ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย David C. McCasland

สอนลูกหลาน

ในเว็บไซต์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกหลายเว็บมีประโยคที่ว่า “จงเตรียมลูกให้พร้อมเดินบนหนทาง ไม่ใช่เตรียมหนทางพร้อมเดินสำหรับลูก” แทนที่จะเตรียมทางที่ไร้อุปสรรคให้เด็กๆ เราควรจะเตรียมพวกเขาให้รับมือกับความยากลำบากบนเส้นทางข้างหน้า

ผู้เขียนสดุดีบันทึกไว้ว่า “จะบอกแก่ชาติพันธุ์ที่กำลังเกิดมา ถึงพระราชกิจอันควรสรรเสริญของพระเจ้าและฤทธานุภาพของพระองค์ และการอัศจรรย์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำเพราะพระองค์ทรงสถาปนากฎเกณฑ์ไว้...ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาแก่บรรพบุรุษของ เราว่าให้แจ้งเรื่องราวเหล่านั้นแก่ลูกหลานของเขา...เพื่อชาติพันธุ์รุ่นต่อไป...จะลุกขึ้นบอกลูกหลานของเขา” (สดด.78:4-6) เป้าหมายเพื่อ “เขาจะตั้งความหวังของเขาไว้ในพระเจ้า และไม่ลืมพระราชกิจของพระเจ้า แต่รักษาพระบัญญัติของพระองค์” (สดด.78:7)

ลองคิดถึงบุคคลที่คำพูดหรือการใช้ชีวิตของเขามีอิทธิพลต่อเราในฝ่ายจิตวิญญาณ ทำให้เราสนใจและอยากติดตามพระเยซูเหมือนอย่างเขา

เรามีสิทธิพิเศษและหน้าที่ยิ่งใหญ่ในการแบ่งปันพระคำและแผนการของพระเจ้าในชีวิตเราแก่คนรุ่นต่อๆ ไป เราต้องการให้พวกเขาเตรียมตัวให้พร้อมเผชิญกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยพระกำลังของพระเจ้า

เมล็ดที่กระจัดกระจาย

ผมได้รับอีเมล์ที่น่าชื่นใจจากผู้หญิงคนหนึ่งเขียนมาว่า “แม่ของคุณเป็นครูชั้นป.1 ของฉันที่เมืองพัทนัมในปี 1958 แม่คุณเป็นครูที่เก่ง ใจดีมาก แต่เข้มงวด ตอนนั้นครูให้พวกเราท่องสดุดี 23 หน้าชั้นเรียนและฉันกลัวมาก แต่นั่นเป็นครั้งเดียวที่ฉันได้เกี่ยวข้องกับพระคัมภีร์ จนกระทั่งฉันมาเป็นคริสเตียนในปี 1997 และพอฉันได้อ่านสดุดีบทนี้อีกรอบ ทำให้ฉันนึกถึงครูแมคคาสแลนด์ขึ้นมาอีกครั้ง”

พระเยซูเล่าให้ฝูงชนฟังถึงคำอุปมาเกี่ยวกับชาวนาที่หว่านเมล็ดตกลงไปบนดินหลายประเภท มีทั้งดินแข็ง ดินที่มีหิน ดินที่มีหนามปกคลุม และดินดี (มธ.13:1-9) “ส่วนพืชซึ่งหว่านตกในดินดีนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจ คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง” (มธ.13:23)

ช่วง 20 ปีที่แม่ของผมสอนชั้นป.1 ในโรงเรียนรัฐบาล นอกจากสอนการอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์แล้ว ท่านยังได้หว่านเมล็ดแห่งความกรุณาและถ้อยคำแห่งความรักของพระเจ้าด้วย

ในอีเมล์ฉบับนั้น อดีตนักเรียนของแม่ลงท้ายว่า “แน่นอนว่าฉันได้รับอิทธิพลจากคนอื่นในการดำเนินชีวิตในความเชื่อ แต่หัวใจของฉันยังคงคิดถึงสดุดี 23 และอุปนิสัยอันอ่อนโยนของแม่ของคุณอยู่เสมอ”

เมล็ดพันธุ์ความรักของพระเจ้าที่หว่านในวันนี้ จะออกผลอย่างล้นเหลือในเวลาเก็บเกี่ยว

พันธกิจความทรงจำ

ประสบการณ์ความผิดหวังและสูญเสียอาจทำให้เราโกรธ รู้สึกผิด หรือสับสน แต่ไม่ว่าการตัดสินใจครั้งนั้นจะส่งผลให้ทางเลือกบางหนทางต้องปิดไปโดยสิ้นเชิง หรืออาจจะไม่ใช่ความผิดของเรา แต่สิ่งนั้นได้ส่งผลเลวร้ายต่อชีวิตเราไปแล้ว ดังเช่นที่ออสวอล์ด แชมเบอร์สเรียกว่า “ความโศกเศร้าร้าวลึกของสิ่งที่ ‘ไม่น่าเลย’” เราอาจจะพยายามเก็บกดความทรงจำที่เจ็บปวด แต่ก็พบว่าที่จริงเราทำไม่ได้

แชมเบอร์สเตือนให้ไม่ลืมว่าพระเจ้ายังคงมีส่วนในชีวิตของเรา “อย่ากลัวเมื่อพระเจ้าทรงนำอดีตกลับคืนมา จงปล่อยให้ความทรงจำทำหน้าที่ของมัน หน้าที่เหมือนผู้รับใช้ของพระเจ้าเพื่อการตักเตือน ว่ากล่าว หรือทำให้โศกเศร้า แต่พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนสิ่งที่ ‘ไม่น่าเลย’ ให้กลายเป็นดินดีที่เราจะสามารถเติบโตต่อไปได้ในอนาคต”

ในสมัยพระคัมภีร์เดิม เมื่อพระเจ้าทำให้คนอิสราเอลไปเป็นเชลยในบาบิโลน ทรงบอกให้พวกเขารับใช้พระองค์ในดินแดนของคนต่างชาติ และเติบโตในความเชื่อจนกว่าพระองค์จะนำพวกเขากลับบ้าน “เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า” (ยรม.29:11)

พระเจ้าทรงเตือนไม่ให้เราเพิกเฉยหรือยึดติดอยู่กับอดีต แต่ให้จดจ่อที่พระองค์และมองไปข้างหน้า การอภัยของพระเจ้าสามารถเปลี่ยนความทรงจำอันโศกเศร้าเป็นความมั่นใจในความรักของพระองค์ได้

อย่าล้มเลิก

บ็อบ ฟอสเตอร์ที่เป็นพี่เลี้ยงและเพื่อนผมมานานกว่า 50 ปีไม่เคยถอดใจกับผมเลย แม้ในยามที่มืดมนที่สุด มิตรภาพและกำลังใจที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของเขา ช่วยให้ผมผ่านพ้นมาได้

พระองค์เข้าใจและห่วงใย

เมื่อมีคนถามชายคนหนึ่งว่าความไม่รู้และความไม่ใส่ใจเป็นปัญหาของสังคมสมัยใหม่หรือไม่ เขาพูดติดตลกว่า “ผมไม่รู้และผมไม่ใส่ใจ”

เส้นทางแห่งความเชื่อ

นับแต่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1880 นวนิยายของลิว วอลเลซ เรื่องเบนเฮอร์: เรื่องเล่าของพระคริสต์ ยังคงตีพิมพ์มาตลอด และเป็นหนังสือคริสเตียนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 19 ที่ยังคงดึงดูดผู้อ่าน เป็นเพราะเรื่องจริงของพระเยซูกับตัวละครสมมติคือชายหนุ่มชนชั้นสูงที่ชื่อ จูดาห์ เบนเฮอร์

ให้พระวจนะเป็นคำสุดท้าย

ดอว์สัน ทร็อทแมน ผู้นำคริสเตียนที่มีบทบาทในช่วงกลางศตวรรษที่ยี่สิบ และผู้ก่อตั้งองค์การเดอะ เนวิเกเตอร์ ย้ำว่าพระคัมภีร์สำคัญต่อชีวิตของคริสเตียนทุกคน ทุกวันเขาจะ “ให้พระวจนะเป็นคำสุดท้าย” ก่อนนอนเขาจะใคร่ครวญข้อพระคำหรือพระธรรมที่เขาท่องจำได้ แล้วอธิษฐานว่าพระคำตอนนั้นสำคัญและมีอิทธิพลต่อเขาอย่างไร เพื่อให้พระคำพระเจ้าเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาคิดถึงทุกวัน

คำเชิญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ไม่นานมานี้ผมได้รับอีเมล์หลายฉบับเชิญไปร่วมสัมมนา “ฟรี” ในหัวข้อเช่น ชีวิตวัยเกษียณ อสังหาริมทรัพย์ ประกันชีวิต ผมลบอีเมล์เหล่านั้นทิ้งทันที แต่มีฉบับหนึ่งที่เชิญไปงานพบปะเพื่อเป็นเกียรติแก่เพื่อนเก่าที่คบหากันมานาน ผมจึงตอบรับทันทีว่า “ผมตกลงจะไป” คำเชิญ + ความต้องการ = การตอบตกลง

วิ่งและหยุดพัก

พาดหัวบทความบทหนึ่งสะดุดตาผม “วันพักผ่อนสำคัญต่อนักวิ่ง” ทอมมี่ แมนนิ่ง อดีตสมาชิกของทีมวิ่งขึ้นเขา ย้ำหลักการซึ่งนักกีฬาที่ทุ่มเทบางครั้งละเลย ที่ว่าร่างกายต้องการเวลาหยุดพัก และฟื้นฟูสภาพหลังการออกกำลังกาย แมนนิ่งเขียนไว้ว่า “ในทางสรีรวิทยา ผลลัพธ์ของการฝึกฝนอันจะเกิดขึ้นกับร่างกาย จะเกิดขึ้นในช่วงที่ร่างกายพักผ่อนเท่านั้น” หมายความว่า การหยุดพักสำคัญพอๆ กับการออกกำลัง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

> ODB

บำบัดความอิจฉา

ฉันดีใจที่ได้ดูแลหลานๆ เมื่อพ่อแม่ของเขาออกไปข้างนอกในตอนเย็นวันหนึ่ง ฉันกอดหนุ่มตัวน้อยและถามว่าพวกเขาทำอะไรบ้างในช่วงสุดสัปดาห์ (ทั้งคู่ไม่ได้ไปด้วยกัน) บริดเจอร์ วัยสามขวบเล่าอย่างตื่นเต้นว่าเขาได้ไปค้างบ้านลุงกับป้า ได้กินไอศกรีม ได้นั่งม้าหมุน และได้ดูหนัง ต่อมาถึงตาซามูเอลวัยห้าขวบ เมื่อถามว่าเขาทำอะไร เขาบอกว่า “ไปพักแรม” ฉันถาม “สนุกไหม” เขาตอบหงอยๆว่า “ไม่เท่าไหร่”

คู่เหมือน

เขาว่ากันว่าเราทุกคนต่างมีคู่เหมือน หมายถึง คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นญาติ แต่มีหน้าตาเหมือนเรามาก

ปกป้องพระเจ้า

สติ๊กเกอร์ต่อต้านพระเจ้าที่รถคันหนึ่ง สะดุดตาอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่เคยเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีพระเจ้า เขาคิดว่าเจ้าของรถอาจอยากทำให้คริสเตียนโกรธ “ความโกรธช่วยทำให้คนที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้า มั่นใจว่าเขาเชื่อถูก” เขาอธิบายแล้วเตือนว่า “และบ่อยครั้งที่พวกเขาได้ความมั่นใจนั้น”