ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Glenn Packiam

แผนงานและการจัดเตรียม

ในปี 2000 บริษัทดาวรุ่งที่ดำเนินธุรกิจให้เช่าภาพยนตร์ทางไปรษณีย์ได้เสนอขายบริษัทของตัวเองในราคา 50 ล้านดอลลาร์ ให้กับบริษัทบล็อกบัสเตอร์ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเช่าภาพยนตร์และวิดีโอเกมในเวลานั้น เน็ตฟลิกซ์มีสมาชิกแค่ 300,000 คน ในขณะที่บล็อกบัสเตอร์มีสมาชิกนับล้านแต่กลับปล่อยโอกาสในการซื้อคู่แข่งขนาดเล็กนี้ให้หลุดลอยไป ผลลัพธ์คือวันนี้เน็ตฟลิกซ์มีสมาชิกมากกว่า 180 ล้านรายและมีมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนบล็อกบัสเตอร์นั้น...พังไม่เป็นท่า ไม่มีใครทำนายอนาคตได้

เราถูกล่อลวงให้เชื่อว่าเราเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของตนเองและแผนการสำหรับอนาคตของเราจะประสบความสำเร็จ แต่ยากอบกล่าวว่า “ท่านก็เป็นเช่นหมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็หายไป” (4:14) ชีวิตนั้นสั้น รวดเร็ว และเปราะบางมากกว่าที่เราคิด การวางแผนเป็นสิ่งจำเป็น แต่บาปของการโอ้อวดนั้นอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเราควบคุมสิ่งต่างๆได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ยากอบเตือนเราว่าอย่า “โอ้อวดด้วยความทะนงตน” เพราะ “การโอ้อวดทุกอย่างเช่นนี้เป็นความชั่ว” (ข้อ 16)

วิธีที่จะหลีกเลี่ยงการกระทำที่ผิดบาปนี้คือ การมีส่วนร่วมกับพระเจ้าด้วยใจที่ขอบพระคุณ เพราะใจที่ขอบพระคุณจะเตือนเราว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่ง “ของประทานอันดีทุกอย่างและของประทานอันเลิศทุกอย่าง” (1:17) เมื่อเรามาหาพระเจ้า เราไม่เพียงแต่ขอให้พระองค์อวยพรแผนการในปัจจุบันและอนาคตของเรา แต่ขอให้ทรงช่วยเราเข้าร่วมกับพระองค์ในสิ่งที่พระองค์กำลังทำ และนี่คือความหมายของคำอธิษฐานที่ว่า “ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงโปรด” (4:15)

เหมือนวงซิมโฟนี

ผมทำให้ภรรยาประหลาดใจด้วยบัตรชมคอนเสิร์ตศิลปินที่เธออยากไปดูเสมอ นักร้องผู้มีพรสวรรค์พร้อมวงซิมโฟนีออเคสตร้าโคโลราโด การแสดงจัดขึ้นที่อัฒจันทร์เรดร็อคซึ่งอยู่กลางแจ้ง สร้างขึ้นระหว่างหินขนาด 300 ฟุตสองด้านซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 6,000 ฟุต วงออเคสตร้าเล่นเพลงคลาสสิคและเพลงโฟล์คซึ่งเป็นที่รู้จักหลายเพลง เพลงสุดท้ายเป็นเพลงนมัสการคลาสสิค “พระคุณพระเจ้า” การเรียบเรียงที่สอดประสานอย่างงดงามนั้นช่างน่าประทับใจเหลือเกิน!

มีความงดงามในเสียงประสานนั้น เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นประสานกันเกิดเป็นคลื่นเสียงที่ใหญ่และซับซ้อนขึ้น อัครทูตเปาโลชี้ให้เห็นถึงความงามแห่งเสียงประสานเมื่อท่านบอกชาวฟีลิปปีให้มี “ความคิดอย่างเดียวกัน” มี “ความรักอย่างเดียวกัน” และมี “ใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน” (ฟป.2:2) ท่านไม่ได้ขอให้พวกเขาเป็นเหมือนกันแต่ให้มีท่าทีถ่อมใจและมีความรักของพระเยซูที่เสียสละตัวเอง พระกิตติคุณที่เปาโลรู้จักและสั่งสอนนั้น ไม่ได้มาลบเลือนลักษณะเด่นของเราแต่ช่วยขจัดการแบ่งแยกระหว่างเราออกไป

น่าสนใจเช่นกันที่นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าคำพูดของเปาโลนี้ (ข้อ 6-11) เป็นการเริ่มต้นเพลงนมัสการในยุคแรก สิ่งสำคัญคือ เมื่อเรายอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานผ่านชีวิตและบริบทที่ต่างกันของเรา ทำให้เราเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น เราจะรวมกันเป็นวงซิมโฟนีที่ส่งเสียงกังวานด้วยความรักอันถ่อมใจเหมือนพระคริสต์

เผชิญหน้าความมืด

กลางทศวรรษที่ 1960 คนสองคนเข้าร่วมในงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของความมืดที่มีต่อจิตใจมนุษย์ พวกเขาเข้าไปอยู่ในถ้ำคนละแห่งโดยนักวิจัยบันทึกพฤติกรรมการกินและนอนของพวกเขา คนหนึ่งอยู่ในความมืดสนิท 88 วัน อีกคน 126 วัน แต่ละคนเดาว่าตัวเองจะอยู่ในความมืดได้นานเท่าไรและเดาผิดไปหลายเดือน คนหนึ่งหลับไปโดยคิดว่างีบหลับเพียงสั้นๆ แต่ความจริงคือหลับไป 30 ชั่วโมง ความมืดช่างน่าสับสน

ประชากรของพระเจ้าพบว่าตัวเองตกอยู่ในความมืดของการถูกจับไปเป็นเชลย พวกเขารอคอยโดยไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ใช้ความมืดเป็นอุปมาเปรียบถึงความสับสนของพวกเขาและใช้กล่าวถึงการพิพากษาของพระเจ้า (อสย.8:22) ก่อนหน้านี้ชาวอียิปต์เผชิญความมืดในรูปของภัยพิบัติ (อพย.10:21-29) ในตอนนี้ชนอิสราเอลพบว่าตนเองตกอยู่ในความมืด

แต่ความสว่างจะมาถึง “ชน​ชาติ​ที่​ดำเนิน​ใน​ความ​มืดจะ​ได้​เห็น​ความ​สว่าง​ยิ่งใหญ่ บรรดา​ผู้​ที่​อาศัย​อยู่​ใน​แผ่นดิน​แห่ง​เงา​มัจจุราช สว่าง​จะ​ได้​ส่อง​มา​บน​เขา” (อสย.9:2) การกดขี่จะถูกทำลายไป ความสับสนจะสิ้นสุดลง เด็กผู้หนึ่งจะเสด็จมาเปลี่ยนทุกสิ่งและนำมาซึ่งวันใหม่ อันเป็นวันแห่งการให้อภัยและอิสรภาพ (ข้อ 6)

พระเยซูได้ทรงเสด็จมาแล้ว! และแม้ความมืดของโลกอาจทำให้สับสน แต่ขอให้เราได้สัมผัสถึงการปลอบประโลมซึ่งมาจากการให้อภัย อิสรภาพและความสว่างที่พบได้ในพระคริสต์

ดำเนินชีวิตเหมือนในยามเช้า

เมื่อผมต้องโดยสารเครื่องบินข้ามเขตเวลา ผมลองวิธีต่างๆเพื่อไม่ให้มีอาการอ่อนเพลียจากการเดินทางข้ามเขตเวลา และคิดว่าได้ลองทุกวิธีแล้ว! มีอยู่ครั้งหนึ่งผมตัดสินใจปรับการกินอาหารบนเครื่องบินให้ตรงกับเขตเวลาที่ผมจะไป แทนที่จะกินอาหารเย็นพร้อมผู้โดยสารคนอื่น ผมดูหนังและพยายามหลับ ช่วงเวลาที่ตั้งใจอดอาหารนั้นช่างยากเย็น และอาหารเช้าก่อนเครื่องบินลงจอดก็ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แต่การอยู่แบบ “ไม่เหมือน” คนรอบข้างนั้นได้ผล นาฬิกาของร่างกายผมถูกปรับให้เข้ากับเขตเวลาใหม่

เปาโลรู้ว่าถ้าผู้เชื่อในพระเยซูจะสำแดงพระองค์ได้อย่างแท้จริง พวกเขาต้องมีชีวิตที่แตกต่างจากโลกรอบๆตัว เมื่อก่อนพวกเขา “เป็นความมืด” แต่ขณะนี้พวกเขาดำเนินชีวิตอย่าง “ลูกของความสว่าง” (อฟ.5:8) แล้วนั่นหมายถึงอะไร เปาโลพูดต่อเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า “ด้วยว่าผลของความสว่างนั้น คือความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น” (ข้อ 9)

การนอนหลับในช่วงมื้อค่ำอาจดูโง่เขลาสำหรับคนอื่นในเที่ยวบิน แม้ว่าตอนนั้นโลกจะเป็นเวลาเที่ยงคืน แต่เราในฐานะผู้เชื่อถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตเหมือนในยามเช้า ที่อาจมีคนดูหมิ่นและต่อต้าน แต่ในพระเยซู เรา “ดำเนินชีวิตในความรัก” ได้โดยทำตามแบบอย่างของพระองค์ผู้ “ได้ทรงรักเราทั้งหลาย และทรงประทานพระองค์เองเพื่อเรา ให้เป็นเครื่องถวายและเครื่องบูชาอันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า” (ข้อ 2)

มิตรสหายในพระคริสต์

งานวิจัยของฮาร์วาร์ดเรื่องพัฒนาการในวัยผู้ใหญ่เป็นโครงการระยะยาวหลายสิบปีที่ส่งผลให้คนเข้าใจมากขึ้นว่าการมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ งานวิจัยนี้เริ่มต้นกับกลุ่มนักศึกษาปีที่ 2 จำนวน 268 คนของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในช่วงทศวรรษที่ 1930 แล้วขยายไปยังชาวเมืองชั้นในของบอสตัน 456 คน นักวิจัยได้สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมและเฝ้าดูบันทึกทางการแพทย์ทุกๆ 2-3 ปี พวกเขาพบว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการคาดคะเนความสุขและสุขภาพ ผลที่ได้คือถ้าเราถูกแวดล้อมด้วยคนที่ดีก็มีแนวโน้มว่าเราจะมีความสุขยินดีภายใน

เรื่องนี้สะท้อนถึงสิ่งที่อัครทูตเปาโลอธิบายในฟีลิปปีบทที่ 1 แม้จะเขียนจากในคุก เปาโลยังบอกมิตรสหายว่าท่านขอบพระคุณพระเจ้าทุกครั้งที่ระลึกถึงพวกเขา และอธิษฐาน “ด้วยความยินดี” (ข้อ 4) คนเหล่านั้นไม่ใช่แค่เพื่อนทั่วไป แต่เป็นพี่น้องในพระเยซูผู้ “ได้รับส่วนในพระคุณ” เป็นผู้ร่วมงานในข่าวประเสริฐกับเปาโล (ข้อ 7) ความสัมพันธ์นี้มีส่วนร่วมด้วยกันทั้งสองฝ่าย เป็นสามัคคีธรรมที่หล่อหลอมโดยความรักของพระเจ้าและจากข่าวประเสริฐ

จริงอยู่ที่เพื่อนมีความสำคัญ แต่มิตรสหายในพระคริสต์ทำให้เกิดความยินดีที่แท้จริงและลึกซึ้ง พระคุณของพระเจ้าประสานเราเข้าด้วยกันในแบบที่ไม่มีใครทำได้ และแม้ในช่วงที่มืดมนที่สุดของชีวิต ความสุขยินดีที่เกิดจากความสัมพันธ์นั้นจะคงอยู่

ฝึกฝนสิ่งเหล่านี้

ขณะที่ผมช่วยลูกชายทำการบ้านคณิตศาสตร์ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่กระตือรือร้นเลยที่จะแก้โจทย์รูปแบบเดียวกันหลายๆครั้ง “ผมทำได้แล้วพ่อ!” เขายืนยัน โดยหวังว่าผมจะยอมให้เขาหยุดทำ ผมอธิบายอย่างอ่อนโยนว่าแนวคิดเป็นแค่ความคิดจนกว่าเราจะเรียนรู้ในการลงมือปฏิบัติ

เปาโลเขียนไปถึงเพื่อนของท่านในฟีลิปปีเกี่ยวกับการลงมือปฏิบัติ “จงกระทำทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้และได้รับไว้ ได้ยินและได้เห็นในข้าพเจ้าแล้ว” (ฟป.4:9) ท่านพูดถึงห้าสิ่งคือ ความปรองดอง - เมื่อเตือนนางยูโอเดียและนางสินทิเค (ข้อ 2-3) ความชื่นชมยินดี - เมื่อเตือนให้ผู้อ่านของท่านพัฒนา (ข้อ 4) ความอ่อนสุภาพ - เมื่อหนุนใจให้พวกเขาทำหน้าที่ต่อโลก (ข้อ 5) การอธิษฐาน ดังที่ท่านได้ทำเป็นแบบอย่าง และเขียนถึงในจดหมาย (ข้อ 6-7) และ การใคร่ครวญ - ดังที่ท่านได้สำแดงแม้อยู่ในคุก (ข้อ 8) ความปรองดอง ความชื่นชมยินดี ความอ่อนสุภาพ การอธิษฐานและการใคร่ครวญ เป็นสิ่งที่เราถูกเรียกให้สำแดงออกในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู สิ่งเหล่านี้ต้องมีการฝึกฝนเพื่อจะพัฒนา เหมือนนิสัยด้านอื่นๆ

แต่ข่าวดีของพระกิตติคุณตามที่เปาโลได้บอกชาวฟิลิปปีแล้ว คือ “พระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยพระองค์” (2:13) เราไม่ต้องฝึกฝนด้วยกำลังของเราเอง แต่พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมให้ในสิ่งที่เรายังขาดอยู่ (4:19)

ไม่ใช่ตัวคุณอีกต่อไป

ในฤดูร้อนปี 1859 ชาร์ล บลองดิน คือคนแรกที่สามารถเดินไต่เชือกข้ามน้ำตกไนแองกาล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาได้พยายามทำมาเป็นร้อยๆครั้ง ครั้งหนึ่งเขาทำพร้อมกับแบกผู้จัดการของเขา แฮรี่ คอลคอร์ดไว้บนหลัง บลองดินสั่งคอลคอร์ดว่า “มองขึ้นแฮรี่...คุณไม่ใช่คอลคอร์ดอีกต่อไป คุณคือบลองดิน...ถ้าผมเอนตัว คุณเอนไปกับผม อย่าพยายามที่จะรักษาสมดุลด้วยตัวคุณเอง เพราะถ้าคุณทำ เราทั้งคู่จะตกลงไปตาย”

ใจความสำคัญที่เปาโลพูดกับผู้เชื่อชาวกาลาเทียคือ คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตที่พระเจ้าทรงพอพระทัยได้โดยปราศจากความเชื่อในพระคริสต์ แต่ข่าวดีคือ คุณไม่ต้องทำเอง! ความพยายามของตัวเราเองไม่สามารถพาเราไปถึงพระเจ้าได้ ดังนั้นเราจึงไม่ต้องทำอะไรในความรอดที่ได้รับใช่ไหม ไม่ใช่เลย! คำเชื้อเชิญของเราคือให้ยึดมั่นในพระคริสต์ การยึดมั่นในพระคริสต์หมายถึงให้ตรึงวิถีชีวิตเก่าที่พึ่งตนเองของเราเหมือนกับว่าเราได้ตายไปแล้ว แต่เรายังดำเนินชีวิตต่อไป โดย “ชีวิตซึ่ง(เรา)ดำเนินอยู่ในร่างกายนี้ (เรา)ดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรัก(เรา) และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อ(เรา)” (กท.2:20)

เรากำลังพยายามเดินไต่เชือกไปที่ใดในวันนี้ พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราให้เดินไต่เชือกไปหาพระองค์ แต่ทรงเรียกเราให้ยึดมั่นในพระองค์และดำเนินชีวิตร่วมกับพระองค์

ปัญหาภายใน

หลายปีก่อนนกหัวขวานเริ่มเจาะผนังข้างบ้านของเรา เราคิดว่ามันเป็นแค่ปัญหาภายนอก แต่วันหนึ่งผมกับลูกชายปีนบันไดขึ้นไปบนห้องใต้หลังคา แล้วมีนกบินผ่านใบหน้าตื่นตระหนกของเรา ปัญหารุนแรงกว่าที่คิด มันอยู่ภายในบ้านของเรา

เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงเยรูซาเล็ม ฝูงชนคาดหวังว่าพระองค์คือผู้ที่จะมาแก้ปัญหาภายนอกของพวกเขา คือการข่มเหงจากโรม พวกเขาตะโกนด้วยความฮึกเหิมว่า “โฮซันนาแก่ราชโอรสของดาวิด ขอให้ท่านผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ โฮซันนาในที่สูงสุด” (มธ.21:9) นี่คือเวลาที่พวกเขารอคอย กษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้เสด็จมาแล้ว หากผู้ปลดปล่อยที่พระเจ้าทรงเลือกนี้กำลังเริ่มปฏิรูปสิ่งต่างๆ พระองค์จะไม่เริ่มจากความไม่ถูกต้องภายนอกหรือ แต่ในพระกิตติคุณส่วนใหญ่ “การเสด็จเข้ากรุงอย่างผู้พิชิต” นั้นตามมาด้วยการที่พระเยซูทรงขับไล่ผู้รับแลกเงิน... จากพระวิหาร (ข้อ 12-13) พระองค์ทรงชำระพระนิเวศจากภายในสู่ภายนอก

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราต้อนรับพระเยซูในฐานะกษัตริย์ พระองค์เสด็จมาเพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องและทรงเริ่มจากเรา ทรงให้เราเผชิญหน้ากับมารร้ายที่อยู่ภายใน พระเยซูบนหลังลาเปรียบเสมือนนักรบบนม้าโทรจัน ม้าได้รับการต้อนรับในฐานะเครื่องหมายแห่งสันติ แต่เป้าหมายที่แท้ของมันคือการยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข พระเยซูองค์กษัตริย์ของเราทรงประสงค์สิ่งเดียวกันจากเรา

เงยหน้าขึ้นมอง

เมฆลอยต่ำบดบังเส้นขอบฟ้าและจำกัดทัศนวิสัยเหลือเพียงไม่กี่ร้อยหลา แต่ละนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของผมอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วเมื่อถึงช่วงบ่ายหมู่เมฆเริ่มกระจายตัวออก และผมเริ่มมองเห็นยอดเขาไพค์ที่สวยงาม ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองขนาบข้างไปด้วยแนวเทือกเขา รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนใบหน้าของผม ผมตระหนักได้ว่ามุมมองทางกายภาพที่เราเห็นด้วยตา สามารถส่งผลกระทบต่อมุมมองทางจิตวิญญาณของเรา และเตือนให้ผมคิดถึงบทเพลงสดุดีที่ร้องว่า “ข้าพเจ้าเงยหน้าดูภูเขา” (สดด.121:1) บางครั้งเราแค่ต้องมองให้สูงขึ้นอีกนิด!

ผู้เขียนสดุดีครุ่นคิดว่าความช่วยเหลือของท่านมาจากไหน บางทีอาจเป็นเพราะว่ายอดเขารอบๆอิสราเอลเต็มไปด้วยแท่นบูชาที่ใช้กราบไหว้เทพเจ้าของชนต่างชาติและมักเต็มไปด้วยโจรผู้ร้าย หรืออาจเป็นไปได้ว่าผู้เขียนสดุดีมองข้ามเนินเขาไปยังภูเขาศิโยนที่พระวิหารตั้งอยู่ และระลึกได้ว่าพระผู้สร้างฟ้าสวรรค์และโลกคือพระเจ้าผู้ทรงทำพันธสัญญากับท่าน (ข้อ 2) ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เราจะต้องมองขึ้นสูงเมื่อเรานมัสการ เราจะต้องมองให้สูงกว่าสถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรคของเรา และสูงกว่าคำสัญญาที่ว่างเปล่าของพระเทียมเท็จในโลกปัจจุบัน เมื่อนั้นเราจะสามารถมองเห็นองค์พระผู้สร้างและพระผู้ไถ่ ผู้ทรงเรียกเราตามชื่อของเรา พระองค์คือผู้ที่จะ “ทรงอารักขาการเข้าออกของท่านตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์” (ข้อ 8)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา