คุณไม่ได้อยู่คนเดียว
“ดีใจมากที่ได้เจอคุณ!” “คุณด้วยนะ!” “ดีใจมากที่คุณมา!” การกล่าวทักทายดูอบอุ่นและเป็นมิตร สมาชิกของคริสตจักรในแคลิฟอร์เนียตอนใต้มารวมตัวกันผ่านระบบออนไลน์ก่อนการประชุมในช่วงค่ำ ขณะที่นักเทศน์โทรศัพท์เข้ามาจากรัฐโคโลราโด ฉันดูอย่างเงียบๆขณะคนอื่นๆรวมตัวกันผ่านวีดีโอคอล ฉันเป็นคนเก็บตัวและไม่รู้จักใคร ฉันจึงรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก แต่ทันทีที่หน้าจอเริ่มฉายภาพศิษยาภิบาลของฉัน อีกจอหนึ่งก็เริ่มฉายภาพเพื่อนเก่าในคริสตจักรที่เข้าร่วมประชุมออนไลน์ด้วย เมื่อเห็นพวกเขา ฉันไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป ดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงส่งกองหนุนมาให้
เอลียาห์ก็ไม่โดดเดี่ยวเช่นกัน แม้จะรู้สึกเหมือน “ข้าพระองค์แต่ผู้เดียวเหลืออยู่” หลังต้องหลบหนีความโกรธแค้นของเยเซเบลและอาหับ (1 พกษ.19:10) หลังจากเดินทางผ่านถิ่นทุรกันดารตลอดสี่สิบวันสี่สิบคืน เอลียาห์ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำบนภูเขาโฮเรบ แต่พระเจ้าทรงเรียกท่านให้กลับสู่การรับใช้ ตรัสว่า “จงกลับไปตามทางของเจ้าถึงถิ่นทุรกันดารดามัสกัส และเมื่อเจ้าไปถึงแล้ว เจ้าจงเจิมฮาซาเอลไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนือประเทศซีเรีย และเยฮูบุตรนิมซีนั้น เจ้าจงเจิมให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล และเอลีชาบุตรชาฟัดชาวอาเบลเมโฮลาห์ เจ้าจงเจิมตั้งไว้ให้เป็นผู้เผยพระวจนะแทนเจ้า” (ข้อ 15-16)
แล้วพระเจ้าทรงให้หลักประกันกับท่านว่า “แต่เราจะเหลือเจ็ดพันคนไว้ในอิสราเอล คือทุกเข่าซึ่งมิได้น้อมลงต่อพระบาอัล และทุกปากซึ่งมิได้จูบรูปนั้น” (ข้อ 18) เช่นเดียวกับที่เอลียาห์ได้เรียนรู้ว่า ขณะรับใช้พระเจ้านั้นเราไม่ได้รับใช้ตามลำพัง พระเจ้าทรงนำความช่วยเหลือมาให้ เพื่อพวกเราจะรับใช้พระองค์ร่วมกัน
สาวกที่แท้จริงของพระเยซู
เมื่อคริสเตียน มูสตาด เอาภาพวาดทิวทัศน์ของแวนโก๊ะให้โอกุสต์ เพลเลอรินผู้เป็นนักสะสมงานศิลปะดู เพลเลอรินมองภาพนั้นเพียงครั้งเดียวแล้วพูดว่ามันไม่ใช่ของจริง มูสตาดจึงเอาภาพนั้นไปซ่อนไว้ที่ห้องใต้หลังคาซึ่งภาพนั้นอยู่ที่นั่นตลอดห้าสิบปี เมื่อมูสตาดเสียชีวิตภาพนั้นถูกนำไปประเมินค่าครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดสี่สิบปีต่อมา ทุกครั้งมันถูกตัดสินว่าเป็นของปลอม จนกระทั่งปี 2012 เมื่อผู้เชี่ยวชาญใช้คอมพิวเตอร์นับรอยแตกของเส้นด้ายในผ้าใบของภาพนั้น เขาค้นพบว่ามันถูกตัดมาจากผ้าใบผืนเดียวกับงานอีกชิ้นหนึ่งของแวนโก๊ะ มูสตาดได้เป็นเจ้าของผลงานที่แท้จริงของแวนโก๊ะมาโดยตลอด
คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นของปลอมหรือไม่ คุณกลัวไหมหากมีคนมาตรวจสอบคุณแล้วพบว่าคุณอธิษฐาน ถวายและรับใช้น้อยกว่าคนอื่นๆ คุณกำลังถูกชักจูงให้ไปซ่อนตัวที่ห้องใต้หลังคาเพื่อหลบสายตาที่สอดรู้สอดเห็นของคนอื่นหรือไม่
จงมองลึกลงไปภายใต้สีสันและโครงร่างของชีวิตคุณ หากคุณหันจากทางของคุณและเชื่อวางใจในพระเยซู เมื่อนั้นคุณและพระองค์ก็มาจากผ้าใบผืนเดียวกัน หากใช้ภาพของพระเยซูที่ตรัสว่า “เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง” (ยน.15:5) พระเยซูกับคุณก็เป็นผ้าผืนเดียวกันที่ไร้รอยต่อ
การพึ่งพิงในพระเยซูทำให้คุณเป็นสาวกที่แท้จริงของพระองค์ และนี่เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะปรับปรุงภาพวาดของคุณให้ดีขึ้น พระองค์ตรัสว่า “ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นจะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ข้อ 5)
ร้องสรรเสริญแด่พระเจ้า
ความร้อนอบอ้าวของฤดูร้อนในตอนกลางของภาคตะวันตกปกคลุมพวกเราตลอดสัปดาห์ของงานประชุมการสร้างสาวก แต่ในวันสุดท้ายพวกเราได้ต้อนรับอากาศที่เย็นสบาย เราขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับอากาศที่เย็นลงและพระราชกิจอันอัศจรรย์ที่ได้ทรงกระทำ คนนับร้อยจึงร่วมกันส่งเสียงนมัสการพระเจ้า หลายคนรู้สึกได้รับการปลดปล่อยให้ร้องเพลงอย่างสุดใจต่อพระพักตร์พระเจ้า มอบถวายหัวใจ จิตวิญญาณ ร่างกายและความคิดแด่พระองค์ หลายสิบปีต่อมาเมื่อย้อนคิดถึงวันนั้น ฉันได้รับการย้ำเตือนถึงความอัศจรรย์ใจและชื่นชมยินดีอันบริสุทธิ์ของการสรรเสริญพระเจ้า
กษัตริย์ดาวิดทรงรู้วิธีที่จะนมัสการพระเจ้าอย่างสุดใจ เมื่อหีบพันธสัญญาซึ่งแสดงถึงการทรงสถิตของพระเจ้าถูกนำกลับมายังกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ทรงชื่นชมยินดีด้วยการเต้นรำ กระโดด และเฉลิมฉลอง (1 พศด.15:29) แม้เมื่อพระมเหสีมีคาลเห็นการปล่อยตัวของดาวิดและ “มีใจดูหมิ่นพระองค์” (ข้อ 29) ดาวิดไม่ทรงยอมให้คำตำหนิของพระนางหยุดยั้งการนมัสการพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ของพระองค์ แม้ว่าจะดูไร้เกียรติ แต่พระองค์ต้องการขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเลือกพระองค์ให้เป็นผู้นำประเทศ (2 ซมอ.6:21-22)
ดาวิดแต่งตั้ง “อาสาฟและพี่น้องของท่าน จงโมทนาพระคุณพระเจ้าและร้องทูลออกพระนามพระองค์ จงให้บรรดาพระราชกิจของพระองค์แจ้งแก่ชนชาติทั้งหลาย จงร้องเพลงถวายพระองค์ร้องเพลงสดุดีถวายพระองค์ จงเล่าถึงการอัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์” (1 พศด.16:7-9) ขอให้เรามอบตัวเองเพื่อนมัสการพระเจ้าโดยสรรเสริญและยกย่องพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจ
ป้ายชื่อพระเยซู
“ลูกพ่อไม่มีอะไรมากมายที่จะให้กับลูก แต่พ่อมีชื่อเสียงที่ดี จงอย่าทำลายมัน” เป็นคำพูดที่ชาญฉลาดและหนักแน่นของจอห์นนี่ เบททิส ที่พูดกับเจโรมลูกชายของเขาขณะจากบ้านเพื่อไปเรียนที่วิทยาลัย เจโรมยกคำพูดของพ่อมากล่าวในสุนทรพจน์ในงานต้อนรับเข้าสู่หอเกียรติยศนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล คำพูดชาญฉลาดที่เจโรมจดจำและมีอิทธิพลในตลอดชีวิตของเขา จนทำให้เขากล่าวย้ำด้วยประโยคที่คล้ายคลึงกันกับลูกชายของเขาว่า “ลูก ไม่มีอะไรที่พ่อให้จะสำคัญมากไปกว่าชื่อเสียงที่ดีของพวกเรา”
การมีชื่อเสียงดีเป็นเรื่องสำคัญของผู้เชื่อในพระเยซู คำพูดของเปาโลในพระธรรมโคโลสี 3:12-17 เตือนให้เรารู้ว่าเราเป็นตัวแทนของใคร (ข้อ 17) อุป-นิสัยเป็นเหมือนเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ และพระธรรมตอนนี้บอกว่าเรากำลังแขวน “ป้ายชื่อพระเยซู” บนเสื้อผ้าของเรา “ในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้...จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน...จงยกโทษให้กันและกัน...แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด” (ข้อ 12-14) นี่ไม่ใช่เพียง “เสื้อผ้าสำหรับวันอาทิตย์” เราต้องสวมเสื้อผ้านี้ทุกที่ทุกเวลาเมื่อพระเจ้าทรงทำงานในเราเพื่อสะท้อนถึงพระองค์ เมื่อชีวิตของเรามีคุณลักษณะนิสัยเหล่านี้ เราแสดงให้เห็นถึงพระนามของพระองค์ที่อยู่ในเรา
ให้เราขะมักเขม้นอธิษฐานและระมัดระวังในการสำแดงให้เห็นถึงพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงประทานสิ่งที่จำเป็นแก่เรา
คำศัพท์สำหรับความเศร้าโศก
เมื่อฮิวจ์และดีดียอมปล่อยให้ลูกคนเดียวของพวกเขาไปสวรรค์ พวกเขาสับสนไม่รู้จะเรียกตัวเองว่าอะไรหลังจากเรื่องเศร้านั้น ในภาษาอังกฤษไม่มีคำเฉพาะที่ใช้เรียกพ่อแม่ที่สูญเสียลูก ภรรยาที่ไร้สามีคือแม่หม้าย สามีที่ไร้ภรรยาเป็นพ่อหม้าย เด็กที่ไม่มีพ่อแม่คือเด็กกำพร้า พ่อแม่ที่ลูกเสียชีวิตเป็นหลุมแห่งความเจ็บปวดที่ไม่อาจอธิบาย
การแท้งลูก การตายอย่างฉับพลันของทารก การฆ่าตัวตาย ความเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ความตายขโมยเด็กไปจากโลก และปล้นเอาการมีตัวตนของพ่อแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ไป
แต่พระเจ้าทรงเข้าพระทัยถึงความโศกเศร้าที่แสนเจ็บปวดนั้นเมื่อพระเยซู พระบุตรองค์เดียวทรงร้องเรียกพระองค์เมื่อใกล้จะสิ้นพระชนม์บนกางเขน “พระบิดาเจ้าข้าข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ลก.23:46) พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูก่อนที่จะลงมาบังเกิดในโลก และยังคงเป็นพระบิดาจนลมหายใจสุดท้ายของพระเยซู พระเจ้ายังทรงเป็นพระบิดาเมื่อพระกายของพระบุตรถูกวางไว้ในอุโมงค์ พระเจ้าทรงเป็นอยู่ในวันนี้ในฐานะพระบิดาของพระบุตรผู้เป็นขึ้นจากความตาย ผู้ทรงมอบความหวังแก่พ่อแม่ทุกคนว่า ลูกๆของพวกเขาจะสามารถมีชีวิตอีกครั้ง
คุณจะเรียกพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ที่ทรงยอมสละองค์พระบุตรเพื่อจักรวาลนี้ เพื่อคุณและฉันว่าอย่างไร พระบิดายังคงเป็นพระบิดา เมื่อไม่มีคำศัพท์ในหมวดของความโศกเศร้าที่ใช้อธิบายความเจ็บปวดจากการสูญเสีย พระเจ้าก็ยังทรงเป็นพระบิดาของเราและทรงเรียกเราว่าเป็นลูกของพระองค์ (1 ยน.3:1)
พบความยินดีในความอนิจจัง
ในปี 2010 เจมส์ วอร์ดผู้สร้างบล็อกที่ชื่อว่า “ฉันชอบเรื่องน่าเบื่อ” ได้จัดการประชุมที่เรียกว่า “การประชุมเรื่องน่าเบื่อ” เป็นหนึ่งวันแห่งการฉลองสิ่งที่น่าเบื่อธรรมดาๆ หรือถูกมองข้าม ที่ผ่านมาวิทยากรเคยพูดเกี่ยวกับหัวข้อที่ดู
น่าเบื่อเช่น การจาม เสียงที่เกิดจากตู้ขายของอัตโนมัติและจากเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทของปี 1999 วอร์ดรู้ว่าหัวข้อเหล่านี้อาจดูน่าเบื่อ แต่วิทยากรสามารถทำเรื่องน่าเบื่อให้เป็นเรื่องน่าสนใจ มีความหมายและน่ายินดีได้
หลายพันปีก่อน ซาโลมอนกษัตริย์ที่ฉลาดที่สุดได้เริ่มค้นหาความสุขของพระองค์ในสิ่งที่เป็นอนิจจังและน่าเบื่อ พระองค์ทุ่มเททำงาน ซื้อฝูงสัตว์มากมาย เพิ่มพูนความมั่งคั่ง สรรหานักร้อง และสร้างพระราชวัง (ปญจ. 2:4-9) บางสิ่งที่พระองค์ทรงทำได้รับการยกย่องแต่บางสิ่งก็ไม่ สุดท้ายในการค้นหาความหมายนั้นพระองค์ไม่พบสิ่งใดนอกจากความอนิจจัง (ข้อ 11) ซาโลมอนยึดติดอยู่ในมุมมองของโลกตามประสบการณ์อันจำกัดของมนุษย์ที่พระเจ้าไม่ทรงมีส่วนร่วม อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดทรงตระหนักได้ว่าพระองค์จะพบความยินดีในความน่าเบื่อได้ก็เมื่อพระองค์ระลึกถึงและนมัสการพระเจ้าเท่านั้น (12:1-7)
เมื่อเราพบตัวเองวนเวียนอยู่ในความเบื่อหน่าย ให้เราเริ่มการประชุมส่วนตัวประจำวันของเราโดย “ระลึกถึงพระผู้เนรมิตสร้าง(ของเรา)” (ข้อ 1) คือพระเจ้าผู้ทรงเติมความน่าเบื่อด้วยสิ่งที่มีความหมาย เมื่อเราระลึกถึงและนมัสการพระองค์ เราจะพบความอัศจรรย์ใจในเรื่องที่ธรรมดา การสำนึกในพระคุณในเรื่องที่น่าเบื่อ และความยินดีในสิ่งที่ดูเหมือนไร้ความหมายในชีวิต
ในยามขัดสน
เมื่อกิจการเล็กๆหลายแห่งในรัฐเทนเนสซีต้องถูกปิดลงเพื่อช่วยลดการระบาดของโควิด 19 เจ้าของร้านต่างเป็นกังวลว่าจะดูแลลูกจ้างของตนอย่างไร จะหาเงินจากไหนมาจ่ายค่าเช่า และจะรอดพ้นช่วงวิกฤตนี้ได้อย่างไร เพื่อช่วยลดความกังวลเหล่านั้น ศิษยาภิบาลของคริสตจักรแห่งหนึ่งใกล้ๆเมืองแนชวิลล์ได้ริเริ่มกองทุนเงินสดเพื่อช่วยเหลือเจ้าของกิจการที่กำลังดิ้นรนต่อสู้
“พวกเรารู้สึกทนไม่ได้ที่จะเก็บเงินสะสมสำหรับยามจำเป็นไว้เฉยๆ ขณะที่คนอื่นๆกำลังเผชิญกับความขัดสน” ศิษยาภิบาลอธิบายขณะที่เขาหนุนใจคริสต-จักรอื่นในพื้นที่ให้เข้าร่วมโครงการนี้
เงินสะสมสำหรับยามจำเป็นเป็นเงินที่แยกเก็บไว้เพื่อใช้เมื่อรายได้ประจำลดลงในขณะที่กิจการงานตามปกติยังคงต้องขับเคลื่อนไป เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะห่วงตัวเราเองก่อน แต่พระคัมภีร์หนุนใจเราให้มองข้ามความจำเป็นของตัวเอง และหาหนทางที่จะรับใช้ผู้อื่น และฝึกที่จะให้ด้วยใจกว้างขวาง พระธรรมสุภาษิต 11 เตือนเราว่า “บางคนยิ่งจำหน่ายยิ่งมั่งคั่ง” “บุคคลที่ใจกว้างขวางย่อมได้รับความมั่งคั่ง” และ “บุคคลที่รดน้ำ เขาเองจะได้รับการรดน้ำ” (ข้อ 24-25)
ในวันนี้ดวงอาทิตย์สาดแสงเจิดจ้าเป็นพิเศษเหนือชีวิตคุณหรือไม่ จงมองดูรอบๆว่ามีใครกำลังเผชิญกับพายุใหญ่ในชีวิต พระพรที่พระเจ้าประทานแก่คุณจะทวีคูณเมื่อคุณยินดีที่จะแบ่งปันกับผู้อื่น การให้ด้วยใจกว้างขวางเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการมอบความหวังแก่ผู้อื่น และเพื่อย้ำเตือนกับผู้ที่เจ็บปวดว่าพระเจ้าทรงรักพวกเขา
แบ่งปันการชูใจ
เมื่อเฮลีย์ลูกสาวของฉันมาเยี่ยม ฉันเห็นคอลลัมลูกชายวัยสามขวบของเธอสวมชุดแปลกๆ เป็นเสื้อแขนยาวที่มีถุงมือเย็บติดที่ปลายแขนเสื้อเรียกว่าชุด อย่าเกาฉัน คอลลัมทนทุกข์กับโรคเรื้อนกวางเรื้อรังซึ่งเป็นโรคผิวหนังที่ทำให้มีอาการคัน ผิวหนังหยาบกระด้างและเจ็บปวด “เสื้ออย่าเกาฉันช่วยป้องกันไม่ให้คอลลัมเกาและทำให้ผิวหนังเป็นแผล” เฮลีย์อธิบาย
เจ็ดเดือนต่อมาผิวของเฮลีย์ขึ้นผื่นและเธอหยุดเกาไม่ได้ “ตอนนี้หนูเข้าใจแล้วว่าคอลลัมต้องทนกับอะไรบ้าง” เฮลีย์สารภาพกับฉัน “บางทีหนูคงต้องใส่เสื้ออย่าเกาฉันเหมือนกัน!”
สถานการณ์ของเฮลีย์ทำให้ฉันคิดถึง 2 โครินธ์ 1:3-5 ที่เปาโลกล่าวว่าพระเจ้าทรงเป็น “พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง พระองค์ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้นที่มีความทุกข์อย่างหนึ่งอย่างใด ได้ด้วยความชูใจซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า เพราะว่าเรามีส่วนทนทุกข์กับพระคริสต์มากฉันใด ความชูใจของเราเนื่องจากพระคริสต์ก็มากฉันนั้น”
บางครั้งพระเจ้าทรงอนุญาตให้เราก้าวผ่านความยากลำบากเช่น ความเจ็บป่วย การสูญเสียหรือวิกฤตการณ์ พระองค์สอนเราผ่านความทุกข์ยากเพื่อให้เราซาบซึ้งถึงการทนทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พระคริสต์ทรงแบกรับเพื่อพวกเราบนกางเขน เช่นเดียวกันเมื่อเราพึ่งพาในพระองค์เพื่อรับความชูใจและกำลัง เราจะสามารถชูใจและเสริมกำลังผู้อื่นในยามที่เขาทุกข์ยาก ให้คิดถึงผู้ที่เราจะชูใจได้เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงนำเราผ่านความทุกข์ยากเหล่านั้นมาแล้ว
เข้าถึงผู้อื่นเพื่อพระเยซู
ทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อของพระเยซู ชนเผ่าบันวาออนซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาของมินดาเนาในประเทศฟิลิปปินส์ และติดต่อกับโลกภายนอกน้อยมาก การเดินทางเพื่อขนส่งเสบียงอาจต้องใช้เวลาถึงสองวัน โดยต้องปีนเขาอย่างยากลำบากผ่านภูมิประเทศที่ทุรกันดาร โลกไม่เคยสนใจพวกเขา
ต่อมาพันธกิจมิชชั่นกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปหาพวกเขาโดยนำผู้คนเข้าออกพื้นที่นั้นด้วยเฮลิคอปเตอร์ ทำให้ชนเผ่าบันวาออนเข้าถึงสิ่งที่จำเป็น ความช่วยเหลือสำคัญทางการแพทย์ และได้รับรู้ถึงโลกภายนอกมากขึ้น และยังได้นำพวกเขาให้รู้จักกับพระเยซู เดี๋ยวนี้แทนที่จะร้องเพลงให้กับวิญญาณต่างๆ พวกเขาร้องบทสวดตามประเพณีของชนเผ่าด้วยคำร้องใหม่ที่สรรเสริญพระเจ้าผู้เที่ยงแท้พระองค์เดียว พันธกิจการบินได้สถาปนาการเชื่อมโยงที่สำคัญนี้ก่อนพระเยซูเสด็จกลับไปหาพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์ตรัสสั่งเหล่าสาวกว่า “เจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” (มธ.28:19) พระดำรัสสั่งนั้นยังคงอยู่
กลุ่มคนที่ไม่มีใครเข้าถึงนั้นไม่ได้ถูกจำกัดเพียงผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลึกลับห่างไกลที่เราไม่เคยรู้จัก บ่อยครั้งพวกเขาอยู่ท่ามกลางพวกเรา การเข้าถึงชนเผ่าบันวาออนต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และทรัพยากรมากมาย และสิ่งนั้นกระตุ้นเราให้หาหนทางที่สร้างสรรค์ที่จะก้าวข้ามอุปสรรคในชุมชนของเรา นั่นอาจรวมถึงกลุ่มที่ “ไม่สามารถเข้าถึงได้” ที่คุณไม่เคยนึกถึง ซึ่งอาจเป็นบางคนในละแวกบ้านคุณ พระเจ้าทรงใช้คุณให้เข้าถึงผู้อื่นเพื่อพระเยซูอย่างไร