การทดลองที่มีประโยชน์
โธมัส อา เคมปิส นักบวชสมัยศตวรรษที่ 15 ได้บอกเล่ามุมมองเรื่องการทดลองไว้อย่างน่าแปลกใจในหนังสือยอดนิยม เลียนแบบพระคริสต์ แทนที่จะเน้นเรื่องความเจ็บปวดและความยากลำบากที่อาจต้องเจอ ท่านเขียนว่า “[การทดลอง]มีประโยชน์เพราะทำให้เราถ่อมใจ ชำระและสอนเรา” เคมปิสอธิบายว่า “กุญแจสู่ชัยชนะคือการถ่อมใจและอดทนอย่างแท้จริง เช่นนี้เราจึงเอาชนะศัตรูได้”
ลูกของพ่อ
พวกเขาก้มดูรูปที่ซีดจางแล้วเงยหน้ามองผม แล้วก็มองพ่อของผม หันกลับมามองผม แล้วก็หันไปมองพ่อ ตาพวกเขาโตเป็นไข่ห่าน “พ่อครับ พ่อเหมือนคุณปู่ตอนหนุ่มๆเลย” พ่อกับผมอมยิ้มเพราะพวกเรารู้มานานแล้ว แต่ลูกๆของผมเพิ่งสังเกตเห็น แม้พ่อกับผมจะเป็นคนละคนกัน แต่การได้เห็นผมก็เหมือนได้เห็นพ่อตอนยังหนุ่มที่ผอมสูง ผมดำ จมูกโด่งและหูค่อนข้างใหญ่ ผมไม่ใช่พ่อ แต่ผมเป็นลูกพ่อไม่ผิดแน่
การรวมตัวศักดิ์สิทธิ์
กลุ่มเพื่อนของเรากลับมารวมตัวกันในวันหยุดยาวริมทะเลสาบอันงดงาม กลางวันเราเล่นน้ำและรับประทานอาหารกัน แต่ฉันชอบบทสนทนายามค่ำมากที่สุด เมื่อฟ้าเริ่มมืด ใจของเราก็เริ่มเปิดออกต่อกันและกันอย่างลึกซึ้งและไม่ปิดบัง เราแบ่งปันความเจ็บปวดเรื่องชีวิตแต่งงานที่สั่นคลอนและผลกระทบของเหตุการณ์รุนแรงที่ลูกของเรากำลังประสบ เราพากันชี้ไปที่พระเจ้าและความสัตย์ซื่อของพระองค์ในท่ามกลางความยากลำบากร้ายแรงโดยไม่กลบเกลื่อนความเป็นจริงอันปวดร้าว คืนเหล่านั้นเป็นหนึ่งในบรรดาค่ำคืนอันศักดิ์สิทธิ์ของฉัน
ถูกเลือกที่จะให้อภัย
สมัยเรียนมัธยมต้น เป็นครั้งแรกที่แพทริค ไอร์แลนด์รู้สึกว่าพระเจ้าเลือกเขาให้ทำบางสิ่งแต่ไม่รู้ว่าอะไร ต่อมาเมื่อเขาเป็นผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่ที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ (รัฐโคโรลาโด) ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 13 คนและบาดเจ็บอีก 24 คนรวมทั้งแพทริค เขาก็เริ่มเข้าใจคำตอบ
ต้องการการทรงนำ
สำหรับนักวิชาการเคนเน็ธ เบลี่ย์นั้นคุณลุงซากิเป็นมากกว่าเพื่อน ท่านเป็นไกด์ที่ไว้วางใจได้ในการเดินทางฝ่าทะเลทรายซาฮาร่าอันกว้างใหญ่ เบลี่ย์บอกว่าการที่เขาและทีมติดตามลุงซากินั้นแสดงถึงความเชื่อใจโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ พวกเขายอมรับว่า “เราไม่รู้ทางไปสู่ที่ที่เรากำลังไป และถ้าคุณพาหลง พวกเราทุกคนก็ตาย เราเชื่อใจการนำของคุณเต็มที่”
ใจเย็นๆ
ผมกับพ่อเคยโค่นต้นไม้และตัดเป็นท่อนด้วยเลื่อยที่ต้องใช้สองคนตัด ผมยังหนุ่มและมีกำลังจึงพยายามออกแรงในการเลื่อย “ใจเย็นๆ” พ่อผมบอก “ให้เลื่อยทำงานของมัน”
ผมนึกถึงคำพูดของเปาโล “เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน” (ฟป.2:13) ใจเย็นๆให้พระองค์ทรงกระทำกิจในการเปลี่ยนเรา
ซี.เอส.ลูอิสบอกว่า การเติบโตเป็นมากกว่าแค่การอ่านสิ่งที่พระคริสต์ตรัสแล้วทำตาม ท่านอธิบายว่า “พระคริสต์...กำลังทำบางสิ่งกับคุณ ...ค่อยๆเปลี่ยนคุณอย่างถาวรให้เป็น...พระคริสต์น้อยๆคนใหม่ เป็นผู้ที่...ได้รับกำลัง ความชื่นชมยินดี ความรู้และชีวิตนิรันดร์จากพระองค์”
พระเจ้ากำลังทำสิ่งนั้นในวันนี้ จงนั่งแทบพระบาทแล้วรับเอาสิ่งที่พระเยซูตรัส จงอธิษฐาน “จงรักษาตัวไว้ให้ดำรงในความรักของพระเจ้า” (ยด.1:21) ระลึกเสมอว่าคุณเป็นของพระองค์ พักสงบในความไว้วางใจว่า พระองค์กำลังเปลี่ยนแปลงคุณ
คุณอาจถามว่า “เราไม่ควรหิวกระหายความชอบธรรมหรือ” ลองนึกภาพเด็กน้อยที่พยายามจะหยิบของขวัญที่วางบนชั้นสูงๆ ด้วยดวงตาเป็นประกาย พ่อของเขารับรู้ถึงความปรารถนานั้น และหยิบของขวัญลงมาให้เขา
งานเป็นของพระเจ้า ความชื่นชมยินดีเป็นของเรา ใจเย็นๆ วันหนึ่งเราจะไปถึงที่นั่น
ทำอะไรก็ได้
ไม่นานมานี้มีภาพยนตร์ที่มีผู้อ้างตัวว่าเป็น “อัจฉริยะ” คุยโวหน้ากล้องถึง “ความสยดสยอง ชั่วร้าย โง่เขลา และอัตคัด” ของโลก เขาประกาศว่าชีวิตไม่มีพระเจ้าและไร้สาระ ความคิดเช่นนี้ไม่ผิดปกติในบทภาพยนตร์สมัยใหม่ แต่ว่ามันนำไปสู่อะไร ในตอนท้ายตัวเอกหันมาหาผู้ชมและอ้อนวอนให้เราทำอะไรก็ได้เพื่อจะพบความสุขสักเล็กน้อย ซึ่งสำหรับเขายังรวมถึงการทิ้งศีลธรรมไว้เบื้องหลังด้วย
แต่การ “ทำอะไรก็ได้” จะได้ผลหรือ ผู้เขียนปัญญาจารย์ ซึ่งเผชิญความผิดหวังในชีวิตได้ลองทำนานมาแล้ว ท่านแสวงหาความสุขจากความสนุกสนาน (ปญจ.2:1,10) ทำการใหญ่โต (ข้อ 4-6) ร่ำรวย (ข้อ 7-9) และวิเคราะห์ปรัชญา (ข้อ 12-16) ผลคือ “สารพัดก็อนิจจังคือกินลมกินแล้ง” (ข้อ 17) ไม่มีสิ่งใดที่ช่วยให้พ้นความตาย หายนะ หรือความอยุติธรรม (5:13-17)
มีเพียงสิ่งเดียวที่นำผู้เขียนปัญญาจารย์ออกมาจากความสิ้นหวัง ภายใต้การทดลองในชีวิต เราจะพบความอิ่มใจเมื่อพระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตและการทำงานของเรา “ด้วยถ้าไม่อาศัยพระองค์แล้วใครจะกินได้เล่า หรือใครจะมีความชื่นบานได้” (2:25) อาจมีเวลาที่ชีวิตรู้สึกไร้ค่า “จงระลึกถึงพระผู้เนรมิตสร้างของเจ้า” (12:1) อย่าเหนื่อยเปล่าโดยการพยายามหาทางออกในชีวิต แต่ “จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติของพระองค์” (ข้อ 13)
หากไม่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง ความสุขและความเศร้าในชีวิตจะนำเราไปสู่ความผิดหวังเท่านั้น
ผู้สร้างดวงจันทร์
หลังจากนักบินอวกาศจอดยานอีเกิลที่ทะเลแห่งความสงบบนดวงจันทร์ นีล อาร์มสตรองกล่าวว่า “นี่เป็นก้าวเล็กๆของชายคนหนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่เดินบนดวงจันทร์ นักท่องอวกาศหลายคนตามมา รวมทั้งผู้บัญชาการภารกิจอะพอลโลครั้งสุดท้าย จีน เคอร์แนน “ผมเคยอยู่ตรงนั้นและคุณกำลังอยู่ที่นั่น โลกที่กำลังเคลื่อนไหว ยิ่งใหญ่ และผมรู้สึกว่า...มันงดงามเกินกว่าจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ” เขากล่าว “จะต้องมีใครที่ยิ่งใหญ่กว่าคุณและผม” แม้จะมองจากมุมพิเศษในห้วงอวกาศ แต่คนเหล่านี้รู้ว่าพวกเขาช่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่ของจักรวาล
เยเรมีย์ก็พิจารณาความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากที่ทรงเป็นพระผู้สร้างผู้ค้ำจุนโลกและสิ่งทั้งปวง องค์ผู้สร้างสัญญาว่าจะสำแดงพระองค์ให้รู้จักเมื่อทรงมอบความรัก การอภัย และความหวังแก่คนของพระองค์ (ยรม.31:33-34) เยเรมีย์ยืนยันความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าว่าทรงเป็นผู้ “ให้ดวงอาทิตย์เป็นสว่างกลางวัน และทรงให้ระเบียบตายตัวของดวงจันทร์ และทรงให้บรรดาดวงดาวเป็นสว่างกลางคืน” (ข้อ 35) พระผู้สร้างและองค์ผู้ทรงฤทธิ์ของเราจะครอบครองเหนือทุกสิ่ง อย่างที่ทรงไถ่ประชากรของพระองค์ทุกคน (ข้อ 36-37)
เราไม่อาจสำรวจความกว้างใหญ่อันไร้ขอบเขตของสวรรค์หรือความลึกของรากฐานแห่งโลกได้หมด แต่เราสามารถยืนด้วยความยำเกรงต่อความซับซ้อนของจักรวาล และวางใจในพระผู้สร้างดวงจันทร์และสรรพสิ่ง
ตวงอย่างดี
วันหนึ่งในปั๊มน้ำมัน สเตซี่พบผู้หญิงซึ่งลืมบัตรเครดิตไว้ที่บ้าน เธอมีลูกน้อยมาด้วยและกำลังขอความช่วยเหลือจากคนที่ผ่านไปมา แม้ตอนนั้นสเตซี่จะตกงาน แต่เธอก็จ่ายเงินราว 500 บาทเพื่อเติมน้ำมันให้คนแปลกหน้า วันต่อมา เมื่อสเตซี่กลับมาบ้านก็พบตะกร้าของขวัญที่มีของเล่นเด็ก และของขวัญ อื่นๆรอเธออยู่ที่ระเบียง เพื่อนของคนแปลกหน้าได้ตอบแทนความใจดีของสเตซี่ และเปลี่ยนน้ำใจ 500 บาท ให้กลายเป็นคริสตมาสที่น่าจดจำสำหรับครอบครัวของเธอ
เรื่องราวน่าประทับใจนี้แสดงตัวอย่างที่พระเยซูทรงสอนเมื่อพระองค์ตรัสว่า “จงให้เขา และท่านจะได้รับด้วย และในตักของท่านจะได้รับตวงด้วยทะนานถ้วนยัดสั่นแน่นพูนล้นใส่ให้ เพราะว่าท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น” (ลก.6:38)
เราอาจถูกทดลอง หากฟังแล้วเรากลับจดจ่ออยู่กับสิ่งที่จะได้รับตอบแทนจากการให้นั้น การทำเช่นนั้นทำให้พลาดประเด็นสำคัญไป พระเยซูตรัสก่อนหน้านั้นว่า “จงรักศัตรูของท่านทั้งหลาย และทำการดีต่อเขา จงให้เขายืมโดยไม่หวังที่จะได้คืนอีก บำเหน็จของท่านทั้งหลายจึงจะมีบริบูรณ์ และท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด เพราะว่าพระองค์ยังทรงโปรดแก่คนอกตัญญูและคนชั่ว” (ข้อ 35)
เราไม่ได้ให้เพื่อจะได้รับ เราให้เพราะพระเจ้าทรงพอพระทัยในความมีน้ำใจของเรา ความรักที่เรามีต่อผู้อื่นสะท้อนถึงพระทัยอันเปี่ยมด้วยรักของพระองค์ที่มีต่อเรา