ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ขณะเล่นบาสเก็ตบอลอยู่กับพวกเพื่อนผู้หญิง แอมเบอร์คิดขึ้นมาได้ว่าชุมชนของเธอน่าจะได้ประโยชน์จากกลุ่มผู้หญิงนี้ เธอจึงก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรเพื่อสนับสนุนการร่วมงานเป็นทีมและเสริมสร้างคนรุ่นใหม่ บรรดาผู้นำของกลุ่มที่ชื่อสตรีชู้ตห่วงนี้ มุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจและคุณลักษณะที่ดีในผู้หญิงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และเพื่อหนุนใจให้พวกเขาเป็นผู้ให้ที่มีคุณค่าต่อชุมชนของตน หนึ่งในผู้เล่นของทีมรุ่นแรกซึ่งตอนนี้กลายเป็นพี่เลี้ยงของผู้เล่นใหม่ได้กล่าวไว้ว่า “มิตรภาพอันแน่นแฟ้นท่ามกลางเรานี้ เป็นสิ่งที่ฉันคิดถึงอยู่เสมอ เราช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหลายด้าน ฉันปรารถนาจะเห็นเด็กสาวเหล่านี้ประสบความสำเร็จและเติบโตขึ้น”
พระเจ้าทรงปรารถนาเช่นกันที่จะให้คนของพระองค์รวมตัวกันเป็นทีมเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อัครทูตเปาโลหนุนใจชาวเธสะโลนิกาให้ “หนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น” (1 ธส.5:11) พระเจ้าทรงนำเราเข้ามาสู่ครอบครัวแห่งประชากรของพระองค์ เพื่อพวกเขาจะเป็นความช่วยเหลือในชีวิตของเรา เราต้องการซึ่งกันและกันเพื่อจะเดินไปบนเส้นทางชีวิตในพระคริสต์ บางครั้งนั่นอาจหมายถึงการฟังคนอื่นที่กำลังทุกข์ยาก การหยิบยื่นความช่วยเหลือที่จำเป็น หรือการพูดหนุนใจสั้นๆ เราสามารถเฉลิมฉลองความสำเร็จต่างๆ ทูลอธิษฐานขอกำลังในยามลำบาก หรือหนุนใจซึ่งกันและกันให้เติบโตขึ้นในความเชื่อ และในทุกสิ่งนั้นเราสามารถ “หาทางทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง” (ข้อ 15)
เราสามารถชื่นชมกับสัมพันธภาพที่ดีเช่นนี้ เมื่อเราเข้าร่วมทีมกับผู้เชื่อในพระเยซูเพื่อจะไว้วางใจในพระเจ้าร่วมกัน!
ทรงอยู่ด้วยในหุบเขา
ขณะที่ฮันนาห์ วิลเบอร์ฟอร์ซ (ป้าของวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ ชาวอังกฤษผู้สนับสนุนการเลิกค้าทาส) กำลังจะเสียชีวิต เธอเขียนจดหมายโดยพูดถึงสิ่งที่ได้ยินเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเพื่อนผู้เชื่อในพระเยซูคนหนึ่งว่า “ความสุขเป็นของชายผู้เป็นที่รักซึ่งจากไปสู่สวรรค์ และตอนนี้ได้อยู่กับพระเยซูผู้ที่เขารักแม้ขณะที่ยังมองไม่เห็นพระองค์ หัวใจฉันเต้นโลดด้วยความสุข” แล้วเธอก็อธิบายสถานการณ์ของตนว่า “สำหรับฉันนั้นทั้งในยามดีและร้าย พระเยซูก็ทรงดีเสมอไป”
คำพูดของเธอทำให้ผมคิดถึงสดุดี 23 ที่ดาวิดเขียนว่า “แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาอันมืดมน (หุบเขาเงามัจจุราช) ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์” (ข้อ 4) ถ้อยคำเหล่านี้น่าสนใจเพราะในท่ามกลางหุบเขาแห่งเงามืดของความตาย ที่นี่เองที่พระลักษณะของพระเจ้าที่ดาวิดบรรยายกลายเป็นจริงสำหรับตัวท่าน จากที่พูดถึงพระเจ้าในตอนเริ่มต้นของสดุดีว่า “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ” (ข้อ 1) เปลี่ยนมาเป็นพูดกับพระเจ้าว่า “เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์” (ข้อ 4)
เป็นความรู้สึกมั่นใจจริงๆที่รู้ว่าพระเจ้าองค์มหิทธิฤทธิ์ ผู้ทรง “ให้กำเนิดโลกและพิภพ” (90:2) ทรงเปี่ยมไปด้วยความรักเมตตา โดยดำเนินไปกับเราแม้ในที่ซึ่งยากลำบากที่สุด ไม่ว่าสถานการณ์ของเราจะดีหรือร้าย เราสามารถหันไปหาองค์พระผู้เลี้ยง พระผู้ช่วยให้รอดและเพื่อนของเรา แล้วพบว่าพระองค์ทรง “ดีเสมอไป” ช่างดีจริงๆที่ความตายพ่ายแพ้ราบคาบไปแล้ว และเราจะ “อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์” (23:6)
ไม่ว่าจะนมัสการที่ไหน
อาการปวดหัวรุนแรงจนร่างกายอ่อนเพลียทำให้ฉันไม่ได้ไปร่วมนมัสการกับครอบครัวคริสตจักรที่ฉันอยู่...อีกแล้ว ฉันดูเทศนาออนไลน์ด้วยความเสียใจที่ต้องขาดการนมัสการร่วมกับพี่น้อง ตอนแรกฉันรู้สึกแย่กับคำบ่น เพราะคุณภาพของภาพและเสียงที่ไม่ดีนัก แต่เมื่อเสียงเพลงนมัสการที่คุ้นเคยดังขึ้น น้ำตาฉันไหลขณะที่ร้องเพลงนั้น “โอเจ้าแห่งดวงจิตเป็นนิมิตของข้า ทุกสิ่งไร้ราคาถ้าไม่มีพระองค์ ทรงดำรงในใจทุกคืนวันมั่นคง ตื่นขึ้นหรือนอนลงพระองค์ทรงนำพา” เมื่อมุ่งมองไปที่ของประทานแห่งการทรงสถิตอยู่เสมอของพระเจ้า ฉันก็นมัสการพระองค์ขณะนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น
ขณะที่พระคัมภีร์ยืนยันความสำคัญและความจำเป็นของการนมัสการร่วมกัน (ฮบ.10:25) แต่พระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ในอาคารคริสตจักร เมื่อพระเยซูพูดกับหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ พระองค์ทำสวนทางกับทุกสิ่งที่คนคาดหวังในพระเมสสิยาห์ (ยน.4:9) แทนการกล่าวโทษ พระเยซูทรงตรัสความจริงและสำแดงความรักแก่เธอที่ข้างบ่อน้ำนั้น (ข้อ 10) พระองค์สำแดงถึงการที่ทรงรู้จักประชากรของพระองค์อย่างใกล้ชิด (ข้อ 17-18) พระเยซูประกาศการเป็นพระเจ้าโดยตรัสว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเรียกร้องการนมัสการที่แท้จริงจากหัวใจของคน ไม่ใช่จากสถานที่ใดที่หนึ่ง (ข้อ 23-24)
เมื่อเรามุ่งมองว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด มองสิ่งที่พระองค์กระทำ และพระสัญญาทั้งสิ้น เราจะชื่นชมยินดีในการทรงสถิตอยู่เสมอของพระองค์ขณะที่เรานมัสการพระองค์กับผู้เชื่อคนอื่นๆ ทั้งที่ห้องนั่งเล่นและทุกหนทุกแห่ง!
ตัวบั่นทอน
มันเริ่มด้วยอาการระคายคอ ผมคิดในใจว่าแย่แล้ว อาการระคายคอนั้นกลายมาเป็นไข้หวัดใหญ่ ที่เป็นระยะเริ่มต้นของโรคหลอดลมอักเสบ ไข้หวัดใหญ่กลายเป็นไอกรน และไอกรนนี้เองได้กลายเป็นปอดอักเสบ
เป็นเวลา 8 สัปดาห์กับการไออย่างรุนแรงจนลำตัวแทบแตกเป็นเสี่ยง โรคไอกรนนี้มีที่มาสมกับชื่อจริงๆ มันทำให้ผมถ่อมใจ ผมไม่คิดว่าตัวเองจะแก่ขนาดนั้น แต่ผมก็อายุมากพอที่จะเริ่มคิดถึงว่าตัวเองนั้นแก่แล้ว สมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มย่อยที่คริสตจักรมีชื่อตลกๆสำหรับปัญหาสุขภาพที่โจมตีเมื่อเราอายุมากขึ้นว่า “ตัวบั่นทอน” แต่ไม่มีอะไรที่น่ารักเลยเมื่อตัวบั่นทอนนี้ “ปฏิบัติการ” ของมัน
ใน 2 โครินธ์ 4 เปาโลเองได้เขียนถึง “ตัวบั่นทอน” ในแบบที่ท่านพบ บทนี้บันทึกถึงการถูกข่มเหงที่ท่านและเพื่อนร่วมงานต้องทน การทำพันธกิจให้สำเร็จนั้นนำมาซึ่งความเหนื่อยล้าจนหมดกำลัง ท่านยอมรับว่า “กายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป” แต่ถึงแม้ร่างกายจะเสื่อมถอยจากอายุ การถูกข่มเหง และสภาพแวดล้อมที่หนักหนาสาหัส เปาโลยังคงยึดมั่นในความหวังที่ทำให้ท่านไปต่อได้ “แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” (ข้อ 16) ท่านยังเน้นย้ำว่า “การทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆ...ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น” เทียบไม่ได้กับสิ่งที่รอเราอยู่ นั่นคือ “ศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้” (ข้อ 17)
แม้ในค่ำคืนที่ผมเขียนอยู่นี้ กรงเล็บของตัวบั่นทอนจะยังเกาะแน่นที่หน้าอก แต่ผมรู้ว่ามันไม่ใช่บทสรุปของชีวิตผมและของทุกคนที่ยึดมั่นอยู่ในพระคริสต์
ความเชื่อของวัยรุ่น
ช่วงเวลาวัยรุ่นนั้นบางครั้งถือเป็นช่วงชีวิตที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับทั้งพ่อแม่และลูก ในการค้นหาของฉันเพื่อ “แยกตนเอง” จากแม่นั้นฉันปฏิเสธอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่ท่านเห็นว่าดีงามและต่อต้านกฎที่ท่านตั้งไว้ ระแวงในเจตนาของท่านว่าเพียงต้องการให้ฉันไม่มีความสุข แม้เราจะได้ข้อตกลงร่วมกันในเรื่องเหล่านั้น แต่ตอนนั้นความสัมพันธ์ของเราเต็มไปด้วยความตึงเครียด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแม่เป็นทุกข์ที่ฉันปฏิเสธไม่เชื่อฟังสติปัญญาในคำแนะนำของท่าน โดยรู้ว่าจะช่วยไม่ให้ฉันต้องเจ็บปวดทั้งทางกายและจิตใจโดยไม่จำเป็น
พระเจ้ามีพระทัยเช่นเดียวกันนี้ต่ออิสราเอลซึ่งเป็นบุตรของพระองค์ พระองค์ส่งมอบสติปัญญาในการดำเนินชีวิตไว้ในสิ่งที่เราเรียกว่าบัญญัติสิบประการ (ฉธบ.5:7-21) แม้จะถูกมองว่าเป็นกฎเกณฑ์ แต่ความตั้งใจของพระเจ้าปรากฏให้เห็นในคำตรัสกับโมเสสว่า “เขาทั้งหลายก็จะสุขเจริญอยู่ตลอดชั่วลูกหลานของเขาเป็นนิตย์” (ข้อ 29) โมเสสรับรู้ได้ถึงความปรารถนาของพระเจ้า โดยบอกว่าการเชื่อฟังในกฎบัญญัติจะทำให้พวกเขายินดีในการทรงสถิตอยู่ด้วยต่อไปในแผ่นดินแห่งพันธสัญญานั้น (ข้อ 33)
เราทุกคนล้วนผ่านช่วงเวลาของการเป็น “วัยรุ่น” กับพระเจ้า คือไม่ไว้วางใจว่าแนวทางในการดำเนินของพระองค์นั้นมีไว้เพื่อประโยชน์ของเราเอง ขอให้เราเติบโตขึ้นในการตระหนักว่าพระองค์ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้เรา และเรียนรู้ที่จะใส่ใจในสติปัญญาที่พระองค์มอบให้ การทรงนำของพระองค์มีเพื่อนำเราไปสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ โดยที่เราจะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น (สดด.119:97-104; อฟ.4:15; 2 ปต.3:18)
คุณชื่ออะไร
มีคนบอกว่าในชีวิตหนึ่งเราจะมีสามชื่อ ได้แก่ ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ ชื่อที่คนอื่นตั้งให้(ชื่อเสียง) และชื่อที่เราตั้งให้ตัวเอง (ลักษณะนิสัยของเรา) ชื่อที่คนอื่นตั้งให้นั้นสำคัญเพราะ “ชื่อเสียงดีเป็นสิ่งควรเลือกยิ่งกว่าความมั่งคั่งมากมาย และซึ่งเป็นที่โปรดปราน ก็ดีกว่ามีเงินหรือทอง” (สภษ.22:1) แต่ขณะที่ชื่อเสียงมีความสำคัญ ลักษณะนิสัยของเราสำคัญกว่า
แต่กระนั้นยังมีอีกชื่อหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พระเยซูได้บอกกับคริสเตียนที่เปอร์กามัมว่าแม้ชื่อเสียงของพวกเขาจะเสื่อมเสียตามการกระทำที่สมควรได้รับ แต่พระองค์มีชื่อใหม่เตรียมไว้ในสวรรค์ให้กับผู้ที่ต่อสู้และเอาชนะการทดลอง “เราจะให้…แก่ผู้ที่มีชัยชนะ และจะให้หินขาวแก่เขาด้วย ที่หินนั้นมีชื่อใหม่จารึกไว้ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้เลยนอกจากผู้ที่รับเท่านั้น” (วว.2:17)
เราไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุใดพระเยซูจึงทรงสัญญาว่าจะให้หินขาว หรือนั่นคือรางวัลจากชัยชนะ หรืออาจเป็นสัญลักษณ์เพื่อใช้เข้าสู่งานเลี้ยงของพระเมสสิ-ยาห์ หรืออาจจะคล้ายกับสิ่งที่คณะลูกขุนใช้ลงคะแนนเสียงเพื่อตัดสินให้พ้นโทษ เราไม่รู้จริงๆ แต่ไม่ว่าอย่างไร พระเจ้าทรงสัญญาว่าชื่อใหม่นี้จะลบล้างความอับอายของเรา (ดู อสย.62:1-5)
ชื่อเสียงของเราอาจจะเสื่อมเสีย ลักษณะนิสัยของเราอาจดูเหมือนเกินเยียวยา แต่ในที่สุดแล้วชื่อทั้งสองไม่ได้บ่งบอกถึงตัวเราอย่างแท้จริง ชื่อที่คนอื่นเรียกเราหรือที่เราเรียกตัวเองนั้นไม่สำคัญ คุณเป็นคนที่พระเยซูบอกว่าคุณเป็น ขอให้คุณใช้ชีวิตตามชื่อใหม่นั้น
ทั้งหมดที่คุณต้องการ
ขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร ฉันมองความวุ่นวายอันเปี่ยมสุขรอบๆตัว ทั้งป้า ลุง ลูกพี่ลูกน้อง หลานสาวและหลานชายต่างกำลังมีความสุขกับอาหารและการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว ฉันเองก็มีความสุขเช่นกัน แต่ความคิดหนึ่งเสียดแทงใจฉัน เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในนี้ที่ไม่มีลูก ไม่มีครอบครัวของตัวเอง
สาวโสดหลายคนมีประสบการณ์ที่คล้ายกันนี้ ในวัฒนธรรมแบบเอเชียของฉัน การแต่งงานและการมีลูกถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การไม่มีครอบครัวอาจทำให้คนๆหนึ่งรู้สึกไม่สมบูรณ์ อาจรู้สึกเหมือนคุณขาดสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวคุณหรือสิ่งที่ทำให้คุณสมบูรณ์
นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมความจริงของพระเจ้าทรงเป็น “ส่วน” ของฉัน จึงทำให้ฉันอบอุ่นหัวใจอย่างมาก (สดด.73:26) เมื่อเผ่าต่างๆของอิสราเอลได้รับส่วนแบ่งที่ดิน เผ่าเลวีซึ่งเป็นเผ่าแห่งปุโรหิตไม่ได้รับ แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์เองจะเป็นส่วนมรดกของเขา (ฉธบ.10:9) พวกเขาจะพบความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยมในพระองค์ และเชื่อวางใจว่าพระองค์จะประทานสิ่งจำเป็นทุกอย่างแก่พวกเขา
สำหรับพวกเราบางคน ความรู้สึกขาดอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับครอบครัวบางทีเราก็อยากได้งานที่ดีกว่าหรือมีความสำเร็จด้านการศึกษาที่สูงขึ้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ใด เราสามารถให้พระเจ้าทรงมาเป็นส่วนของเรา พระองค์จะทำให้เราสมบูรณ์ ในพระองค์เราไม่ขาดสิ่งใด
การเรียนรู้อย่างชื่นบาน
ในเมืองไมซอร์ประเทศอินเดีย มีการนำเอาตู้รถไฟเก่ามาต่อกันและสร้างเป็นโรงเรียน กลุ่มครูท้องถิ่นร่วมกับบริษัทเซาท์เวสเทิร์นเรลเวย์ ซื้อตู้โดยสารรถไฟเก่ามาปรับปรุง ตู้พวกนั้นเป็นกล่องเหล็กขนาดใหญ่ที่ใช้การไม่ได้จนกระทั่งมีการติดตั้งบันได พัดลม ไฟ และโต๊ะ คนงานทาสีและวาดภาพสดใสลงบนผนังทั้งภายในและภายนอก ตอนนี้มีนักเรียนหกสิบคนเรียนหนังสือที่นั่นเพราะการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งที่เกิดขึ้น
สิ่งที่อัศจรรย์ยิ่งกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อเราทำตามคำสอนของเปาโลว่า “จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่” (รม.12:2) เมื่อเรายอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์แยกเราออกจากโลกและวิถีของโลก ความคิดและท่าทีของเราจะเริ่มเปลี่ยน เราจะรักมากขึ้นและมีความหวังมากขึ้น และเปี่ยมด้วยสันติสุขภายใน (8:6)
มีสิ่งอื่นเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน แม้กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ และมักจะมีการหยุดและเริ่มออกตัวบ่อยกว่าการนั่งรถไฟ แต่มันจะช่วยให้เราเข้าใจว่าพระเจ้าทรงต้องการอะไรสำหรับชีวิตของเรา ซึ่งจะพาไปถึงจุดที่เรา “ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า” (12:2) การเรียนรู้น้ำพระทัยมักปรับเปลี่ยนเราให้เข้ากับพระลักษณะของพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ในโลกนี้เสมอ
โรงเรียนแห่งนั้นมีชื่อว่า นาลิ กาลิ แปลว่า “การเรียนรู้อย่างชื่นบาน” ฤทธิ์เดชแห่งการเปลี่ยนแปลงของพระเจ้านำคุณไปสู่การเรียนรู้น้ำพระทัยของพระองค์อย่างชื่นบานอย่างไร
การหนีของอีคาโบด
ในตำนานแห่งสลีปปี้ ฮอลโล วอชิงตัน เออร์วิงเล่าถึงอีคาโบด เครน ครูผู้หมายปองสาวสวยชื่อคาทริน่า กุญแจของเรื่องคือชายขี่ม้าไร้หัวที่ไล่ล่าคนตามชนบทในยุคอาณานิคม คืนหนึ่งอีคาโบดเผชิญหน้ากับปีศาจบนหลังม้าและหนีไปด้วยความกลัว “ชายขี่ม้า” นี้แท้จริงแล้วคือคู่แข่งที่หมายปองคาทริน่าเช่นกัน ซึ่งภายหลังได้แต่งงานกับเธอ
อีคาโบดเป็นชื่อที่พบครั้งแรกในพระคัมภีร์และมีเบื้องหลังที่น่าเศร้าเช่นกัน ขณะทำสงครามกับคนฟีลิสเตีย อิสราเอลหามหีบแห่งพระเจ้าเข้าไปในสนามรบ พวกเขาคิดผิด อิสราเอลพ่ายแพ้และหีบแห่งพระเจ้าถูกยึดไป โฮฟนีและฟีเนหัสบุตรสองคนของเอลีมหาปุโรหิตก็ถูกฆ่าตาย (1 ซมอ.4:17) เอลีเองก็สิ้นชีวิต (ข้อ 18) เมื่อภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ของฟีเนหัสรู้ข่าว นางก็ “คลอดบุตรเพราะความเจ็บปวดบังเกิดขึ้นแก่นาง” (ข้อ 19) ก่อนสิ้นใจนางตั้งชื่อลูกว่า อีคาโบด แปลว่า “พระสิริได้พรากไปจากอิสราเอลแล้ว” (ข้อ 22)
ขอบคุณพระเจ้า พระองค์ทรงเปิดเผยเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก พระสิริของพระเจ้าจะปรากฏในพระเยซูผู้ตรัสถึงสาวกของพระองค์ว่า “เกียรติซึ่งพระองค์ (พระบิดา) ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา” (ยน. 17:22)
ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ว่าหีบแห่งพระเจ้าอยู่ที่ไหน แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ อีคาโบดได้หนีไปแล้ว และพระเจ้าได้ทรงประทานพระสิริของพระองค์แก่เราผ่านทางพระเยซู!