ภาษาแห่งกางเขน
ศิษยาภิบาลทิม เคลเลอร์กล่าวไว้ว่า “ไม่มีใครเรียนรู้จักตัวเองได้จากคำบอกเล่า แต่จากการแสดงให้เห็น” อีกนัยหนึ่งก็คือการปฏิบัติตามสุภาษิตที่ว่า “การกระทำเสียงดังกว่าคำพูด” คู่สมรสแสดงความชื่นชมอีกฝ่ายด้วยการรับฟังและความรัก พ่อแม่แสดงให้ลูกๆเห็นว่าพวกเขามีคุณค่าด้วยการดูแลด้วยความรัก โค้ชแสดงให้นักกีฬาเห็นว่าพวกเขามีความสามารถด้วยการทุ่มเทเพื่อพัฒนาการของพวกเขา และอื่นๆอีกมากมาย เช่นเดียวกัน การกระทำที่ต่างไปจากนี้ก็สื่อให้ผู้อื่นเห็นสิ่งที่น่าเจ็บปวดและสื่อสารข้อความที่เป็นแง่ลบ
ในบรรดาข้อความที่สื่อสารออกมาโดยการกระทำทั้งหมดในจักรวาลนี้ มีข้อความหนึ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อเราอยากเห็นว่าเราเป็นใครในสายพระเนตรพระเจ้า เราไม่จำเป็นต้องมองไปไกลเกินกว่าสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำบนกางเขน เปาโลเขียนในโรม 5:8 ว่า “พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” ไม้กางเขนสำแดงให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงรักยิ่งจนทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาเพื่อเรา (ยน.3:16)
ในท่ามกลางข้อความที่ผสมปนเปและการกระทำอันน่าสับสนของมนุษย์ที่แตกสลายในโลกที่ไม่สมบูรณ์นี้ ข้อความจากพระทัยของพระเจ้านั้นดังชัดเจน คุณเป็นใครหรือ คุณเป็นคนที่พระเจ้าทรงรักมากจนส่งพระบุตรของพระองค์มาเพื่อช่วยให้รอด ให้พิจารณาถึงราคาที่พระองค์ทรงจ่ายเพื่อคุณและความจริงอันน่ามหัศจรรย์ที่ว่า สำหรับพระองค์แล้วคุณคือคนที่มีค่าคู่ควร
อิ่มเอมใจ
ครอบครัวชาวฟิลิปปินส์มักฉลองโอกาสพิเศษเช่นวันเกิด งานแต่ง เทศกาลเมืองและคริสต์มาสอย่างใหญ่โต สมาชิกในครอบครัวจะนั่งรอบโต๊ะที่พรั่งพร้อมไปด้วยอาหารมากมาย พวกเขาแลกเปลี่ยนเรื่องราวในครอบครัว หัวเราะกับเรื่องตลกในอดีต และหลังจากที่ทุกคนอิ่มแล้วก็จะเริ่มร้องเพลงวีดีโอเกะ หรือที่รู้จักกันว่าคาราโอเกะ สำหรับชาวฟิลิปปินส์ การได้รับประทานและร้องเพลงทำให้อิ่มเอมใจอย่างยิ่ง!
ดาวิดเขียนในสดุดี 63 ว่าพระองค์อิ่มเอมด้วยอาหารชั้นเยี่ยม ลองคิดภาพอาหารที่จัดถวายให้กษัตริย์อย่างดาวิดทุกมื้อ! แต่ดาวิดไม่ได้อยู่ในวังอันสุขสบายเมื่อเขียนสดุดีตอนนี้ พระองค์อยู่ในถิ่นทุรกันดาร หลบซ่อนจากอับซาโลมผู้เป็นบุตร ดาวิดหิวกระหายและเหน็ดเหนื่อย ต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอนซึ่งอาจต้องสูญเสียทั้งทรัพย์สมบัติ อำนาจและครอบครัว
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้เห็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อดาวิดอย่างชัดเจน พระองค์ไม่ได้กระหายเหล้าองุ่นแต่กระหายหาพระเจ้า (ข้อ 1) ความอยากอาหารถูกทดแทนด้วยความปรารถนาที่จะอิ่มเอมอย่างแท้จริงในองค์พระผู้เป็นเจ้าสำหรับดาวิด ความรักของพระเจ้าดีกว่าชีวิต (ข้อ 3)
คุณกำลังเผชิญปัญหาหรือภัยคุกคามด้านสุขภาพ การเงินหรือความสัมพันธ์อยู่หรือไม่ เราวางใจในพระเจ้าได้เช่นเดียวกับดาวิดไม่ว่าสถานการณ์ของเราจะเป็นอย่างไร เพราะพระเจ้าของเราดีกว่าชีวิต เราจึงหันใจของเราเข้าหาพระองค์ได้ด้วยบทเพลงแห่งความชื่นชมยินดี
คริสต์มาสอัศจรรย์
ผมอยู่ที่ลอนดอนในค่ำคืนหนึ่งเพราะมีประชุม ฝนเทลงมาอย่างหนักและผมมาสาย ผมรีบวิ่งไปตามถนน เลี้ยวโค้งแล้วก็ต้องหยุดชะงัก ทูตสวรรค์นับสิบกางปีกใหญ่ระยิบระยับปกคลุมเหนือการจราจรบนถนนรีเจนท์ ไฟกระพริบนับพันดวงนี้เป็นการประดับไฟคริสต์มาสอันงดงามที่สุดที่ผมเคยเห็น ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ตกตะลึง คนนับร้อยต่างยืนเรียงรายบนถนนแหงนหน้ามองด้วยความอัศจรรย์ใจ
ความอัศจรรย์คือหัวใจของเรื่องราววันคริสต์มาส เมื่อทูตสวรรค์ปรากฏแก่นางมารีย์ แจ้งว่านางจะตั้งครรภ์อย่างปาฏิหาริย์ (ลก.1:26-38) และแก่คนเลี้ยงแกะเพื่อแจ้งข่าวการประสูติของพระเยซู (2:8-20) ปฏิกิริยาของทุกคนคือกลัว สงสัยและอัศจรรย์ใจ เมื่อมองไปรอบๆฝูงชนบนถนนรีเจนท์วันนั้น ผมสงสัยว่าพวกเรากำลังรู้สึกคล้ายกัับความรู้สึกเมื่อทูตสวรรค์ปรากฏครั้งแรกนั้นหรือเปล่า
ครู่ต่อมาผมสังเกตเห็นอีกสิ่งหนึ่ง ทูตสวรรค์บางองค์ยกแขนขึ้น ราวกับว่าพวกเขาเองก็แหงนหน้ามองอะไรบางอย่าง เช่นเดียวกับเหล่าทูตสวรรค์ที่เปล่งเสียงร้องเพลงเมื่อกล่าวถึงพระเยซู (ข้อ 13-14) ดูเหมือนว่าทูตสวรรค์เองก็รู้สึกอัศจรรย์ใจเช่นกันเมื่อเพ่งมองที่พระองค์
“พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า และทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์” (ฮบ.1:3) พระเยซูผู้ทรงฉายแสงและส่องสว่างทรงเป็นจุดรวมสายตาของทูตสวรรค์ทุกองค์ (ข้อ 6) ถ้าการประดับไฟคริสต์มาสรูปทูตสวรรค์สามารถทำให้ชาวลอนดอนที่เร่งรีบหยุดชะงักได้ ลองคิดภาพว่าเราจะรู้สึกเช่นไรเมื่อได้พบพระองค์หน้าต่อหน้า
คำพูดอ่อนโยน
ฉันกำลังโต้เถียงกับคนในเฟซบุ๊ก เป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย อะไรทำให้ฉันคิดว่าตัวเองมีหน้าที่ “แก้ไข” ความคิดของคนแปลกหน้าในประเด็นร้อนแรงซึ่งจะทำให้เกิดการแตกแยก ผลที่ได้รับคือคำพูดรุนแรง ความเจ็บใจ (ของฉัน) และเสียโอกาสที่จะเป็นพยานเพื่อพระเยซู นั่นเป็นผลของ “ความโกรธทางอินเทอร์เน็ต” นี่เป็นคำจำกัดความของคำพูดรุนแรงที่ปลิวว่อนไปทั่วเว็บไซต์ที่ให้แสดงความคิดเห็นในแต่ละวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมคนหนึ่งอธิบายว่าผู้คนสรุปอย่างผิดๆว่าความเดือดดาล “คือวิธีในการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ”
คำแนะนำอันชาญฉลาดของเปาโลก็เตือนทิโมธีในเรื่องเดียวกันนี้ “อย่าข้องแวะกับปัญหาอันโง่เขลาและไม่เป็นสาระ ด้วยรู้แล้วว่าปัญหาเหล่านั้นก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน ฝ่ายผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิวาท แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน” (2 ทธ.2:23-24)
คำเตือนของเปาโลจากคุกในกรุงโรมถูกส่งไปให้ศิษยาภิบาลหนุ่มทิโมธีเพื่อเตรียมเขาสำหรับการสอนความจริงของพระเจ้า คำเตือนนี้มาถูกเวลาสำหรับเราด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดเรื่องความเชื่อ จง “ชี้แจงให้ฝ่ายตรงกันข้ามเข้าใจด้วยความสุภาพ ว่าพระเจ้าอาจจะทรงโปรดให้เขากลับใจและมาถึงซึ่งความจริง” (ข้อ 25)
การพูดกับผู้อื่นอย่างสุภาพเป็นส่วนหนึ่งของความท้าทาย ไม่ใช่แค่สำหรับศิษยาภิบาล แต่ทุกคนที่รักพระเจ้าและพยายามบอกคนอื่นเกี่ยวกับพระองค์ ขอให้เราพูดความจริงด้วยความรัก พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยในทุกคำพูดของเรา
มนุษย์เป็นผู้ใด
ชื่อของเขาคือ ดะนิอัน และเขาถือว่าตัวเองเป็นนักเรียนของโลกใบนี้ เขาพูดถึงประเทศและเมืองที่เขาเคยเดินทางผ่านมาว่า “นี่คือโรงเรียนที่ใหญ่มาก” ในปี 2016 เขาเริ่มต้นการเดินทางสี่ปีด้วยจักรยานเพื่อพบปะและเรียนรู้จากผู้คน เมื่อมีอุปสรรคด้านภาษา เขาพบว่าบางครั้งผู้คนสามารถเข้าใจกันได้โดยเพียงแค่มองหน้ากัน นอกจากนี้เขายังใช้แอปพลิเคชั่นแปลภาษาในโทรศัพท์เพื่อช่วยในการสื่อสาร เขาไม่ได้วัดคุณค่าการเดินทางของเขาด้วยจำนวนระยะทาง หรือตามจำนวนสถานที่ที่ได้เห็น แต่เขาวัดคุณค่าจากผู้คนที่ได้ทิ้งร่องรอยแห่งความประทับใจไว้ให้เขา “ผมอาจไม่รู้ภาษาของคุณ แต่ผมอยากรู้ว่าคุณเป็นใคร”
ช่างเป็นโลกที่กว้างใหญ่ แต่พระเจ้าทรงรู้จักทุกสิ่งและทุกคนในโลกนี้เป็นอย่างดีในทุกด้าน ดาวิดผู้เขียนสดุดีรู้สึกยำเกรงพระเจ้าเมื่อท่านได้พิจารณาถึงทุกสิ่งที่เป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ทั้งการทรงสร้างฟ้าสวรรค์ ดวงจันทร์และดวงดาว (สดด.8:3) ท่านประหลาดใจว่า “มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา” (ข้อ 4)
พระเจ้าทรงรู้จักคุณอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าใครจะสามารถทำได้ และพระองค์ทรงห่วงใยคุณ เราทำได้เพียงตอบสนองว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าของบรรดาข้าพระองค์ พระนามของพระองค์สูงส่งยิ่งนักทั่วทั้งแผ่นดินโลก” (ข้อ 1,9)
ของขวัญแห่งการพูด
ภาวะหลอดเลือดสมองตีบหลังการผ่าตัดทำให้ทอมพูดไม่ได้และต้องเข้ารับการบำบัดเป็นระยะเวลานาน หลายสัปดาห์ต่อมา เราตื่นเต้นดีใจที่เห็นเขามาร่วมนมัสการวันขอบคุณพระเจ้าที่โบสถ์ และยิ่งประหลาดใจเมื่อเขายืนขึ้นพูด ในขณะพยายามพูดนั้น เขาพูดสลับคำ พูดซ้ำ และสับสนวันเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เขากำลังสรรเสริญพระเจ้า! ในบางสถานการณ์คนเราอาจรู้สึกสะเทือนใจและได้รับการอวยพรในเวลาเดียวกัน นี่คือสิ่งที่พวกเรารู้สึกในเวลานั้น
ใน “เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนวันคริสต์มาส” เราได้พบกับชายคนหนึ่งที่ถูกทำให้เป็นใบ้ ทูตสวรรค์กาเบรียลปรากฏต่อปุโรหิตเศคาริยาห์และบอกว่าท่านจะได้เป็นพ่อของผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า (ดู ลก.1:11-17) เศคาริยาห์และภรรยาของท่านชรามากแล้ว ท่านจึงสงสัย ในตอนนั้นกาเบรียลจึงบอกว่าท่านจะเป็นใบ้ “จนถึงวันที่การณ์เหล่านี้สำเร็จ” (ข้อ 20)
แล้ววันนั้นก็มาถึง ในพิธีตั้งชื่อเด็กชายที่เกิดมาอย่างอัศจรรย์ เศคาริยาห์พูดได้ คำพูดแรกของท่านคือคำสรรเสริญพระเจ้า (ข้อ 64) ท่านกล่าวว่า “สาธุการแด่พระเจ้าของพวกอิสราเอล ด้วยว่าพระองค์ทรงเยี่ยมเยียนและช่วยไถ่ชนชาติของพระองค์” (ข้อ 68)
ทอมก็เหมือนกับเศคาริยาห์ เขาสรรเสริญพระเจ้าทันทีที่เขาพูดได้ หัวใจของพวกเขาโน้มเข้าหาพระองค์ผู้ทรงสร้างลิ้นและจิตใจ ไม่ว่าเราจะเผชิญสิ่งใดในเวลานี้ เราก็สามารถตอบสนองได้ในแบบเดียวกัน
ปล้ำสู้ด้วยคำอธิษฐาน
ชีวิตของเดนนิสได้รับการเปลี่ยนแปลงหลังจากมีคนให้พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่กับเขา การอ่านพระคัมภีร์ทำให้เขาหลงใหลและพกติดตัวไปทุกที่ ภายในหกเดือนมีสองเหตุการณ์ที่ได้เปลี่ยนชีวิตเขา คือเขาได้เชื่อวางใจในพระเยซูยกโทษบาปของเขา และเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกในสมองหลังจากปวดหัวอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดที่เกินจะทนนี้ทำให้เขาต้องนอนอยู่แต่บนเตียงและทำงานไม่ได้ คืนวันหนึ่งเขาเจ็บปวดมากจนนอนไม่หลับ เขาร้องทูลต่อพระเจ้าและในที่สุดก็หลับลงได้ตอนตีสี่ครึ่ง
ความเจ็บปวดทางกายอาจเป็นเหตุให้เราร้องเรียกหาพระเจ้า แต่ความทุกข์อื่นในชีวิตก็ทำให้เราเข้าหาพระองค์ได้เช่นกัน เมื่อหลายร้อยปีก่อนค่ำคืนที่เดนนิสต้องปล้ำสู้นั้น ยาโคบผู้สิ้นหวังได้พบกับพระเจ้า (ปฐก.32:24-32) สำหรับยาโคบแล้วนี่เป็นปัญหาที่ค้างคาในครอบครัว ท่านได้ทำผิดต่อเอซาวพี่ชาย (บทที่ 27) และกลัวว่าจะต้องชดใช้ในอีกไม่ช้า ในระหว่างทูลขอการช่วยเหลือจากพระเจ้า ยาโคบได้พบกับพระเจ้าหน้าต่อหน้า (32:30) และจากเหตุการณ์นั้น ท่านเปลี่ยนเป็นคนใหม่
เดนนิสก็เช่นกัน หลังจากอธิษฐานคร่ำครวญต่อพระเจ้า เขาลุกขึ้นยืนได้หลังจากต้องนอนติดเตียง และผลการตรวจจากหมอแสดงว่าไม่มีเนื้องอกอยู่แล้วถึงแม้พระเจ้าไม่ได้เลือกที่จะรักษาเราอย่างอัศจรรย์ทุกครั้งไป เราก็มั่นใจได้ว่าพระองค์ได้ยินคำอธิษฐานของเรา และจะประทานสิ่งจำเป็นให้ในสถานการณ์ที่เราเผชิญ ในความสิ้นหวังนั้นเราเทใจออกต่อพระเจ้าและมอบผลที่จะเกิดขึ้นไว้กับพระองค์!
หมอกยามเช้า
เช้าวันหนึ่งฉันแวะไปที่สระน้ำใกล้บ้าน ฉันนั่งลงบนเรือที่คว่ำอยู่ คิดและเฝ้ามองกระแสลมอ่อนๆจากทิศตะวันตกพัดไล่หมอกที่ลอยเหนือผิวน้ำ หมอกกลุ่มเล็กม้วนหมุนเป็นวงกลม “ลมหมุน” ขนาดจิ๋วก่อตัวขึ้นแล้วสลายไป ไม่นานแสงแดดก็ส่องผ่านก้อนเมฆลงมาแล้วหมอกก็หายไป
ภาพนี้ทำให้ฉันอบอุ่นหัวใจ ฉันคิดถึงข้อพระคัมภีร์ที่เพิ่งอ่านไปว่า “เราได้ลบล้างการทรยศของเจ้าเสียเหมือนเมฆ และลบล้างบาปของเจ้าเหมือนหมอก” (อสย.44:22) ฉันไปที่นั่นเพื่อหวังจะดึงตัวเองออกจากความคิดผิดบาปหลายอย่างที่ครอบงำฉันมาหลายวัน แม้ฉันจะสารภาพบาปแล้ว ฉันก็ยังสงสัยว่าพระเจ้าจะยกโทษบาปเดิมๆหรือไม่
เช้าวันนั้นฉันได้คำตอบ พระเจ้าทรงสำแดงพระคุณแก่คนอิสราเอลผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ในเวลาที่พวกเขาต่อสู้กับปัญหาเรื่องรูปเคารพ ถึงแม้พระองค์จะบอกให้พวกเขาเลิกติดตามพระเทียมเท็จ แต่พระเจ้าก็ทรงเรียกพวกเขาให้กลับมาหาพระองค์ด้วยเช่นกัน โดยตรัสว่า “เราได้ปั้นเจ้า เจ้าเป็นผู้รับใช้ของเรา...เราจะไม่ลืมเจ้า” (ข้อ 21)
ฉันอาจไม่เข้าใจการอภัยโทษนั้นได้ทั้งหมด แต่ฉันรู้แน่ว่าพระคุณของพระเจ้าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะชำระล้างบาปได้หมดจดและรักษาเราให้หาย ฉันขอบพระคุณที่พระคุณของพระองค์นั้นไม่สิ้นสุดเช่นเดียวกับที่ทรงเป็นพระเจ้านิรันดร์ และพระคุณนั้นมีพร้อมอยู่เสมอในทุกเวลาที่เราต้องการ
ผู้รับใช้แท้จริง
ในปีที่ 27 ก่อนคริสตกาล อ๊อคเตเวียน ผู้ปกครองจักรวรรดิโรมันได้ยืนต่อหน้าสภาสูงสุดเพื่อสละอำนาจ พระองค์มีชัยในสงครามกลางเมือง ได้เป็นผู้ปกครองเพียงผู้เดียวของภูมิภาคและทำหน้าที่เหมือนจักรพรรดิ แต่พระองค์รู้ว่ามีคนกังขาในอำนาจนั้นจึงสละอำนาจต่อหน้าสภาสูงสุด สมาชิกสภาตอบสนองโดยการมอบมงกุฎเกียรติยศรูปใบโอ๊คเพื่อยกย่อง และเรียกพระองค์ว่าเป็นผู้รับใช้ของชาวโรมัน พระองค์ได้ชื่อใหม่ว่าออกัสตัส แปลว่า “ผู้ยิ่งใหญ่”
เปาโลเขียนถึงพระเยซูผู้ทรงสละพระองค์เองแล้วรับสภาพของผู้รับใช้ออกัสตัสก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นเดียวกัน ใช่หรือไม่ ออกัสตัสแค่ทำทีเป็นยอมสละอำนาจแต่เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่พระเยซู “ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน” (ฟป.2:8) การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของโรมันเป็นความอัปยศที่น่าอับอายที่สุด
ทุกวันนี้เหตุผลที่ทำให้ผู้คนยกย่อง “ผู้นำที่รับใช้” ว่ามีคุณธรรมก็เพราะพระเยซู ความถ่อมตนไม่ใช่คุณธรรมของพวกกรีกหรือโรมัน เพราะพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อเรา พระองค์จึงทรงเป็นผู้รับใช้และเป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่แท้จริง
พระคริสต์เสด็จมาเป็นผู้รับใช้เพื่อช่วยเราให้รอด พระองค์ทรง “สละ” (ข้อ 7) เพื่อเราทั้งหลายจะได้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คือของประทานแห่งความรอดและชีวิตนิรันดร์