Category  |  ODB

ความเศร้าโศกที่กลับกลาย

จิม และเจมี่ ดัทเชอร์ ผู้สร้างภาพยนตร์ซึ่งเป็นที่รู้จักในความรอบรู้เรื่องหมาป่าได้กล่าวว่า เมื่อมีความสุขพวกมันจะกระดิกหางและวิ่งไปมา แต่เมื่อมีสมาชิกในฝูงตาย มันจะคร่ำครวญนานนับสัปดาห์และกลับไปยังจุดที่สมาชิกในฝูงเสียชีวิต พวกมันแสดงความเสียใจโดยทำหางตกและหอนอย่างโศกเศร้า

ความเศร้าโศกเป็นอารมณ์ที่มีพลังซึ่งเราทุกคนเคยประสบ โดยเฉพาะเมื่อสูญเสียคนรักหรือความหวังที่มีคุณค่า มารีย์ชาวมักดาลาก็เช่นกัน เธอเป็นผู้สนับสนุนและเดินทางไปกับพระเยซูและสาวก (ลก.8:1-3) แต่การสิ้นพระชนม์อย่างโหดร้ายบนกางเขนได้แยกพวกเขาออกจากกัน สิ่งเดียวที่มารีย์ทำให้พระเยซูได้คือการชะโลมพระศพให้พร้อมสำหรับการฝัง แต่ก็ต้องรอเพราะติดวันสะบาโต ลองจินตนาการถึงความรู้สึกของเธอเมื่อมาถึงอุโมงค์ และไม่พบร่างที่แตกหักไร้ชีวิต แต่กลับเป็นพระผู้ไถ่ที่ทรงพระชนม์ แม้ตอนแรกเธอจะจำชายที่ยืนตรงหน้าไม่ได้ แต่เสียงเรียกชื่อเธอทำให้เธอรู้ว่าคือพระเยซูนั่นเอง ความเศร้าโศกเปลี่ยนเป็นความยินดีในทันใด มารีย์มีข่าวน่ายินดีมาบอก “ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” (ยน.20:18)

พระเยซูเข้ามาในโลกที่มืดมิดของเราเพื่อมอบเสรีภาพและชีวิต การฟื้นคืนพระชนม์เป็นการเฉลิมฉลองความจริงที่ว่า พระองค์ทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายสำเร็จ เช่นเดียวกับมารีย์ เราสามารถฉลองการคืนพระชนม์ของพระคริสต์และแบ่งปันข่าวดีที่ว่าพระองค์ทรงพระชนม์ ฮาเลลูยา

ม่านถูกเปิดออก

เมื่อเครื่องบินบินได้ระดับ แอร์โฮสเตสก็ปิดม่านที่กั้นผู้โดยสารชั้นหนึ่ง และฉันก็ตระหนักถึงความแตกต่างของที่นั่งในแต่ละชั้นบนเครื่องบิน นักเดินทางบางคนได้ขึ้นเครื่องก่อน มีความสุขกับที่นั่งพิเศษที่มีพื้นที่เหยียดขาและบริการเฉพาะบุคคล ม่านเป็นสิ่งย้ำเตือนว่าฉันถูกแยกออกจากคนกลุ่มนั้น

ความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนนั้นพบได้ในตลอดประวัติศาสตร์รวมถึงพระวิหารของพระเจ้าในเยรูซาเล็ม โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจ่ายได้มากกว่า คนที่ไม่ใช่ชาวยิวสามารถเข้าไปนมัสการได้แค่พระวิหารชั้นนอก ชั้นถัดมาคือสำหรับผู้หญิง และใกล้เข้ามาอีกคือส่วนของผู้ชาย ในส่วนสุดท้ายคืออภิสุทธิสถานซึ่งพระเจ้าสำแดงพระองค์เองอยู่หลังม่าน และมีเพียงมหาปุโรหิตผู้ชำระตัวแล้วเท่านั้นที่เข้าได้ปีละครั้ง (ฮบ.9:1-10)

แต่น่ายินดีที่การแบ่งแยกนี้ไม่มีอีกต่อไป พระเยซูได้ทำลายสิ่งกีดขวางที่ปิดกั้นการแสวงหาพระเจ้า ซึ่งรวมถึงความผิดบาปของเรา (10:17) เช่นเดียวกับม่านในพระวิหารที่ถูกฉีกเป็นสองส่วนเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ (มธ.27:50-51) พระวรกายที่ถูกตรึงก็ได้ทำลายทุกอุปสรรคที่ขวางเราไม่ให้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ ไม่มีสิ่งใดจะแบ่งแยกผู้เชื่อจากการมีประสบการณ์ในพระสิริและความรักของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ได้

ยืนหยัด

เอเดรียนและครอบครัวทนทุกข์จากการข่มเหงเพราะความเชื่อในประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่ แต่พวกเขาก็ยืนหยัดสำแดงความรักของพระคริสต์ เอเดรียนกล่าวขณะยืนที่ลานกว้างของโบสถ์ซึ่งผู้ก่อการร้ายใช้เป็นที่ซ้อมกราดยิง “วันนี้เป็นวันศุกร์ประเสริฐ เรามารำลึกว่าพระเยซูทรงทนทุกข์เพื่อเราทั้งหลายบนกางเขน” เขากล่าวต่อว่า การทนทุกข์เป็นสิ่งที่ผู้เชื่อที่นั่นเข้าใจดี แต่ครอบครัวเขาก็เลือกที่จะยืนหยัด “เราจะยังคงอยู่ที่นี่” ยืนหยัดต่อไป

ผู้เชื่อเหล่านี้ทำตามอย่างพวกผู้หญิงที่เฝ้าดูพระเยซูสิ้นพระชนม์บนกางเขน (มก.15:40) หญิงเหล่านั้นมีมารีย์ชาวมักดาลา มารีย์มารดาของยากอบน้อยและของโยเสส และนางสะโลเม พวกเธอยืนหยัดอย่างกล้าหาญ แม้ว่าการแสดงตัวเป็นเพื่อนและครอบครัวของศัตรูของรัฐ อาจนำมาซึ่งการถูกกล่าวหาและลงโทษ ผู้หญิงเหล่านี้ยังแสดงความรักต่อพระเยซูโดยการปรากฏตัวร่วมกับพระองค์ พวกเธอได้ “ติดตามและปรนนิบัติพระองค์” เมื่อพระองค์ยังอยู่ในแคว้นกาลิลี (ข้อ 41) พวกเธอยืนหยัดร่วมกับพระองค์ในเวลาที่พระองค์ต้องการมากที่สุด

วันนี้เมื่อเราระลึกถึงของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากองค์พระผู้ไถ่คือการสิ้นพระชนม์บนกางเขน ให้เราใช้เวลาไตร่ตรองว่าเราจะยืนหยัดเพื่อพระเยซูในเวลาแห่งการทดลองต่างๆได้อย่างไร (ยก.1:2-4) และคิดถึงการที่ผู้เชื่อทั้งหลายทั่วโลกต้องทนทุกข์เพื่อความเชื่อ ดังเช่นที่เอเดรียนถามว่า “คุณจะยืนหยัดอธิษฐานเผื่อเราได้ไหม”

อยู่ในทางนั้น

ความมืดสลัวปกคลุมเมื่อผมเดินตามหลี่เป่าไปบนกำแพงที่ตัดเข้าไปในภูเขาทางตอนกลางของประเทศจีน ผมไม่เคยมาทางนี้ และผมมองเห็นได้แค่ก้าวถัดไป และไม่เห็นว่าพื้นดินทางด้านซ้ายสูงชันเพียงใด ผมกลืนน้ำลายและขยับเข้าไปใกล้หลี่ ผมไม่รู้ว่าเรากำลังจะไปที่ใดและจะต้องไปอีกนานแค่ไหน แต่ผมเชื่อใจเพื่อนของผม

ผมอยู่ในสถานะเดียวกับโธมัส สาวกผู้ดูเหมือนจะต้องการคำยืนยันอยู่เสมอ พระเยซูบอกพวกสาวกว่าพระองค์จะต้องไปเพื่อจัดเตรียมที่สำหรับพวกเขาและพวกเขาก็รู้จัก “ทางที่[พระองค์]จะไปนั้น” (ยน.14:4) โธมัสถามพระองค์ต่อว่า “พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน พวกข้าพระองค์จะรู้จักทางนั้นได้อย่างไร” (ข้อ 5)

พระเยซูไม่ได้ตอบข้อสงสัยของโธมัสโดยการอธิบายถึงที่ซึ่งพระองค์จะพาพวกเขาไป พระองค์ยืนยันกับสาวกอย่างง่ายๆว่า พระองค์เป็นทางนั้น และแค่นั้นก็เพียงพอแล้วพวกเราก็มีคำถามเกี่ยวกับอนาคตเช่นกัน ไม่มีใครในพวกเราที่รู้รายละเอียดของสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่เรามองไม่เห็น ซึ่งก็ไม่เป็นไร การได้รู้จักพระเยซูผู้ทรงเป็น “ทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต” (ข้อ 6) นั้นก็เพียงพอแล้ว

พระเยซูรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น พระองค์เพียงแค่ขอให้เราเดินใกล้ชิดกับพระองค์

พระเจ้ามีค่ากว่านั้น

แม่ของฉันเคยเจ็บปวดจากผู้ที่เชื่อพระเยซู เธอจึงโกรธเมื่อฉันอุทิศชีวิตให้กับพระองค์ “แล้วลูกก็จะตัดสินแม่สินะ ไม่ง่ายอย่างงั้นหรอก” แม่วางหูและปฏิเสธที่จะพูดกับฉันตลอดทั้งปี ฉันเสียใจ แต่ในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าความสัมพันธ์กับพระเจ้านั้นสำคัญยิ่งกว่าความสัมพันธ์ที่มีค่าอื่นๆของฉัน ฉันอธิษฐานเผื่อทุกครั้งที่แม่ไม่ยอมรับสาย และขอพระเจ้าช่วยให้ฉันยังคงรักแม่

ในที่สุดเราก็กลับมาคืนดีกัน ไม่กี่เดือนต่อมาแม่บอกว่า “ลูกเปลี่ยนแปลงไป แม่คิดว่าแม่พร้อมที่จะฟังเรื่องของพระเยซูแล้ว” หลังจากนั้นไม่นาน แม่ก็ต้อนรับพระเยซู และใช้เวลาที่เหลือในชีวิตในการรักพระเจ้าและผู้อื่น

เช่นเดียวกับชายที่เข้าไปหาพระเยซู ถามว่าทำอย่างไรเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์ แต่ก็กลับออกมาด้วยความโศกเศร้าเพราะไม่อยากพรากจากทรัพย์สมบัติที่มี (มก.10:17-22) ฉันก็ต้องต่อสู้กับความคิดที่ว่าจะต้องสละทุกสิ่งเพื่อติดตามพระองค์

ไม่ง่ายที่จะสละสิ่งของหรือผู้คนที่เราคิดว่าจะพึ่งพาได้มากกว่าพระเจ้า (ข้อ 23-25) แต่สิ่งต่างๆที่เรายอมละทิ้งในโลกนี้ก็ยังมีคุณค่าน้อยกว่าของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ในพระเยซู พระเจ้าที่รักเรายอมสละพระองค์เองเพื่อไถ่คนทั้งปวง พระองค์ห่อหุ้มเราไว้ด้วยสันติสุขและความรักที่อดทนนานและมิอาจประเมินค่าได้

การเปิดเผยที่สมบูรณ์

คนชอบภาพยนตร์คงได้ฟังเสียงไพเราะของเอมิลี่ บลันท์ ดารานำในเรื่อง แมรี่ ป๊อบปิ้นส์กลับมาแล้ว น่าประหลาดที่สามีเธอใช้เวลาถึงสี่ปีหลังแต่งงานกว่าจะพบว่าเธอมีความสามารถในการใช้เสียง ขณะให้สัมภาษณ์ เขาเปิดเผยถึงความประหลาดใจตอนได้ยินเธอร้องเพลงเป็นครั้งแรก และคิดว่า “เมื่อไรคุณถึงจะบอกผมเรื่องนี้”

ในความสัมพันธ์ต่างๆเรามักได้เรียนรู้สิ่งใหม่ บางครั้งก็เหนือความคาดหมาย มีรายละเอียดที่ทำให้ประหลาดใจ ในพระธรรมมาระโก สาวกของพระคริสต์เริ่มต้นด้วยภาพที่ไม่สมบูรณ์ของพระเยซู และพบปัญหาในการเข้าใจว่าพระองค์เป็นใคร ในการเผชิญหน้าบนทะเลสาบกาลิลี พระเยซูได้เปิดเผยพระองค์เองมากขึ้นโดยได้สำแดงฤทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติ

หลังจากเลี้ยงฝูงชนกว่า 5,000 คน พระเยซูทรงส่งสาวกที่ทะเลสาบกาลิลี พวกเขาติดในพายุใหญ่ ก่อนรุ่งสางสาวกตกใจกลัวเมื่อเห็นใครคนหนึ่งเดินมาบนน้ำ เสียงที่แสนคุ้นเคยของพระคริสต์กล่าวถ้อยคำที่เล้าโลมใจ “ทำใจให้ดีไว้เถิด เราเอง อย่ากลัวเลย” (มก.6:50) จากนั้นพระองค์ก็หยุดคลื่นลม เหล่าสาวกเห็นฤทธิ์เดชเช่นนั้นก็ “ประหลาดใจมาก” (ข้อ 51) แม้พวกเขาจะยังคงไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในประสบการณ์ฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ที่เกิดขึ้น

เมื่อเรามีประสบการณ์ในพระเยซูและฤทธิ์อำนาจเหนือพายุแห่งชีวิต เราจะมีภาพของพระองค์ที่สมบูรณ์มากขึ้น แล้วเราจะประหลาดใจ

กำลังในยามทนทุกข์

ปี 1948 ฮาร์แลน โปปอฟศิษยาภิบาลคริสตจักรใต้ดินแห่งหนึ่งถูกพาตัวไปจากบ้านเพื่อ “ถามคำถามนิดหน่อย” สองสัปดาห์ถัดมาเขาถูกสอบสวนอย่างหนักและไม่ได้กินอาหารตลอด 10 วัน เขาจะถูกตีทุกครั้งที่เขาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นสายลับ โปปอฟไม่เพียงรอดจากการทารุณกรรม แต่ยังนำนักโทษคนอื่นมาหาพระเยซู อีก 11 ปีต่อมาเขาได้รับการปล่อยตัวและยังคงเล่าเรื่องราวความเชื่ออย่างต่อเนื่อง สองปีหลังจากนั้นเขาเดินทางออกนอกประเทศ ได้ และได้กลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง เขาใช้เวลาหลายปีหลังจากนั้นในการเทศนาและรวบรวมเงินเพื่อแจกจ่ายพระคัมภีร์ในประเทศที่ปิดกั้นเรื่องความเชื่อ

โปปอฟเป็นเหมือนกับผู้เชื่อในพระเยซูอีกมากมายในทุกยุคที่ถูกข่มเหงเพราะความเชื่อ พระคริสต์ได้ตรัสไว้ก่อนที่จะทรงถูกทรมานจนสิ้นพระชนม์ และเหล่าสาวกจะถูกข่มเหงว่า “บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา” (มธ.5:10) “เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข” (ข้อ 11)

“เป็นสุข” งั้นหรือ พระเยซูหมายถึงอะไร ทรงหมายถึงความครบบริบูรณ์ ความชื่นชมยินดี และการเล้าโลมใจที่เกิดจากความสัมพันธ์กับพระองค์ (ข้อ 4, 8-10) โปปอฟอดทนเพราะเขารู้สึกว่าการทรงสถิตของพระเจ้าประทานกำลังให้กับเขาแม้ในยามทนทุกข์ เมื่อเราเดินกับพระเจ้าไม่ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรเราก็มีสันติสุขในพระองค์ พระเจ้าทรงอยู่กับเรา

ผู้ช่วยให้รอด

คนเรียกเดสมอนว่าเป็น “หนึ่งในผู้กล้าที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่” แต่เขาไม่ได้เป็นเช่นที่คนอื่นคาดไว้ เขาเป็นทหารผู้ปฏิเสธการถือปืน ในฐานะแพทย์เขาช่วยเหลือทหารบาดเจ็บ 75 นายเพียงลำพังจากสมรภูมิรบ รวมถึงคนที่เคยว่าเขาขี้ขลาดและเยาะเย้ยเรื่องความเชื่อ เดสมอนอธิษฐานขณะวิ่งฝ่าดงกระสุนเข้าไป “พระเจ้า โปรดให้ผมช่วยได้อีกหนึ่งคน” เขาได้รับเหรียญกล้าหาญจากวีรกรรมนี้

พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเยซูถูกเข้าใจผิดอย่างมาก คำพยากรณ์ของเศคาริยาห์ (9:9) พูดถึงพระเยซูที่ทรงลาเสด็จเข้าเยรูซาเล็ม มีฝูงชนโบกทางอินทผลัมร้องว่า “โฮซันนา” พวกเขาร้องจากสดุดี 118:26 ว่า “ขอให้พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ” (ยน.12:13) แต่ในข้อต่อมาได้กล่าวถึงการถวายเครื่องบูชา “ด้วยการถือกิ่งไม้” (สดด.118:27) แม้ฝูงชนในยอห์น 12 จะคาดหวังว่ากษัตริย์บนโลกจะปลดปล่อยพวกเขาจากโรม แต่พระเยซูเป็นมากกว่านั้น พระองค์เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์และเป็นเครื่องบูชาแทนเรา คือเป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์ที่ยอมแบกรับกางเขนเพื่อไถ่เราจากบาป ตามที่มีคำพยากรณ์ไว้หลายร้อยปีล่วงหน้า

“ทีแรกพวกสาวกของพระองค์ไม่เข้าใจในเหตุการณ์นั้น” แต่หลังจากนั้น “เขาจึงระลึกได้ว่ามีคำเช่นนั้นเขียนไว้กล่าวถึงพระองค์” (ยน.12:16) ตามที่ปรากฏในพระวจนะ พระประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้านั้นชัดเจนมากขึ้น พระองค์รักเรามากจนส่งพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงฤทธิ์มาช่วยเรา

ความปรารถนาที่ลึกที่สุด

ตอนยังหนุ่ม ดันแคนเคยกลัวว่าจะมีเงินไม่พอ ในช่วงอายุ 20 ต้นๆ เขาจึงมุ่งมั่นในการสร้างอนาคต ดันแคนมีสมบัติมากมายจากการไต่เต้าในบริษัทที่มีชื่อเสียงในซิลิคอนวัลเลย์ เขามีเงินมหาศาลในบัญชี รถสปอร์ตสุดหรู และบ้านมูลค่าหนึ่งล้านดอลลาร์ในแคลิฟอร์เนีย เขามีทุกอย่างที่ปรารถนา แต่ก็ยังไม่มีความสุข “ผมรู้สึกกังวลและไม่พึงใจ” ดันแคนกล่าว “อันที่จริง สมบัติทำให้ชีวิตแย่ลง” เงินมากมายไม่ได้สร้างมิตรภาพ ชุมชน หรือความชื่นชมยินดี และบ่อยครั้งทำให้เขาปวดใจมากกว่า

บางคนทุ่มเทพลังกายในการสั่งสมทรัพย์สมบัติเพื่อทำให้ชีวิตมั่นคง นั่นคือความโง่เขลา “คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน” พระคัมภีร์ยืนยันในเรื่องนี้ (ปญจ. 5:10) บางคนทำงานหนักมาก ดิ้นรนผลักดันตัวเอง เปรียบเทียบสมบัติของตนกับผู้อื่นและทุ่มเทเพื่อบรรลุสถานะทางเศรษฐกิจ แต่แม้จะมีอิสรภาพด้านการเงินตามที่คาดไว้ พวกเขาก็ยังรู้สึกไม่พึงใจ ไม่เพียงพอ เหมือนกับที่ผู้เขียนปัญญาจารย์ได้กล่าวไว้ “นี่ก็อนิจจังด้วย” (ข้อ 10)

ความจริงคือ การมุ่งสู่ความสำเร็จโดยไม่มีพระเจ้าก็ไม่มีประโยชน์อันใด แม้พระคัมภีร์จะเรียกเราให้ทำงานหนักและใช้ของประทานเพื่อประโยชน์ของโลกนี้ แต่เราไม่มีวันสะสมได้มากพอที่จะเติมเต็มความปรารถนาที่ลึกที่สุดของเราได้ พระเยซูเท่านั้นที่ประทานชีวิตที่แท้จริงและครบบริบูรณ์ (ยน.10:10) คือชีวิตบนพื้นฐานความรักของพระองค์นั้นก็เพียงพออย่างแท้จริง

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา