แต่มันลับตาไปเมื่อรถแล่นลงไปในที่ลุ่ม ลูกสาวของฉันบอกว่า แสงจันทร์ย้ำเตือนว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย ฉันถามลูกว่าลูกต้องมองเห็น แล้วจึงจะแน่ใจว่าพระองค์สถิตอยู่ด้วยใช่หรือไม่ เธอตอบว่า “ไม่เห็นก็แน่ใจ แต่ถ้าเห็นก็ดีค่ะ”

หลังจากที่โมเสสเสียชีวิต โยชูวาสืบทอดเป็นผู้นำชนชาติอิสราเอลและมีหน้าที่นำประชากรที่พระเจ้าเลือกสรรไว้เข้าสู่แผ่นดินพันธสัญญา โยชูวาเองก็คงรู้สึกกังวลตามธรรมดาของการรับหน้าที่แบบนี้ พระเจ้าจึงให้คำมั่นสัญญากับโยชูวาว่าจะอยู่กับเขาตลอดไปในหนทางข้างหน้า (ยชว.1:9)

หนทางชีวิตมักพาเราไปยังอาณาเขตที่ไม่รู้จัก เราต้องไปตามฤดูของชีวิตที่ทางข้างหน้าไม่ชัดเจน แผนการของพระเจ้าไม่ได้ชัดเจนเสมอไป แต่พระองค์สัญญาว่าจะอยู่กับเรา “เสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค” (มธ.28:20) ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เรามั่นใจได้มากกว่านี้ ไม่ว่าเราต้องเผชิญความไม่แน่นอนหรือความยากลำบากใด แม้เมื่อหนทางข้างหน้าไม่มีแสงไฟ แต่เรามีพระองค์ผู้เป็นความสว่างอยู่กับเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา