เติบโตในพระคุณพระเจ้า
นักเทศน์ชาวอังกฤษ ชาร์ลส์ เอ็ช สเปอร์เจียน (1834-1892) ใช้ชีวิตแบบ “เต็มร้อย” ท่านเป็นศิษยาภิบาลตอนอายุสิบเก้า ต่อมาไม่นานท่านได้เทศนากับฝูงชน ท่านเรียบเรียงทุกคำเทศนาด้วยตัวเอง ซึ่งในภายหลังรวมเป็นหนังสือได้ 63 เล่ม ท่านเขียนหนังสือคำอธิบายพระคัมภีร์ หนังสือเรื่องการอธิษฐานและงานอื่นมากมาย ปกติแล้วท่านอ่านหนังสือหกเล่มต่อสัปดาห์! หนึ่งในคำเทศนาของท่าน กล่าวว่า “ความบาปของการไม่ทำอะไรเป็นบาปที่ใหญ่ที่สุด เพราะมันเกี่ยวข้องกับความบาปส่วนใหญ่...ความนิ่งเฉยที่เลวร้าย! ขอพระเจ้าช่วยเราด้วย!”
ชาร์ลส์ สเปอร์เจียนใช้ชีวิตด้วยความอุตสาหะ ท่าน “อุตส่าห์จนสุดกำลัง” (2 ปต.1:5) เพื่อจะเติบโตในพระคุณพระเจ้าและอยู่เพื่อพระองค์ ถ้าเราเป็นผู้ติดตามพระคริสต์ พระเจ้าทรงสามารถปลูกฝังความต้องการและความสามารถที่เราจะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นได้ เพื่อ “อุตส่าห์จนสุดกำลังที่จะเอาคุณธรรมเพิ่มความเชื่อ เอาความรู้เพิ่มคุณธรรม...เอาขันตีเพิ่มความเหนี่ยวรั้งตน...และเอาธรรมเพิ่มขันตี” (ข้อ 5-7)
เราแต่ละคนมีแรงจูงใจ ความสามารถ และระดับพลังงานแตกต่างกัน ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถหรือควรใช้ชีวิตอย่างชาร์ลส์ สเปอร์เจียน แต่เมื่อเราเข้าใจทุกอย่างที่พระเยซูทรงทำเพื่อเรา เราก็มีแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะใช้ชีวิตอย่างอุตสาหะและสัตย์ซื่อ และเราได้รับกำลังผ่านสิ่งที่พระเจ้ามอบให้ในการดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์และรับใช้พระองค์ โดยทางพระวิญญาณพระเจ้าทรงเสริมกำลังในความพยายามของเราที่จะทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ให้สำเร็จ
คำอธิษฐานที่ถูกปิดกั้น
รถสำรวจดาวอังคาร ออปเพอร์จูนิที สื่อสารกับเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่นขององค์การนาซ่าอย่างซื่อสัตย์มาตลอดสิบสี่ปี หลังลงจอดในปี 2004 มันได้เดินทางไปบนผิวดาวอังคารแล้ว 45 กิโลเมตร ถ่ายภาพนับพันและวิเคราะห์วัตถุมากมาย แต่ในปี 2018 การสื่อสารได้สิ้นสุดลงเมื่อพายุฝุ่นลูกใหญ่ปกคลุมแผงเซลล์แสงอาทิตย์ทำให้รถสำรวจขาดพลังงาน
เป็นไปได้ด้วยหรือที่เราจะยอมให้ “ฝุ่น” มาปิดกั้นเราจากการสื่อสารกับ“ใครบางคน” นอกโลก เมื่อพูดถึงการอธิษฐาน ซึ่งก็คือการสื่อสารกับพระเจ้ามีบางอย่างที่อาจเข้ามาขวางกั้นเอาไว้ได้
พระคัมภีร์กล่าวว่าความบาปขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า “ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วไว้ในใจข้าพเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าคงไม่ทรงสดับ” (สดด.66:18) พระเยซูสอนว่า “เมื่อท่านยืนอธิษฐานอยู่ ถ้าท่านมีเหตุกับผู้หนึ่งผู้ใดจงยกโทษให้ผู้นั้นเสีย เพื่อพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะโปรดยกความผิดของท่านด้วย” (มก.11:25) การสื่อสารระหว่างเรากับพระเจ้าอาจถูกขวางกั้นจากความสงสัยและปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ (ยก.1:5-7; 1 ปต.3:7)
ออปเพอร์จูนิทีอาจถูกปิดกั้นทางการสื่อสารตลอดกาล แต่การอธิษฐานของเราไม่จำเป็นต้องถูกปิดกั้น พระเจ้าทรงนำเราด้วยความรักเพื่อรื้อฟื้นการสื่อสารกับพระองค์ผ่านการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อเราสารภาพบาปและหันกลับมาหาพระองค์ โดยพระคุณเราจะได้พบการสื่อสารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จักรวาลเคยมีนั้น คือการได้อธิษฐานเป็นส่วนตัวระหว่างเรากับพระเจ้าองค์บริสุทธิ์
สติปัญญาที่เราต้องการ
เอลเลนเปิดตู้จดหมายและพบซองขนาดใหญ่โดยระบุที่อยู่ของเพื่อนรักเธอเป็นผู้ส่ง วันก่อนเธอได้แบ่งปันความทุกข์ที่คล้ายกันกับเพื่อนคนนี้ เธอแกะห่อนั้นด้วยความสงสัยและพบสร้อยคอลูกปัดหลากสีร้อยด้วยเชือกกระสอบธรรมดา การ์ดที่แนบมามีคำขวัญของบริษัทว่า “อ่านแบบรหัสมอส” และคำที่ถอดรหัสเป็นข้อความหลักแหลมที่ซ่อนไว้ในสร้อยคอว่า “จงแสวงหาทางของพระเจ้า” เอลเลนยิ้มขณะสวมสร้อยไว้ที่คอ
พระธรรมสุภาษิตเป็นหนังสือที่รวบรวมคำพูดแห่งสติปัญญา หลายบทเขียนขึ้นโดยซาโลมอนผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นชายที่ฉลาดที่สุดในยุคของพระองค์ (1 พกษ.10:23) ทั้ง 31 บทล้วนเรียกให้ผู้อ่านรับฟังสติปัญญาและหลีกเลี่ยงความโง่เขลา เริ่มต้นด้วยข้อความหลักของสุภาษิต 1:7 “ความยำเกรงพระเจ้าเป็นบ่อเกิดของความรู้” สติปัญญาคือการรู้ว่าควรทำอะไรเมื่อไหร่ ซึ่งได้มาจากการถวายเกียรติแด่พระเจ้าโดยแสวงหาทางของพระองค์ ในช่วงบทนำบอกเราว่า “จงฟังคำเตือนของพ่อเจ้าและอย่าทิ้งคำสั่งสอนของแม่เจ้า เพราะทั้งสองนั้นเป็นมงคลงามสวมศีรษะของเจ้า เป็นจี้ห้อยคอของเจ้า” (ข้อ 8-9)
เพื่อนของเอลเลนได้ชี้นำเธอไปยังแหล่งแห่งสติปัญญาที่เธอต้องการ คือการแสวงหาทางของพระเจ้า ของขวัญชิ้นนี้ช่วยให้เธอหันความสนใจไปยังที่ซึ่งเธอจะพบความช่วยเหลือที่ต้องการได้
เมื่อเราถวายเกียรติแด่พระเจ้าและแสวงหาทางของพระองค์ เราจะได้รับสติปัญญาที่เราต้องการในแต่ละเรื่องและในทุกๆเรื่องที่เราเผชิญในชีวิต
ไม่ขาดพ่อ
จอห์น โซเวอส์ เขียนในหนังสือชื่อ ยุคของคนที่ขาดพ่อ ไว้ว่า “ไม่มีคนในยุคใดได้เห็นพ่อที่ไม่อยากทำหน้าที่มากเท่ากับในยุคนี้ มีเด็กยี่สิบห้าล้านคนเติบโตขึ้นในครอบครัวที่พ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว” จากประสบการณ์ของผมเอง ถ้าผมบังเอิญเจอพ่อบนถนน ผมคงไม่รู้จักท่าน พ่อแม่ผมหย่ากันตอนผมยังเล็กและรูปของพ่อทั้งหมดถูกเผาทิ้ง ผมรู้สึกขาดพ่ออยู่หลายปี จนตอนอายุสิบสามปี ผมได้ยินคำอธิษฐานของพระเยซู (มธ.6:9-13) และพูดกับตัวเองว่าผมอาจจะไม่มีพ่อในโลก แต่ตอนนี้ผมมีพระเจ้าเป็นพระบิดาในสวรรค์
ในมัทธิว 6:9 สอนเราให้อธิษฐานว่า “พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ” ก่อนหน้านั้นข้อ 7 กล่าวว่าเมื่ออธิษฐานอย่า “พูดพล่อยๆซ้ำซาก” และเราอาจสงสัยว่าข้อความเหล่านี้เชื่อมโยงกันอย่างไร ผมตระหนักว่า เป็นเพราะพระเจ้าทรงจำได้เราจึงไม่ต้องพูดซ้ำ พระองค์ทรงเข้าใจอย่างแท้จริงเราจึงไม่ต้องอธิบาย พระองค์มีพระทัยที่เมตตา เราจึงไม่ต้องสงสัยในความประเสริฐของพระองค์ และเพราะพระองค์ทรงรู้จุดจบตั้งแต่ต้น เราจึงรู้ว่าเวลาของพระองค์นั้นดีเลิศที่สุด
เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของเรา เราไม่จำเป็นต้อง “พูดมากหลายคำ” (ข้อ 7) เพื่อรบเร้าพระองค์ โดยการอธิษฐานเรากำลังพูดกับพระบิดาผู้ทรงรักและห่วงใยเราและทรงทำให้เราเป็นบุตรของพระองค์ผ่านทางพระเยซู
“เนื้อหา” ในการแบ่งปันความเชื่อ
อลันมาขอคำแนะนำจากฉันเพื่อจัดการกับความกลัวในการพูดในที่สาธารณะ เขาเป็นเหมือนคนส่วนมากที่หัวใจเริ่มเต้นเร็ว ปากจะแห้งติดกัน และหน้าเริ่มแดง โรคกลัวการพูดในที่สาธารณะนี้เป็นหนึ่งในการกลัวสังคมที่หลายคนเป็น บางคนถึงกับพูดเล่นว่าพวกเขากลัวการพูดในที่สาธารณะยิ่งกว่ากลัวความตาย! ฉันช่วยให้อลันเอาชนะความกลัวว่าจะ “นำเสนอ” ได้ไม่ดีโดยแนะให้เขาจดจ่อกับสาระของสิ่งที่จะสื่อมากกว่าการที่ว่าจะนำเสนอได้ดีแค่ไหน
การเปลี่ยนจุดสนใจไปยังเนื้อหาที่จะแบ่งปันแทนที่จะสนใจความสามารถของคนที่แบ่งปันนั้นคล้ายกับวิธีของเปาโลในการนำคนมาถึงพระเจ้า เมื่อท่านเขียนจดหมายถึงคริสตจักรในโครินธ์ ท่านกล่าวว่าคำพูดและคำเทศนาของท่าน “ไม่ใช่คำที่เกลี้ยกล่อมด้วยสติปัญญา” (1 คร.2:4) แต่ท่านตั้งใจจดจ่ออยู่บนความจริงแห่งพระเยซูคริสต์และการทรงถูกตรึงที่กางเขน (ข้อ 2) โดยวางใจให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เจิมถ้อยคำของท่าน ไม่ใช่การมีโวหารดีในฐานะนักพูด
เมื่อเราได้รู้จักพระเจ้าเป็นการส่วนตัว เราจะอยากเล่าเรื่องราวของพระองค์ให้กับคนรอบข้าง แต่บางครั้งเราหลบเลี่ยงเพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดี คือไม่ใช่ด้วยคำพูดที่ “ถูกต้อง” หรือคมคาย เราสามารถทำเหมือนเปาโลโดยวางใจให้พระเจ้าทำงานในคำพูดของเราและแบ่งปันอย่างปราศจากความกลัวหรือความลังเลได้ โดยการจดจ่ออยู่ที่ “เนื้อหา” ของความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใดและในพระราชกิจอันอัศจรรย์ของพระองค์
ในพระเจ้าเราวางใจ
ช่วงแรกของสงครามปฏิวัติอเมริกา ปฏิบัติการเพื่อต่อต้านกองทัพอังกฤษได้เริ่มขึ้นในเมืองควิเบก เมื่อกองทัพเคลื่อนผ่านนิวเบอรี่พอร์ต รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งอยู่ระหว่างทางไปแคนาดา พวกเขาหยุดที่หลุมศพของนักเทศน์ชื่อดัง จอร์จ วิทฟิลด์ โลงศพของเขาถูกเปิดออก คอปกและข้อมือเสื้อถูกถอด ผ้าถูกตัดเป็นชิ้นๆ และแบ่งกันด้วยความเชื่อผิดๆว่าจะช่วยให้ทหารประสบความสำเร็จ
ปฏิบัติการครั้งนั้นล้มเหลว แต่สิ่งที่เหล่าทหารทำแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของมนุษย์เราที่มักเชื่อในบางสิ่งที่มีค่าน้อยกว่าความสัมพันธ์กับพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือกำลังของมนุษย์ แม้แต่ประเพณีทางศาสนาเพื่อความเป็นอยู่ดีของเรา พระเจ้าทรงเตือนคนของพระองค์ในเรื่องนี้เมื่ออัสซีเรียบุกมาโจมตีและพวกเขาแสวงหาความช่วยเหลือจากฟาโรห์แทนที่จะหันจากความบาปและกลับมาหาพระเจ้า “พระเจ้าองค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า ‘ในการกลับและหยุดพัก เจ้าทั้งหลายจะรอด กำลังของเจ้าจะอยู่ในความสงบ และความไว้วางใจ’ และเจ้าก็ไม่ยอมทำตาม แต่เจ้าทั้งหลายว่า ‘อย่าเลย เราจะขี่ม้าหนีไป’ เพราะฉะนั้น เจ้าก็จะหนีไป!” (อสย.30:15-16)
“ปฏิบัติการ” ของพวกเขาล้มเหลวเช่นกัน (ดังที่พระเจ้าตรัส) และอัสซีเรียมีชัยชนะเหนือยูดาห์ แต่พระเจ้าตรัสกับคนของพระองค์ด้วยว่า “พระเจ้าทรงคอยที่จะทรงพระกรุณาเจ้าทั้งหลาย” แม้ในยามที่เราเชื่อวางใจในสิ่งอื่นที่สำคัญน้อยกว่าพระองค์ พระเจ้าก็ยังทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์มาเพื่อช่วยให้เรากลับไปหาพระองค์ “ผู้ที่คอยท่าพระองค์จะได้รับพระพร” (ข้อ18)
วิธีในการชำระล้าง
เด็กน้อยสองคนร้องเพลง “แฮปปี้เบิร์ธเดย์” อย่างสนุกสนานคนละสองรอบขณะล้างมือที่อ่าง “ต้องใช้เวลานานเท่านี้นะถึงจะล้างเชื้อโรคได้หมด” แม่บอกพวกเขา พวกเขาได้เรียนรู้ว่าต้องใช้เวลาในการล้างสิ่งสกปรกออกจากมือก่อนเกิดโรคระบาดโควิด 19 เสียอีก
เราเรียนรู้จากโรคระบาดว่าการรักษาความสะอาดเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา การกำจัดบาปก็เป็นขั้นตอนที่ต้องทำเพื่อกลับไปหาพระเจ้าเช่นกัน
ยากอบหนุนใจผู้เชื่อในพระเยซูที่กระจายอยู่ทั่วอาณาจักรโรมันให้หันกลับมาจดจ่อที่พระเจ้า ชีวิตพวกเขาเต็มไปด้วยการทะเลาะและต่อสู้กันเพื่อจะเป็นฝ่ายที่เหนือกว่า ได้ครอบครอง ได้ความพึงพอใจของโลกนี้ มีเงินและเป็นที่ยอมรับซึ่งทำให้พวกเขาเป็นศัตรูต่อพระเจ้า ยากอบเตือนให้ “น้อมใจยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับมารและมันจะหนีท่านไป...คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจของตนให้บริสุทธิ์” (ยก.4:7-8) แต่จะทำได้อย่างไร
“จงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน” (ข้อ 8) นี่คือถ้อยคำแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ที่อธิบายถึงความจำเป็นในการหันกลับมาหาพระเจ้าเพื่อจะขจัดเอาเศษดินแห่งความบาปออกไปจากชีวิตเรา จากนั้นยากอบอธิบายวิธีในการชำระล้างว่า “จงเป็นทุกข์โศกเศร้าและร้องไห้ จงให้การหัวเราะกลับกลายเป็นการโศกเศร้า และความปีติยินดีกลับกลายเป็นความเศร้าสลด ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น” (ข้อ 9-10)
การรับมือกับความบาปของเรานั้นคือการถ่อมใจ แต่ฮาเลลูยา เพราะพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อที่จะเปลี่ยน “การชำระล้าง” ของเราให้กลายเป็นการนมัสการ
เลือกถวายเกียรติแด่พระเจ้า
นิยายเรื่อง ครอบครัวแสนสุข โดยลีโอ ตอลสตอย ตัวละครหลักเซอร์เกและมาช่าพบกันตอนที่มาช่ายังเด็กและประทับใจอะไรได้ง่ายๆ เซอร์เกเป็นนักธุรกิจอายุมากกว่าที่เดินทางบ่อย เขาเข้าใจโลกซึ่งกว้างใหญ่กว่าชนบทที่มาช่าอยู่ เวลาผ่านไปทั้งสองตกหลุมรักและแต่งงานกัน
พวกเขาอาศัยอยู่ในชนบท แต่มาช่าเริ่มเบื่อสิ่งรอบตัว เซอร์เกผู้รักเธอมากจึงพาเธอไปเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่นั่นความสวยและมีเสน่ห์ของมาช่าทำให้เธอโด่งดังในทันที เมื่อทั้งคู่กำลังจะกลับบ้าน เจ้าชายเสด็จมาในเมืองและต้องการพบเธอ เซอร์เกรู้ว่าเขาบังคับเธอให้กลับไปกับเขาได้ แต่เขาให้เธอตัดสินใจเองเธอเลือกที่จะอยู่ต่อ และการทรยศของเธอทำให้เขาใจสลาย
เช่นเดียวกับเซอร์เก พระเจ้าจะไม่มีวันบังคับเราให้สัตย์ซื่อต่อพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักเรา พระองค์จึงให้เราเลือกว่าจะรับหรือต่อต้านพระองค์ การเลือกครั้งแรกของเราที่จะรับพระองค์คือเมื่อเราตอบรับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ให้เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปเรา (1 ยน.4:9-10) หลังจากนั้นเราก็มีเรื่องที่ต้องตัดสินใจเลือกไปชั่วชีวิต
เราจะเลือกสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าตามที่พระวิญญาณทรงนำหรือจะยอมให้โลกล่อลวงเรา ชีวิตของดาวิดไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ท่านมักเขียนถึงการเดินอยู่ใน “ทางของพระเจ้า” และผลดีเมื่อทำเช่นนั้น (สดด.18:21-24) เมื่อการเลือกของเราถวายเกียรติแด่พระเจ้า เราจะได้รับพระพรดังที่ดาวิดกล่าวไว้ คือ พระเจ้าทรงสำแดงความรักมั่นคงต่อผู้ที่จงรักภักดี
อธิษฐานอย่างไม่เร่งรีบ
อลิซ คาโฮลูซูนา เล่าว่าชาวฮาวายจะนั่งอยู่ภายนอกวิหารของพวกเขาเป็นเวลานานเพื่อเตรียมตัวเองก่อนเข้าไปภายใน เมื่อเข้าไปแล้วพวกเขาจะคลานไปยังแท่นบูชาเพื่ออธิษฐาน จากนั้นจะออกมานั่งอยู่ด้านนอกอีกนานเพื่อให้คำอธิษฐานของพวกเขา “มีชีวิต” สมัยที่มิชชันนารีมายังเกาะนี้ คนฮาวายมองว่าคำอธิษฐานของพวกเขาดูแปลก มิชชันนารีจะยืนขึ้น พึมพำ 2-3 ประโยคและเรียกสิ่งนั้นว่า “การอธิษฐาน” พูดเอเมนและจบแค่นั้น คนฮาวายบอกว่าการอธิษฐานแบบนี้ “ไม่มีชีวิต”
เรื่องของอลิซบอกเล่าถึงคนของพระเจ้าที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาในการ “นิ่ง...และรู้” (สดด.46:10) จริงอยู่ที่พระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของเราไม่ว่าจะยืดยาวหรือรวบรัด แต่หลายครั้งจังหวะของชีวิตเราก็เป็นไปตามจังหวะของหัวใจ และเราต้องให้เวลาเพียงพอในการที่พระเจ้าจะตรัส ทั้งในชีวิตเราและในชีวิตของคนรอบข้างด้วย เราได้พลาดช่วงเวลาแห่งชีวิตนี้ไปกี่ครั้งแล้วด้วยการเร่งรีบ พูดเอเมนและจบแค่นั้น
เรามักขาดความอดทนกับทุกอย่างตั้งแต่คนที่เชื่องช้าไปจนถึงถนนที่การจราจรติดขัด แต่ผมเชื่อว่าพระเจ้าตรัสด้วยความเมตตาว่า “จงนิ่งเสีย สูดหายใจเข้าและออก ค่อยๆไปและจำไว้ว่าเราคือพระเจ้า คือที่กำบังและความเข้มแข็งของเจ้า เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก” การทำเช่นนั้นคือ การรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า คือการเชื่อวางใจ และการมีชีวิต