Category  |  ODB

วางใจในความสว่าง

พยากรณ์อากาศบอกว่าจะเกิดพายุไซโคลนระเบิด ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อพายุฤดูหนาวทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่ความกดอากาศลดลง พอตกกลางคืนพายุหิมะทำให้ทัศนวิสัยบนทางหลวงที่ไปยังสนามบินเดนเวอร์แย่ลงจนเกือบจะมองไม่เห็นทาง แต่เมื่อคนที่บินกลับมาเยี่ยมบ้านเป็นลูกสาวคุณเอง คุณจะทำทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้ เช่น สำรองเสื้อผ้าและน้ำเผื่อไว้ (ในกรณีที่คุณต้องติดอยู่บนทางหลวง) ขับรถให้ช้าที่สุด อธิษฐานไปตลอดทาง และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญไม่น้อยคือ วางใจในไฟหน้ารถของคุณ และบางครั้งคุณจะสามารถทำในสิ่งที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้

พระเยซูทรงพยากรณ์ถึงพายุที่กำลังจะมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ (ยน.12:31-33) และอีกลูกหนึ่งเป็นการท้าทายสาวกของพระองค์ให้คงไว้ซึ่งความสัตย์ซื่อและปรนนิบัติพระองค์ต่อไป (ข้อ 26) สถานการณ์กำลังมืดมนลงจนเกือบจะมองไม่เห็น พระเยซูบอกให้พวกเขาทำอะไร ทรงบอกว่าจงเชื่อหรือวางใจในความสว่าง (ข้อ 36) นั่นเป็นทางเดียวที่พวกเขาจะสามารถเดินหน้าต่อไปและคงไว้ซึ่งความสัตย์ซื่อ

พระเยซูจะอยู่กับพวกเขาอีกเพียงไม่นาน แต่ผู้เชื่อมีองค์พระวิญญาณผู้ทรงเป็นแสงส่องนำทางเราไปตลอด เราเองก็จะเผชิญกับช่วงเวลาที่มืดมิดจนเกือบจะมองไม่เห็นหนทางข้างหน้า แต่โดยการเชื่อหรือไว้วางใจในความสว่าง เราจะเดินหน้าต่อไปได้

เรียกสิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมา

ที่ร้านขายโทรศัพท์ ศิษยาภิบาลหนุ่มเตรียมฟังข่าวร้ายหลังจากที่เขาทำสมาร์ทโฟนหล่นระหว่างที่เรียนพระคัมภีร์ นั่นหมายความว่าเขากำลังสูญเสียทุกสิ่งใช่หรือไม่ เปล่าเลย พนักงานในร้านสามารถกู้ข้อมูลรวมทั้งวีดีโอและภาพในพระคัมภีร์กลับคืนมาได้หมด แถมยังกู้ “ทุกภาพที่ผมเคยลบออกไป” ให้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นทางร้านยัง “ให้โทรศัพท์เครื่องใหม่แทนเครื่องเก่าที่ผมทำพังอีกด้วย” เขาบอกว่า “สิ่งที่ผมได้คืนมานั้นมากกว่าสิ่งที่ผมสูญเสียไปซะอีก”

ดาวิดเคยเป็นผู้นำในการช่วยกู้เชลยจากมือของคนอามาเลข หลังจากที่ถูกผู้นำชาวฟีลิสเตียดูหมิ่น ดาวิดและกองทัพของท่านก็เดินทางกลับมาและพบว่า ชาวอามาเลขได้บุกโจมตีและเผาทำลายเมืองศิกลากของพวกเขาจนสิ้น อีกทั้งจับ “ผู้หญิงกับทุกคนที่อยู่ในนั้น” ไปเป็นเชลย รวมทั้งภรรยาและลูกๆของพวกเขา (1 ซมอ.30:2-3) “แล้วดาวิดกับประชาชนที่อยู่กับท่านก็ร้องไห้เสียงดังจนเขาไม่มีกำลังจะร้องไห้อีก” (ข้อ 4) พวกทหารต่างพากันขมขื่นกับดาวิดจนถึงกับพูดกันว่าจะ “ขว้างท่านเสียด้วยก้อนหิน” (ข้อ 6)

“แต่ดาวิดก็มีกำลังขึ้นในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน” (ข้อ 6) ตามที่พระเจ้าสัญญาไว้ ดาวิดได้ติดตามคนอามาเลขไปและ “ได้สิ่งของต่างๆที่คนอามาเลขริบคืนมาทั้งหมด...ไม่มีอะไรขาดจากท่านไปเลย ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ บุตรชายหรือบุตรหญิง ในสิ่งที่ริบไปหรือสิ่งที่เขาเหล่านั้นเอาไป ดาวิดได้คืนมาหมด”(ข้อ 18-19) เมื่อเราเผชิญกับการโจมตีฝ่ายวิญญาณซึ่ง “ปล้น” แม้กระทั่งความหวังไปจากเรา ขอให้เราได้พบกำลังที่เข้มแข็งในพระเจ้า พระองค์จะอยู่กับเราในทุกความท้าทายของชีวิต

คุณมีชื่อเสียงในเรื่องใด

ในการแข่งขันกีฬาระดับมัธยม เท็ดเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่ตัวใหญ่และเสียงดังที่สุดบนอัฒจันทร์ เขาสูงเกือบ 2 เมตรและหนัก 130 กิโลกรัมก่อนที่สุขภาพของเขาจะแย่ลง เพลงเชียร์ “สีฟ้า!” (ซึ่งเป็นสีของโรงเรียน) ที่มีพลังและลีลาการโยนขนมหวานในงานโรงเรียนของเท็ดกลายเป็นตำนานที่ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “ยักษ์ใหญ่สีฟ้า”

ชื่อเสียงของเท็ดไม่ได้มีแค่เรื่องการนำเชียร์ หรือเรื่องที่เขาติดเหล้าในสมัยหนุ่มๆ แต่เขาเป็นที่จดจำเพราะความรักที่เขามีต่อพระเจ้าและครอบครัว รวมทั้งความมีน้ำใจและความเมตตาของเขา ในพิธีไว้อาลัยซึ่งใช้เวลา 4 ชั่วโมงแขกที่มางานคนแล้วคนเล่าต่างเป็นพยานถึงชีวิตที่เหมือนพระคริสต์ของชายผู้ซึ่งได้รับการไถ่ออกมาจากความมืดโดยฤทธิ์อำนาจของพระเยซู

ในเอเฟซัส 5:8 เปาโลเตือนผู้เชื่อว่า “เมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง” นั่นคือสิ่งที่ท่านเรียกร้องจากผู้เชื่อทุกคนในพระเยซู ลูกของความสว่างเช่นเท็ดมีเรื่องมากมายที่จะบอกกับผู้คนซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยความมืดของโลกนี้ จงหลีกเลี่ยงจาก “กิจการของความมืดอันไร้ผล” (ดูข้อ 3-4, 11) ผู้คนในชุมชนของเราและทั่วโลกต้องการพยานที่เจิดจ้าและแตกต่าง ผู้ซึ่งความสว่างของพระเยซูได้ส่องลงมาบนเขา (ข้อ 14) แล้วต้องแตกต่างอย่างไรหรือ ก็เช่นเดียวกับที่ความสว่างแตกต่างจากความมืด

เราเป็น

การตั้งชื่อเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งชื่อเด็ก บริษัท หรือสัตว์เลี้ยง พ่อแม่ นักธุรกิจ และครอบครัวต่างใช้สมองในการเลือกชื่อที่สมบูรณ์แบบ คนส่วนใหญ่ที่พยายามเลือกชื่อที่ดีเยี่ยมไปจนถึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวก็เพื่อให้ได้ชื่อที่มีความหมายดีๆ ตัวอย่างเช่นชื่อในภาษาจีนของฉัน ซึ่งเกิดจากความปรารถนาของพ่อแม่ที่ต้องการให้ฉันเป็นคนฉลาด

ในสมัยพระคัมภีร์ชื่อก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง โมเสสตระหนักถึงความสำคัญของชื่อ เมื่อพระเจ้าพบท่านตรงพุ่มไม้ที่ลุกโชน และมอบภารกิจให้ท่านช่วยกู้ชนชาติอิสราเอลจากฟาโรห์ ท่านทูลถามพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงพระนามว่ากระไร” (ดูอพย.3:13) พระเจ้าตอบว่า “เราเป็น” (ข้อ 14) ซึ่งหมายถึงพระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์ทรงดำรงอยู่ก่อนและทรงอยู่ได้ด้วยพระองค์เอง ทรงครอบคลุมทุกสิ่งและไร้ขีดจำกัด พระองค์ทรงมีอำนาจสูงสุดแต่ผู้เดียวในจักรวาล พระองค์ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งใดเพื่อจะดำรงอยู่ พระองค์ทรงเป็นเหมือนเดิมวานนี้ วันนี้และตลอดไป ไม่มีสิ่งใดทำให้พระองค์มีพระลักษณะที่เปลี่ยนไปหรือยอมผ่อนปรนในเรื่องความซื่อตรงและชอบธรรม

พระนามของพระเจ้าเป็นรากฐานอันมั่นคงของการที่เราเชื่อมั่นในความสัตย์ซื่อของพระองค์ การเข้าใจพระนามของพระเจ้าจะช่วยให้เราไว้วางใจพระองค์ในชีวิตประจำวันและในหน้าที่ที่เรารับผิดชอบ เพราะเรารู้ว่า “เราเป็น” ผู้ไร้ขีดจำกัดทรงอยู่กับเราและพระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ลงทุนในความเชื่อ

ในวันคริสต์มาสปีที่ 12 เด็กชายตั้งตารอเวลาที่จะได้เปิดของขวัญใต้ต้นคริสต์มาส เขาอยากได้รถจักรยานคันใหม่ แต่ความหวังนั้นต้องมลายเมื่อของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เขาได้รับคือ พจนานุกรม ซึ่งมีข้อความเขียนไว้ในหน้าแรกว่า “แด่ชาร์ลส์ จากพ่อและแม่ ปี 1958 ด้วยรักและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกจะมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมที่สุด”

ในช่วงสิบปีหลังจากนั้นเขามีผลการเรียนที่ดี จบมหาวิทยาลัยและจบการฝึกด้านการบินในเวลาต่อมา เขาเป็นนักบินในต่างประเทศซึ่งช่วยเติมเต็มความปรารถนาที่จะให้ความช่วยเหลือและแบ่งปันเรื่องของพระเยซูกับผู้ที่ขัดสน ราว 60 ปีแล้วที่เขาได้รับของขวัญชิ้นนั้น เขาได้แบ่งปันพจนานุกรมเก่าแก่เล่มนี้กับหลานๆ มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของการลงทุนด้วยความรักสำหรับอนาคตของเขาจากพ่อและแม่ เขายังคงให้คุณค่ากับมัน และเขายิ่งขอบคุณพระเจ้าที่พ่อแม่ได้ลงทุนสร้างความเชื่อโดยสอนเรื่องของพระเจ้าและพระคัมภีร์ให้เขาทุกวัน

เฉลยธรรมบัญญัติ 11 พูดถึงความสำคัญในการฉวยทุกโอกาสเพื่อแบ่งปันพระคำกับเด็กๆ “ท่านจงสอนถ้อยคำเหล่านี้ แก่บุตรหลานของท่านทั้งหลาย จงพูดถึงถ้อยคำเหล่านี้เมื่อท่านอยู่ในเรือน และเมื่อท่านเดินอยู่ตามทาง เมื่อท่านนอนลง หรือลุกขึ้น” (ข้อ 19)

สำหรับชาร์ลส์ค่านิยมในเรื่องนิรันดร์กาลที่เขาถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กนั้นได้เบ่งบานเป็นการรับใช้พระผู้ช่วยให้รอดในตลอดชีวิตของเขา โดยพระเจ้า ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เราลงทุนไปเพื่อช่วยใครบางคนให้เติบโตฝ่ายวิญญาณ จะเกิดดอกออกผลมากแค่ไหน

รอคอยพระพร

ร้านอาหารยอดนิยมในกรุงเทพเสิร์ฟน้ำซุปที่ทำจากน้ำต้มกระดูกซึ่งผ่านการปรุงรสมาเป็นเวลานานถึง 45 ปี และมีการเติมใหม่ทุกวัน กรรมวิธีในการตุ๋นหรือเคี่ยวอย่างต่อเนื่องยาวนานนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง เช่นเดียวกับที่ “ของเหลือ” บางอย่างมักมีรสดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เวลาในการปรุงที่ยาวนานก็จะช่วยผสมผสานและสร้างรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับอาหาร ร้านแห่งนี้ชนะรางวัลน้ำซุปที่อร่อยที่สุดในประเทศไทยหลายรางวัลด้วยกัน

สิ่งดีมักต้องใช้เวลา แต่ธรรมชาติมนุษย์มักมีปัญหาเรื่องความอดทน คำถามที่ว่า “อีกนานแค่ไหน” จึงปรากฏอยู่ทั่วพระคัมภีร์ ตัวอย่างเช่นผู้เผยพระวจนะฮาบากุกผู้เริ่มต้นหนังสือของท่านด้วยคำถามที่ว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะร้องทุกข์นานสักเท่าใด และพระองค์มิได้ทรงฟัง” (ฮบก.1: 2) ฮาบากุก (แปลว่า “นักสู้”) ได้พยากรณ์ถึงการที่พระเจ้าทรงพิพากษาประเทศของท่าน (ยูดาห์) โดยการรุกรานจากอาณาจักรบาบิโลน ท่านปล้ำสู้กับการที่พระเจ้าทรงปล่อยให้คนชั่วเจริญขึ้นโดยการหาประโยชน์จากผู้อื่น แต่พระเจ้าสัญญาว่าความหวังและการฟื้นฟูจะมาในเวลาของพระองค์ “เพราะว่านิมิตนั้นยังรอเวลาของมันอยู่...ถ้าดูช้าไป ก็จงคอยสักหน่อย มันจะบังเกิดขึ้นเป็นแน่ คงไม่ล่าช้านัก” (2:3)

ชาวยิวตกเป็นเชลยในบาบิโลนถึง 70 ปี ซึ่งอาจดูว่านานในสายตาของมนุษย์ แต่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและรักษาพระดำรัสของพระองค์

พระพรที่ดีที่สุดบางอย่างอาจต้องรอนานกว่าจะได้รับ แม้พระพรนั้นดูเหมือนช้า แต่จงมองไปที่พระองค์! พระองค์ทรงเตรียมพระพรทุกประการด้วยสติปัญญาและการดูแลที่สมบูรณ์แบบ และพระองค์ทรงควรค่าแก่การรอคอยเสมอ

ลิดเพื่อให้เกิดผล

ขณะจ้องดูผึ้งตัวใหญ่ที่กำลังบินวนเวียนอยู่เหนือพุ่มรัสเซียนเสจ ผมรู้สึกประหลาดใจกับกิ่งที่เต็มไปด้วยดอกสีฟ้าสดใสซึ่งดึงดูดสายตาของทั้งผมและผึ้ง เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาผมยังสงสัยว่ามันจะออกดอกได้อีกหรือ ตอนที่พ่อตากับแม่ยายผมตัดต้นแพงพวยตรงโคนต้น ผมคิดว่าพวกเขาคงจะกำจัดมันทิ้ง แต่ตอนนี้ผมเห็นกับตาแล้วว่า การตัดแต่งกิ่งที่ดูโหดร้ายสำหรับผมในเวลานั้นทำให้เกิดผลที่งดงามเพียงใด

ความงามอันน่าประหลาดซึ่งเกิดจากแผลฉกรรจ์นี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พระเยซูทรงเลือกภาพการลิดเพื่ออธิบายถึงการทำงานของพระเจ้าในหมู่ผู้เชื่อ ในยอห์น 15 พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา...แขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น” (ข้อ 1-2)

คำตรัสของพระเยซูย้ำเตือนเราว่า พระเจ้าทรงทำกิจอยู่ภายในเราเสมอทั้งในช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณและช่วยให้เราเกิดผล (ข้อ 5) ในช่วงของ “การลิด” ซึ่งเป็นฤดูกาลแห่งความทุกข์ยากหรือความหดหู่ใจ เราอาจสงสัยว่าเราจะเติบโตได้อีกหรือ แต่พระเยซูทรงหนุนใจเราให้ติดสนิทกับพระองค์ต่อไป “แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น” (ข้อ 4)

เมื่อเรายังคงได้รับการบำรุงเลี้ยงฝ่ายวิญญาณจากพระเยซูอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์แห่งความงดงามและการเกิดผลของชีวิตเรา (ข้อ 8) จะทำให้โลกเห็นถึงความประเสริฐของพระเจ้า

บ้านบนศิลา

บ้านจำนวน 34,000 หลังในรัฐหนึ่งของสหรัฐมีความเสี่ยงที่จะถล่มลงมาเนื่องจากฐานรากมีปัญหา ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บริษัทคอนกรีตแห่งหนึ่งได้ใช้หินจากเหมืองที่เจือปนด้วยแร่ซึ่งทำให้คอนกรีตเกิดรอยร้าวและพังลงมาเมื่อเวลาผ่านไป ฐานรากของบ้านเกือบ 600 หลังได้ถล่มลงมาแล้วและมีแนวโน้มว่าตัวเลขจะพุ่งสูงขึ้นอีก

พระเยซูใช้ภาพการสร้างบ้านบนรากฐานที่ผิดเพื่ออธิบายว่า การสร้างชีวิตบนรากฐานที่ไม่มั่นคงนั้นมีความเสี่ยงมากยิ่งกว่า พระองค์ตรัสว่าบางคนสร้างชีวิตบนศิลาที่แข็งแกร่งเพื่อจะยืนหยัดอยู่ได้เมื่อเผชิญกับพายุที่รุนแรง แต่บางคนสร้างชีวิตบนดินทราย เมื่อพายุพัดมาชีวิตก็พังทลายและ “การซึ่งพังทลายนั้นก็ใหญ่ยิ่ง” (มธ.7:27) ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างการสร้างบ้านบนรากฐานที่มั่นคงกับรากฐานที่อ่อนยวบคือการ “ประพฤติตาม” คำสอนของพระคริสต์ (ข้อ 26) คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราได้ยินพระดำรัสของพระองค์หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราประพฤติตามคำสอนนั้นตามที่พระองค์ให้เราทำได้หรือเปล่า

โลกนี้มีสติปัญญารวมทั้งคำแนะนำและความช่วยเหลือมากมายให้กับเราซึ่งล้วนแต่ดีและมีประโยชน์ อย่างไรก็ตามหากเราวางชีวิตของเราบนรากฐานอื่นที่ไม่ใช่การเชื่อฟังด้วยใจถ่อมต่อความจริงของพระเจ้า เราจะชักนำปัญหาเข้ามา การทำตามสิ่งที่พระเจ้าตรัสโดยกำลังจากพระองค์คือวิธีเดียวที่จะสร้างบ้านหรือชีวิตเราไว้บนศิลา

อนาคตแห่งการอภัย

เมื่อประเทศแอฟริกาใต้เปลี่ยนการปกครองจากรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวเป็นประชาธิปไตยในปี 1994 ก็ได้พบปัญหาการจัดการอาชญากรรมที่เกิดจากนโยบายแบ่งแยกสีผิว ผู้นำประเทศไม่อาจเมินเฉยต่ออดีต แต่การลงโทษรุนแรงต่อผู้ทำผิดก็เสี่ยงต่อการทำให้บาดแผลของประเทศเลวร้ายยิ่งขึ้น เดสมอนด์ ตูตู อาร์คบิชอปแองกลิกันผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้อธิบายไว้ในหนังสือ ไม่มีอนาคตหากไม่มีการอภัย ว่า “เราทำให้เกิดความยุติธรรมได้อย่างแน่นอน เป็นความยุติธรรมที่เกิดจากการแก้แค้น และทำให้แอฟริกาใต้กลายเป็นเถ้าถ่าน”

โดยการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งความจริงและการสมานฉันท์ ระบอบประชาธิปไตยใหม่เลือกหนทางที่ยากในการที่จะแสวงหาความจริง ความยุติธรรม และความเมตตา ผู้กระทำผิดได้รับการเสนอโอกาสให้กลับตัว หากเต็มใจสารภาพความผิดและจ่ายค่าเสียหาย โดยการเผชิญความจริงอย่างกล้าหาญเท่านั้นที่ทำให้ประเทศเริ่มได้รับการเยียวยา

สภาวะที่น่าลำบากใจของแอฟริกาใต้นี้สะท้อนการต่อสู้ที่เราทุกคนต้องเผชิญ เราเรียกว่าการร้องหาทั้งความยุติธรรมและความกรุณา (มคา.6:8) แต่ความกรุณามักถูกเข้าใจผิดว่าคือการขาดความรับผิดชอบ ในขณะที่การเรียกร้องความยุติธรรมอาจถูกบิดเบือนให้กลายเป็นการแก้แค้น

ทางเดียวที่เราจะมุ่งไปข้างหน้าคือความรักที่ไม่เพียง “เกลียดชังสิ่งที่ชั่ว”(รม.12:9) แต่ยังปรารถนาจะนำการเปลี่ยนแปลงและสิ่งดีไปสู่ “เพื่อนบ้าน” (13:10) ด้วยกำลังจากพระวิญญาณ เราเรียนรู้ที่จะมีอนาคตที่เอาชนะความชั่วด้วยความดีได้ (12:21)

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไป นั่นเป็นการแสดงว่าท่านยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ของเรา