ผู้เขียน

ดูทั้งหมด

บทความ โดย Glenn Packiam

เงยหน้าขึ้นมอง

เมฆลอยต่ำบดบังเส้นขอบฟ้าและจำกัดทัศนวิสัยเหลือเพียงไม่กี่ร้อยหลา แต่ละนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของผมอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วเมื่อถึงช่วงบ่ายหมู่เมฆเริ่มกระจายตัวออก และผมเริ่มมองเห็นยอดเขาไพค์ที่สวยงาม ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองขนาบข้างไปด้วยแนวเทือกเขา รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนใบหน้าของผม ผมตระหนักได้ว่ามุมมองทางกายภาพที่เราเห็นด้วยตา สามารถส่งผลกระทบต่อมุมมองทางจิตวิญญาณของเรา และเตือนให้ผมคิดถึงบทเพลงสดุดีที่ร้องว่า “ข้าพเจ้าเงยหน้าดูภูเขา” (สดด.121:1) บางครั้งเราแค่ต้องมองให้สูงขึ้นอีกนิด!

ผู้เขียนสดุดีครุ่นคิดว่าความช่วยเหลือของท่านมาจากไหน บางทีอาจเป็นเพราะว่ายอดเขารอบๆอิสราเอลเต็มไปด้วยแท่นบูชาที่ใช้กราบไหว้เทพเจ้าของชนต่างชาติและมักเต็มไปด้วยโจรผู้ร้าย หรืออาจเป็นไปได้ว่าผู้เขียนสดุดีมองข้ามเนินเขาไปยังภูเขาศิโยนที่พระวิหารตั้งอยู่ และระลึกได้ว่าพระผู้สร้างฟ้าสวรรค์และโลกคือพระเจ้าผู้ทรงทำพันธสัญญากับท่าน (ข้อ 2) ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เราจะต้องมองขึ้นสูงเมื่อเรานมัสการ เราจะต้องมองให้สูงกว่าสถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรคของเรา และสูงกว่าคำสัญญาที่ว่างเปล่าของพระเทียมเท็จในโลกปัจจุบัน เมื่อนั้นเราจะสามารถมองเห็นองค์พระผู้สร้างและพระผู้ไถ่ ผู้ทรงเรียกเราตามชื่อของเรา พระองค์คือผู้ที่จะ “ทรงอารักขาการเข้าออกของท่านตั้งแต่กาลบัดนี้สืบไปเป็นนิตย์” (ข้อ 8)

บทเพลงยามค่ำคืน

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้วเมื่อตอนที่เกิดไฟดับ ผมอยู่บ้านกับลูกน้อยอีกสองคนและนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเจอไฟดับ หลังจากมั่นใจว่าการไฟฟ้ารู้ปัญหานี้แล้ว ผมจึงไปหาเทียนมาจุดและนั่งล้อมรอบแสงเทียนที่ริบหรี่กับลูกๆในห้องครัว พวกเขาดูตื่นกลัวและเสียขวัญ เราจึงเริ่มร้องเพลง ไม่นานสีหน้าที่หวาดหวั่นก็ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้ม บางครั้งในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดนั้นเราต้องการบทเพลง

สดุดี 103 อาจเป็นหนึ่งในบทสดุดีที่ใช้ร้องหรืออธิษฐานหลังจากคนของพระเจ้ากลับจากการเป็นเชลยสู่บ้านเกิดที่ปรักหักพัง พวกเขาต้องการร้องเพลง ในช่วงเวลาวิกฤติ แต่ไม่ใช่เพลงอะไรก็ได้ พวกเขาต้องการร้องถึงพระลักษณะของพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ สดุดี 103 ยังช่วยให้เราไม่ลืมว่าพระเจ้าทรงพระกรุณา มีพระคุณ อดทนและอุดมด้วยความรักมั่นคง (ข้อ 8) และหากเรายังสงสัยว่าเราจะยังถูกพิพากษาเพราะความบาปหรือไม่ เพลงสดุดีประกาศว่าพระเจ้าไม่ทรงกริ้ว ทรงให้อภัยแล้วและพระองค์รู้สึกเมตตาสงสาร นี่คือสิ่งดีที่เราควรจะเปล่งเสียงร้องถึงในท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดของชีวิต

บางทีคุณอาจกำลังอยู่ที่นั่น ในที่ที่มืดและยากลำบาก กำลังสงสัยว่าพระเจ้าดีจริงหรือไม่ และตั้งคำถามเกี่ยวกับความรักของพระองค์ที่มีต่อคุณ หากเป็นเช่นนั้น ขอให้อธิษฐานและร้องเพลงถึงพระองค์ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยความรัก!

ผู้รับใช้แท้จริง

ในปีที่ 27 ก่อนคริสตกาล อ๊อคเตเวียน ผู้ปกครองจักรวรรดิโรมันได้ยืนต่อหน้าสภาสูงสุดเพื่อสละอำนาจ พระองค์มีชัยในสงครามกลางเมือง ได้เป็นผู้ปกครองเพียงผู้เดียวของภูมิภาคและทำหน้าที่เหมือนจักรพรรดิ แต่พระองค์รู้ว่ามีคนกังขาในอำนาจนั้นจึงสละอำนาจต่อหน้าสภาสูงสุด สมาชิกสภาตอบสนองโดยการมอบมงกุฎเกียรติยศรูปใบโอ๊คเพื่อยกย่อง และเรียกพระองค์ว่าเป็นผู้รับใช้ของชาวโรมัน พระองค์ได้ชื่อใหม่ว่าออกัสตัส แปลว่า “ผู้ยิ่งใหญ่”

เปาโลเขียนถึงพระเยซูผู้ทรงสละพระองค์เองแล้วรับสภาพของผู้รับใช้ออกัสตัสก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นเดียวกัน ใช่หรือไม่ ออกัสตัสแค่ทำทีเป็นยอมสละอำนาจแต่เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่พระเยซู “ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน” (ฟป.2:8) การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของโรมันเป็นความอัปยศที่น่าอับอายที่สุด

ทุกวันนี้เหตุผลที่ทำให้ผู้คนยกย่อง “ผู้นำที่รับใช้” ว่ามีคุณธรรมก็เพราะพระเยซู ความถ่อมตนไม่ใช่คุณธรรมของพวกกรีกหรือโรมัน เพราะพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อเรา พระองค์จึงทรงเป็นผู้รับใช้และเป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่แท้จริง

พระคริสต์เสด็จมาเป็นผู้รับใช้เพื่อช่วยเราให้รอด พระองค์ทรง “สละ” (ข้อ 7) เพื่อเราทั้งหลายจะได้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คือของประทานแห่งความรอดและชีวิตนิรันดร์

ความมั่นใจแบบผิดๆ

หลายปีก่อน คุณหมอได้พูดถึงสุขภาพของฉันอย่างจริงจัง ฉันเอาคำพูดของหมอไปคิดและเริ่มไปเข้ายิมออกกำลังรวมถึงควบคุมอาหาร เวลาผ่านไปทั้งคอเลสเตอรอลและน้ำหนักของฉันก็ลดลง ฉันมั่นใจในตัวเองมากขึ้น แต่แล้วก็เกิดสิ่งที่ไม่ดีคือฉันเริ่มสังเกตและตัดสินวิธีเลือกอาหารของคนอื่น เป็นเรื่องน่าขันที่เมื่อผลการตรวจของเราอยู่ในเกณฑ์ดี เราก็มักเอาผลคะแนนที่ได้มายกตัวเองและข่มคนอื่น ดูเหมือนเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะยึดติดอยู่กับมาตรฐานที่ตนเองสร้างขึ้น เพื่อจัดการกับความรู้สึกผิดและพิสูจน์ว่าตนเองชอบธรรม

เปาโลเตือนชาวฟีลิปปีไม่ให้ทำเช่นนั้นเพราะมีบางคนเชื่อมั่นในการที่ตนเองปฏิบัติตัวตามธรรมเนียมหรือคำสอนของศาสนา และเปาโลกล่าวว่าท่านมีเหตุผลที่จะอวดในเรื่องนี้มากกว่าใคร “ถ้าผู้อื่นคิดว่าเขามีเหตุผลที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง ข้าพเจ้าก็มีมากกว่าเขาเสียอีก” (3:4) แต่เปาโลตระหนักว่า ชาติกำเนิดและการประพฤติของท่านนั้น “ไร้ประโยชน์” เมื่อเทียบกับ “ความรู้ถึงพระเยซูคริสต์” (ข้อ 8) มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่รักเราอย่างที่เราเป็น ช่วยกู้เราและให้กำลังเราที่จะเปลี่ยนเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น โดยเราไม่ต้องใช้ความพยายามในการทำคะแนนใดๆ

การโอ้อวดเป็นสิ่งไม่ดี แต่ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือการโอ้อวดบนพื้นฐานของความมั่นใจแบบผิดๆ พระกิตติคุณเรียกให้เราหลีกหนีจากความมั่นใจที่ไม่ถูกต้องและเข้าส่วนกับพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงรักเราและประทานพระองค์เองเพื่อเรา

ช้าแต่มั่นใจ

ผมบังเอิญพบเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่เล่าถึงสิ่งที่เกิดกับเขาให้ผมฟัง แต่ผมบอกเขาตามตรงว่ามันฟังดูดีเกินกว่าจะเป็นเรื่องจริง ไม่กี่เดือนต่อมาหลังการสนทนาครั้งนั้น วงดนตรีของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วจากเพลงฮิตติดอันดับของสถานีวิทยุไปจนถึงมีเพลงยอดนิยมในโฆษณาโทรทัศน์ การมีชื่อเสียงของเขาเป็นเหมือนดาวตกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วดับไป

พวกเราอาจจะหลงใหลกับการเป็นคนสำคัญและความสำเร็จ คือในความยิ่งใหญ่และน่าทึ่ง เป็นดาวตกที่พุ่งมาอย่างรวดเร็ว แต่คำอุปมาเรื่องเมล็ดพืชและเชื้อขนมปังเปรียบวิถีแห่งแผ่นดินของพระเจ้า (การครอบครองของพระเจ้าบนโลกนี้) กับสิ่งเล็กๆที่ถูกซ่อนและดูเหมือนไม่สำคัญ งานของพระองค์เกิดขึ้นทีละน้อยอย่างช้าๆ

อาณาจักรใดๆก็จะเป็นเหมือนกับกษัตริย์ของอาณาจักรนั้น ภารกิจของพระเยซูเกิดและค่อยๆเติบโตขึ้นในตัวของพระองค์ เหมือนเมล็ดที่ถูกฝังไว้ในดิน หรือเชื้อที่ซ่อนอยู่ในแป้ง ถึงกระนั้นพระองค์ทรงเติบโตขึ้นเหมือนต้นไม้ที่โผล่พ้นดิน เหมือนขนมปังเมื่อได้รับความร้อน พระเยซูทรงผงาดขึ้น

พวกเราได้รับเชิญให้ดำเนินชีวิตตามวิถีทางของพระเจ้า เป็นวิถีที่มั่นคงและซึมซาบอยู่ในตัวเรา เพื่อเราจะต่อต้านการล่อลวงที่จะจัดการกับปัญหาด้วยตัวเราเอง ที่จะฉวยอำนาจไว้และตัดสินการกระทำของเราในโลกนี้จากผลที่เกิดขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ “ต้นไม้...ที่นกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ตามกิ่งก้านของต้นไม้นั้นได้” (ข้อ 32) และขนมปังสำหรับงานเลี้ยง ซึ่งพระเยซูเป็นผู้กระทำไม่ใช่ตัวเราทำเอง

เริ่มต้นด้วยตอนจบ

“โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” ตอนเป็นเด็กผมมักถูกถามแบบนี้ และคำตอบก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามกระแส ตั้งแต่ หมอ นักดับเพลิง มิชชันนารี ผู้นำนมัสการ นักฟิสิกส์หรือที่จริงแล้วคือแมคกายเวอร์! (ตัวละครทีวีที่ผมชอบ) ตอนนี้ในฐานะพ่อของลูก 4 คน ผมคิดว่าการตั้งคำถามนี้กับลูกคงยากที่พวกเขาจะตอบ มีบางครั้งที่ผมอยากบอกว่า “พ่อรู้ว่าหนูน่าจะเก่งอะไร!” บางครั้งพ่อแม่มองเห็นบางอย่างในตัวของลูกโดยที่ลูกเองมองไม่เห็น

เรื่องนี้สะท้อนถึงสิ่งที่เปาโลเห็นในผู้เชื่อชาวฟีลิปปีที่ท่านรักและอธิษฐานเผื่อ (ฟป.1:3) ท่านมองเห็นตอนจบ ท่านรู้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไร พระคัมภีร์ให้เราเห็นภาพตอนจบอันยิ่งใหญ่ ทั้งการฟื้นคืนพระชนม์และสิ่งใหม่ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น (1 คร.15 และ วว.21) และพระคัมภีร์ยังบอกเราด้วยว่าใครเป็นผู้เขียนเรื่องนี้

ในตอนต้นของจดหมายที่เปาโลเขียนจากเรือนจำ ท่านเตือนคริสตจักรฟีลิปปีว่า “พระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์” (ฟป.1:6) พระเยซูได้เริ่มพระราชกิจแล้วและจะทรงทำให้สำเร็จ คำว่า สำเร็จ มีความสำคัญเป็นพิเศษ คือไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวจบลง แต่พระเจ้าได้ทรงทำทุกสิ่งสำเร็จสมบูรณ์

ครีบที่เป็นมิตร

นักชีววิทยาทางทะเลคนหนึ่งกำลังว่ายน้ำใกล้เกาะคุกในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เมื่อวาฬหลังค่อมหนักห้าหมื่นปอนด์ปรากฏตัวขึ้นและสอดเธอไว้ใต้ครีบของมัน เธอคิดว่าคงไม่รอดแล้ว แต่หลังจากว่ายช้าๆเป็นวงกลม วาฬก็ปล่อยเธอไป ตอนนั้นเองที่เธอเห็นฉลามเสือกำลังว่ายออกไปจากบริเวณนั้น นักชีววิทยาเชื่อว่าวาฬปกป้องเธอจากอันตราย

ในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายนี้ เราถูกเรียกให้คอยระวังซึ่งกันและกัน คุณอาจถามตัวเองว่า ฉันต้องคอยรับผิดชอบคนอื่นด้วยหรือ หรือตามคำพูดของคาอินที่ว่า “ข้า​พระ​องค์​หรือ​เป็น​ผู้​ดู​แล​น้อง” (ปฐก.4:9) เรื่องราวที่เหลือในพระสัญญาเดิมตอบเป็นเสียงดังกึกก้องว่า ใช่แล้ว! เช่นเดียวกับที่อาดัมต้องดูแลสวน คาอินก็ต้องดูแลอาเบลเช่นกัน อิสราเอลต้องคอยดูแลและห่วงใยคนที่อ่อนแอและขัดสน แต่พวกเขากลับทำตรงกันข้าม คือแสวงหาประโยชน์ กดขี่คนจนและละเลยการทรงเรียกให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (อสย.3:14-15)

กระนั้นในเรื่องราวของคาอินและอาเบล พระเจ้ายังคอยดูแลคาอินแม้หลังจากถูกขับไล่ไป (ปฐก.4:15-16) พระเจ้าทำต่อคาอินเช่นเดียวกับที่คาอินควรทำต่ออาเบล นี่เป็นเรื่องราวอันงดงามที่บอกล่วงหน้าถึงสิ่งที่พระเจ้าในพระเยซูจะเสด็จมาทำเพื่อเรา พระเยซูทรงให้เราอยู่ในการดูแลของพระองค์ และทรงเสริมกำลังให้เราไปทำเช่นเดียวกันต่อผู้อื่น

ผู้รับใช้คอยฟังอยู่

หากพวกเขาเปิดวิทยุสื่อสารเอาไว้ ก็คงจะทราบว่าเรือไททานิคกำลังจะจม เซริล อีแวนส์ พนักงานวิทยุบนเรืออีกลำพยายามถ่ายทอดข้อความไปถึงแจ็ค ฟิลิปส์พนักงานวิทยุบนเรือไททานิค เพื่อบอกว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับภูเขาน้ำแข็ง แต่ฟิลิปส์กำลังยุ่งกับการส่งต่อข้อความของผู้โดยสาร และตอบกลับอีแวนส์อย่างหยาบคายให้เขาเงียบ อีแวนส์จำต้องปิดวิทยุและเข้านอน สิบนาทีต่อมาไททานิคก็ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง สัญญาณขอความช่วยเหลือไร้คำตอบ เพราะไม่มีใครคอยฟัง

ใน 1 ซามูเอล เราอ่านพบว่าปุโรหิตของอิสราเอลฉ้อฉล และสูญเสียสายตาและหูฝ่ายวิญญาณขณะที่บ้านเมืองกำลังตกอยู่ในอันตราย “พระดำรัสของพระเจ้ามีมาแต่น้อย ไม่มีนิมิตบ่อยนัก” (1 ซมอ.3:1) แต่พระเจ้าทรงไม่ละความ พยายามกับประชากรของพระองค์ พระองค์เริ่มตรัสกับเด็กชายที่ชื่อซามูเอล ซึ่งถูกเลี้ยงดูในบ้านของปุโรหิต ชื่อของซามูเอลมีความหมายว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับฟัง” เป็นที่ระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานมารดาของท่าน แต่ซามูเอลจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการฟังเสียงพระเจ้า

“ขอตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่” (ข้อ 10) ผู้รับใช้เป็นผู้ฟัง ขอให้เราเองเลือกที่จะฟังและเชื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยในพระคัมภีร์เช่นกัน จงมอบชีวิตของเราแก่พระองค์ และเป็นผู้รับใช้ที่ถ่อมสุภาพ ซึ่งเปิด “วิทยุ” เอาไว้เสมอ

งานที่ยิ่งใหญ่

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจพบและแกะเทปกาวที่มีคนเอามาติดไว้เพื่อกันไม่ให้ประตูปิด เมื่อเขากลับมาตรวจสอบประตูอีกก็พบว่ามีเทปกาวมาติดไว้เหมือนเดิม เขาโทรเรียกตำรวจและสามารถจับกุมนักย่องเบาได้ 5 คน

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้นี้ทำงานอยู่ที่อาคารวอเตอร์เกทในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมืองใหญ่ในอเมริกา และเขากลายเป็นผู้เปิดโปงเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต เพียงเพราะเขาปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังและเต็มที่

เนหะมีย์เริ่มบูรณะกำแพงขึ้นใหม่รอบๆกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นงานที่ท่านทำอย่างจริงจัง ขณะที่การบูรณะซ่อมแซมใกล้จะเสร็จ ศัตรูที่อยู่ล้อมรอบก็นัดท่านลงไปพบที่หมู่บ้านข้างเคียง คำเชิญที่ดูเป็นมิตรนี้แท้จริงคือกับดักที่เป็นกลลวง (นหม.6:1-2) แต่คำตอบของเนหะมีย์แสดงถึงความแน่วแน่ของท่าน “ข้าพเจ้ากำลังทำงานใหญ่ ลงมาไม่ได้ ทำไมจะให้งานหยุดเสียในขณะที่ข้าพเจ้าทิ้งงานลงมาหาท่าน” (ข้อ 3)

แม้เนหะมีย์พอจะมีอำนาจอยู่บ้าง แต่ท่านก็ไม่ใช่วีรบุรุษในอันดับต้นๆ ท่านไม่ได้เป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่กวีหรือผู้เผยพระวจนะ ไม่ใช่กษัตริย์หรือนักปราชญ์ ท่านเป็นแค่พนักงานเชิญถ้วยเสวยที่ผันตัวเองมาเป็นผู้รับเหมา แต่ท่านเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่สำคัญสำหรับพระเจ้า ขอให้เราจริงจังกับงานที่พระเจ้ามอบหมายและทำสิ่งนั้นอย่างดีโดยอาศัยฤทธิ์เดชและการจัดเตรียมของพระองค์