ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย David H. Roper

น้ำพระทัยของพระเจ้า

บางครั้งการทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าก็เป็นเรื่องยาก พระองค์ทรงขอให้เราทำสิ่งที่ถูกต้อง ทรงเรียกเราให้อดทนต่อความยากลำบากโดยไม่บ่น รักคนที่ไม่น่ารัก ไวต่อเสียงภายในตัวเราที่บอกว่า ห้ามทำ ให้เราทำในสิ่งที่เรามักไม่อยากทำ เราจึงต้องบอกแก่จิตใจของเราทั้งวันว่า “จิตใจเอ๋ย จงฟัง จงนิ่งเสียแล้วทำสิ่งที่พระเยซูทรงบอกให้ทำ”

“จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยท่าพระเจ้าแต่องค์เดียว” (สดด.62:1) “จิตใจของข้าพเจ้าสงบคอยท่าพระเจ้าแต่องค์เดียว” (62:5) สองข้อนี้คล้ายกันแต่ก็มีความแตกต่าง ดาวิดพูดถึงบางสิ่งเกี่ยวกับจิตใจของท่าน แล้วพูดบางสิ่งกับจิตใจของท่าน “สงบคอยท่า” ในข้อ 2 บ่งบอกถึงการตัดสินใจในสภาวะของจิตใจที่สงบ คำนี้ในข้อ 5 คือการที่ดาวิดปลุกเร้าจิตใจท่านให้ระลึกถึงการตัดสินใจนั้น

ดาวิดตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบ ยอมจำนนต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า นี่คือการทรงเรียกของเราด้วยและเราถูกสร้างมาเพื่อการนี้ เราจะพบสันติสุขเมื่อยอมรับว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” (ลก.22:42) นี่คือการทรงเรียกสูงสุดอย่างแรกเมื่อเราให้พระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นแหล่งแห่งความยินดีในส่วนลึกที่สุดของเรา “ข้าพระองค์ปีติยินดีที่กระทำตามน้ำพระทัยพระองค์” ผู้เขียนสดุดีกล่าว (สดด.40:8)

แน่นอนว่าเราจะต้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอยู่เสมอ เพราะ “ความหวังของข้าพเจ้ามาจากพระองค์” (62:5) เมื่อเราทูลขอความช่วยเหลือ พระองค์ทรงประทานให้ พระเจ้าไม่เคยขอให้เราทำสิ่งที่พระองค์จะไม่ทำหรือทำไม่ได้

กลิ่นหอมของพระคริสต์

ผมรู้จักเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ใกล้เมืองโลมีต้า รัฐเท็กซัส หลานชายสองคนของเขาเป็นเพื่อนสนิทผม พวกเราจะตามเขาไปทั่วเวลาที่เขาเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของและพูดคุยกับคนรู้จัก เขารู้จักชื่อของทุกคนและรู้เรื่องราวของคนเหล่านั้น โดยจะหยุดคุยกับคนโน้นทีคนนี้ทีถามถึงลูกที่ป่วยหรือปัญหาชีวิตแต่งงาน และจะให้คำหนุนใจสั้นๆ เขาจะแบ่งปันข้อพระคัมภีร์และอธิษฐานเผื่อหากดูแล้วว่าเหมาะสม ผมจะไม่มีวันลืมชายผู้นี้เลย เขาเป็นคนที่พิเศษมาก เขาไม่เคยบังคับให้ใครเชื่อตามเขา แต่ดูเหมือนผู้คนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างในตัวเขาเสมอ

ชายชราเจ้าของฟาร์มมีสิ่งที่เปาโลเรียกว่า “กลิ่นอันหอมหวาน” ของพระคริสต์ (2 คร.2:15) พระเจ้าทรงใช้เขาโดย “ประทานกลิ่นหอมแห่งความรู้ของพระองค์ให้ปรากฏ” (ข้อ 14) ตอนนี้เขาไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว แต่กลิ่นหอมของเขายังคงหลงเหลืออยู่ในโลมีต้า

ซี.เอส.ลูอิสเขียนไว้ว่า “ไม่มีใครเป็นคนธรรมดา คุณไม่เคยพูดคุยกับมนุษย์ธรรมดา” พูดอีกอย่างได้ว่า การคบหากันของมนุษย์ล้วนมีผลอันเป็นนิรันดร์ ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคนรอบตัวเรา ผ่านการค่อยๆเป็นพยานด้วยชีวิตที่สัตย์ซื่อและอ่อนสุภาพ หรือด้วยถ้อยคำหนุนใจแก่ผู้ที่โรยแรง จงอย่าดูถูกชีวิตแบบพระคริสต์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น

คริสเตียนแท้

หลายปีก่อนผมสมัครงานกับองค์กรคริสเตียนแห่งหนึ่ง และได้รับทราบถึงรายการของกฎระเบียบข้อห้ามเกี่ยวกับการใช้แอลกอฮอล์ ยาสูบ และความบันเทิงบางประเภท “เราคาดหวังพฤติกรรมแบบคริสเตียนจากพนักงานของเรา” นั่นคือคำอธิบาย ผมควรจะเห็นด้วยกับรายการนี้เพราะผมไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับความเชื่อที่ผมมี แต่ด้านที่ชอบโต้แย้งของผมคิดว่า ทำไมพวกเขาไม่มีกฎห้ามหยิ่งผยอง เย็นชา หยาบคาย เพิกเฉยฝ่ายวิญญาณ และชอบจับผิด สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงเลย

การติดตามพระเยซูไม่สามารถกำหนดได้ด้วยกฎเกณฑ์ เพราะเป็นคุณภาพชีวิตที่ละเอียดอ่อนซึ่งยากที่จะบอกด้วยปริมาณมากน้อย แต่สามารถบรรยายได้ดีที่สุดด้วยคำว่า “งดงาม”

คำเทศนาเรื่องผู้เป็นสุขในมัทธิว 5:3-10 สรุปความงดงามนั้นว่า ผู้ที่ดำรงอยู่และพึ่งพาพระวิญญาณของพระเยซูคือผู้ที่มีใจถ่อมและไม่อวดตัว พวกเขาเข้าใจในความทุกข์ของผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง พวกเขาสุภาพและมีใจกรุณา พวกเขาแสวงหาความดีในตัวเองและผู้อื่น พวกเขามีเมตตาต่อผู้ที่ทนทุกข์และล้มเหลว พวกเขามุ่งมั่นจดจ่อที่พระเยซูผู้เดียว พวกเขามีสันติสุขและส่งต่อสันติภาพเป็นมรดก พวกเขาทำดีต่อผู้ที่ข่มเหงพวกเขา โดยตอบแทนความชั่วด้วยความดี และพวกเขาคือ ผู้เป็นสุข คำนี้มีความหมายที่เล็งถึง “ความสุข” อันลึกซึ้งที่สุด

ชีวิตเช่นนี้จะดึงดูดความสนใจของผู้อื่นและจะเป็นชีวิตของผู้ที่มาหาพระเยซูและทูลขอต่อพระองค์

ความปรารถนาอันแรงกล้าในชีวิตคุณ

เย็นวันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ผมและภรรยาพร้อมด้วยเพื่อนอีกสองคนเดินตามเส้นทางเพื่อลงจากเขา เส้นทางนั้นแคบและคดเคี้ยวไปตามเขาที่ลาดชันซึ่งด้านหนึ่งเป็นเหวลึก อีกด้านหนึ่งเป็นผนังหินที่ไม่สามารถปีนได้

เมื่อพวกเราเดินมาถึงทางโค้ง ผมเห็นหมีตัวใหญ่กำลังเดินสะบัดหัวไปมาพร้อมกับส่งเสียงคำรามเบาๆอย่างฉุนเฉียว พวกเราอยู่ใต้ลมทำให้มันไม่รู้ถึงการมาของเรา แต่มันคงจะรู้ในไม่ช้า

เพื่อนของเราเริ่มควานหากล้องในเสื้อแจ็คเก็ตของเธอ “โอ้ ฉันต้องถ่ายรูปมัน!” เธอพูด ด้วยความไม่สบายใจกับเรื่องไม่คาดคิด ผมพูดว่า “ไม่ เราต้องรีบออกไปจากที่นี่” พวกเราจึงถอยกลับอย่างเงียบเชียบจนพ้นสายตา และเริ่มวิ่ง

นั่นคือสิ่งที่เราควรรู้สึกเกี่ยวกับอันตรายจากความปรารถนาที่อยากจะร่ำรวย เงินทองไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย มันเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อการแลกเปลี่ยน แต่ผู้ที่ ปรารถนาจะร่ำรวยนั้น เปาโลบอกว่าเขาจะ “ตกอยู่ในข่ายของความเย้ายวนและติดบ่วงแร้วและในความปรารถนานานาที่ไร้ความคิดและเป็นภัยแก่ตัว ซึ่งทำให้คนเราต้องถึงความพินาศเสื่อมสูญไป” (1 ทธ.6:9) ทรัพย์สมบัติเป็นเพียงตัวกระตุ้นให้เราอยากได้อยากมีมากขึ้น

ในทางกลับกันเราควรจะ “มุ่งมั่นในความชอบธรรม ในทางของพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความอดทน และความอ่อนสุภาพ” (ข้อ 11) คุณลักษณะเหล่านี้จะเติบโตขึ้นในตัวเราเมื่อเราแสวงหาและทูลขอพระเจ้าให้ทรงสร้างคุณลักษณะเหล่านี้ในตัวเรา นี่คือวิธีที่เราจะรักษาความอิ่มเอมใจซึ่งได้จากการแสวงหาพระเจ้าเอาไว้ได้

พาเข้าไปข้างใน

เจ้าสุนัขแก่ของผมนั่งอยู่ข้างๆ และทอดสายตาอย่างเลื่อนลอยเหมือนกำลังใช้ความคิด สิ่งหนึ่งที่ผมรู้คือมันไม่ได้คิดถึงเรื่องความตาย เพราะสุนัขไม่ “เข้าใจ” พวกมันไม่คิดถึงอนาคตแต่เราคิด ไม่ว่าเราจะมีอายุ สุขภาพ หรือความมั่งคั่งมากแค่ไหน เราจะมีจุดหนึ่งที่คิดถึงความตาย นั่นเป็นเพราะเราต่างจากสัตว์ตรงที่เรามีความ “เข้าใจ” ตามที่สดุดี 49:20 กล่าวไว้ เรารู้ว่าทุกคนต้องตายและไม่มีใครหนีมันพ้น “ไม่มีคนใดไถ่พี่น้องของตนได้ หรือถวายค่าไถ่ตัวเขาแด่พระเจ้า” (ข้อ 7) ไม่มีใครมีเงินมากพอที่จะไถ่ตัวเองจากหลุมศพได้

แต่มีทางออกสำหรับจุดจบของความตาย ผู้เขียนสดุดียืนยันว่า “แต่แน่ทีเดียว พระเจ้าจะทรงไถ่ชีวิตข้าพเจ้าจากเงื้อมมือของแดนคนตาย เพราะพระองค์จะทรงรับข้าพเจ้าไว้” (ข้อ 15 แปลตามตัวอักษรได้ว่า “พระองค์จะพาข้าพเจ้าเข้าไปข้างใน”) โรเบิร์ต ฟรอสต์กล่าวว่า “บ้านคือสถานที่ที่เมื่อคุณต้องไป พวกเขาจะต้องพาคุณเข้าไป” พระเจ้าทรงไถ่เราให้พ้นจากความตายโดยทางพระบุตรของพระองค์ “ผู้ประทานพระองค์เองเป็นค่าไถ่สำหรับทุกคน” (1 ทธ.2:6) ดังนั้น พระเยซูจึงสัญญาว่า เมื่อเวลาของเรามาถึง พระองค์จะต้อนรับและพาเราเข้าไปในบ้าน (ยน.14:3)

เมื่อเวลาของผมมาถึง พระเยซูผู้ทรงจ่ายราคาชีวิตของผม จะต้อนรับผมสู่บ้านของพระบิดาด้วยอ้อมแขนที่เปิดกว้าง

ใส่ใจเรื่องของตัวเอง

หลายปีก่อนขณะที่ฉันและจอร์ชลูกชายเดินขึ้นเขา เราเห็นฝุ่นลอยคลุ้งในอากาศ พวกเราจึงเดินย่องเข้าไปใกล้และเห็นตัวแบดเจอร์กำลังวุ่นอยู่กับการขุดดินให้เป็นโพรงหัวและไหล่ของมันอยู่ในรู กำลังขุดดินอย่างแข็งขันด้วยเท้าหน้าและเตะดินออกจากรูด้วยขาหลัง มันหมกมุ่นในงานมากจนไม่ได้ยิน
เรา

ฉันอดไม่ได้ที่จะใช้กิ่งไม้ยาวที่วางอยู่ใกล้ๆแหย่มัน ฉันไม่ได้ทำให้มันเจ็บเลย แต่มันกระโดดตัวลอยและหันมาทางเรา ฉันและจอร์ชจึงได้สร้างสถิติโลกของการวิ่งร้อยเมตรขึ้นใหม่

ฉันได้เรียนรู้จากความหุนหันของตัวเองว่า บางครั้งเราไม่ควรเที่ยวไปยุ่งเรื่องของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์กับผู้เชื่อในพระคริสต์อัครสาวกเปาโลหนุนใจให้ชาวเธสะโลนิกา “ตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำการงานด้วยมือของตนเอง” (1 ธส.4:11) เรามีหน้าที่อธิษฐานเผื่อผู้อื่นและแสวงหาเพื่อจะแบ่งปันพระวจนะโดยพระคุณของพระเจ้า และบางครั้งเราอาจได้รับการทรงเรียกให้เตือนสติกันอย่างอ่อนโยน แต่การเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบและไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะกลายเป็นตัวอย่างต่อคนเหล่านั้นที่ยังอยู่นอกครอบครัวของพระเจ้า (ข้อ 12) การทรงเรียกของเราคือ ”ให้รักกันและกัน” (ข้อ 9)

องค์มหัศจรรย์

ในเรื่อง พ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ โดโรธี หุ่นไล่กา หุ่นกระป๋อง และสิงโตขี้ขลาด กลับสู่ออซด้วยไม้กวาดวิเศษของแม่มดชั่วร้ายแห่งตะวันตก พ่อมดสัญญาว่าจะตอบแทนที่นำไม้กวาดมาให้ด้วยการทำให้ความปรารถนาสูงสุดของทั้งสี่เป็นจริง คือโดโรธีจะได้กลับบ้าน หุ่นไล่กาได้สมอง หุ่นกระป๋องได้หัวใจ และสิงโตขี้ขลาดได้ความกล้าหาญ แต่พ่อมดกลับนิ่งเฉยแล้วบอกให้พวกเขากลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น

ขณะที่พวกเขาอ้อนวอนต่อพ่อมด โตโต้สุนัขของโดโรธีดึงผ้าม่านออกเผยให้เห็นพ่อมดที่กำลังพูดอยู่ พ่อมดกลับไม่ใช่พ่อมด แต่เป็นชายขี้กลัวและหัวเสียจากเนบราสก้า

ว่ากันว่า แอล. แฟรงก์ บอม ผู้เขียนมีปัญหารุนแรงกับพระเจ้า จึงต้องการส่งข้อความว่า มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่สามารถแก้ไขปัญหาของเราเอง

ในทางตรงกันข้าม อัครทูตยอห์นดึงผ้าคลุมเพื่อเผยให้เห็นองค์ผู้ทรงมหัศจรรย์เที่ยงแท้ที่อยู่หลัง “ม่าน” ยอห์นหาคำมาบรรยายไม่ถูก (สังเกตจากการใช้คำว่า ดูเหมือน ซ้ำๆ) แต่ประเด็นนั้นชัดเจนคือ พระเจ้าทรงประทับบนพระที่นั่ง ล้อมรอบไปด้วยทะเลแก้วผลึก (วว.4:2, 6) ท่ามกลางปัญหาที่รุมล้อมเราในโลก (บทที่ 2-3) พระเจ้าไม่ได้ทรงวิตกแล้วเดินกัดเล็บวนไปวนมา พระองค์ทรงกระทำกิจอย่างกระตือรือร้นเพื่อเรา เราจึงพบสันติสุขในพระองค์

ฝากผลลัพธ์ไว้กับพระเจ้า

หลายปีก่อนผมได้รับเชิญให้พูดกับกลุ่มผู้อาศัยในบ้านพักของมหาวิทยาลัย พวกเขาขึ้นชื่อว่าชอบโวยวาย ผมจึงพาเพื่อนไปคอยช่วย พวกเขากำลังอยู่ในอารมณ์เฉลิมฉลองเพราะเพิ่งได้ชัยชนะในการแข่งฟุตบอล ในช่วงอาหารเย็นความวุ่นวายก็ปะทุขึ้น ในที่สุดประธานของบ้านประกาศว่า “มีผู้ชายสองคนมาที่นี่เพื่อพูดเรื่องของพระเจ้า”

ผมลุกขึ้นด้วยขาที่สั่นระริกและเริ่มบอกพวกเขาถึงความรักของพระเจ้า และห้องก็เริ่มสงบลง ทุกคนฟังด้วยใจจดจ่อ ตามมาด้วยคำถามอย่างกระตือรือร้นและตรงไปตรงมา หลังจากนั้นเราได้เริ่มกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ที่นั่น และหลายปีต่อมาหลายคนได้รับความรอดในพระเยซู

ผมรำลึกถึงหลายๆวันที่คล้ายกันนั้นที่ผม “ได้เห็นซาตานตกจากฟ้าเหมือนฟ้าแลบ” (ข้อ 18) แต่ก็มีอีกหลายวันที่ผมเป็นคนตกเสียเอง ล้มหน้าคว่ำ

ลูกาบทที่ 10 เล่าถึงสาวกที่กลับจากการทำพันธกิจและรายงานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ มีหลายคนถูกนำเข้าสู่อาณาจักร ผีถูกขับออก และผู้คนได้รับการรักษา สาวกหัวใจพองฟู พระเยซูตรัสตอบว่า “เราได้เห็นซาตานตกจากฟ้าเหมือนฟ้าแลบ” จากนั้นทรงเตือนว่า “แต่ว่าอย่าเปรมปรีดิ์ในสิ่งนี้ คือที่พวกผีอยู่ใต้บังคับของพวกท่าน แต่จงเปรมปรีดิ์เพราะชื่อของท่านจดไว้ในสวรรค์” (ข้อ 20)

เรายินดีในความสำเร็จ แต่อาจรู้สึกสิ้นหวังเมื่อดูเหมือนว่าเราล้มเหลว จงทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำต่อไป และฝากผลลัพธ์ไว้กับพระองค์ พระองค์ทรงมีชื่อของคุณอยู่ในหนังสือของพระองค์!

เราสำคัญอะไร

ผมติดต่อกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่จริงจังกับความเชื่อมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ครั้งหนึ่งเขาเขียนมาว่า “เราเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวขี้ผงเล็กๆในประวัติศาสตร์เท่านั้น เราสำคัญอะไร”

โมเสสผู้พยากรณ์ของอิสราเอลเห็นด้วยว่า “ช่วงชีวิตนั้น...ไม่ช้าก็สูญไปและข้าพระองค์ก็จากไป” (สดด.90:10) เวลาอันแสนสั้นของชีวิตทำให้เรากังวลและสงสัยว่าเราสำคัญอะไร

เราสำคัญแน่นอน เพราะพระเจ้าผู้สร้างเราทรงรักเราอย่างลึกซึ้งและตลอดไป ในบทกลอนนี้โมเสสอธิษฐานว่า “ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่ม...ด้วยความรักมั่นคงของพระองค์” (ข้อ 14) เราสำคัญเพราะเรามีค่าสำหรับพระองค์

และเราสำคัญเพราะเราสามารถแสดงความรักของพระเจ้าให้กับผู้อื่น แม้ชีวิตนั้นแสนสั้นแต่ก็มีความหมายหากเราทิ้งมรดกแห่งความรักของพระเจ้าไว้ เราไม่ได้อยู่ในโลกเพื่อหาเงินและใช้ชีวิตเกษียณอย่างหรูหรา แต่เพื่อ “สำแดงพระเจ้า” ต่อผู้อื่นด้วยการแสดงความรักของพระองค์

และท้ายที่สุดแล้ว แม้ชีวิตในโลกจะเป็นสิ่งชั่วคราว แต่เราถูกสร้างมาเพื่อนิรันดร์กาล เพราะพระเยซูทรงฟื้นจากความตาย เราจึงจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป นี่คือความหมายของโมเสสเมื่อท่านย้ำว่า พระเจ้าจะ “ให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่มในเวลาเช้าด้วยความรักมั่นคงของพระองค์” ใน “เวลาเช้า” นั้น เราจะเป็นขึ้นมาและมีชีวิตอยู่เพื่อรักและเพื่อถูกรักตลอดไป และถ้าสิ่งนี้ไม่มีความหมาย ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรที่มีความหมายอีกแล้ว

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา